ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 524 (เล่ม 65)

บทว่า โคกปิลํ ความว่า แม่โคดำแดง.
บทว่า ปลาลปุญฺชํ ความว่า กองข้าวเปลือก.
บทว่า ตกฺกฆฏํ ความว่า ถาดที่เต็มไปด้วยเปรียงโคเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตฆฏํ ความว่า หม้อเปล่า
บทว่า นฏํ ความว่า การฟ้อนรำของนักฟ้อนเป็นต้น. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า กิริยาของนักเลง.
บทว่า นคฺคสมณกํ ความว่า สมณะไม่นุ่งผ้า.
บทว่า ขรํ ความว่า ลา.
บทว่า ขรยานํ ความว่า ยวดยานเป็นต้นที่เทียมลา.
บทว่า เอกยุตฺตยานํ ความว่า ยานที่เทียมด้วยสัตว์พาหนะตัวเดียว.
บทว่า กาณํ ความว่า คนตาบอดข้างเดียวและสองข้าง.
บทว่า กุณึ ความว่า คนมือง่อย.
บทว่า ขญฺชํ ความว่า คนเท้ากระจอก คือมีเท้าไปขวาง.
บทว่า ปกฺขหตํ ความว่า คนพิการ.
บทว่า ชิณฺณกํ ความว่า คนแก่เพราะชรา.
บทว่า พฺยาธิกํ ความว่า คนถูกพยาธิเบียดเบียน.
บทว่า มตํ ความว่า คนตาย.
บทว่า สุตสุทฺธิกา ความว่า ปรารถนาความหมดจดด้วยการได้
ยินเสียงด้วยโสตวิญญาณ.
บทว่า สทฺทานํ สวนํ ความว่า การได้ยินสัททารมณ์.

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 525 (เล่ม 65)

บทว่า วฑฺฒาติ วา เป็นต้น ท่านกล่าวถือเอาสักว่าเป็นเสียงที่
เป็นไปในโลก แต่เสียงที่กล่าวโดยชื่อนั้น ๆ ว่า กาโณ เป็นต้นนั่นแล
ไม่เป็นมงคล.
บทว่า ฉินฺนนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกตัดมือและเท้าเป็นต้น.
บทว่า ภินฺนนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกตีศีรษะเป็นต้น.
บทว่า ทฑฺฒนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกไฟไหม้.
บทว่า นฏฺฐนฺติ วา ความว่า เสียงว่าพินาศเพราะพวกโจรเป็น
ต้น.
บทว่า นตฺถีติ วา ความว่า หรือเสียงว่าของไม่มี.
บทว่า สีลสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยศีล.
บทว่า สีลมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสังวร.
บทว่า สญฺญมมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่าเข้าไปยินดี.
บทว่า สํวรมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่ากั้นทวาร.
บทว่า อวีติกฺกมมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่าไม่ก้าวล่วงศีล.
บทว่า สมณมุณฑิกาปุตฺโต เป็นชื่อที่ได้มาทางฝ่ายมารดา.
บทว่า สมฺณปนฺนกุสลํ ความว่า มีกุศลบริบูรณ์.
บทว่า ปรมกุสลํ ความว่า มีกุศลสูงสุด.
บทว่า อุตฺตมปตฺติปฺปตฺตํ ความว่า ผู้ถึงพระอรหันต์อันอุดมที่
พึงตั้งอยู่.
บทว่า อโยชฺฌํ ความว่า สมณะผู้อันใคร ๆ ไม่อาจให้แพ้.

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 526 (เล่ม 65)

บทว่า วตฺตสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร
คือการสมาทาน.
บทว่า หตฺถิวตฺติกา วา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติหัตถี
วัตร เพราะอรรถว่า มีหัตถีวัตรที่สมาทานไว้.
อธิบายว่า กระทำกิริยาอย่างช้างทั้งปวง ทำอย่างไร ? สมณพราหมณ์
เหล่านั้น เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า จำเดิมแต่วันนี้ไป เราจักการทำสิ่งที่ช้าง
ทั้งหลายทำจึงกระทำอาการเดิน ยืน นั่ง นอน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะอย่าง
ช้างทั้งหลาย และอาการที่เห็นช้างอื่น ๆ แล้วชูงวงเดินไปทุกอย่าง ดังนั้น
จึงชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติหัตถีวัตร.
แม้ในบทว่า เป็นผู้พระพฤติอัสสวัตรเป็นต้น ก็พึงประกอบบทตาม
ที่ควรประกอบ ด้วยสามารถบทที่ได้มา.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ทิสาวตฺติกา วา ซึ่งเป็นบทสุดท้าย
มีความว่า เป็นผู้ประพฤติทิสวัตรที่สมาทาน ด้วยสามารถนมัสการทิศมีทิศ
บูรพาเป็นต้น. การสมาทานวัตรของสมณพราหมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว
เหล่านั้น เมื่อสำเร็จย่อมนำเข้าไปถึงความเป็นเพื่อนกับช้างเป็นต้น. แต่ถ้า
มิจฉาทิฏฐิมีแก่เขาผู้คิดอยู่ว่า เราย่อมเป็นเทวดา หรือเทวดาองค์ใดองค์
หนึ่ง ด้วยการสมาทานศีลและวัตร และความประพฤติอันประเสริฐนี้ พึง
ทราบว่า นรกและกำเนิดดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมี.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนปุณณะ บุคคล
บางคนในโลกนี้บำเพ็ญวัตรสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญศีลสุนัข
บริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญสมาธิสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย บำเพ็ญอากัปปะ

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 527 (เล่ม 65)

สุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บุคคลนั้นบำเพ็ญวัตรสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย.
บำเพ็ญศีลสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญสมาธิสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย.
บำเพ็ญอากัปปะสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย. ครั้นแตกกายตายไปแล้วย่อมเข้า
ถึงความเป็นเพื่อนกับสุนัขทั้งหลาย. ก็ถ้าเขามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราจักเป็น
เทวดาหรือเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีล วัตรหรือพรหมจรรย์นี้ ทิฏฐิของ
เขานั้นย่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ดูก่อนปุณณะเรากล่าวว่าคนมิจฉาทิฏฐิมีคติ ๒
อย่างคือนรก หรือกำเนิดดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง. ดูก่อนปุณณะ
วัตรสุนัขเมื่อสำเร็จ ย่อมนำเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับสุนัขทั้งหลาย. เมื่อ
ไม่สำเร็จย่อมนำเข้าสู่นรก. ไม่พึงถือเอาเนื้อความว่า ผู้ประพฤติคันธัพพวัตร
เป็นต้น ย่อมเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับคนธรรพ์เป็นต้น. แต่พึงถือเอาว่า
ย่อมเข้าถึงนรกและกำเนิดดิรัจฉานนั่นแล เพราะถือเอาด้วยมิจฉาทิฏฐิ.
บทว่า มุตสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจด ด้วย
อารมณ์ที่ถูกต้อง.
บทว่า ปฐวึ อามสนฺติ ความว่า ย่อมถูกต้องแผ่นดินใหญ่ที่มี
สัมภาระ ด้วยกาย.
บทว่า หริตํ ความว่า หญ้าแพรกเขียวสด.
บทว่า โคมยํ ความว่า โคมัยของโคเป็นต้น.
บทว่า กจฺฉปํ ความว่า เต่าหลายชนิดมีเต่ากระดูกเป็นต้น.
บทว่า ชาลํ อกฺกมนฺติ ความว่า ย่ำเหยียบข่ายเหล็ก.
บทว่า ติลวาหํ ความว่า เกวียนบรรทุกงา หรือกองงา.

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 528 (เล่ม 65)

บทว่า ปุสฺสติลํ ขาทนฺติ ความว่า เคี้ยวกินงาที่ประกอบด้วย
มงคล.
บทว่า ปสฺสเตลํ มกฺเขนฺติ ความว่า ทำน้ำมันงาอย่างนั้นเป็น
เครื่องพรมสรีระ.
บทว่า ทนฺตวฏฐํ ความว่า ไม้สีฟัน.
บทว่า มตฺติกาย นหายนฺติ ความว่า ถูสรีระด้วยดินอ่อน มี
ดินสอพองเป็นต้นแล้วอาบน้ำ.
บทว่า สาฏกํ นิวาเสนฺติ ความว่า นุ่งห่มผ้าที่ประกอบด้วย
มงคล.
บทว่า เวฏฺฐนํ เวฏฺฐนฺติ ความว่า วาง คือ สวมผ้าโพกศีรษะ
ซึ่งเป็นผ้าไหมเป็นต้นบนศีรษะ.
บทว่า เตธาตุกํ กุสลาภิสงฺขารํ ความว่า ปัจจยาภิสังขารซึ่งเกิด
แต่ความฉลาด ให้ปฏิสนธิในกามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ.
บทว่า สพฺพํ อกุสลํ ความว่า อกุศลซึ่งเกิดแต่ความไม่ฉลาด ๑๒,
บทว่า ยโต ได้แก่ ในกาลใด. ปุญญาภิสังขาร ๑๓ อปุญญาภิ
สังขาร ๑๒ และอาเนญชาภิสังขาร ๔ เป็นอันละได้แล้ว ด้วยสมุจเฉทปหาน
ตามสมควร.
บทว่า อตฺตทิฏฺฐิญฺชโห ความว่า ละทิฏฐิที่ถือว่า นั่นเป็นตัว
ตนของเรา.
บทว่า คาหญฺชโห ความว่า ละความยึดถือที่สัมปยุตด้วยมานะว่า
เราเป็นนั่น.

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 529 (เล่ม 65)

บทว่า อตฺตญฺชโห มีความอีกว่า บทเป็นต้นว่า ความถือลูบคลำ
ความจับต้องแต่ข้างหน้า ความถือมั่นในอัตตานั้น ความติดใจกลืนด้วย
สามารถตัณหามีกำลัง และความปรารถนามีกำลัง ด้วยสามารถความยึดถือ
ด้วยตัณหาและด้วยสามารถความยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่า นั่นของเรา ความถือ
เป็นต้นทั้งปวงนั้นย่อมเป็นอันพราหมณ์นั้นสละแล้ว ดังนี้ มีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
ครั้นกล่าวว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่น อย่างนี้
แล้ว บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความที่ทิฏฐินั้น ของพวกมีทิฏฐิ
ที่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่นเหล่านั้น เป็นทิฏฐินำทุกข์ออกไม่ได้ จึง
กล่าวคาถา ปุริมํ ปหาย ดังนี้ เป็นต้น.
คาถานั้นมีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นแม้เป็นผู้กล่าวความหมด
จดโดยมรรคอื่น ละศาสดาต้น เป็นต้น อาศัยศาสดาหลัง เพราะถูกความ
ถือและความปล่อยครอบงำ เพราะละทิฏฐินั้นไม่ได้ ไปตามตัณหากล่าวคือ
ความแสวงหา คือถูกตัณหาครอบงำ ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง
ต่างโดยราคะเป็นต้น และเมื่อไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ย่อมเรียนด้วย
ย่อมละด้วยซึ่งธรรมนั้น ๆ เหมือนลิงเกาะกิ่งไม้.
บทว่า ปุริมํ สตฺถารํ ปหาย ความว่า เว้นปฏิญญาของศาสดา
ที่ถือไว้ในก่อน.
บทว่า อปรํ สตฺถารํ นิสฺสิตา ความว่า อาศัย คือ ติดแน่น
ปฏิญญาของศาสดาอื่น. แม้ในบทว่า ปุริมํ ธมฺมกฺขานํ ปหาย เป็น
ต้นก็นัยนี้แล.
บทว่า เอชานุคา ความว่า ไปตามตัณหา.

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 530 (เล่ม 65)

บทว่า เอชานุคตา ความว่า ไปตามตัณหาแล้ว.
บทว่า เอชานุสุฏา ความว่า ซ่านไปตาม หรือแล่นไปตามตัณหา.
บทว่า เอชาย ปนฺนา ปติตา ความว่า จมลงในตัณหา และอัน
ตัณหาเก็บเสียแล้ว.
บทว่า มกฺกโฏ ได้แก่ ลิง.
บทว่า อรญฺเญ ความว่า ในทุ่ง.
บทว่า ปวเน ความว่า ในป่าใหญ่.
บทว่า จรมาโน ความว่า ไปอยู่.
บทว่า เอวเมว เป็นบทอุปไมย เครื่องยังบทอุปมาให้ถึงพร้อม.
บทว่า ปุถุ ความว่า ต่าง ๆ.
บทว่า ปุถุทิฏฺฐิคตานิ ความว่า ทิฏฐิมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า คณฺหนฺติ จ มุญฺจนฺติ จ ความว่า ย่อมจับด้วยสามารถ
แห่งการถือ และย่อมปล่อยด้วยสามารถแห่งการสละ.
บทว่า อาทิยนฺติ จ นิรสฺสชนฺติ จ ความว่า ย่อมการทำความ
กังวล ย่อมสละ และย่อมซัดไป.
เนื้อความที่ตรัสไว้ว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่าเป็นผู้พูด
อย่างนั้น นั้นเชื่อมความในคาถาที่ ๕ ว่า สยํ สมาทาย สมาทานวัตรทั้ง
หลายเอง เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สยํ แปลว่า เอง.
บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอา.
บทว่า วตฺตานิ ความว่า วัตรทั้งหลายมีหัตถีวัตรเป็นต้น.

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 531 (เล่ม 65)

บทว่า อุจฺจาวจํ ความว่า กลับไปกลับมา หรือเลวและประณีต
คือ จากศาสดาสู่ศาสดา เป็นต้น.
บทว่า สญฺญสตฺโต ความว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในกามสัญญา เป็นต้น.
บทว่า วิทฺธา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ส่วนผู้มีความ
รู้ คือพระอรหันต์ ตรัสรู้สัจจธรรม ๔ อันเป็นปรมัตถ์ ด้วยความรู้คือ
มรรคญาณ ๔. บทที่เหลือ ปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า สยํ สมาทาย ความว่า ถือของทีเดียว.
บทว่า อาทาย ความว่า ถือเอาแล้ว คือรับเอาแล้ว.
บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอาแล้ว โดยชอบ.
บทว่า อาทิยิตฺวา ความว่า กระทำความกังวล.
บทว่า สมาทิยิตฺวา ความว่า กระทำความกังวลโดยชอบ.
บทว่า คณฺหิตฺวา ความว่า ไม่สละ.
บทว่า ปรามสิตฺวา ความว่า แสดงแล้ว.
บทว่า อภินิวิสิตฺวา ความว่า ตั้งมั่นแล้ว.
บทว่า กามสัญญา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
บทว่า วิทฺธา แปลว่า ผู้มีปัญญา.
บทว่า วิชฺชาคโต ความว่า ผู้ถึงความรู้แจ้ง.
บทว่า ญาณี ความว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา.
บทว่า วิภาวี ความว่า ผู้พิจารณาด้วยญาณ,
บทว่า เมธาวี ความว่า ผู้มีญาณตรึกตรองโดยอนิจจลักษณะเป็น
ต้น.

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 532 (เล่ม 65)

บทว่า ปญฺญา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า จตุสจฺจธมฺมํ วิจินาติ ความว่า ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์
เนื้อความของโพชฌงค์ กล่าวไว้แล้วในหนหลังเทียว.
บทว่า วีมํสา ความว่า ปัญญาเครื่องค้นคว้าสัจจธรรม ๔ นั่นแล
ท่านอธิบายว่า วิมังสา คือการคิดธรรม.
บทว่า วิปสฺสนา ความว่า ปัญญาเครื่องเห็นโดยอาการต่าง ๆ ที่
สัมปยุตด้วยมรรคนั้นแล.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ความว่า สัมมาทิฏฐิที่งาม บัณฑิตสรรเสริญ
ดี สัมปยุตด้วยมรรค.
บทว่า เตหิ เวเทหิ ความว่า ด้วยมรรคญาณ ๔ เหล่านั้นนั่นแล.
บทว่า อนฺตคโต ความว่า ถึงที่สุดชาติ ชรา และมรณะ.
บทว่า โกฏิคโต เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า เวทานํ วา อนฺตคโต ความว่า ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่พึงรู้.
บทว่า เวเทหิ วา อนฺตคโต ความว่า ถึงพระนิพพานกล่าวคือ
ที่สุด โดยเป็นที่สุดรอบแห่งทุกข์ในวัฏฏะ ด้วยปัญญา คือมรรคญาณ ๔.
บทว่า วิทิตตฺตา ความว่า เพราะความเป็นผู้รู้แจ้ง คือ เพราะ
ความเป็นผู้รู้.
คาถาว่า เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ เป็นต้น มีความว่า ผู้ใด
กระทำความสิ้นกิเลสด้วยเวทคือมรรคญาณ ๔ ถึงแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าถึงเวท
โดยปรมัตถ์. อนึ่ง ผู้ใดเลือกเฟ้นเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าศาสตร์ ของ
สมณพราหมณ์ทั้งปวง ด้วยสามารถอนิจจลักษณะเป็นต้นโดยกิจ ด้วยมรรค

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 533 (เล่ม 65)

ภาวนานั้นแล. ก้าวล่วงเวททั้งปวงนั้นนั่นแล. ด้วยการละฉันทราคะใน
เวทนั้น เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ที่เกิดขึ้นเพราะเวทเป็น
ปัจจัย หรือโดยประการอื่น. เพราะเหตุนั้น เมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น
ถูกทูลถามว่า ผู้ถึงเวทกล่าวถึงการบรรลุอะไร ? มิได้ตรัสตอบว่า การ
บรรลุนี้ ตรัสว่า บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งหลาย ฯลฯ ชื่อว่าเป็นเวทคู ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะผู้ใดเลือกเฟ้นเวททั้งหลายด้วยปัญญาเครื่องเลือก
เฟ้น ย่อมเป็นไปก้าวล่วงเวททั้งปวงด้วยการละฉันทราคะในเวทนั้น. ผู้นั้น
ถึง คือรู้ คือก้าวล่วงเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าศาสตร์. ผู้ใดปราศจากราคะ
ในเวทนาทั้งหลาย แม้ผู้นั้นก็ถึง คือก้าวล่วงเวททั้งหลายที่เรียกกันว่า
เวทนา คือถึงเวทนายิ่ง. แม้ดังนั้นก็ชื่อว่า เวทคู ฉะนั้น เมื่อจะทรง
แสดงเนื้อความว่า จึงมิได้ตรัสว่า การบรรลุนี้ แต่ตรัสว่า บุคคลเลือก
เฟ้นเวททั้งหลาย ฯลฯ ชื่อว่าเป็นเวทคู ดังนี้.
บทว่า สเมจฺจ ความว่า มาพร้อมด้วยญาณ.
บทว่า อภิสเมจฺจ ความว่า แทงตลอดด้วยญาณ.
บทว่า ธมฺมํ ความว่า สัจจธรรม ๔.
บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ความว่า ธรรมพร้อมด้วยปัจจัยทั้งปวง.
ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นชื่อว่าสังขารอันปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมร่วมกระทำด้วย
ปัจจัยทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขาร. สังขารเหล่านั้นท่านกล่าวโดยวิเศษ
ว่า สังขตะ เพราะร่วมกระทำด้วยปัจจัยทั้งหลายด้วยประการฉะนี้. ใน
อรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า ธรรมมีรูปที่เป็นไปในภูมิ ๓ เป็นต้น ที่บังเกิด
เพราะกรรม ชื่อว่า อภิสังขตสังขาร. อภิสังขตสังขารแม้เหล่านั้น ย่อม

533