ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 504 (เล่ม 65)

จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ.
[๑๒๗] คำว่า เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น
มีความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมจับถือและปล่อย คือย่อมยึด
ถือและสละทิฏฐิเป็นอันมาก เหมือนลิงเที่ยวไปในป่าใหญ่ ย่อมจับกิ่งไม้
ละกิ่งไม้นั้นแล้วจับกิ่งอื่น ละกิ่งอื่นนั้นแล้วจับกิ่งอื่น ฉะนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น. เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ละต้น อาศัยหลัง ไป
ตามความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมจับถือ ย่อมละ เหมือนลิงจับ
และละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น.
[๑๒๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:-
ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง เป็นผู้ข้องใน
สัญญา ย่อมดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้
ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจ
แผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ.
ว่าด้วยการดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
[๑๒๙] คำว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง มีความว่า
คำว่า สมาทานเอง ได้แก่ สมาทานเอาเอง. คำว่า วัตรทั้งหลาย
ความว่า ชันตุชน ถือเอา สมาทาน ถือเอาแล้ว ถือเอาโดยเอื้อเฟื้อ

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 505 (เล่ม 65)

สมาทานแล้ว รับเอาแล้ว ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งหัตถีวัตร อัสสวัตร
โควัตร กุกกุรวัตร กากวัตร วาสุเทววัตร พลเทววัตร ปุณณภัตรวัตร
มณิภัตรวัตร อัคคิวัตร นาควัตร สุปัณณวัตร ยักขวัตร อสุรวัตร ฯลฯ
ทิสวัตร คำว่า ชันตุชน ได้แก่ สัตว์ นรชน ฯลฯ มนุษย์. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง.
[๑๓๐] คำว่า เป็นผู้ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
มีความว่า จากศาสดาต้นถึงศาสดาหลัง จากธรรมที่ศาสดาต้นบอกถึงธรรม
ที่ศาสดาหลังบอก จากหมู่คณะต้นถึงหมู่คณะหลัง จากทิฏฐิต้นถึงทิฏฐิหลัง
จากปฏิปทาต้นถึงปฏิปทาหลัง จากมรรคต้นถึงมรรคหลัง. คำว่า เป็นผู้
ข้องในสัญญา คือ เป็นผู้ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่
เกี่ยวพันอยู่ ในกามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา
เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่
ที่ตาปูอันตอกติดฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้
ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ.
ผู้รู้ธรรม ๗ ประการ
[๑๓๑] คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้ง
หลาย มีความว่า คำว่า มีความรู้ ได้แก่ มีความรู้ คือถึงวิชชา มี
ญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเป็นเครื่องทำลาย
กิเลส.

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 506 (เล่ม 65)

คำว่า ด้วยความรู้ทั้งหลาย มีความว่า ญาณในมรรคทั้ง ๔
ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่อง
พิจารณา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ เรียกว่า ความรู้. บุคคลผู้มีความรู้นั้น
ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงที่สุดรอบ บรรลุที่สุด
รอบ ถึงที่สิ้นสุด บรรลุที่สิ้นสุด ถึงที่ป้องกัน บรรลุที่ป้องกัน ถึงที่ลับ
บรรลุที่ลับ ถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึ่ง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่
จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงนิพพาน บรรลุ
นิพพาน แห่งชาติชรา และมรณะ ด้วยความรู้ทั้งหลายเหล่านั้น. อีก
อย่างหนึ่ง บุคคลชื่อว่า เวทคู เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดแห่งความรู้ทั้ง
หลายบ้าง. เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดด้วยความรู้ทั้งหลายบ้าง. และชื่อว่า
เวทคู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และเป็นผู้รู้
แจ้งซึ่งอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย อันทำความเศร้าหมอง ให้เกิดใน
ภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติชรา
และมรณะต่อไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนสภิยะ บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งสั้น ของพวก
สมณพราหมณ์ที่มีอยู่เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง
ล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเวทคู.
คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย มี
ความรู้ รู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า สังขารทั้งปวง
ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เพราะอวิชชา

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 507 (เล่ม 65)

เป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะ
สฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะ
เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะ
อุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็น
ปัจจัยจึงมีชราและมรณะ เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ
วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะ
จึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะ
อุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและ
มรณะจึงดับ. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้
ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุ
ให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ.
ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ
ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง. และรู้ รู้เฉพาะ
ซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสะสายตนะ ๖. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕. และรู้ รู้
เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งมหาภูตรูป ๔. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 508 (เล่ม 65)

เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย.
[๑๓๒] คำว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่
ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ มีความว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน
ย่อมไม่จากศาสดาต้นถึงศาสดาหลัง ไม่จากธรรมที่ศาสดาต้นบอกถึงธรรม
ที่ศาสดาหลังบอก ไม่จากหมู่คณะต้นถึงหมู่คณะหลัง ไม่จากทิฏฐิต้นถึง
ทิฏฐิหลัง ไม่จากปฏิปทาต้นถึงปฏิปทาหลัง ไม่จากมรรคต้นถึงมรรคหลัง
คำว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน คือมีปัญญาใหญ่ มี
ปัญญามาก มีปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง มีปัญญาไว มีปัญญาคมกล้า มี
ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส. แผ่นดิน ตรัสว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วย
ปัญญากว้างขวางแผ่ไปเสมอด้วยแผ่นดินนั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคล
ผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง เป็นผู้ข้องใน
สัญญา ย่อมดำเนินผิดๆ ถูกๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้
ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจ
แผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
[๑๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน
หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง ใคร ฯ ในโลกนี้พึง

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 509 (เล่ม 65)

กำหนดซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นผู้ประพฤติเปิดเผย
ด้วยกิเลสอะไรเล่า.
ว่าด้วยมารเสนา
[๑๓๔] บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวงคือ ในรูปที่เห็น เสี่ยงที่ได้ยิน หรือ
อารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความว่า กองทัพมาร เรียกว่า
เสนา. กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ
อุปนาหะ ฯลฯ อกุศลกรรมทั้งปวง ชื่อว่า กองทัพมาร. สมจริงดังที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.
กิเลสกาม เรากล่าวว่าเป็นกองทัพที่ ๑ ของท่าน
ความไม่ยินดี เป็นกองทัพที่ ๒ ความหิวกระหาย เป็น
กองทัพที่ ๓ ตัณหา เรากล่าวว่าเป็นของทัพที่ ๔ ของ
ท่าน ความหดหู่และความง่วงเหงา เป็นกองทัพที่ ๕ ของ
ท่าน ความขลาดเรากล่าวว่าเป็นกองทัพที่ ๖ ความลังเล
ใจ เป็นกองทัพที่ ๗ ของท่าน ความลบหลู่คุณท่านและ
หัวดื้อ เป็นกองทัพที่ ๘ ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ
และยศที่ได้โดยทางผิด เป็นกองทัพที่ ๙ ของท่าน ยกตน
และข่มขู่ผู้อื่น เป็นกองทัพที่ ๑๐ ของท่าน ดูก่อนพระยา
มาร กองทัพของท่านนี้ เป็นผู้มีปกติกำจัดผู้มีธรรมดำ คน
ขลาดจะเอาชนะกองทัพของท่านนั้นไม่ได้ คนกล้าย่อม
ชนะได้ และครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข.

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 510 (เล่ม 65)

เมื่อใดกองทัพมารทั้งหมด และกิเลสที่กระทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้ง
หมด อันบุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้นชนะแล้ว ให้แพ้แล้ว
ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้ว ด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เรียกว่าเป็นผู้กำจัดเสนา. บุคคล
นั้นเป็นผู้กำจัด เสนาในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ อารมณ์ที่
รู้แจ้ง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน
นั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น เสียงที่
ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
[๑๓๕] คำว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นผู้ประพฤติ
เปิดเผย มีความว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นธรรมอันหมดจด เห็น
ธรรมอันหมดจดพิเศษ เห็นธรรมอันหมดจดรอบ เห็นธรรมอันขาว เห็น
ธรรมอันขาวรอบ อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความเห็นอันหมดจด มีความเห็นอัน
หมดจดวิเศษ มีความเห็นอันหมดจดรอบ มีความเห็นอันขาว มีความเห็น
อันขาวรอบ. คำว่า เปิดเผย มีความว่า เครื่องปิดบังคือตัณหา เครื่อง
ปิดบังคือกิเลส เครื่องปิดบังคืออวิชชา เครื่องปิดบังเหล่านั้น อันบุคคล
นั้นเปิดเผยแล้ว กำจัด เลิกขึ้น เปิดขึ้น ละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่
ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. คำว่า ผู้ประพฤติ คือ ผู้
ประพฤติ ผู้เที่ยวไป เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพ
ดำเนินไป. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้
ประพฤติเปิดเผย.

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 511 (เล่ม 65)

[๑๓๖] คำว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด....ด้วยกิเลส
อะไรเล่า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ
ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้นละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว. ใคร ๆ จะพึงกำ-
หนดบุคคลนั้น ด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา
อนุสัย อะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลงผูกพัน ถือมั่น ถึง
ความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุง
แต่ง เหล่านั้นอันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่ง
เหล่านั้นแล้ว. ใคร ๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้น ด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า
เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์
เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์
ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มี
เหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึง
ความกำหนดแห่งใคร ๆ. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก
เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ใคร ๆ
ในโลกนี้พึงกำหนด....ด้วยกิเลสอะไรเล่า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในโลกที่เห็น เสียงที่ได้ยิน

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 512 (เล่ม 65)

หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง ใคร ๆ ในโลกนี้พึง
กำหนดซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย
ด้วยกิเลสอะไรเล่า
[๑๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหา
และทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า
เป็นความหมดจดส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็น
เครื่องถือมั่น ผูกพันร้อยรัดแล้ว ไม่ทำความหวังในที่
ไหน ๆ ในโลก.
ว่าด้วยคุณลักษณะของสัตบุรุษ
[๑๓๘] คำว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่
ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
กำหนดด้วยทิฏฐิ สัตบุรุษเหล่านั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืน
ความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละ
คืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว สัตบุรุษเหล่านั้นจึงไม่กำหนดซึ่งความ
กำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิด
พร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่
กำหนด.

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 513 (เล่ม 65)

คำว่า ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า
ความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่างคือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑
ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้า
ด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ. สัตบุรุษเหล่านั้น
ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วย
ทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความ
ทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว จึงไม่กระทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า
เที่ยวไป คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด ไม่มีตัณหา
เป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่
เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่แวดล้อมเที่ยวไป. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ใน
เบื้องหน้า.
[๑๓๙] คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความ
หมดจดส่วนเดียว มีความว่า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าว ไม่บอก
ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความไม่หมดจดส่วนเดียว ความหมดจด
จากสงสาร ความหมดจดโดยอกิริยทิฏฐิ วาทะว่า สัตว์สังขารเที่ยง ว่า
เป็นความหมดจดส่วนเดียว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สัตบุรุษเหล่านั้น
ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดส่วนเดียว.
[๑๔๐] คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็นเครื่องถือมั่น
ผูกพัน ร้อยรัดแล้ว มีความว่า คำว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน
ได้แก่ กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน ๔ อย่าง คือ กิเลส เป็นเครื่องผูกพันทาง

513