ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 484 (เล่ม 65)

ความถือตัว ๙ อย่าง มีถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดีเป็นต้น ท่าน
กล่าวอาศัยบุคคล.
ก็ในบทนี้ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ย่อมเกิดขึ้นแก่พวก
พระราชาและพวกบรรพชิต. ด้วยว่าพระราชาย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า
มีใครที่เสมอเรา ด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์และพาหนะทั้งหลาย.
แม้บรรพชิตก็กระทำความถือตัวนี้ว่า มีใครที่เสมอเรา ด้วยคุณมีศีล
และธุดงค์เป็นต้น. แม้ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี ก็เกิดขึ้นแก่
พวกพระราชาและพวกบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน. ด้วยว่า พระราชา
ย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับพระราชาเหล่าอื่น
ด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์และพาหนะทั้งหลาย. แม้บรรพชิตก็กระทำ
ความถือตัวนี้ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับภิกษุอื่น ด้วยคุณมีศีลและ
ธุดงค์เป็นต้น.
แม้ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี ก็เกิดขึ้นแก่พวกพระราชา
และพวกบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน. ด้วยว่า แว่นแคว้นหรือทรัพย์และ
พาหนะเป็นต้น ของพระราชาองค์ใดไม่อุดมสมบูรณ์ พระราชาองค์นั้น
ย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า เราชื่อว่าพระราชาอะไร เป็นเพียงเรียกเรา
อย่างสะดวกว่าพระราชาเท่านั้น. แม้บรรพชิตที่มีลาภสักการะน้อย ก็กระทำ
การถือตัวนี้ว่า เราผู้ไม่มีลาภสักการะ ชื่อว่า ธรรมกถึกอะไร ชื่อว่า
พหูสูตอะไร ชื่อว่า มหาเถระอะไร เป็นเพียงกล่าวว่า เราเป็นธรรมกถึก
เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระเท่านั้น.

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 485 (เล่ม 65)

ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนชั้นเดียวกัน ย่อมเกิดขึ้นแก่อิสสรชน
มีอมาตย์เป็นต้น. ด้วยว่าอมาตย์ย่อมกระทำความถือตัวทั้งหลายเหล่านั้นว่า
ราชบุรุษอื่นมีใครที่เสนอเราด้วยสมบัติในแว่นแคว้น หรือโภคะยานพาหนะ
เป็นต้น ดังนี้บ้าง. ว่าเรามีการกระทำต่างอะไรกับราชบุรุษอื่น ๆ ดังนี้บ้าง,
ว่า เรามีชื่อว่า อมาตย์เท่านั้น แต่ไม่มีแม้สักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม
เราชื่อว่าอมาตย์อะไร ดังนี้บ้าง.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนเลว เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พวก
ทาสเป็นต้น. ด้วยว่าทาสย่อมกระทำความถือตัวทั้งหลายเหล่านี้ว่า ชื่อว่า
ทาสอื่นมีใครที่เสมอเราฝ่ายมารดาก็ตาม ฝ่ายบิดาก็ตาม ทาสอื่น ๆ ไม่อาจ
จะเป็นอยู่ เกิดเป็นทาสเพราะปากท้อง แต่เราดีกว่า เพราะมาตามเชื้อสาย
ดังนี้บ้าง, ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับทาสชื่อโน้น ด้วยความเป็นทาส
แม้ทั้งสองฝ่าย เพราะมาตามเชื้อสาย ดังนี้บ้าง, ว่า เราเข้าถึงความเป็นทาส
เพราะปากท้อง แต่ไม่มีฐานะทาสโดยที่สุดแห่งมารดา บิดา เราชื่อว่าทาส
อะไรดังนี้บ้าง.
แม้พวกปุกกุสะและพวกจัณฑาลเป็นต้น ก็กระทำความถือตัวเหล่านี้
เหมือนทาสนั่นแล.
ก็ในบทนี้ ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนดี เป็นความ
ถือตัวที่แท้. ความถือตัว ๒ อย่างนอกนี้ มิใช่ความถือตัวที่แท้
บรรดาความถือตัวที่แท้และไม่แท้ ๒ อย่างนั้น ความถือตัวที่แท้
ฆ่าด้วยอรหัตตมรรค, ความถือตัวที่ไม่แท้ ฆ่าด้วยโสดาปัตติมรรค.

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 486 (เล่ม 65)

ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ในที่นี้เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยอรรถว่าสูงสุดกว่าคนผู้สูงสุด.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เสมอ ด้วยอรรถว่า เสมอกับคนสูงสุด.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เลว ด้วยอรรถว่าลามกกว่าคนสูงสุด.
ความถือตัว ๓ อย่างเหล่านี้ คือ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ความถือ
ตัวว่าเสมอเขา ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ย่อมเกิดขึ้นแก่คนดี ด้วย
ประการฉะนี้.
ความถือตัว ๓ อย่างว่า เราเป็นคนดี เป็นคนเสมอกัน เป็น
คนเลว ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่คนที่เสมอกัน.
แม้คนเลวก็เกิดความถือตัว ๓ อย่างว่า เราเป็นคนเลว เป็นคน
เสมอกัน เป็นคนดี.
ในนิทเทสความถือตัว ๓ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิเธกจฺโจ มานํ ชเนติ ความว่า บุคคลบางคนย่อมยัง
ความถือตัวให้เกิด.
บทว่า ชาติยา วา ได้แก่เพราะความถึงพร้อมด้วยชาติมีความเป็น
กษัตริย์ เป็นต้น.
บทว่า โคตฺเตน วา ได้แก่ เพราะโคตรเลิศลอย มีโคดมโคตร
เป็นต้น.
บทว่า โกลปุตฺติเยน วา ได้แก่เพราะความเป็นบุตรตระกูลใหญ่.

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 487 (เล่ม 65)

บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้มีสรีระ
สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ก็สรีระท่านเรียกว่า โปกขระ ความว่า เพราะความ
ที่บุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงาม เพราะความถึงพร้อมด้วยวรรณะ.
บทว่า ธเนน วา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทรัพย์
ความว่า ทรัพย์ของเราที่ฝังไว้ประมาณไม่ได้.
บทว่า อชฺเฌเนน วา ได้แก่ เพราะการเรียน.
บทว่า กมฺมายตเนน วา ได้แก่ เพราะหน้าที่การงานที่เป็นไป
โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นเช่นกาปีกหัก แต่เราเป็นผู้มี
ฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก หรือว่าเราทำกรรมใด ๆ กรรมนั้น ๆ ย่อมสำเร็จ.
บทว่า สิปฺปายตเนน วา ได้แก่ เพราะขอบเขตศิลปะที่เป็นไป
โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้ไร้ศิลปะ เราเป็นผู้มีศิลปะ.
บทว่า วิชฺชฏฐาเนน วา นี้มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า สุเตน วา ได้แก่ เพราะสุตะมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์
ที่เหลือเป็นผู้มีสุตะน้อย แต่เราเป็นพหูสูต.
บทว่า ปฏิภาเณน วา ได้แก่ เพราะปฏิภาณมีอาทิอย่างนี้ว่า
เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้หาปฏิภาณมิได้ แต่เรามีปฏิภาณหาประมาณมิได้
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน วตฺถุนา ได้แก่ เพราะวัตถุเคลื่อนที่
มิได้กล่าวถึง.
บทว่า โย เอวรูโป มาโน ได้แก่ ชื่อว่ามานะด้วยสามารถ
กระทำความถือตัว.
บทว่า มญฺญนา มญฺญิตตฺตํ แสดงความเป็นอาการ ชื่อว่า

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 488 (เล่ม 65)

ความใฝ่สูง. ด้วยอรรถว่ายกขึ้น ชื่อว่า ความฟูขึ้น เพราะอรรถว่า ฟูขึ้น
คือยกขึ้นตั้งไว้. ซึ่งบุคคลผู้มีความถือตัวเกิดขึ้น. ชื่อว่า ความทนงตัว.
ด้วยอรรถว่า ยกขึ้นพร้อม. ชื่อว่า ความยกตัว เพราะอรรถว่า ประคอง
จิตด้วยอรรถว่ายกขึ้น ธงที่ขึ้นไปสูงในบรรดาธงเป็นอันมาก ท่านเรียกว่า
เกตุ แม้ความถือตัวเมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็ชื่อว่าเกตุ เพราะอรรถว่าเหมือน
ธง ด้วยอรรถว่า ขึ้นไปสูง โดยเทียบเคียงธงอื่น ๆ. ชื่อว่า ความใคร่
สูงดุจธง เพราะอรรถว่า ปรารถนาสูงดุจธงนั้น ภาวะแห่งความใคร่สูง
ดุจธงนั้น ชื่อว่าความใคร่สูงดุจธง. ก็ความใคร่สูงดุจธงนั้น เป็นของจิต
มิใช่ของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความที่จิตใคร่สูงดุจธง. ก็
จิตที่สัมปยุตด้วยความถือตัว ย่อมปรารถนาธง ภาวะแห่งจิตนั้น ชื่อว่า
ความถือตัว กล่าวคือธง แล.
บุคคลผู้มีปัญญาละคือเว้นมายาและมานะ คือบุคคลผู้มีปัญญานั้นใด
คือพระอรหันต์ เว้นกิเลสทั้งหลายได้ด้วยสามารถบรรเทา และทำให้ไม่มี
เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังตั้งอยู่ บุคคลผู้มีปัญญานั้นจะพึงไป
ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้นอะไรเล่า.
บทว่า เนรยิโกติ วา ได้แก่ ว่าเป็นสัตว์ผู้บังเกิดขึ้นนรก. แม้
ในสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดดิรัจฉานเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า โส เหตุ นตฺถิ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญาพึงบังเกิดใน
คติเป็นต้น ด้วยเหตุให้เกิดใด เหตุนั้นไม่มี.
บทว่า ปจฺจโย เป็นไวพจน์ของบทว่า เหตุ นั้น.
บทว่า การณํ ได้แก่ ฐานะ ก็การณะ ท่านกล่าวว่า เป็นฐาน

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 489 (เล่ม 65)

แห่งผลของตน เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยผลนั้น. เพราะฉะนั้น บุคคล
ผู้มีปัญญาพึงบังเกิดในคติเป็นต้น ด้วยเหตุใด ด้วยปัจจัยใด เหตุนั้นปัจจัย
นั้นซึ่งเป็นการณะ ไม่มี.
ก็ผู้ใดเป็นผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะมีกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง
นั้น ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลาย ใคร ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไร อย่างไรเล่า เพราะ
ทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง
สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวง ในโลกนี้นี่แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปโย ได้แก่ ผู้อาศัยตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ ความว่า ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลายนั้น ๆ อย่างนี้ว่า เป็นผู้กำหนัดบ้าง เป็นผู้ประทุษร้ายบ้าง.
บทว่า อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย ความว่า ใคร ๆ จะพึงติเตียน
พระขีณาสพผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะละตัณหาและทิฏฐิได้ว่า
เป็นผู้กำหนัดบ้าง เป็นผู้ประทุษร้ายบ้าง ด้วยราคะหรือโทสะอะไรเล่า.
พระขีณาสพเป็นผู้อันใคร ๆ ไม่ควรกล่าวติเตียนอย่างนี้เลย. อธิบายว่า
พระขีณาสพนั้นจักเป็นผู้ปกปิดสิ่งที่กระทำแล้ว เหมือนพวกเดียรถีย์หรือ.
บทว่า อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ ความว่า เพราะ
ทิฏฐิว่ามีตน หรือทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้า

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 490 (เล่ม 65)

ถึงนั้น. อีกอย่างหนึ่ง แม้ความถือและความปล่อยที่ร้องเรียกกันว่ามีตน
และไม่มีตน ก็ไม่มี. หากจะถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่มี.
บทว่า อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพํ ความว่า เพราะบุคคล
ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้ว ละแล้ว บรรเทาแล้ว ซึ่งทิฏฐิ
ทั้งปวง ด้วยน้ำคือญาณในอัตภาพนี้แหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบ
พระธรรมเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. พระราชาทรง
สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วทรงดีพระทัย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วเสด็จหลีกไปแล.
บทว่า รตฺโตติ วา ได้แก่ เป็นผู้กำหนัดด้วยราคะ. แม้ในบทว่า
ทุฏฺโฐติ วา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เต อภิสงฺขาราอปฺปหีนา ความว่า ปุญญาภิสังขาร
อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขารเหล่านั้น อันบุคคลนั้นไม่ละแล้ว.
บทว่า อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา ความว่า เพราะความ
สภาพเครื่องปรุงแต่งกรรม ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น อันบุคคลนั้น
ไม่ละแล้ว.
บทว่า คติยา วาทํ อุเปติ ความว่า ย่อมเข้าถึงการกล่าวโดย
คติ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
ย่อมเข้าถึง เข้าไปถึงวาทะติเตียนโดยคติว่าเป็นสัตว์เกิดในนรก ดังนี้.
บทว่า วเทยฺย ได้แก่ พึงกล่าว.
บทว่า คหิตํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่พึงถือเอาย่อมไม่มี.

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 491 (เล่ม 65)

บทว่า มุญฺจิตพฺพํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่พึงปล่อยย่อมไม่มี เพราะ
ความเป็นผู้ปล่อยแล้วตั้งอยู่.
บทว่า ยสฺสตฺถิ คหิตํ ความว่า บุคคลใดมีสิ่งที่ถือว่า เรา ของเรา.
บทว่า ตสฺสตฺถิ มุญฺจิตพฺพํ ความว่า บุคคลนั้นย่อมมีสิ่งที่พึง
ปล่อย บททั้งหลายข้างหน้า พึงกลับกันประกอบ.
บทว่า คหณมุญฺจนา สมติกฺกนฺโต ความว่า พระอรหันต์
ก้าวล่วงจากความถือและความปล่อย.
บทว่า วุฑฺฒิปริหานิวีติวตฺโต ความว่า ก้าวล่วงความเจริญและ
ความเสื่อมเป็นไป.
บทตั้งต้นว่า โส วุฏฺฐวาโส จนถึงบทสุดท้าย ญาณคฺคินา
ทฑฺฒานิ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า อโธสิ ความว่า ตัดแล้ว.
บทว่า ธุนิ สนฺธุนิ นิทฺธุนิ ท่านขยายด้วยอุปสรรค แล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถา มหานิทเทส
อรรถกถาทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๓

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 492 (เล่ม 65)

สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
[๑๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า :-
เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็น
อย่างยิ่ง ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน เพราะความเห็น
บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้รู้แล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม
ดังนี้ ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อว่า
เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด.
[๑๑๐] คำว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้
ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง มีความว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด คือเรา
ย่อมเห็น ย่อมแลดู เพ่งดู ตรวจดู พิจารณาเห็นนรชนผู้หมดจด คำว่า
ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง คือถึงความเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ถึงธรรม
อันเกษม ถึงธรรมเป็นที่ต้านทาน ถึงธรรมเป็นที่เร้น ถึงธรรมเป็นสรณะ
ถึงธรรมเป็นที่ไปข้างหน้า ถึงธรรมไม่มีภัย ถึงธรรมไม่เคลื่อน ถึงธรรม
ไม่ตาย ถึงนิพพานเป็นอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เราย่อมเห็น
นรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง.
[๑๑๑] คำว่า ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน เพราะความ
เห็น มีความว่า ความหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ความพ้น
พ้นวิเศษ พ้นรอบ ย่อมมีแก่นรชน คือนรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 493 (เล่ม 65)

หมดจดรอบ ย่อมพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ เพราะความเห็นรูปด้วยจักขุ-
วิญญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน
เพราะความเห็น.
[๑๑๒] คำว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความ
เห็นนี้เป็นเยี่ยม ดังนี้. มีความว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะ คือ รู้ทั่ว รู้วิเศษ
รู้วิเศษเฉพาะ แทงตลอดอยู่อย่างนี้ รู้แล้วคือ ทราบแล้ว สอบสวนแล้ว
พิจารณาแล้ว ตรวจตราแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม
คือ เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน เป็นสงสุด เป็นอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความ
เห็นนี้เป็นเยี่ยม. ดังนี้.
[๑๑๓] คำว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคล
นั้น ชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด มีความว่า บุคคลใด
ย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมด
จด คำว่า ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นญาณ มีความว่า บุคคลนั้น
ย่อมเชื่อความเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ ว่าเป็นญาณ เป็นทาง เป็นคลอง
เป็นเครื่องนำออก. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้น
เป็นญาณ บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็น
อย่างยิ่ง ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น
บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่าความเห็นนี้เป็นเยี่ยม

493