ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 474 (เล่ม 65)

ด้วยทิฏฐิที่ชี้ขาดธรรมที่ถือมั่นนั้น ๆ ในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ ว่าเป็นธรรม
ที่ยึดมั่นเป็นไปก็ไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย.
บทว่า ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ
ธมฺมํ มีอธิบายว่า เพราะไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย ฉะนั้น ใน
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้นแล นรชนย่อมสละบ้าง ย่อมยึดถือบ้าง ซึ่ง
ศาสดาผู้กล่าวธรรมชนิดถือศีลแพะ ถือศีลโค ถือศีลสุนัข อยู่หลุมทราย
ซึ่งร้อน ๕ ประการ ทำความเพียรเป็นผู้กระโหย่ง และนอนบนหนาม
เป็นต้น และซึ่งธรรมนั้น ๆ ชนิดเป็นหมู่เป็นต้น เหมือนลิงป่า ละบ้าง
ถือบ้าง ซึ่งกิ่งไม้นั้น ๆ เมื่อสละบ้าง ยึดถือบ้างอย่างนี้ พึงยังยศและ
ความเสื่อมยศให้เกิดขึ้นแก่ตนเองแก่ผู้อื่นบ้าง ด้วยคุณและโทษทั้งหลายแม้
ไม่มีอยู่ เพราะความเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น.
บทว่า ทุรติวตฺตา ความว่า ยากที่จะก้าวล่วง.
บทว่า ทุตฺตรา ความว่า ข้ามขึ้นได้ยาก.
บทว่า ทุปฺปตรา, ทุสฺสมติกฺกมา, ทุพฺพีติวตฺตา ท่านขยาย
ด้วยอุปสรรค.
บทว่า นิจฺฉินิตฺวา ความว่า ตกลงว่าเที่ยง.
บทว่า วินิจฺฉินิตฺวา ความว่า ชี้ขาดด้วยวิธีต่าง ๆ ว่าเป็นอัตตา.
บทว่า วิจินิตฺวา ความว่า แสวงหา.
บทว่า ปวิจินิตฺวา ความว่า แสวงหาโดยอาการทั้งปวง ด้วยความ
ถือมั่นว่าอัตตา ปาฐะว่า นิจินิตฺวา วิจฺฉินิตฺวา ก็มี.
บทว่า โอทิสฺสคฺคาโห ความว่า ถือเอาไม่พิเศษ.

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 475 (เล่ม 65)

บทว่า วิลคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถส่วนแบ่ง ดุจใน
ประโยคว่า แบ่งเป็นส่วน ๆ เป็นต้น.
บทว่า วรคฺคาโห ความว่า ถือเอาสูงสุด.
บทว่า โกฏฺฐาสคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถอวัยวะ.
บทว่า อุจฺจยคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถเป็นกอง.
บทว่า สมุจฺจยคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถส่วนแบ่งและ
ด้วยสามารถเป็นกอง.
บทว่า อิทํ สจฺจํ ความว่า นี้แหละเป็นสภาวะ.
บทว่า ตจฺฉํ ความว่า แท้คือมิใช่สภาวะผันแปร.
บทว่า ตถํ ได้แก่ เว้นจากความแปรปรวน.
บทว่า ภูตํ แปลว่า จริง.
บทว่า ยาถาวํ แปลว่า ตามความเป็นจริง.
บทว่า อวิปรีตํ แปลว่า ไม่ผันแปร.
บทว่า นิรสฺสติ ความว่า ย่อมสละ คือย่อมทอดทิ้ง.
บทว่า ปรวิจฺฉินฺทนาย วา ความว่า ด้วยการชี้แจงโดยคน
เหล่าอื่น.
บทว่า อนภิสมฺภุณนฺโต วา ความว่า ไม่ถึงพร้อม หรือไม่อาจ
จึงสละ.
บทว่า ปโร วิจฺฉินฺทติ ความว่า ผู้อื่นกระทำการแยก.
บทว่า นตฺเถตฺถ ความว่า ไม่มีลัทธินี้.
บทว่า สีลํ อนภิสมฺภุณนฺโต ความว่า ไม่ยังศีลให้ถึงพร้อม.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 476 (เล่ม 65)

บทว่า สีลํ นิรสฺสติ ความว่า ย่อมสละศีล แม้ในบทอื่น ๆ จาก
นี้ก็นัยนี้แล.
ก็ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคล
ผู้ซึ่งว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำจัด โทษมีมิจฉาทิฏฐิ
ทั้งปวงเป็นต้นนั้น ในที่ไหน ๆ ในโลก เพราะบุคคลผู้มีปัญญาละมายา
และมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไร
เล่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร ท่านอธิบายว่า ทิฏฐิเครื่องกำหนดในภพ
นั้น ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ชื่อว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยธรรมเครื่อง
กำจัด คือ แก่พระอรหันต์ผู้มีบาปทั้งปวงอันกำจัดเสียแล้ว ในที่ไหน ๆ
ในโลก บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะไม่มีทิฏฐิที่พวกเดียรถีย์
ทั้งหลายใช้ปกปิดกรรมชั่วที่ตนกระทำ ถึงอคติอย่างนี้ด้วยมายาบ้าง ด้วย
มานะบ้าง และเพราะละมายามานะแม้นั้น จะพึงไปด้วยโทษทั้งหลายมีราคะ
เป็นต้นอะไรเล่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงจะพึงไปสู่บัญญัติ
ในทิฏฐิธรรม หรือในคติวิเสสมีนรกเป็นต้นในสัมปรายภพด้วยกิเลสอะไร
เล่า ด้วยว่าบุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะไม่มีกิเลส
เครื่องเข้าถึงคือตัณหาและทิฏฐิทั้งสอง.
บทว่า กึการณา ได้แก่ เพราะเหตุอะไร.
บทว่า โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ความว่า ปัญญา ท่านเรียกว่า
โธนา เพราะเหตุไร ?
บทว่า ตาย ปญฺญาย กายทุจฺจริตํ ความว่า ชื่อว่า ทุจริต
เพราะอรรถว่า ประพฤติชั่วหรือเพราะเสียด้วยอำนาจกิเลส ซึ่งเป็นไปทาง

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 477 (เล่ม 65)

กาย กำจัดได้ด้วยปัญญานั้น คือที่มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ธุตญฺจ โธตญฺจ ได้แก่ ให้หวั่นไหวแล้วและชำระแล้ว.
บทว่า สนฺโธตญฺจ ได้แก่ ชำระแล้วโดยชอบ.
บทว่า นิทฺโธตญฺจ ความว่า ซักฟอกด้วยดีโดยพิเศษ.
บทว่า ราโค ธุโต จ เป็นต้น พึงประกอบด้วยสามารถแห่งมรรค ๔.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิยา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ธุตา จ ความว่า มิจฉาทิฏฐิ
ให้หวั่นไหวชำระได้ด้วยสัมมาทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยมรรค แม้ในสัมมาสังกัปปะ
เป็นต้นก็นัยนี้แหละ. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉา-
ทิฏฐิของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ย่อมหมดกำลัง พึงให้พระสูตรพิสดาร.
บทว่า สมฺมาญาเณน ได้แก่ ญาณที่สัมปยุตด้วยมรรค หรือ
ปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า มิจฺฉาญาณํ ได้แก่ ญาณที่วิปริต คือญาณที่ไม่แท้ และ
โมหะที่เกิดขึ้นด้วยอาการพิจารณาว่า ในการกระทำบาปทั้งหลาย เราทำ
บาปด้วยสามารถความคิดที่สุขุม เป็นอันทำดีแล้ว.
บทว่า สมฺมาวิมุตฺติยา มิจฺฉาวิมุตฺติ ความว่า วิมุตติที่วิปริต
คือวิมุตติที่ไม่แท้นั่นแหละ ซึ่งเรียกกันว่าเจโตวิมุตติ กำจัดได้ด้วยสมุจเฉท-
วิมุตติ.
บทว่า อรหา อิเมหิ โธนิเยหิ ธมฺเมหิ ความว่า พระอรหันต์
ดำรงอยู่ไกลจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ย่อมเป็นผู้เข้าถึงด้วยธรรมเป็นเครื่อง
กำจัดกิเลสเหล่านี้ คือที่มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า โธโน ได้แก่บุคคลผู้มีปัญญา เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตร
เถระจึงกล่าวว่า โส ธุตราโค เป็นต้น.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 478 (เล่ม 65)

บทว่า มายา วุจฺจติ วญฺจนิกา จริยา ความว่า ความประพฤติ
ชื่อว่าลวง เพราะอรรถว่า มีกิริยาลวง คือกระทำล่อลวง.
บทว่า ตปฺปฏิจฺฉาทนเหตุ ความว่า เพราะเหตุที่ไม่ประกาศ
ทุจริตเหล่านั้น.
บทว่า ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณฺทหติ ความว่า ย่อมตั้งความปรารถนา
ลามก.
บทว่า มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ ความว่า คนอื่น ๆ อย่าได้รู้ว่า
เราทำบาป.
บทว่า สงฺกปฺเปติ ความว่า ยังวิตกให้เกิดขึ้น.
บทว่า วาจํ ภาสติ ความว่า ภิกษุทั้งที่รู้อยู่ ก้าวล่วงบัญญัติ
กระทำกรรมหนัก ทำเป็นผู้สงบ กล่าวว่า ชื่อว่าการทำผิดพระวินัยไม่มี
แก่พวกเรา.
บทว่า กาเยน ปรกฺกมติ ความว่า ประพฤติวัตรด้วยกาย เพราะ
จะปกปิดโทษที่มีอยู่ว่า เราทำกรรมลามกนี้แล้วใคร ๆ อย่าได้รู้.
ชื่อว่า มีมายา. เพราะอรรถว่า มีมายาที่ลวงตา. ภาวะแห่งผู้มี
มายา ชื่อว่า ความเป็นผู้มีมายา.
ชื่อว่า ความไม่นึกถึง เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องไม่นึกถึงอย่าง
ยิ่ง เพราะกระทำแล้ว จะปกปิดความชั่วอีกของสัตว์.
ชื่อว่า ความอำพราง เพราะอรรถว่า อำพรางโดยแสดงเป็น
อย่างอื่น ด้วยกิริยาทางกายและทางวาจา.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 479 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ความปลอม เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องปลอมของสัตว์
ทั้งหลาย อธิบายว่า การทำให้ผิด.
ชื่อว่า ความปิดบัง เพราะโยนบาปทั้งหลายออกไปเสียว่า เรามิได้
กระทำอย่างนี้.
ชื่อว่า ความหลีกเลี่ยง เพราะเลี้ยงไปว่า เรามิได้กระทำอย่างนี้.
ชื่อว่า ความซ่อน เพราะสำรวมด้วยกายเป็นต้น.
ชื่อว่า ความซ่อนเร้น เพราะซ่อนโดยภาวะรอบข้าง.
ชื่อว่า ความปิด เพราะอรรถว่า ปิดบาปไว้ด้วยกายกรรมและวจี
กรรม เหมือนปิดคูถไว้ด้วยหญ้าและใบไม้.
ความปิดตามส่วนโดยประการทั้งปวง ชื่อว่า ความปกปิด
ชื่อว่า ความไม่ทำให้ตื้น เพราะอรรถว่า ไม่กระทำให้ตื้นแสดง.
ชื่อว่า ความไม่เปิดเผย เพราะอรรถว่า ไม่กระทำให้ปรากฏ
แสดง.
ความปิดด้วยดี ชื่อว่า ความปิดด้วยดี.
ชื่อว่า ความกระทำชั่ว เพราะกระทำความชั่วแม้อีก ด้วยสามารถ
แห่งการปกปิดความชั่วที่ทำแล้ว.
บทว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า นี้เรียกว่า ชื่อว่ามายา มีลักษณะปก
ปิดความชั่วที่ทำแล้ว ที่บุคคลประกอบแล้ว ย่อมเหมือนถ่านเพลิงที่เถ้าปิด
ไว้ เหมือนตอที่น้ำปิดไว้ และเหมือนศัสตราที่ผ้าเก่าพันไว้.
บทว่า เอกวิเธน มาโน ความว่า ความถือตัวโดยกำหนดอย่าง
เดียว คือโดยส่วนเดียว.

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 480 (เล่ม 65)

บทว่า ยา จิตฺตสฺส อุณฺณติ ความว่า ความยกจิตขึ้นสูง นี้
ชื่อว่า ความถือตัว. ในบทนี้ ท่านกล่าวถึงความถือตัวที่ให้บังเกิดขึ้นไม่
ถูกต้องบุคคล.
บทว่า อตฺตุกฺกํสนมาโน ความว่า ความถือตัวด้วยการตั้งตนไว้
ในเบื้องบน.
บทว่า ปรวมฺภนมาโน ความว่า ความถือตัวด้วยการกระทำความ
ลามกแก่ตนอื่น. ความถือตัว ๒ อย่างนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถอาการที่
เป็นไปอย่างนั้นโดยมาก.
บทว่า เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า
เราดีกว่าเขา เพราะอาศัยชาติเป็นต้น คือความถือตัวว่าไม่มีใครเสมอ. แม้
ในความถือตัวว่า เสมอเขาเป็นต้น ก็นัยนี้แล. ความถือตัว ๓ อย่างแม้นี้
ท่านก็กล่าวด้วยสามารถอาการที่เป็นไปอย่างนั้น ไม่อาศัยคุณวิเสสของ
บุคคลด้วยประการฉะนี้. บรรดาความถือตัวเหล่านั้น ความถือตัวอย่าง
หนึ่ง ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่คนดีกว่า คนเสมอกันและคนเลว แม้ทั้ง ๓. บรรดา
คน ๓ ประเภทเหล่านั้น ความถือตัวว่าเราดีกว่าเขามีความถือตัวตามความ
จริงของคนที่ดีกว่าเขานั่นแล มิใช่ความถือตัวตามความจริงของตนที่เหลือ.
ความถือตัวว่าเราเสมอเขา เป็นความถือตัวตามความจริงของตนที่เสมอกัน
นั่นและ มิใช่ความถือตัวตามความจริงของตนที่เหลือ. ความถือตัวว่า
เราเลวกว่าเขา เป็นความถือตัวตามความจริงของตนที่เลวกว่าเขานั่นแล
มิใช่ความถือตัวตามความจริงของตนที่เหลือ. ความถือตัว ๔ อย่าง ท่าน
กล่าวด้วยสามารถโลกธรรม. ความถือตัว ๕ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถ

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 481 (เล่ม 65)

กามคุณ ๕. ความถือตัว ๖ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถความถึงพร้อม
แห่งจักษุเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานํ ชเนติ ความว่า ยังความถือ
ตัวให้เกิดขึ้น.
ในนิทเทสความถือตัว ๗ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า มาโน ได้แก่ ความพอง.
บทว่า อติมาโน ได้แก่ ความถือตัวที่เกิดขึ้นด้วยสามารถพูด
ดูหมิ่น ว่า คนที่เสมอเราโดยชาติเป็นต้น ไม่มี.
บทว่า มานาติมาโน ได้แก่ ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เมื่อก่อนผู้
นี้เสมอเรา บัดนี้เราเป็นผู้ประเสริฐ ผู้นี้เป็นผู้เลวกว่า ความถือตัวนี้เหมือน
ภาระซ้อนภาระ. พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า มานาติมาโน เพื่อแสดงว่า
ชื่อว่า ความถือตัวและความถือตัวจัด อาศัยความถือตัวว่าเสมอเขาที่มีใน
ก่อน.
บทว่า โอมาโน ได้แก่ ความถือตัวว่าเลว. ชื่อว่าความถือตัวที่
ท่านกล่าวว่าเราเป็นคนเลว ดังนี้ชื่อว่า ความถือตัวว่าเลว.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความถือตัวนี้ว่า ความถือตัวว่าเลวในบทนี้
ด้วยสามารถทำตนไว้ภายใต้เป็นไปอย่างนี้ว่า เจ้าเป็นผู้มีชาติ ชาติของเจ้า
เหมือนชาติกา เจ้าเป็นผู้มีโคตร โคตรของเจ้าเหมือนโคตรจัณฑาล เจ้ามี
เสียง เสียงของเจ้าเหมือนเสียงกา.
บทว่า อธิมาโน ความว่า ความถือตัวว่าบรรลุแล้ว ที่เกิดขึ้นแก่
ผู้ยังไม่บรรลุสัจจะ ๔ แต่มีความสำคัญว่าบรรลุแล้ว ผู้มีความสำคัญในกิจ

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 482 (เล่ม 65)

ที่พึงทำด้วยมรรค ๔ ที่ตนยังมิได้ทำเลยว่าทำแล้ว ผู้มีความสำคัญในธรรม
คือสัจจะ ๔ ที่คนยังไม่บรรลุว่าบรรลุแล้ว ผู้มีความสำคัญในพระอรหัตที่
ตนยังทำไม่แจ้งว่าทำให้แจ้งแล้ว ชื่อว่า ความถือตัวยิ่ง ก็ความถือตัวนี้
ย่อมเกิดขึ้นแก่ใคร ? ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ใคร ? ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริย-
สาวกเลย. เพราะพระอริยสาวกนั้น เกิดโสมนัสด้วยการพิจารณามรรคผล
นิพพาน และกิเลสที่ได้ละแล้ว และกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีความสงสัยใน
การแทงตลอดอริยคุณ ฉะนั้น ความถือตัวว่าเราเป็นพระสกทาคามีเป็นต้น
จึงไม่เกิดขึ้นแต่พระโสดาบันเป็นต้น. ความถือตัวนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่คน
ทุศีล. เพราะคนทุศีลนั้นเป็นผู้หมดหวังในการบรรลุอริยคุณทีเดียว. ย่อม
ไม่เกิดขึ้นแม้แก่ผู้มีศีล ที่ละเลยกรรมฐาน เอาแต่หลับนอนอยู่เรื่อย. แต่
ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้ไม่ประมาทในกรรมฐาน กำหนดนามรูป
ข้ามความสงสัยได้ด้วยปัจจยปริคคหญาณ แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์
พิจารณาสังขารธรรมเริ่มวิปัสสนา. และเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเป็นผู้ได้สมถะ
ล้วน ๆ บ้าง เป็นผู้ได้วิปัสสนาล้วน ๆ บ้าง ดำรงอยู่ในระหว่าง. ก็ท่านนั้น
เมื่อไม่เห็นกิเลสกำเริบ ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ย่อมสำคัญว่าเรา
เป็นโสดาบันก็มี เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี. แต่ผู้ได้สมถะและ
วิปัสสนา ย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตทีเดียว. เพราะท่านข่มกิเลสทั้งหลาย
ได้ด้วยกำลังสมาธิ กำหนดสังขารทั้งหลายได้ด้วยกำลังวิปัสสนา ฉะนั้น
กิเลสทั้งหลายจึงไม่กำเริบคลอด ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง
พระขีณาสพเท่านั้นย่อมมีการเที่ยวไปแห่งจิต พระขีณาสพนั้น เมื่อไม่เห็น
กิเลสกำเริบตลอดกาลนั้นอย่างนี้ ถึงไม่ดำรงอยู่ในระหว่าง ก็สำคัญว่าเรา
เป็นพระอรหันต์.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 483 (เล่ม 65)

บทว่า อสฺมิมาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นในเบญจขันธ์ว่า
รูปเป็นต้นคือเรา โดยนัยเป็นต้นว่า เราเป็นในรูป.
บทว่า มิจฺฉามาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นด้วยขอบเขต
การงาน ขอบเขตศิลปะ วิทยฐานะ สุตะ ปฏิภาณ และศีลพรตที่ลามก
และด้วยทิฏฐิที่ลามก.
บรรดาบทเหล่านั้น การงานของชาวประมง คนขังปลา และพวก
พราน ชื่อว่า ขอบเขตการงานที่ลามก.
ความเป็นผู้ฉลาดในการทอดข่ายจับปลา และทำไซดักปลา และใน
การวางบ่วงดักสัตว์และการปักขวาก เป็นต้น ชื่อว่า ขอบเขตศิลปะที่
ลามก.
วิชาที่ทำร้ายผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิทยฐานะที่ลามก.
สุตะที่ประกอบด้วยเรื่องภารตยุทธ์ และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น
ชื่อว่า สุตะที่ลามก.
ปฏิภาณในการแต่งกาพย์ การฟ้อนรำ และร้องเพลงเป็นต้นที่
ประกอบด้วยคำเป็นทุพภาษิต ชื่อว่า ปฏิภาณที่ลามก.
ศีลแพะ ศีลโค ชื่อว่าศีลที่ลามก. แม้วัตรที่เป็นวัตรแพะวัตรโค
ก็เหมือนกัน.
ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐิที่ลามก.
ความถือตัว ๘ อย่างมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ในนิทเทสความถือตัว ๙ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

483