ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 464 (เล่ม 65)

บทว่า นิพฺพุตตฺตา ความว่า เพราะดับกิเลสเครื่องเผาทั้งปวงได้.
บทว่า วิคตตฺตา ความว่า เพราะปราศจากคือไกลอภิสังขารฝ่าย
อกุศลทั้งปวง.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธตฺตา ความว่า เพราะความเกิดขึ้นแห่งความ
สงบระงับโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ ภินฺนตฺตา ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่า
ภิกษุ เพราะทำลายธรรม ๗ ประการที่จะกล่าวข้างหน้าดำรงอยู่. กิเลส ๓
อย่างเหล่านั้น คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทำลายด้วย
โสดาปัตติมรรค, กิเลสอย่างหยาบ ๒ อย่างเหล่านี้ คือ กามราคะ โทสะ
ทำลายได้ด้วยสกทาคามิมรรค. กิเลส ๒ อย่างเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็นอยู่
ละเอียด ทำลายได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลส ๒ อย่างเหล่านี้ คือ โมหะ
มานะ ทำลายด้วยอรหัตมรรค.
อนึ่ง เพื่อจะแสดงกิเลสทั้งหลายที่เหลือพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
ภิกษุนั้น ทำลายแล้วซึ่งอุกุศลธรรมอันลามก ดังนี้.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ได้แก่ อันเป็นปัจจัยแห่งความมัวหมอง.
บทว่า โปโนพฺภวิกา ได้แก่ ให้เกิดในภพใหม่.
บทว่า สทฺทรา ได้แก่ ชื่อว่ามีความกระวนกระวาย เพราะอรรถ
ว่า เป็นที่มีความกระวนกระวายคือกิเลส. ปาฐะว่า สทรา ก็มี ความว่า
เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย.
บทว่า ทุกฺขวิปากา ความว่า ให้ทุกข์ในเวลาให้ผล.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 465 (เล่ม 65)

บทว่า อายตึ ชาติชรามรณียา ความว่า เป็นปัจจัยแก่ชาติ
ชรา และมรณะ ในอนาคตกาล.
คาถาว่า ปชฺเชน กเตน อตฺตนา เป็นต้น มีประมวลเนื้อความ
ดังนี้ว่า ผู้ใดควรแก่คำชมเชยเหล่านี้อย่างนี้ว่า ถึงปรินิพพานแล้วด้วยธรรม
อันเป็นทางอันตนให้เจริญแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว เพราะถึงความดับ
รอบกิเลส และละแล้วซึ่งความเสื่อมและความเจริญ มีประเภทคือวิบัติและ
สมบัติ ความเสื่อมและความเจริญ ความขาดสูญและความเที่ยง บาปและบุญ
อยู่จบมรรค เป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า ภิกษุ.
ปาฐะ ๒ ว่า อิติหํ ว่า อิทหํ ท่านยกปาฐะว่า อิทหํ หมาย
เอาการต่อบทเป็นต้นว่า อิติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิติ ได้แก่
บทที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปทสนฺธิ ได้แก่ การต่อบททั้งหลายชื่อปทสนธิความว่า
การเชื่อมบท.
บทว่า ปทสํสคฺโค ได้แก่ ความเป็นอันเดียวกันของบททั้งหลาย.
บทว่า ปทปาริปูริ ได้แก่ ความบริบูรณ์แห่งบททั้งหลาย ความ
เป็นอันเดียวกันของบททั้งสอง.
บทว่า อกฺขรสมวาโย ความว่า เพื่อแสดงว่าแม้บททั้งหลายเป็น
อันเดียวกันก็ดี ไม่บริบูรณ์ก็ดี นี้ย่อมไม่เป็นที่ประชุมคือรวมแห่งอักษรทั้ง
หลายอย่างนี้ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อกฺขรสมวาโย ดังนี้.
บทว่า พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ความว่า ความประจักษ์แจ้งอรรถแห่ง
พยัญชนะทั้งหลาย คือแห่งอรรถและพยัญชนะที่กล่าวแล้วเพื่อความบริบูรณ์

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 466 (เล่ม 65)

แห่งการรวบรวมพยัญชนะ ความอ่อน มิใช่ความไม่เรียบร้อยแห่งปาฐะ
เพราะเป็นความไพเราะแห่งเหตุทั้งหลาย.
บทว่า ปทานุปุพฺพตาเมตํ ความว่า ความเป็นลำดับแห่งบท
ทั้งหลาย ชื่อว่าความเป็นไปตามลำดับบท อธิบายว่า ความเป็นลำดับแห่ง
บท.
บทว่า เมตํ ได้แก่ บทนั้น หากจะถามว่า บทไหน พึงตอบว่า
บทว่า อิติ นี้ ม อักษรในบทว่า เมตํ นี้ ท่านกล่าวต่อบท.
บทว่า กตฺถี โหติ ความว่า เป็นผู้มีปกติกล่าวยกตนว่า ข้าพเจ้า
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
บทว่า กตฺถติ ความว่า ย่อมกล่าวโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า วิกตฺถติ ความว่า ย่อมกล่าวมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า กตฺถนา แปลว่า กล่าว.
บทว่า อารโต ความว่า แต่ที่ไกล.
บทว่า วิรโต ความว่า ยินดีด้วยความปราศจากด้วยลามารถก้าว
ข้ามฐานะ.
บทว่า ปฏิวิรโต ความว่า เป็นผู้ออกจากฐานะนั้นแล้วไม่ประกอบ
โดยอาการทั้งปวงยินดีบรรดาบทเหล่านั้น อารตะ คือเหมือนเห็นปีศาจ
แล้วหนีไป วิรตะ คือวิ่งไปรอบ ๆ เหมือนเมื่อช้างย่ำเหยียบ ปฏิวิรตะ
คือ ย่ำยีเหมือนทหารต่อสู่กันสำเร็จแล้วไป.
บทว่า ขีณาสวสฺส ได้แก่ ผู้มีอาสวะคือกิเลส สิ้นแล้ว.

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 467 (เล่ม 65)

บทว่า กมฺมุสฺสโท ได้แก่ กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นแห่งกรรม กล่าวคือ
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร เพราะฟูขึ้น.
บทว่า ตสฺสิเม ความว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นเหล่านี้ มิได้มีแก่
ผู้นั้น คือผู้มีอาสวะ สิ้นแล้ว.
พระสารีบุตรเถระแสดงข้อปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัติของเดียรถีย์ทั้งหลายผู้มีทิฏฐิ จึงกล่าวว่า ปกปฺปิตา
สงฺขตา
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกปฺปิตา ความว่า อันบุคคลกำหนด
แล้ว.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า ยสฺส ความว่า ของผู้มีทิฏฐิคนใดคนหนึ่ง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย.
บทว่า ปุรกฺขตา ได้แก่ กระทำไว้เบื้องหน้า.
บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่.
บทว่า อโวทาตา ได้แก่ ไม่ขาวสะอาด.
บทว่า ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺ-
ตินฺติ ความว่า ทิฏฐิธรรมเหล่านี้ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมอันบุคคลกระทำ
ไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้เป็นอย่างนี้ คือ
เพราะเห็นสักการะเป็นต้น ที่เป็นไปในทิฏฐิธรรม และอานิสงส์มีคติวิเสส
เป็นต้นที่เป็นไปในสัมปรายภพ ของทิฏฐินั้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัย
ทิฏฐิ กล่าวคือ สันติที่กำเริบที่อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะอาศัยอานิสงส์นั้น

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 468 (เล่ม 65)

และความกำเริบนั้นเกิดขึ้น และเพราะเป็นสันติสมมติ เขาพึงยกตนหรือ
พึงข่มผู้อื่นด้วยคุณและโทษแม้ไม่เป็นจริง เพราะอาศัยทิฏฐินั้น.
บทว่า สงฺขตา เป็นบทเดิม.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายมาประชุมกันกระทำ
ท่านขยายบทด้วย อุปสรรค.
บทว่า อภิสงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า สณฺฐาปิตา ความว่า ตั้งไว้โดยชอบด้วยสามารถแห่งปัจจัย
นั้นแล.
บทว่า อนิจฺจา ความว่า เพราะมีแล้วไม่มี.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ความว่า อาศัยวัตถุและอารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า ขยธมฺมา ความว่า มีความสิ้นไปตามลำดับเป็นสภาวะ.
บทว่า วยธมฺมา ความว่า มีความเสื่อมรอบด้วยสามารถแห่งความ
เป็นไปเป็นสภาวะ.
บทว่า วิราคธมฺมา ความว่า มีความไปปราศอย่างไม่กลับเป็น
สภาวะ.
บทว่า นิโรธธมฺมา ความว่า มีความดับเป็นสภาวะ, อธิบายว่า
มีความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือมีความเป็นแล้วดับไปเป็นสภาวะ.
บทว่า ทิฏฺฐิคติกสฺส ความว่า แห่งบุคคลผู้ยึดทิฏฐิ ๖๒ ตั้งอยู่.
บทว่า ปุเรกฺขา ความว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า.
บทว่า ตณฺหาธโช ความว่า ที่ตัณหาเป็นธงชัย ด้วยอรรถว่า
ยกขึ้น ชื่อว่ามีตัณหาเป็นธงชัย เพราะอรรถว่า มีธงคือตัณหา ชื่อว่ามี

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 469 (เล่ม 65)

ตัณหาเป็นธงยอด เพราะอรรถว่า มีตัณหานั่นแหละเป็นธงยอด ด้วยอรรถ
ว่า เที่ยวไปข้างหน้า.
บทว่า ตณฺหาธิปเตยฺโย ความว่า ชื่อว่ามีตัณหาเป็นใหญ่ เพราะ
อรรถว่า ตัณหามาโดยความเป็นใหญ่ ด้วยสามารถความเป็นใหญ่ด้วยความ
พอใจ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีตัณหาเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่า มีตัณหา
เป็นใหญ่. แม้ในบทว่า มีทิฏฐิเป็นธงชัยเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อโวทาตา ความว่าไม่บริสุทธิ์.
บทว่า สงฺกิลิฏฐา ความว่า เศร้าหมองเอง.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ความว่า เป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน.
บทว่า เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ แปลว่าย่อมเห็นคุณ ๒ อย่าง.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ อานิสํสํ ความว่า อานิสงส์ซึ่งเป็นธรรม
ประจักษ์ในอัตภาพนี้แหละด้วย.
บทว่า สมฺปรายิกํ ความว่า อานิสงส์ซึ่งจะพึงถึงในปรโลกด้วย.
บทว่า ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา โหติ แปลว่า ศาสดาเป็นผู้มีลัทธิ
อย่างใด.
บทว่า ตํทิฏฺฐิกา สาวกา โหนฺติ ความว่า แม้สาวกทั้งหลาย
ผู้ฟังคำของศาสดานั้น ก็เป็นผู้มีลัทธิอย่างนั้น.
บทว่า สกฺกโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงสักการะ.
บทว่า ครุกโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงความเคารพ.
บทว่า มาเนนฺติ ความว่า ย่อมประพฤติรักด้วยใจ.
บทว่า ปูเชนฺติ ความว่า ย่อมบูชาด้วยนำปัจจัย ๔ มาบูชา.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 470 (เล่ม 65)

บทว่า อปจิตึ กโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงความยำเกรง.
บรรดาบทเหล่านั้นสาวกทั้งหลายสักการะ คือปรุงแต่งปัจจัย ๔ ทำ
ให้ประณีต ๆ ถวายแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายสักการะ
แล้ว สาวกทั้งหลายย่อมเริ่มตั้งถวายความเคารพในศาสดาใด ศาสดานั้น
ชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายย่อมเคารพแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมมีใจประพฤติรัก
ซึ่งศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายนับถือแล้ว สาวกทั้งหลาย
ย่อมกระทำอย่างนั้นแม้ทั้งหมดแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวก
ทั้งหลายบูชาแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมกระทำความเคารพอย่างยิ่ง มีกราบ
ไหว้ ลุกรับ และประนมมือเป็นต้น แก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอัน
สาวกทั้งหลายยำเกรงแล้ว อาจารย์บางพวกอธิบายว่า สักการะด้วยกาย
เคารพด้วยวาจา นับถือด้วยใจ บูชาด้วยลาภ.
บทว่า อลํ นาคตฺตาย วา ความว่า พอ คือควรเพื่อเป็น
พญานาค.
บทว่า สุปณฺณตฺตาย วา ความว่า เพื่อเป็นพญาครุฑ.
บทว่า ยกฺขตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นเสนาบดียักษ์.
บทว่า อสุรตฺตาย วา ความว่า เพื่อเป็นอสูร.
บทว่า คนฺธพฺพตฺตาย วา ความว่า เพื่อบังเกิดในหมู่เทพคน
ธรรพ์.
บทว่า มหาราชตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นท้าวมหาราช
๔ องค์ใดองค์หนึ่ง.
บทว่า อินฺทตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นท้าวสักกะ.

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 471 (เล่ม 65)

บทว่า พฺรหฺมตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นพรหมองค์ใด
องค์หนึ่งในหมู่พรหมเป็นต้น.
บทว่า เทวตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นสมมติเทพเป็นต้น
องค์ใดองค์หนึ่ง.
บทว่า สุทฺธิยา ความว่า พอคือควรเพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์.
บทว่า วิสุทฺธิยา ความว่า เพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์ล่วงส่วนเว้น
จากมลทินทั้งปวง.
บทว่า ปริสุทฺธิยา ความว่า เพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์โดยอาการ
ทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น เพื่อความเป็นใหญ่ในกำเนิดเดียรฉาน ชื่อว่า
เพื่อความหมดจด เพื่อความเป็นใหญ่ในเทวโลก ชื่อว่าเพื่อความหมดจด
วิเศษ. เพื่อความเป็นใหญ่ในพรหมโลก ชื่อว่าเพื่อความบริสุทธิ์. เพื่อ
ก้าวล่วงแปดหมื่นสี่พันกัปพ้นไป ชื่อว่าเพื่อหลุดไป เพื่อพ้นไปโดยไม่
มีอันตราย ชื่อว่าเพื่อพ้นไป. เพื่อพ้นไปโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าเพื่อหลุด
พ้นไป.
บทว่า สุชฺฌนฺติ ความว่า ย่อมถึงความหมดจดด้วยความเป็น
บรรพชิตในลัทธิอื่น ๆ นั้น.
บทว่า วิสุชฺฌนฺติ ความว่า ย่อมหมดจดด้วยวิธีหลายอย่าง ด้วย
ความเป็นผู้ถือบรรพชาประกอบด้วยการปฏิบัติ.
บทว่า ปริสุชฺฌนฺติ ความว่า ถึงความสำเร็จแล้วหมดจดด้วย
อาการทั้งปวง ย่อมหลุดไปด้วยธรรมอันเป็นลัทธิอื่น ๆ ของศาสดาเหล่า

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 472 (เล่ม 65)

นั้น ย่อมพ้นไปด้วยโอวาทของศาสดานั้น ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนุศาสน์
ของศาสดานั้น.
บทว่า สุชฺฌิสฺสามิ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอนาคต.
บทว่า อายตึ ผลปาฏิกงฺขี ความว่า หวังผลคือวิบากในอนาคต
ด้วยว่า ทิฏฐิที่พวกเจ้าทิฏฐิประพฤติล่วงนี้ เมื่อสำเร็จผลย่อมให้สำเร็จเป็น
สัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ในกำเนิดเดียรฉานบ้าง.
บทว่า อจฺจนฺตสนฺติ ความว่า สันติคือการออกไปล่วงส่วน.
บทว่า ตทงฺคสนฺติ ความว่า ฌานชื่อว่าสันติโดยองค์นั้น ๆ เพราะ
อรรถว่า ยังองค์ที่มิใช่คุณมีนิวรณ์เป็นต้นให้สงบ ด้วยองค์ที่เป็นคุณมี
ปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า สมฺมติสนฺติ ความว่า สันติโดยทิฏฐิ ด้วยสามารถกล่าว
รวม.
เพื่อแสดงสันติเหล่านั้นเป็นส่วน ๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
กตมา อจฺจนฺตสนฺติ เป็นต้น.
บททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า อมตํ นิพฺพานํ มีเนื้อความดังกล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแล.
บททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส นีวรณา
สนฺตา โหนฺติ ท่านกล่าวด้วยสามารถความสมบูรณ์ภายในอัปปนา.
อีกอย่างหนึ่ง สันติโดยสมมติ ประสงค์เอาว่าสันติในอรรถนี้ ดังนั้น
จึงห้ามสันติ ๒ อย่างนอกนี้ แสดงสันติโดยสมมติเท่านั้น.
บทว่า กุปฺปสนฺติ ได้แก่ สันติอันกำเริบ ด้วยสามารถให้เกิด

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 473 (เล่ม 65)

วิบากและเปลี่ยนแปลง.
บทว่า ปกุปฺปสนฺติ ได้แก่ สันติอันกำเริบโดยพิเศษ.
บทว่า เอริตสนฺติ ได้แก่ สันติอันหวั่นไหว.
บทว่า สเมริตสนฺติ ได้แก่ สันติที่ให้กำเริบโดยพิเศษ.
บทว่า จลิตสนฺติ เป็นไวพจน์ของบทว่า สเมริตสนฺติ นั่นเอง.
บทว่า ฆฏิตสนฺติ ได้แก่ สันติที่บีบคั้น.
บทว่า สนฺตึ นิสฺสิโต ได้แก่ อาศัยสันติกล่าวคือทิฏฐิ.
บทว่า อสฺสิโต ได้แก่ ปรารถนา คืออาศัยโดยพิเศษ.
บทว่า อลฺลีโน ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน. พึงทราบวินิจฉัยใน
การอาศัยอย่างนี้ก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่เป็นไป
ล่วงโดยง่ายเลย การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้ว
ถือมั่น ก็ไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น
ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมบ้าง ย่อม
ยืดถือธรรมบ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐินิเวสา ความว่า ความถือมั่น
ด้วยทิฏฐิ กล่าวคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า น หิ สฺวาติวตฺตา ความว่า ย่อมไม่เป็นอาการที่จะพึง
เป็นไปล่วงได้โดยสะดวก.
บทว่า ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ มีอธิบายว่า ความถือมั่น

473