ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 454 (เล่ม 65)

บทว่า สํวรฏฺเฐน ความว่า ด้วยอรรถว่า การทำความสำรวม
ถือด้วยอรรถว่า ปิดทวารที่ก้าวล่วง.
บทว่า สมาทานฏฺเฐน ความว่า ด้วยอรรถว่า ถือเอาโดยชอบ
ซึ่งสิกขาบทนั้น ๆ.
บทว่า อารญฺญิกงฺคํ ความว่า ชื่อว่า อารัญญิกะ เพราะอรรถว่า
มีที่อยู่อาศัยในป่า องค์แห่งผู้มีที่อยู่อาศัยในป่า ชื่ออารัญญิกังคะ.
บทว่า ปิณฺฑปาติกงฺคํ ความว่า ก็การตกลงแห่งก้อนอามิสกล่าว
คือภิกษา ชื่อว่า บิณฑบาต ท่านอธิบายว่า การตกลงในบาตรแห่งก้อน
ภิกษาที่คนเหล่าอื่นถวาย. ชื่อว่า บิณฑปาติกะ เพราะอรรถว่า. บิณฑบาตร
นั้น คือ เข้าหาสกุลนั้น ๆ แสวงหา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า บิณฑปาตี
เพราะอรรถว่า มีการเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร.
บทว่า ปติตุํ แปลว่า การเที่ยวไป บิณฑปาตีนั่นแหละเป็น.
บิณฑปาติกะ, องค์แห่งบิณฑปาติกะผู้เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร ชื่อ
บิณฑปาติกังคะ เหตุ ท่านเรียกว่า องค์. เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเป็น
ผู้เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร ด้วยการสมาทานใด การสมาทานนั้น พึง
ทราบว่าเป็นชื่อขององค์นั้นโดยนัยนี้แหละ.
ผ้าชื่อว่า บังสุกุล เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนเกลือกกลั้วด้วยฝุ่น
ในที่นั้น ๆ ด้วยอรรถว่า ฟุ้งไป เพราะตั้งอยู่บนฝุ่นทั้งหลายในที่แห่งใด
แห่งหนึ่ง มีถนน ป่าช้า และกองหยากเยื่อเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
บังสุกุล เพราะอรรถว่า ถึงภาวะน่าเกลียดเหมือนฝุ่น ท่านอธิบายว่า ถึง
ความเป็นของน่ารังเกียจ การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลที่มีคำไขอันได้แล้วอย่างนี้

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 455 (เล่ม 65)

ชื่อว่า บังสุกุล การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น
ภิกษุนั้นถึงชื่อว่า บังสุกูลิก ผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุล องค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้
ซึ่งผ้าบังสุกุลนั้นชื่อบังสุกูลิกังคะ.
ชื่อว่า เตจีวริก เพราะอรรถว่า มีไตรจีวรกล่าวคือ สังฆาฏิ
อุตตราสงค์ และอันตรวาสก เป็นปกติ องค์แห่งเตจีวริกผู้มีไตรจีวรเป็น
ปกติ ชื่อเตจีวริกังคะ.
บทว่า สปทานจาริกงฺคํ ความว่า ความขาด ท่านเรียกว่า ทานะ.
ปราศจากความขาด ชื่อว่า อปทานะ อธิบายว่าไม่ขาด กับด้วยการ
ปราศจากความขาด ชื่อว่า สปทานะ. ท่านอธิบายว่า เว้นจากความขาด
คือ ตามลำดับเรือน. ชื่อว่า สปทานจารี เพราะอรรถว่า มีการเที่ยวไป
ตามลำดับเรือนเป็นปกติ. สปทานจารีนั่นแหละเป็นสปทานจาริกะ. องค์
แห่งสปทานจาริกะผู้เที่ยวไปตามลำดับเรือนเป็นปกติ ชื่อสปทานจาริกังคะ.
บทว่า ขลุ ในบทว่า ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ เป็นนิบาตลงใน
อรรถปฏิเสธ มีผู้ปวารณา ภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อว่า ปัจฉาภัต. การ
บริโภคภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อว่า ปัจฉาภัตโภชน์. ชื่อว่า ปัจฉาภัตติกะ
เพราะอรรถว่า มีปัจฉาภัตเป็นปกติ. เพราะทำสัญญาในปัจฉาภัตโภชน์นั้น
ว่าปัจฉาภัต มิใช่ปัจฉาภัตติกะ. ชื่อว่า ขลุปัจฉาภัตติกะ คำนี้เป็นชื่อของการ
บริโภคมากเกินซึ่งห้ามไว้ด้วยสามารถสมาทาน. องค์แห่งขลุปัจฉาภัตติกะ
ผู้ไม่บริโภคภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อ ขลุปัจฉาภัตติกังคะ.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 456 (เล่ม 65)

บทว่า เนสชฺชิกงฺคํ ความว่า ชื่อว่า เนสัชชิกะ เพราะอรรถว่า
มีการห้ามการนอน อยู่ด้วยการนั่งเป็นปกติ องค์แห่งเนสัชชิกะ ผู้ห้าม
การนอนอยู่ด้วยการนั่ง ชื่อว่า เนสัชชิกกังคะ.
บทว่า ยถาสนฺถติกงฺคํ ความว่า เสนาสนะที่เขาจัดไว้ใด ๆ นั่น
แล ชื่อว่า เสนาสนะตามที่จัดไว้. คำนี้เป็นชื่อเสนาสนะที่เขาแสดงก่อน
อย่างนี้ว่า เสนาสนะนี้ย่อมถึงแก่ท่าน ชื่อว่า ยถาสันถติกะ เพราะอรรถว่า
มีการอยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้นั้นเป็นปกติ. องค์แห่งยถาสันถติกะผู้อยู่
ในเสนาสนะตามที่จัดไว้เป็นปกติ ชื่อว่า ยถาสันถติกังคะ.
องค์เหล่านี้ทั้งหมดนั้นแล ชื่อว่า ธุดงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์
แห่งภิกษุผู้กำจัด เพราะกำจัดกิเลสด้วยสมาทานนั้น ๆ. หรืออรรถว่า มี
ญาณที่ได้โวหารว่า ธุตะ เพราะกำจัดกิเลส เป็นองค์. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ธุดงค์ เพราะอรรถว่า ธุตะเหล่านั้นด้วย. ชื่อว่าเป็นองค์ เพราะ
กำจัดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ด้วยการปฏิบัติด้วย ดังนี้ก็มี. ในข้อนี้พึงทราบ
วินิจฉัยโดยอรรถว่าอย่างนี้ก่อน.
ก็ธุดงค์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแล มีเจตนาเครื่องสมาทานเป็นลักษณะ.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ตั้งใจแน่วแน่นั้น ย่อมตั้งใจแน่วแน่ด้วยธรรม
ใด ธรรมเหล่านั้น คือจิตและเจตสิก. เจตนาเครื่องสมาทานนั้น คือธุดงค์.
ข้อที่ห้ามนั้น คือวัตถุ. ก็ธุดงค์ทั้งหมดนั่นแล มีความกำจัดความอยากได้
เป็นรส มีความไม่อยากได้เป็นปัจจุปปัฏฐาน. มีอริยธรรมมีความ
ปรารถนาน้อยเป็นต้น เป็นปทัฏฐาน. ในข้อนี้พึงทราบวินิจฉัยโดย
ลักษณะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 457 (เล่ม 65)

บทว่า วิริยสมาทานมฺปิ ได้แก่ แม้การถือเอาความเพียร.
บทว่า กามํ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ส่วนเดียว.
บทว่า ตโจ จ นหารู จ ได้แก่ ผิวหนังและเส้นเอ็นทั้งหลาย.
บทว่า อฏฺฐิ จ ได้แก่ กระดูกทั้งหมด.
บทว่า อวสุสฺสตุ ได้แก่ จงเหือดแห้งไป.
บทว่า อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ความว่า เนื้อและเลือดทั้งหมดจง
เหือดแห้งไป.
บทว่า ตโจ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า นหารู ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า อฏฺฐิ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า ยนฺตํ เป็นบทเชื่อมกับบทที่จะพึงกล่าวข้างหน้า.
บทว่า ปุริสถาเมน ได้แก่ ด้วยกำลังทางกายของบุรุษ.
บทว่า พเลน ได้แก่ ด้วยกำลังญาณ.
บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยวิริยานุภาพแห่งญาณทางใจ.
บทว่า ปรกฺกเมน ได้แก่ ด้วยการก้าวไปสู่ฐานะข้างหน้า ๆ คือ
ด้วยความเพียรที่ถึงขั้นอุตสาหะ.
บทว่า ปตฺตพฺพํ ได้แก่ อิฐผลนั้นใดที่พึงบรรลุ.
บทว่า น ตํ อปาปุณิตฺวา ได้แก่ ยังไม่บรรลุอิฐผลที่พึงบรรลุนั้น.
บทว่า วิริยสฺส สณฺฑานํ ภวิสฺสติ ความว่า ความย่อหย่อน คือ

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 458 (เล่ม 65)

ความจมลงแห่งความเพียร ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว จักไม่มี. ปาฐะว่า
สณฺฐานํ ก็มี ความก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ความว่า ประคองจิต คือ อุตสาหะ.
บทว่า ปทหติ ความว่า ได้ตั้งอยู่เฉพาะ.
บทว่า นาสิสฺสํ ความว่า เราจักไม่เคี้ยวกิน คือจักไม่บริโภค.
บทว่า น ปิวิสฺสามิ ความว่า จักไม่ดื่มข้าวยาคูและน้ำดื่มเป็นต้น.
บทว่า วิหารโต น นิกฺขเม ความว่า ไม่พึงออกภายนอกเสนา-
สนะ.
บทว่า นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ความว่า จักไม่ทำให้ศีรษะตกคือ
ตั้งอยู่บนเตียง ตั่ง พื้น หรือบนที่ปูลาดคือเสื่อลำแพน.
บทว่า ตณฺหาสลฺเล อนูหเต ความว่า เมื่อลูกศรกล่าวคือตัณหา
เรายังถอนไม่ได้ อธิบายว่า ยังไม่ปราศจากไป.
บทว่า อิมํ ปลฺลงกํ ได้แก่ การนั่งเนื่องด้วยขาที่คู้เข้าโดยรอบ.
บทว่า น ภินฺทิสฺสามิ ได้แก่ จักไม่ละ.
บทว่า ยาว เม น อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน ๔.
บทว่า อาสเวหิ ได้แก่ จากอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น.
บทว่า วิมุจฺจิสฺสติ ได้แก่ จักยังไม่หลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุตติ.
บทเริ่มต้นว่า น ตาวาหํ อิมมฺหา อาสนา วุฏฺฐหริสฺสามิ
จนถึงบทว่า รุกฺขมูลา นิกฺขมิสฺสามิ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโอกาส.
บทว่า อิมสฺมึเยว ปุพฺพณฺหสมยํ อริยธมฺมมาหริสฺสามิ จน
ถึงบทว่า คิมฺเห ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกาล.

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 459 (เล่ม 65)

บทว่า ปุริเม วโยขนฺเธ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งวัย
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสนา น วุฏฺฐหิสฺสามิ ความว่า
จักไม่ลุกจากอาสนะที่นั่งแล้ว.
บทว่า อฑฺฒโยคา ได้แก่ เรือนเพิง.
บทว่า ปาสาทา ได้แก่ ปราสาทยาว.
บทว่า หมฺมิยา ได้แก่ เรือนโล้น.
บทว่า คุหาย ได้แก่ ถ้ำฝุ่น.
บทว่า เลณา ได้แก่ ถ้าภูเขาทั้งที่มีขอบเขต และไม่มี.
บทว่า กุฏิยา ได้แก่ กุฎีที่ฉาบทาเป็นต้น.
บทว่า กูฏาคารา ได้แก่ เรือนที่ยกยอดขึ้นทำ.
บทว่า อฏฺฏา ได้แก่ หอคอยบนหลังคาประตู.
บทว่า มาฬา ได้แก่ โรงกลม. ที่อยู่อาศัยพิเศษอย่างหนึ่ง เชื่อ
ว่า เรือนที่มีเครื่องกั้น บางท่านกล่าวว่า เรือนที่มีหลังคา ก็มี.
บทว่า อุปฏฺฐานสาลา ได้แก่ หอประชุม หรือหอฉัน มณฑป
เป็นต้นก็ปรากฏเหมือนกัน.
บทว่า อริยธมฺมํ ได้แก่ ธรรมที่ปราศจากโทษ หรือธรรมของ
พระอริยะทั้งหลาย คือ ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระ-
สาวกทั้งหลาย.
บทว่า อาหริสฺสามิ ได้แก่ จักนำมาใกล้จิตของเราด้วยศีล.
บทว่า สมาหริสฺสามิ ได้แก่ จักนำมาเป็นพิเศษด้วยสมาธิ.

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 460 (เล่ม 65)

บทว่า อธิคจฺฉิสฺสามิ ได้แก่ จักถึงด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ
ด้วยธุดงค์.
บทว่า ผสฺสยิสฺสามิ ได้แก่ จักถูกต้องด้วยมรรค.
บทว่า สจฺฉิกริสฺสามิ ได้แก่ จักการทำให้ประจักษ์ด้วยผล.
อีกนัยหนึ่ง จักนำมาด้วยโสดาปัตติมรรค, จักนำมาด้วยดีด้วยสกทาคา-
มิมรรค จักบรรลุด้วยอนาคามิมรรค, จักถูกต้องด้วยอรหัตตมรรค, จัก
กระทำให้แจ้งด้วยปัจจเวกขณะ.
บทว่า ผสฺสยิสฺสามิ ในนัยทั้งสอง มีความว่า จักถูกต้องนิพพาน
ด้วยนามกาย.
บทว่า อปุฏฺโฐ เป็นบทเดิม บทนั้นมีความว่า อันใคร ๆ ไม่ถาม.
บทว่า อปุจฺฉิโต ความว่า ไม่ให้รู้แล้ว.
บทว่า อยาจิโต ความว่า ไม่ขอร้อง.
บทว่า อนชฺเฌสิโต ความว่า ไม่บังคับ บางท่านกล่าวว่า ไม่
ปรารถนา.
บทว่า อปฺปสาทิโต ความว่า ไม่เชื้อเชิญ.
บทว่า ปาวทติ ความว่า ย่อมกล่าว.
บทว่า อหมสฺมิ แปลว่า เป็นเรา.
บทว่า ชาติยา วา ความว่า ด้วยชาติกษัตริย์และชาติพราหมณ์บ้าง.
บทว่า โคตฺเตน วา ความว่า ด้วยโคดมโคตรเป็นต้นบ้าง.
บทว่า โกลปุตฺติเยน วา ความว่า ด้วยความเป็นบุตรของ
ตระกูลบ้าง.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 461 (เล่ม 65)

บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ความว่า ด้วยความเป็นผู้มีรูปร่าง
งามบ้าง.
บทว่า ธเนน วา ความว่า ด้วยทรัพย์สมบัติบ้าง.
บทว่า อชฺเฌเนน วา ความว่า ด้วยกระทำการเชื้อเชิญบ้าง.
บทว่า กมฺมายตเนน วา การงานนั่นแหละ ชื่อว่ากัมมายตนะ
ด้วยการงานนั้น มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นบ้าง.
บทว่า สิปฺปานตเนน วา ความว่า ด้วยธนูศิลป์เป็นต้นบ้าง.
บทว่า วิชฺชฏฺฐาเนน วา ความว่า ด้วยวิทยฐานะ ๑๘ อย่าง
บ้าง.
บทว่า สุเตน วา ความว่า ด้วยคุณคือความเป็นพหูสูตบ้าง.
บทว่า ปฏิภาเณน วา ความว่า ด้วยญาณกล่าวคือปฏิภาณใน
เหตุและมิใช่เหตุ.
บทว่า อุจฺจากุลา ความว่า จากตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงความเป็นใหญ่โดยชาติและโคตร.
บทว่า มหาโภคกุลา ความว่า จากตระกูลคฤหบดีมหาศาล.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงความเป็นใหญ่โดยความมั่งคั่ง.
บทว่า อุฬารโภคกุลา ความว่า จากตระกูลแพศย์ที่เหลือลงเป็น
ต้น ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงถึงทองและเงินเป็นต้นมากมาย ด้วยว่าแม้พวก
จัณฑาลก็มีโภคะโอฬาร.
บทว่า ญาโต แปลว่า ปรากฏ.
บทว่า ยสสี ความว่า ถึงพร้อมด้วยบริวาร.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 462 (เล่ม 65)

บทว่า สุตฺตนฺติโก แปลว่า เป็นผู้ขวนขวายในพระสูตร.
บทว่า วินยธโร แปลว่า เป็นผู้ทรงพระวินัยปิฎก.
บทว่า ธมฺมกถิโก แปลว่า ผู้ชำนาญพระอภิธรรม.
บทว่า อารญฺญิโก เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงข้อปฏิบัติอัน
เป็นส่วนเบื้องต้นแห่งธุดงค์.
บทว่า ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภี เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แสดงรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ๘ แล้วแสดงปฏิเวธ.
บทว่า ปาวทติ เป็นบทเดิม.
บทว่า กเถติ ความว่า ย่อมกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ผู้ทรง
ปิฎก.
บทว่า ภณติ ความว่า กระทำให้ปรากฏว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถือธุดงค์.
บทว่า ทีปยติ ความว่า ชี้แจงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รูปฌาน.
บทว่า โวหรติ ความว่า เปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อรูปฌาน.
บทว่า ขนฺธกุสลา ความว่า ผู้ฉลาดในสามัญลักษณะซึ่งเป็นไป
กับด้วยลักษณะในขันธ์ ๕ อธิบายว่า ผู้ฉลาดด้วยสามารถแห่งญาตปริญญา
ตีรณปริญญา และปหานปริญญา แม้ในธาตุ อายตนะ และปฏิจจสมุปบาท
เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ
บทว่า นิพฺพานกุสลา ความว่า ผู้ฉลาดในนิพพาน.
บทว่า อนริยานํ ได้แก่ มิใช่อริยะ.
บทว่า เอโส ธมฺโม ได้แก่ สภาวะนี้.

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 463 (เล่ม 65)

บทว่า พาลานํ ได้แก่ พวกมิใช่บัณฑิต.
บทว่า อสปฺปุริสานํ ได้แก่ พวกมิใช่คนดี.
บทว่า อตฺตา ได้แก่ ซึ่งตน.
บทว่า สนฺโต ความว่า ชื่อว่าผู้สงบเพราะความเข้าไปสงบกิเลสมี
ราคะเป็นต้น, ชื่อว่า ผู้ดับกิเลสในตนแล้ว ก็เหมือนกัน.
บทว่า อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ความว่า ไม่อวดในศีล
ทั้งหลาย โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยประการ
ฉะนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า ไม่กล่าววาจาโอ้อวดคนซึ่งเป็นนิสิตแห่งศีล.
บทว่า ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ความว่า ผู้ฉลาดในขันธ์
เป็นต้น มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวความไม่อวดในศีลของภิกษุนั้นว่า
นี้เป็นอริยธรรม.
บทว่า ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ความว่า กิเลส ๗
ประการ มีราคะเป็นต้น เป็นเหตุฟูขึ้น มิได้มีแก่ภิกษุใด คือแก่พระขีณาสพ
ในที่ไหน ๆ ในโลก. เชื่อมความว่าผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวความไม่อวด
นั้นของภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า นี้เป็น อริยธรรม.
บทว่า สนฺโต เป็นบทเดิม.
บทว่า ราคสฺส สมิตตฺตา ความว่า เพราะระงับราคะ ซึ่งมี
ความกำหนัดเป็นลักษณะได้ แม้ในโทสะเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า วิชฺฌาตตฺตา ความว่า เพราะเผากิเลสเครื่องเร่าร้อนทั้ง
ปวงได้.

463