ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 444 (เล่ม 65)

อรรถกถาทุฏฐัฎฐกสุตตนิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาแรก ในทุฏฐัฎฐกสูตรก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วทนฺติ ความว่า ย่อมติเตียนพระผู้มี
พระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
บทว่า ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อญฺเญปิ เว สจฺจมนา ความว่า
บทว่า บางพวก ได้แก่ เดียรถีย์บางพวกมีใจอันโทษประทุษร้าย บาง
พวกแม้มีความสำคัญเช่นนั้นก็มีใจอันโทษประทุษร้าย อธิบายว่า ชนเหล่า
ใดฟังเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วเชื่อ ชนเหล่านั้นเข้าใจว่าจริง.
บทว่า วาทญฺจ ชาตํ ความว่า คำด่าอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น.
บทว่า มุนิ โน อุเปติ ความว่า มุนีคือพระพุทธเจ้า ย่อมไม่เข้า
ถึงเพราะมิใช่ผู้กระทำ และเพราะความไม่กำเริบ.
บทว่า ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ความว่า เพราะ
เหตุนั้น มุนีนี้ พึงทราบว่า ไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิต ด้วยกิเลสเครื่องตรึง
จิตมีราคะเป็นต้นในที่ไหน ๆ.
บทว่า ทุฏฺฐมนา ความว่า มีใจอันโทษทั้งหลายที่เกิดขึ้นประทุษ
ร้ายแล้ว.
บทว่า วิรุทฺธมนา ความว่า มีใจอันกิเลสเหล่านั้นกั้นไว้ไม่ให้
ช่องแก่กุศล.
บทว่า ปฏิวิรุทฺธมนา ท่านขยายด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า อาหตมนา ความว่า ชื่อว่า มีใจอันโทสะมากระทบ

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 445 (เล่ม 65)

เพราะอรรถว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจอันปฏิฆะมากระทบแล้ว.
บทว่า ปจฺจาหตมนา ท่านขยายด้วยสามารถแห่งอุปสรรคเหมือน
กัน.
บทว่า อาฆาติตมนา ความว่า ชื่อว่า มีใจอาฆาต เพราะอรรถ
ว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจอาฆาตด้วยสามารถวิหิงสา.
บทว่า ปจฺจาฆาติตมมา ท่านขยายด้วยสามารถอุปสรรคเหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีใจชั่วด้วยสามารถความโกรธ ชื่อว่ามีใจอันโทษ
ประทุษร้าย ด้วยสามารถความผูกโกรธไว้ ชื่อว่า มีใจผิด ด้วยสามารถ
ลบหลู่คุณท่าน ชื่อว่า มีใจผิดเฉพาะ ด้วยสามารถตีเสมอ ชื่อว่ามีใจอัน
โทสะมากระทบเฉพาะ ด้วยสามารถโทสะ ชื่อว่า มีใจอาฆาต อาฆาต
เฉพาะ ด้วยสามารถพยาบาท ชื่อว่า มีใจชั่ว มีใจอันโทษประทุษร้าย
แล้ว เพราะไม่ได้ปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่า มีใจผิด มีใจผิดเฉพาะ เพราะ
เสื่อมยศ ชื่อว่า มีใจอันโทสะมากระทบ มากระทบเฉพาะ เพราะติเตียน
ชื่อว่า มีใจอาฆาต อาฆาตเฉพาะ เพราะเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ทุกขเวทนา อาจารย์บางพวกพรรณนา โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้.
บทว่า อุปวทนฺติ ความว่า ยังครหาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อภูเตน ความว่า ไม่มีอยู่.
บทว่า สทฺทหนฺตา ความว่า ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นด้วยสามารถ
ความเลื่อมใส.
บทว่า โอกปฺเปนฺตา ความว่า หยั่งลงกำหนดด้วยสามารถแห่งคุณ.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 446 (เล่ม 65)

บทว่า อธิมุจฺจนฺตา ความว่า อดกลั้นถ้อยคำของเดียรถีย์เหล่านั้น
ลงความเห็นด้วยสามารถความเลื่อมใส.
บทว่า สจฺจมนา ความว่าเข้าใจว่าจริง.
บทว่า สจฺจสญฺญิโน ความว่ามีความสำคัญว่าจริง.
บทว่า ตถมนา ความว่า เข้าใจว่าไม่วิปริต.
บทว่า ภูตมนา ความว่า เข้าใจว่ามีความเป็นจริง.
บทว่า ยาถาวมนา ความว่า เข้าใจว่าไม่หวั่นไหว.
บทว่า อวิปรีตมนา ความว่า เข้าใจว่าตั้งใจแน่วแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจมนา สจฺจสญฺญิโน พึงทราบ
ว่า ท่านกล่าวคุณของผู้ที่พูดจริง.
บทว่า ตถมนา ตถสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณที่เชื่อมต่อความจริง.
บทว่า ภูตมนา ภูตสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณที่เป็นความตั้งมั่น.
บทว่า ยาถาวนนา ยาถาวสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณที่ควรเชื่อ
ถือได้.
บทว่า อวิปรีตมนา อวิปรีตสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณคือพูดไม่ผิด.
บทว่า ปรโต โฆโส ความว่า มีศรัทธาเกิดขึ้นแต่สำนักผู้อื่น.
บทว่า อกฺโกโส ความว่า คำด่า ๑๐ อย่างมีชาติเป็นต้น อย่างใด
อย่างหนึ่ง.
บทว่า โย วาทํ อุเปติ ความว่า บุคคลใดเข้าถึงคำติเตียน.
บทว่า การโก วา ความว่า ผู้มีโทสะอันการทำแล้วก็ดี.
บทว่า การกตาย ความว่า ด้วยความที่มีโทสะอันกระทำแล้ว.

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 447 (เล่ม 65)

บทว่า วุจฺจมาโน ความว่า ถูกเขากล่าวอยู่.
บทว่า อุปวทิยนาโน ความว่า ถูกเขาติเตียนอยู่ คือว่า ถูก
ตำหนิโทษ.
บทว่า กุปฺปติ ความว่า ย่อมโกรธ.
บทว่า ขีลชาตตาปิ นตฺถิ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกิเลสเครื่องตรึง
จิตเกิดแล้ว เพราะอรรถว่า มีกิเลสเครื่องตรึงจิตคือปฏิฆะ กล่าวคือความ
เป็นหยากเยื่อแห่งจิตโดยความผูกพัน เกิดแล้ว ภาวะแห่งผู้มีกิเลสเครื่อง
ตรึงจิตเกิดแล้วนั้น ชื่อว่า ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว ความ
เป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้วแม้นั้น ย่อมไม่มีคือมีอยู่หามิได้.
บทว่า ปญฺจปิ เจโตขีลา ความว่า ผู้มีความกำหนัดในกาย
มีความกำหนัดในรูป บริโภคอาหารเต็มท้องพอแก่ความต้องการ ประกอบ
ความสุขในการนอน ความสุขในการดูแล ประพฤติพรหมจรรย์ ปรารถนา
เทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า เราจักเป็นเทวดา หรือเทพอื่น ๆ ด้วยศีล พรต
ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ กิเลสเครื่องตรึงใจ กล่าวคือความเป็นหยากเยื่อ
โดยความผูกพันจิต แม้ ๕ อย่าง เห็นปานนี้ ย่อมไม่มี.
ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนท-
เถระว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกกล่าวบริภาษสบประมาทอยู่อย่างนี้
กล่าวอะไรกันบ้าง พระอานนทเถระกราบทูลว่า มิได้กล่าวอะไร ๆ เลย
พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงเป็น
ผู้นิ่งในที่ทั้งปวงด้วยคิดว่า เราเป็นผู้มีศีล ด้วยว่าคนทั้งหลายในโลกย่อม
ไม่รู้ว่าบัณฑิตปนกับเหล่าพาลเมื่อไม่กล่าว ดังนี้แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 448 (เล่ม 65)

คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก เพื่อจะแสดงธรรมว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลาย
จงท้วงตอบอย่างนี้ กะมนุษย์เหล่านั้น พระเถระเรียนพระพุทธพจน์นั้น
แล้วกล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงท้วงตอบพวกมนุษย์ด้วยคาถานี้
ภิกษุทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้น มนุษย์ที่เป็นบัณฑิตได้พากันนิ่งอยู่ ฝ่าย
พระราชาทรงส่งพวกราชบุรุษไปในที่ทั้งปวง จับพวกนักเลงที่พวกเดียรถีย์
จ้างให้ฆ่านางสุนทรี ทรงข่มขู่ จึงทรงทราบความเป็นไปนั้นได้ตรัสบริภาษ
เดียรถีย์ทั้งหลาย ผ่านมนุษย์ทั้งหลายเห็นเดียรถีย์แล้ว ก็เอาก้อนดินขว้าง
เอาฝุ่นสาด พร้อมกันกล่าวว่า พวกนี้ทำความเสื่อมยศให้เกิดขึ้นแด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระอานนทเถระเห็นดังนั้นจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค.
เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาแก่พระเถระว่า สกญฺหิ ทิฏฺฐึ
ฯลฯ วเทยฺย ดังนี้.
คาถานี้มีเนื้อความว่า ชนผู้เป็นเดียรถีย์มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า พวกเราฆ่า
นางสุนทรีแล้วประกาศโทษของพวกสมณศากยบุตรทั้งหลาย จักยินดี
สักการะที่ได้มาด้วยอุบายนี้ ชนผู้เป็นเดียรถีย์นั้น พึงก้าวล่วงทิฏฐินั้นได้
อย่างไร โดยที่แท้ความเสื่อมยศนั้นก็ย่อมมาถึงชนผู้เป็นเดียรถีย์นั้นเอง
ผู้ไม่อาจล่วงทิฏฐินั้นได้ หรือผู้เป็นสัสสตวาทีแม้นั้น ไปตามความพอใจ
ในทิฏฐินั้น และตั้งมั่นในความชอบใจในทิฏฐินั้น พึงล่วงทิฏฐิของตนได้
อย่างไร อีกอย่างหนึ่งเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง คือเมื่อกระทำทิฏฐิ
เหล่านั้น ให้บริบูรณ์ด้วยตนนั่นแล พึงกล่าวที่ตนรู้ทีเดียว.
บทว่า อวณฺณํ ปกาสยิตฺวา ความว่ากระทำโทษมิใช่คุณให้
ปรากฏ.

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 449 (เล่ม 65)

บทว่า สกฺการํ ได้แก่ การกระทำความเคารพด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า สมฺนานํ ได้แก่ การนับถือมากด้วยใจ.
บทว่า ปจฺจาหริสฺสาม ความว่า จักยังลาภเป็นต้นให้บังเกิด.
บทว่า เอวํทิฏฺฐิกา ได้แก่ มีลัทธิอย่างนี้ เพราะชนผู้เป็นเดียรถีย์
เหล่านั้นมีลัทธินี้ อย่างนี้ว่า พวกเราจักยังลาภเป็นต้นนั้นให้บังเกิด อนึ่ง
ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นพอใจและชอบใจว่า เรามีธรรม มีประการ
ดังกล่าวแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้น มีจิตมีภาพอย่างนี้
ทีเดียวว่า ความคิดของเรามีอยู่ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่า
ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นมีความพอใจพร้อมกับทิฏฐิก็ดี มีความชอบใจ
พร้อมกับทิฏฐิและความพอใจก็ดี มีลัทธิพร้อมกับทิฏฐิความพอใจและ
ความชอบใจก็ดี มีอัธยาศัยพร้อมกับทิฏฐิความพอใจความชอบใจและลัทธิ
ก็ดี มีความประสงค์พร้อมกับทิฏฐิความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ และ
อัธยาศัยก็ดี ดังนี้ จึงกล่าวว่า เอวํทิฏฺฐิกา ฯลฯ เอวํอธิปฺปายา ดังนี้
บทว่า สกํ ทิฏฺฐิ ได้แก่ ทัศนะของตน.
บทว่า สกํ ขนฺตึ ได้แก่ ความอดกลั้นของตน.
บทว่า สกํ รุจึ ได้แก่ ความชอบใจของตน.
บทว่า สกํ ลทฺธึ ได้แก่ ลัทธิของตน.
บทว่า สกํ อชฺฌาสยํ ได้แก่ อัธยาศัยของตน.
บทว่า สกํ อธิปฺปายํ ได้แก่ ภาวะของตน.
บทว่า อติกฺกมิตุํ ได้แก่ เพื่อก้าวล่วงพร้อม.
บทว่า อถโข เสฺวว อยโส ความว่า ความเสื่อมยศนั้นนั่นแหละ
ย้อนมาถึงโดยส่วนเดียว.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 450 (เล่ม 65)

บทว่า เต ปจฺจาคโต ความว่า ย้อนมาเป็นของเดียรถีย์เหล่านั้น.
บทว่า เต เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.
บทว่า อถวา เป็นบทแสดงระหว่างเนื้อความ.
บทว่า สสฺสโต ได้แก่ เที่ยง คือยั่งยืน.
บทว่า โลโก ได้แก่ อัตภาพ.
บทว่า อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญํ ความว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงแท้
สิ่งอื่นเปล่า.
บทว่า สมตฺตา ได้แก่ สมบูรณ์.
บทว่า สมาทินฺนา ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า คหิตา ได้แก่ เข้าไปถือเอา.
บทว่า ปรามฏฺฐา ได้แก่ ถูกต้องถือเอาโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า อภินิวิฏฺฐา ได้แก่ ได้ที่พึ่งเป็นพิเศษ.
บทว่า อสสฺสโต พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อนฺตวา ได้แก่ มีที่สุด.
บทว่า อนนฺตวา ได้แก่ ไม่มีที่สุดคือความเจริญ.
บทว่า ตํ ชึวํ ได้แก่ ชีพก็อันนั้น ท่านทำเป็นลิงควิปลาส.
บทว่า ชีโว ก็ได้แก่ อัตตานั่นเอง.
บทว่า ตถาคโต ได้แก่ สัตว์, อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
พระอรหันต์.
บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ ต่อจากตายไป ความว่าปรโลก.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 451 (เล่ม 65)

บทว่า น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า ต่อจาก
ตายไป ย่อมไม่เป็นอีก.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า
ต่อจากตายไป ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า
ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ด้วยสามารถขาดสูญ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ด้วย
สามารถเที่ยง.
บทว่า สกาย ทิฏฺฐิยา เป็นต้น เป็นตติยาวิภัตติ.
บทว่า อลฺลีโน ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า สยํ สมตฺตํ กโรติ ความว่า เปลื้องความบกพร่องกระทำ
ตนให้เต็มโดยชอบด้วยนี้.
บทว่า ปริปุณฺณํ ความว่า เปลื้องโทษที่เกินเลย กระทำให้
สมบูรณ์.
บทว่า อโนมํ ความว่า เปลื้องโทษที่เลว กระทำให้ไม่ลามก.
บทว่า อคฺคํ ได้แก่ เป็นต้น.
บทว่า เสฏฺฐํ ได้แก่ เป็นประธาน คือปราศจากโทษ.
บทว่า วิเสฏฺฐํ ได้แก่ เจริญที่สุด.
บทว่า ปาโมกฺขํ ได้แก่ ยิ่ง.
บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ วิเศษ คือไม่มีในเบื้องต่ำ.
บทว่า ปวรํ กโรติ ความว่ากระทำให้สูงสุดเป็นพิเศษ.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 452 (เล่ม 65)

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่ง พรรณนาอย่างนี้ว่า กระทำให้เลิศ
ด้วยเปลื้องโทษที่นอนเนื่องให้ประเสริฐ ด้วยเปลื้องโทษที่เป็นสังกิเลส
ให้วิเศษ ด้วยเปลื้องโทษที่เป็นอุปกิเลสให้เป็นวิสิษฎิ์ ด้วยเปลื้องโทษที่
เต็มให้เป็นประธาน ด้วยเปลื้องโทษปานกลางให้อุดม ด้วยเปลื้องโทษ
อุดมและปานกลางให้บวร.
บทว่า อยํ สตฺถา สพฺพญฺญู ความว่า พระศาสดาของพวกเรา
นี้ เป็นพระสัพพัญญู ด้วยสามารถทรงรู้ทุกอย่าง.
บทว่า อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต ความว่า พระธรรมของพวกเรา
นี้พระศาสดาตรัสแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน ความว่า พระสงฆ์ของพวกเรานี้
ปฏิบัติแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ ทิฏฺฐิ ภทฺทิกา ความว่า ลัทธิของพวกเรานี้ดี.
บทว่า อยํ ปฏิปทา สุปญฺญตฺตา ความว่า ปฏิปทาอันเป็น
ส่วนเบื้องต้นของพวกเรานี้ อันพระศาสดาทรงบัญญัติแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ มคฺโค นิยฺยานิโก ความว่า มรรคเครื่องนำออก
เป็นพัก ๆ ของพวกเรานี้ เป็นเครื่องนำออก บุคคลย่อมการทำให้เต็มที่
ด้วยตนเอง ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า กเถยฺย ได้แก่ พึงพูดว่า โลกเที่ยง พึงแสดงว่า สิ่งนี้
แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า พึงแถลงว่า โลกมีที่สุด คือให้ถือเอาโดยวิธีมี
อย่างต่าง ๆ ว่า ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 453 (เล่ม 65)

ลำดับนั้น พอล่วง ๗ วัน พระราชาก็รับสั่งให้ทิ้งซากศพนั้น เวลา
เย็นเสด็จไปวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ เมื่อความเสื่อมยศเกิดขึ้นเช่นนี้ ควรจะแจ้งแม้แก่ข้าพระองค์
มิใช่หรือ เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
มหาบพิตร การแจ้งแก่คนอื่นว่า เราเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณความดี
ดังนี้ ไม่สมควรแก่พระอริยะทั้งหลาย ดังนี้แล้วได้ทรงภาษิตคาถาที่เหลือ
ว่า โย อตฺตโน สีลวตานิ ดังนี้ เพื่อเป็นเหตุให้เกิดเรื่องนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตานิ ได้แก่ ศีลทั้งหลายมีพระ-
ปาติโมกข์เป็นต้น และธุดงควัตรทั้งหลายมีอารัญญิกธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า อนานุปุฏฺโฐ ได้แก่ อันใคร ๆ ไม่ถาม.
บทว่า ปาวา ได้แก่ ย่อมกล่าว.
บทว่า อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว-
ปาวา ความว่า ชนใดย่อมบอกตนว่าเที่ยงนั่นแลอย่างนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลาย
ย่อมกล่าววาทะของชนนั้นอย่างนี้ว่า นั้นไม่ใช่ธรรมของอริยชน.
บทว่า อตฺถิ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ ความว่า เป็นศีลด้วยนั่นเทียว
เพราะอรรถว่า สังวร เป็นวัตรด้วย เพราะอรรถว่า สมาทาน.
บทว่า อตฺถิ วตฺตํ น สีลํ. ความว่า ข้อนั้นเป็นวัตรแต่ไม่เป็น
ศีล ด้วยอรรถดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กตมํ เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.
บทว่า อิธ ภิกฺขุ สีลวา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

453