และซึ่งธรรมที่ควรเจริญ โดยความเป็นธรรมที่ควรเจริญ เพราะเหตุนั้น
แหละ พระองค์จึงตรัสว่า:-
ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว ธรรม
ที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว และธรรมที่ควรละ เราละได้
แล้ว ฉะนั้น เราจึงเป็น พุทธะ.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้โดยชอบและด้วย
พระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งหลายแม้ด้วยการยกขึ้นเป็นบท ๆ อย่างนี้ว่า จักษุ
ชื่อว่า ทุกขสัจ, ตัณหาอันมีมาแต่เดิม ที่เป็นสมุฏฐาน โดยความเป็นมูล
เหตุแห่งจักษุนั้น ชื่อว่าสมุทัยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งทุกขสัจและสมุทย-
สัจทั้ง ๒ ชื่อว่า นิโรธสัจ, ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ ชื่อว่า มรรคสัจ.
ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน ก็นัยนี้.
อนึ่ง อายตนะ ๖ มีรูปายตนะ เป็นต้น, หมวดแห่งวิญญาณ ๖
มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มี
จักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น, สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖
มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น. วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น,
ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น, กสิณ ๑๐, อนุสสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ มีอุทธุ
มาตกสัญญาเป็นต้น. อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้น, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘
ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น. อัปปมัญญา ๔
มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔. องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท โดย
ปฏิโลมมีชราและมรณะเป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น พึงประกอบ
โดยนัยนี้เหมือนกัน.