ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 404 (เล่ม 65)

และซึ่งธรรมที่ควรเจริญ โดยความเป็นธรรมที่ควรเจริญ เพราะเหตุนั้น
แหละ พระองค์จึงตรัสว่า:-
ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว ธรรม
ที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว และธรรมที่ควรละ เราละได้
แล้ว ฉะนั้น เราจึงเป็น พุทธะ.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้โดยชอบและด้วย
พระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งหลายแม้ด้วยการยกขึ้นเป็นบท ๆ อย่างนี้ว่า จักษุ
ชื่อว่า ทุกขสัจ, ตัณหาอันมีมาแต่เดิม ที่เป็นสมุฏฐาน โดยความเป็นมูล
เหตุแห่งจักษุนั้น ชื่อว่าสมุทัยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งทุกขสัจและสมุทย-
สัจทั้ง ๒ ชื่อว่า นิโรธสัจ, ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ ชื่อว่า มรรคสัจ.
ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน ก็นัยนี้.
อนึ่ง อายตนะ ๖ มีรูปายตนะ เป็นต้น, หมวดแห่งวิญญาณ ๖
มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มี
จักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น, สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖
มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น. วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น,
ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น, กสิณ ๑๐, อนุสสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ มีอุทธุ
มาตกสัญญาเป็นต้น. อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้น, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘
ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น. อัปปมัญญา ๔
มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔. องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท โดย
ปฏิโลมมีชราและมรณะเป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น พึงประกอบ
โดยนัยนี้เหมือนกัน.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 405 (เล่ม 65)

ในบทเหล่านั้นมีการประกอบความเฉพาะบทดังต่อไปนี้ :- พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้ คือตรัสรู้โดยสมควร ได้แก่ทรงแทง
ตลอด โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งปวง ด้วยการยกขึ้น
เป็นบท ๆ อย่างนี้ว่า ชราและมรณะ ชื่อว่าทุกขสัจ, ชาติชื่อว่าสมุทยสัจ,
การสลัดออกซึ่งสัจจะทั้งสอง ชื่อว่านิโรธสัจ, ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ
ชื่อว่า มรรคสัจ. ก็หรือว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ ด้วยสามารถแห่งวิโมก-
ขันติกญาณ เพราะตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งข้อควรแนะนำ
อะไร ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด ก็การจำแนกบทเหล่านั้น จักมีแจ้งข้างหน้าแล.
ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้สม่ำเสมอแม้ด้วยคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า. ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ด้วยสามารถ
แม้แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง.
บทว่า โมเนน ความว่า จริงอยู่ บุคคลชื่อว่าเป็นมุนี ด้วยความ
เป็นผู้นิ่งด้วยมรรคญาณ กล่าวคือโมไนยปฏิปทาโดยแท้. แต่ในที่นี้
บทว่า โมเนน ท่านกล่าวหมายเอาดุษณีภาพ.
บทว่า มุฬฺหรโป ได้แก่ เป็นผู้เปล่า.
บทว่า อวิทฺทสุ ได้แก่ ไม่ใช่ผู้รู้ ด้วยว่าบุคคลแม้เป็นผู้นิ่งเห็น
ปานนี้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี. อีกอย่างหนึ่ง ย่อมชื่อว่ามุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง
อธิบายว่า ความเป็นคนเปล่า และความเป็นคนไม่รู้อะไรเลย.
บทว่า โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห ความว่า เหมือนอย่างว่า คนยืน
ถือเครื่องชั่งอยู่ ถ้าเกินก็เอาออก ถ้าพร่องก็เพิ่มเข้า ฉันใด บุคคลนำไป
คือเว้นความชั่วเหมือนคนชั่งเอาส่วนที่เกินออก ยังความดีให้เต็ม เหมือน

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 406 (เล่ม 65)

คนชั่งเพิ่มส่วนที่พร่องให้เต็ม ฉันนั้น. อธิบายว่า ก็เมื่อบุคคลกระทำอยู่
อย่างนี้ ถือเอาธรรมอันประเสริฐ คือสูงสุดนั้นแล กล่าวคือศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละเว้นบาปคืออกุศลกรรมทั้งหลาย
บุคคลนั้น ชื่อว่ามุนี.
บทว่า เตน โส มุนิ ความว่า หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร
ผู้นั้นจึงชื่อว่าเป็นมุนี พึงตอบว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุที่กล่าว
แล้วในหนหลังนั้น.
บทว่า โย มุนาติ อุโภ โลเก ความว่า บุคคลใดย่อมรู้อรรถ
ทั้งสองเหล่านี้ ในขันธโลกเป็นต้นนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า เหล่านั้นเป็น
ขันธ์มีในภายใน เหล่านี้ภายนอก ดังนี้ ดุจคนยกเครื่องชั่งขึ้นรู้อยู่ฉะนั้น.
บทว่า มุนิ เตน ปวุจฺจติ ความว่า เรียกว่าเป็นมุนี ก็ด้วยเหตุ
นั้นนั่นเทียว.
คาถาว่า อสตญฺจ เป็นต้น มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ธรรมของ
อสัตบุรุษและของสัตบุรุษต่างโดยเป็นอกุศลและกุศลนี้ใด บุคคลนั้นรู้ธรรม
ของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษนั้น วิญญาณเครื่องสอดส่องในโลกทั้งปวง
นี้ว่า เป็นภายในและภายนอก ล่วงเลยคือก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๗
อย่างมีราคะเป็นต้น. และข่าย ๒ อย่าง คือ ตัณหาและทิฏฐิ ดำรงอยู่
เพราะรู้ธรรมประเสริฐนั่นแล. ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณ
เครื่องสอดส่องนั้น กล่าวคือโมนะ.
ก็คำว่า เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต นี้เป็นคำชมเชยบุคคลนั้น ด้วยว่า

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 407 (เล่ม 65)

บุคคลนั้นเป็นผู้ควรแก่การบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็น
มุนีผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ฉะนั้นท่านจึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า สลฺลํ เป็นบทเดิม.
บทว่า สตฺต สลฺลานิ เป็นบทกำหนดจำนวน.
บทว่า ราคสลฺลํ ความว่า ชื่อว่า ลูกศรคือราคะ เพราะอรรถว่า
ชื่อว่าลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเจ้าเข้าไปภายใน เพราะ
ถอนออกได้ยาก. คือชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่า ยินดี. แม้ในลูกศรคือ
โทสะเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อพฺพุฬฺหสลฺโล เป็นบทเดิม.
บทว่า อพฺพุหิตสลฺโล ได้แก่ นำลูกศรออกแล้ว.
บทว่า อุทฺธฏสลฺโล ได้แก่ ฉุดลูกศรขึ้น.
บทว่า สมุทฺธริตสลฺโล ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า อุปฺปาฏิตสลฺโล ได้แก่ ถอนลูกศรขึ้น.
บทว่า สมุปฺปาฏิตสลฺโล ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า สกฺกจฺจการี ความว่า เป็นผู้ทำโดยเคารพ ด้วยสามารถ
ทำโดยเคารพบุคคลหรือไทยธรรม ด้วยการเจริญกุศลธรรมมีทานเป็นต้น.
เป็นผู้ทำติดต่อ ด้วยการทำติดต่อกันไปด้วยสภาวะติดต่อ. เป็นผู้ทำไม่หยุด
ด้วยการทำโดยไม่หยุดยั้ง. กิ้งก่าไปได้หน่อยหนึ่งแล้วหยุดอยู่หน่อยหนึ่ง
ไม่ไปติดต่อกัน อุปมานี้ฉันใด บุคคลใดในวันหนึ่งให้ทานก็ดี ทำการ
บูชาก็ดี ฟังธรรมก็ดี แม้ทำสมณธรรมก็ดี ทำไม่นาน ไม่ยังการทำนั้นให้
เป็นไปติดต่อ อุปมัยนี้ก็ฉันนั้นนั่นแล. บุคคลนั้น เรียกว่าเป็นผู้ทำไม่ติด

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 408 (เล่ม 65)

ต่อกันไป ไม่ทำให้ติดต่อกันไป. บุคคลนี้ไม่ทำอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า
เป็นผู้ทำไม่หยุด.
บทว่า อโนลีนวุตฺติโก ความว่า เป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน
หามิได้ เพราะมีการแผ่ไป กล่าวคือการทำไม่มีระหว่าง เหตุนั้นจึงชื่อว่า
เป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน.
บทว่า อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺโท ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ปลงฉันทะ
เพราะความที่ไม่ปลงฉันทะในความเพียรทำกุศล.
บทว่า อนิกฺขิตฺตธุโร ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ทอดธุระ เพราะ
ไม่ปลงธุระคือความเพียร อธิบายว่า เป็นผู้มีใจไม่ท้อถอย.
บทว่า โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วาจาโม จ ความว่า ความพอใจใน
ธรรมคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อกระทำ, ความพยายามกล่าวคือประกอบความ
อุตส่าห์ด้วยสามารถความขะมักเขม้น, และความเป็นผู้ขยันด้วยสามารถ
ความขะมักเขม้นมีประมาณยิ่ง. นี้ชื่อว่าความพยายาม ด้วยอรรถว่าไปสู่ฝั่ง.
นี้ชื่อว่าความอุตส่าห์ ด้วยอรรถว่าไปก่อน. นี้ชื่อว่าความเป็นผู้ขยันด้วย
อรรถว่ามีประมาณยิ่ง.
บทว่า อปฺปฏิวานี จ ได้แก่ ความไม่ถอยกลับ.
บทว่า สติ จ สมฺปชญฺฐญฺจ ความว่า ชื่อว่าสติ ด้วยอรรถว่า
ระลึกได้ ชื่อว่า สัมปชัญญะ ด้วยอรรถว่า รู้ตัว. อธิบายว่า รู้โดย
ประการทั้งหลายโดยรอบ. พึงทราบประเภทแห่งสัมปชัญญะนี้ คือ สาตถก
สัมปชัญญะ, สัปปายสมัปชัญญะ, โคจรสัมปชัญญะ, อสัมโมหสัมปชัญญะ.
บทวา อาตปฺปํ ได้แก่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส.

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 409 (เล่ม 65)

บทว่า ปธานํ ได้แก่ ความเพียรอันสูงสุด.
บทว่า อธิฏฺฐานํ ได้แก่ ความตั้งมั่นในการทำความดี.
บทว่า อนุโยโค ได้แก่ ความประกอบเนือง ๆ.
บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่มัวเมา คือความไม่อยู่ปราศ
จากสติ.
บทว่า อิมํ โลกํ นาสึสติ เป็นบทเดิม.
บทว่า สกตฺตภาวํ ได้แก่ อัตภาพของตน.
บทว่า ปรตฺตภาวํ ได้แก่ อัตภาพในปรโลก. รูปและเวทนา
เป็นต้นของตน คือ ขันธ์ ๕ ของตน รูปและเวทนาเป็นต้นของผู้อื่น
คือ ขันธ์ ๕ ในปรโลก.
บทว่า กามธาตุํ ได้แก่ กามภพ.
บทว่า รูปธาตุํ ได้แก่ รูปภพ.
บทว่า อรูปธาตุํ ได้แก่ อรูปภพ.
เพื่อแสดงทุกข์ด้วยสามารถแห่งรูปและรูปอีก พระเถระจึงกล่าว
กามธาตุ รูปธาตุ ไว้ส่วนหนึ่ง กล่าวอรูปธาตุไว้ส่วนหนึ่ง.
บทว่า คตึ วา ความว่า คติ ๕ ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง.
บทว่า อุปปตฺตึ วา ความว่า กำเนิด ๔ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
ความบังเกิด.
บทว่า ปฏิสนฺธึ วา ความว่า ปฏิสนธิ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
การสืบต่อแห่งภพ ๓.

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 410 (เล่ม 65)

บทว่า ภวํ วา ท่านกล่าวด้วยสามารถกรรมและภพ.
บทว่า สํสารํ วา ท่านกล่าวด้วยสามารถตัดขาดขันธ์เป็นต้น.
บทว่า วฏฺฏํ วา ความว่า ไม่หวังวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ ดัง
นี้แล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถาคุหัฏฐกสุตตนิทเทส
จบสูตรที่ ๒

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 411 (เล่ม 65)

ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ที่ ๓
ว่าด้วยเดียรถีย์กับมุนี
[๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้ชน
เหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึง
วาทะติเตียนที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิต
จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหน ๆ.
[๗๑] คำว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้
มีความว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจชั่ว คือมีใจอันโทษประทุษร้าย มีใจผิด
มีใจผิดเฉพาะ มีใจอันโทสะมากระทบ มีใจอันโทสะมากระทบเฉพาะ มีใจ
อาฆาต มีใจอาฆาตเฉพาะ ย่อมติเตียน คือเข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาค
เจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยคำไม่จริง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เดียรถีย์บาง
พวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้.
[๗๒] คำว่า แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม มี
ความว่า ชนเหล่าใด เชื่อถือ กำหนดอยู่ น้อมใจเชื่อต่อเดียรถีย์เหล่านั้น
เข้าใจว่าจริง มีความสำคัญว่าจริง, เข้าใจว่าแท้ มีความสำคัญว่าแท้.
เข้าใจว่าแน่ มีความสำคัญว่าแน่, เข้าใจว่าเป็นจริง มีความสำคัญว่าเป็น

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 412 (เล่ม 65)

จริง. เข้าใจว่าไม่วิปริต, มีความสำคัญว่าไม่วิปริต, ชนเหล่านั้นก็ติเตียน
คือเข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยคำไม่จริง. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม.
[๗๓] คำว่า แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว มี
ความว่า วาทะนั้นเป็นวาทะเกิดแล้ว เป็นวาทะเกิดพร้อม บังเกิดแล้ว
บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว คือเสียงประกาศแต่บุคคลอื่น คำด่า คำ
ติเตียนพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยคำอันไม่จริง, เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า วาทะติเตียนที่เกิดแล้ว. คำว่า มุนี ในคำว่า มุนีย่อม
ไม่เข้าถึง มีความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้
ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ บุคคล
ประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือผู้ถึงญาณที่ชื่อว่า โมนะ ฯลฯ บุคคล
ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง ทั้งภายใน
ภายนอก ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่
เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วบุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. บุคคลใดจะเข้าถึง
วาทะติเตียน บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน ด้วยเหตุ ๒ ประการ. คือ
เป็นผู้กระทำ ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนด้วยความเป็นผู้กระทำ ๑, เป็นผู้ถูก
เขาว่า เขาติเตียน ย่อมโกรธขัดเคือง โต้ตอบ ทำความโกรธ ความเคือง
ความชัง ให้ปรากฏว่า เราไม่เป็นผู้กระทำ ๑, บุคคลใดจะเข้าถึงวาทะ
ติเตียน บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้. มุนีไม่
เข้าถึงวาทะติเตียนด้วยเหตุ ๒ ประการ. คือเป็นผู้ไม่กระทำ ย่อมไม่เข้า
ถึงวาทะติเตียนด้วยความเป็นผู้ไม่กระทำ ๑, เป็นผู้ถูกเขาว่า เขาติเตียน

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 413 (เล่ม 65)

ย่อมไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่โต้ตอบ ไม่ทำความโกรธ ความเคือง ความ
ชัง ให้ปรากฏว่า เราไม่เป็นผู้กระทำ ๑, มุนีย่อมไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง
ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นวาทะติเตียน ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว.
ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิต ๓
[๗๔] เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิตจึงมิได้มีแก่มุนีใน
ที่ไหน ๆ มีความว่า คำว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะเหตุนั้น เพราะ.
การณ์นั้น เพราะดังนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ความเป็นผู้มี
จิตอันโทสะมากระทบก็ดี ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดขึ้นก็ดี ย่อม
ไม่มีแก่มุนี. กิเลสเครื่องตรึงจิต ๕ อย่างก็ดี กิเลสเครื่องตรึงจิต ๓ อย่าง
คือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ดี ย่อมไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ ไม่
เข้าไปได้ คือกิเลสนั้น ๆ เป็นกิเลสอันมุนีละเสียแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบ
แล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ.
คำว่า ในที่ไหน ๆ คือในที่ไหน ๆ ในที่ใดที่หนึ่ง ทุก ๆ แห่ง
ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะเหตุนั้นกิเลสเครื่องตรึงจิตจึงมิได้มีแก่มุนี ในที่ไหน ๆ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้
ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม แต่มุนีย่อมไม่เข้า
ถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึง
จิต จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหน ๆ.

413