ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 394 (เล่ม 65)

ธาตุมีความว่างเปล่าเป็นลักษณะ, อายตนะมีการสืบต่อเป็นลักษณะ,
สติปัฏฐานมีการบำรุงเป็นลักษณะ, สัมมัปปธานมีการเริ่มตั้งเป็น
ลักษณะ, อิทธิบาทมีความสำเร็จเป็นลักษณะ, อินทรีย์มีความเป็นใหญ่ยิ่ง
เป็นลักษณะ, พละมีความไม่หวั่นไหวเป็นลักษณะ, โพชฌงค์มีการนำ
ออกจากทุกข์เป็นลักษณะ, มรรคมีการเป็นเหตุเป็นลักษณะ, สัจจะมีความ
แท้เป็นลักษณะ, สมถะมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, วิปัสสนามีการตาม
พิจารณาเห็นเป็นลักษณะ, สมถะและวิปัสสนามีรสเป็นหนึ่งเป็นลักษณะ,
ธรรมที่ขนานคู่กันมีการไม่ครอบงำเป็นลักษณะ, ศีลวิสุทธิมีการสำรวมเป็น
ลักษณะ, จิตตวิสุทธิมีความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, ทิฏฐิวิสุทธิมีการเห็น
เป็นลักษณะ, ขยญาณมีการตัดได้เด็ดขาดเป็นลักษณะ, อนุปปาทญาณมี
การระงับเป็นลักษณะ,
ฉันทะมีมูลเป็นลักษณะ, มนสะการมีการตั้งขึ้นเป็นลักษณะ, ผัสสะ
มีการประชุมเป็นลักษณะ, เวทนามีการซ่านไปในอารมณ์เป็นลักษณะ,
สมาธิมีความประชุมเป็นลักษณะ, สติมีความเป็นใหญ่เป็นลักษณะ, ปัญญา
มีความยอดเยี่ยมกว่านั้นเป็นลักษณะ, วิมุตติมีสาระเป็นลักษณะ, พระ-
นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะมีปริโยสานเป็นลักษณะ, ซึ่งแต่ละอย่างเป็น
ลักษณะที่แท้ไม่แปรผัน, พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่ลักษณะที่เเท้ด้วย
พระญาณคติ คือ ทรงบรรลุ ทรงบรรลุโดยลำดับ ไม่ผิดพลาดอย่างนี้. เหตุ
นั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้ เป็นอย่างนี้.

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 395 (เล่ม 65)

ตถาคต ในอรรถว่าตรัสรู้ธรรมที่แท้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้
จริง ตามที่เป็นจริง เป็นอย่างไร ?
อริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรมที่แท้จริง. อย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ เป็นธรรมที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่าง
อื่น. อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ว่า นี้ทุกข์ ดังนี้
เป็นธรรมที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น พึงทราบความพิสดาร
ต่อไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เหตุนั้น จึงได้รับ
พระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้ ก็ คต ศัพท์ในที่นี้ มี
เนื้อความว่า ตรัสรู้.
อีกอย่างหนึ่ง สภาวะที่ชราและมรณะเกิดและประชุมขึ้นเพราะมีชาติ
เป็นปัจจัย เป็นสภาวะที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. ฯลฯ สภาวะ
ที่สังขารทั้งหลายเกิดและประชุมขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นสภาวะที่
แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. สภาวะที่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร
ทั้งหลาย ฯลฯ. สภาวะที่ชาติเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะ เป็นสภาวะที่แท้
ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ธรรมที่แท้นั้น
ทั้งหมด แม้เพราะเหตุนั้น จึงได้รับพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้
ธรรมที่แท้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้
ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง เป็นอย่างนี้.

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 396 (เล่ม 65)

ตถาคต ในอรรถว่าทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นอารมณ์
ที่แท้จริง เป็นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นโดยประการทั้งปวง ซึ่งอารมณ์อัน
ชื่อว่ารูปารมณ์ ที่มาปรากฏทางจักขุทวารของหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและ
มนุษย์ในโลกนี้กับเทวโลก คือของสัตว์ทั้งหลายอันหาประมาณมิได้. และ
อารมณ์นั้นอันพระองค์ผู้ทรงรู้ทรงเห็นอยู่อย่างนี้ ทรงจำแนกด้วยสามารถ
อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น หรือด้วยสามารถ. บทที่ได้ในอารมณ์
ที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ทราบ และที่ได้รู้ ๑๓ วาระบ้าง ๕๒ นัยบ้าง
มีชื่อมากมายโดยนัยเป็นต้นว่า รูป คือรูปายตนะ เป็นไฉน ? คือรูปใด
อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นแสงสี เป็นรูปที่เห็นได้ เป็นรูปที่กระทบได้ เป็น
รูปสีเขียว เป็นรูปสีเหลือง ดังนี้ ย่อมเป็นอารมณ์ที่แท้จริงอย่างเดียว ไม่
มีแปรผัน, แม้ในอารมณ์มีเสียงเป็นต้น ที่มาปรากฏแม้ทางโสตทวารเป็น
ต้น ก็นัยนี้. ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อารมณ์ใดที่โลกพร้อมทั้งเทวดา พร้อมทั้งมาร พร้อมทั้ง
พรหม พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ได้เห็น ได้ยิน
ได้ทราบ ได้รู้ ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ เราย่อมรู้ซึ่ง
อารมณ์นั้น รู้ยิ่งแล้วซึ่งอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นตถาคตทราบแล้ว ปรากฏ
แล้วแก่ตถาคตดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง เป็นอย่างนี้. พึงทราบความสำเร็จ บทว่า
ตถาคต มีเนื้อความว่า ทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง นั้น.

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 397 (เล่ม 65)

ตถาคตในอรรถว่ามีพระวาจาที่แท้จริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมีพระวาจาที่แท้
จริง เป็นอย่างไร ?
ตลอดราตรีใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ ณ
โพธิมณฑลสถาน ทรงย่ำยีมารทั้ง ๔ แล้ว ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณ และตลอดราตรีใดที่พระองค์เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุ ในระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ในระหว่างนี้ คือในกาลประมาณ ๔๕
พรรษา พระวาจาใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปฐมโพธิกาลก็ดี ใน
มัชฌิมโพธิกาลก็ดี ในปัจฉิมโพธิกาลก็ดี คือสุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ,
พระวาจานั้นทั้งหมด อันใคร ๆ ติเตียนไม่ได้ ไม่ขาด ไม่เกิน โดยอรรถะ
และโดยพยัญชนะ บริบูรณ์โดยอาการทั้งปวง บรรเทาความเมา คือ ราคะ
โทสะ โมหะ, ในพระวาจานั้นไม่มีความพลั้งพลาดแม้เพียงปลายขนทราย
พระวาจานั้นทั้งหมด ย่อมแท้จริงอย่างเดียว ไม่ผันแปร ไม่กลายเป็น
อย่างอื่น ดุจประทับไว้ด้วยตราอันเดียวกัน ดุจตวงไว้ด้วยทะนานใบเดียว
กัน และดุจชั่งไว้ด้วยตาชั่งอันเดียวกัน. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า :- ดูก่อน
จุนทะ ตลอดราตรีใดที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และตลอด
ราตรีใดปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ คำใดที่
ตถาคตกล่าว พูด แสดง คำนั้นทั้งหมด ย่อมเป็นคำแท้อย่างเดียว ไม่
เป็นอย่างอื่น เหตุนั้นจึงได้นามว่า ตถาคต ดังนี้ ก็ในที่นี้ ศัพท์ คต
มีเนื้อความเท่า คท แปลว่า คำพูด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมีพระวาจาแท้จริง เป็นอย่างนี้.

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 398 (เล่ม 65)

อนึ่ง มีอธิบายว่า อาคทนํ เป็น อาคโท แปลว่า คำพูด. มี
วิเคราะห์ว่า ตโถ อวิปรีโต อาคโท อสฺสาติ ตถาคโต แปลว่า
ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีพระวาจาแท้จริง ไม่วิปริต โดยแปลง ท เป็น
ต ในอรรถนี้ พึงทราบความสำเร็จบทอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ตถาคตในอรรถว่าทำเองและให้ผู้อื่นทำ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำเอง
และให้ผู้อื่นกระทำ เป็นอย่างไร ?
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระวรกายตรงกับพระวาจา ทรง
มีพระวาจาตรงกับพระวรกาย ฉะนั้น ทรงมีพระวาจาอย่างใด ก็ทรงกระ
ทำอย่างนั้น. และทรงกระทำอย่างใดก็ทรงมีพระวาจาอย่างนั้น อธิบายว่า
ก็พระองค์ผู้เป็นอย่างนี้มีพระวาจาอย่างใด แม้พระวรกายก็ทรงเป็นไป
คือทรงประพฤติอย่างนั้น และพระวรกายอย่างใด แม้พระวาจาก็ทรงเป็น
ไป คือทรงประพฤติอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้นแล จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด กระทำอย่างนั้น กระทำอย่างใด พูดอย่าง
นั้น. ด้วยเหตุนี้จึงชื่อว่า ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที
เหตุนั้นจึงได้พระนามว่า ตถาคต ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ
นามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นกระทำ เป็นอย่างนี้.
ตถาคตในอรรถว่าครอบงำ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงครอบงำ
เป็นอย่างไร ?

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 399 (เล่ม 65)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบงำสรรพสัตว์ เบื้องบนถึงภวัคคพรหม
เบื้องล่างถึงอเวจีเป็นที่สุด เบื้องขวางในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ด้วย
ศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุตติ ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ การจะ
ชั่งหรือประมาณพระองค์หามีไม่ พระองค์เป็นผู้ไม่มีใครเทียบเคียงได้ อัน
ใคร ๆ ประมาณไม่ได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นพระราชาที่พระราชาทรงบูชา
คือเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย เป็นสักกะยิ่งกว่าสักกะทั้งหลาย เป็นพรหม
ยิ่งกว่าพรหมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน
โลกพร้อมทั้งเทวดา พร้อมทั้งมาร พร้อมทั้งพรหม ในหมู่สัตว์ พร้อม
ทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่
อันใคร ๆ ครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ทรงอำนาจ เหตุนั้นจึง
ได้รับพระนามว่า ตถาคต ดังนี้.
ในข้อนั้น พึงทราบความสำเร็จบทอย่างนี้ อคโท แปลว่า โอสถ
ก็เหมือน อคโท ที่แปลว่าวาจา ก็โอสถนี้คืออะไร ? คือเทศนาวิลาส
และบุญพิเศษ. ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงครอบงำผู้มีวาทะตรงกัน
ข้ามทั้งหมด และโลกพร้อมทั้งเทวดา เหมือนนายแพทย์ผู้มีอานุภาพมาก
ครอบงำงูทั้งหลายด้วยทิพยโอสถ ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิต
พึงทราบว่า ทรงพระนามว่าตถาคต เพราะเหตุว่า ทรงมีพระโอสถ คือ
เทศนาวิลาส และบุญพิเศษ อันแท้ ไม่วิปริต ในการครอบงำโลกทั้ง
ปวง ดังนี้ เพราะแปลง ท เป็น ต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำ เป็นอย่างนี้.

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 400 (เล่ม 65)

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
เสด็จไปด้วยกิริยาที่แท้ ก็มี, ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงถึง
กิริยาที่แท้ ก็มี.
บทว่า คโต ความว่า หยั่งรู้ เป็นไปล่วง บรรลุ ปฏิบัติ ใน
ความ ๔ อย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ทรง หยั่งรู้ โลกทั้งสิ้นด้วยตีรณปริญญา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระ
นามว่า ตถาคต เพราะทรงเป็นไปล่วง ซึ่งโลกสมุทัยด้วยปหานปริญญา
ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรง บรรลุ โลก
นิโรธด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะทรงปฏิบัติปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธ ชื่อว่ากิริยาที่แท้.
ด้วยเหตุนั้น พระดำรัสใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย โลกตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตพรากแล้วจากโลก. ก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย โลกสมุทัยตถาคตตรัสรู้แล้ว โลกสมุทัยตถาคตละได้แล้ว. ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกนิโรธตถาคตตรัสรู้แล้ว โลกนิโรธตถาคตทำให้
แจ้งแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธตถาคตตรัสรู้แล้ว
ปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธตถาคตเจริญแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
ชาติใดของโลกพร้อมทั้งเทวดา ฯลฯ ธรรมชาตินั้นทั้งหมดตถาคตตรัสรู้.
แล้ว เหตุนั้น จึงได้นามว่า ตถาคต ดังนี้. พึงทราบเนื้อความแห่งพระ
ดำรัสนั้น แม้อย่างนี้. อนึ่ง แม้ข้อนี้ก็เป็นเพียงมุขในการแสดงภาวะที่พระ
ตถาคตมีพระนามว่าตถาคต เท่านั้น. ที่จริง พระตถาคตเท่านั้นจะพึง
พรรณนาภาวะที่พระตถาคต มีพระนามว่า ตถาคต โดยอาการทั้งปวง

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 401 (เล่ม 65)

ได้. อนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีพระคุณเสมอเหมือนแม้ด้วย
คุณของพระตถาคต. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตถาคต ด้วยสามารถแห่ง
พระพุทธเจ้าทั้งปวง.
บทว่า อรหนฺโต ความว่า พระตถาคต ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์
เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย เพราะทรงทำลายข้าศึกทั้งหลาย เพราะ
ทรงหักกำแห่งสังสารจักร เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น และเพราะไม่
มีความลับในการทำบาป. จริงอยู่ พระตถาคตนั้นทรงไกล คือทรงดำรง
อยู่ในที่ไกลแสนไกลจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เพราะทรงกำจัดกิเลสทั้งหลาย
พร้อมทั้งวาสนาได้ด้วยมรรค เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ เพราะ
ทรงไกลจากกิเลส.
พระผู้เป็นนาถะพระองค์นั้น ชื่อว่าทรงไกลจากกิเลส
และเป็นผู้ไม่มีความพร้อมเพรียง เพราะไม่ทรงพร้อมเพรียง
ด้วยโทษทั้งหลาย เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์
อนึ่ง ข้าศึกคือกิเลสเหล่านั้น พระตถาคตพระองค์นั้นทรงกำจัดแล้ว
ด้วยมรรค เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ เพราะทรงกำจัดข้าศึกทั้ง
หลาย.
เพราะข้าศึกแม้ทั้งปวงกล่าวคือ ราคะเป็นต้น พระผู้
เป็นนาถะทรงกำจัดแล้วด้วยศัสตราคือปัญญา ฉะนั้นจึง
ทรงพระนามว่า อรหันต์.
อนึ่ง สังสารจักรนั้นใด มีดุมสำเร็จด้วยอวิชชาและภวตัณหา มีกำ
คือปุญญาภิสังขารเป็นต้น. มีกงคือชราและมรณะ. อันเพลาซึ่งสำเร็จด้วย

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 402 (เล่ม 65)

อาสวสมุทัยร้อยคุมไว้ในรถคือภพ ๓ หมุนไปตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้.
กำแห่งสังสารจักรนั้นทั้งหมด พระตถาคตนั้นประทับยืนบนปฐพีคือศีล
ด้วยพระยุคลบาทคือวิริยะ ณ โพธิมัณฑสถาน. ทรงถือขวานคือ ญาณอัน
กระทำความสิ้นไปแห่งกรรม ด้วยพระหัตถ์คือศรัทธา ทรงหักเสียแล้ว.
เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์.
เพราะกำลังแห่งสังสารจักรอันพระโลกนาถทรงหักเสีย
แล้วด้วยดาบคือ ญาณ ฉะนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่า
อรหันต์.
อนึ่ง พระตถาคตย่อมควรซึ่งปัจจัย มีจีวรเป็นต้น และบูชาพิเศษ
เพราะทรงเป็นอัครทักขิไณยบุคคล. เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อพระตถาคต
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ผู้มเหสักข์ทั้งหลายจึงไม่บูชาในที่อื่น.
จริงอย่างนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทรงบูชาพระตถาคตด้วยพวงรัตนะ ประ
มาณเขาสิเนรุ. เหล่าเทวดาและมนุษย์อื่น ๆ มีพระเจ้าพิมพิสารและพระ
เจ้าปเสนทิโกศลเป็นต้น ก็บูชาตามกำลัง. พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรง
สละพระราชทรัพย์ ๖ โกฏิ สร้างวิหารแปดหมื่นสี่พันวิหารทั่วชมพูทวีป
อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงแม้ปรินิพพานแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงบูชา
พิเศษของคนอื่น ๆ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ แม้เพราะเป็นผู้
ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น.
เพราะพระโลกนาถพระองค์นี้ ย่อมควรซึ่งบูชาพิเศษ
กับด้วยปัจจัยทั้งหลาย ฉะนั้นพระชินเจ้าจึงควรแก่พระนาม
นี้ว่าอรหันต์ในโลกตามสมควรแก่อรรถ.

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 403 (เล่ม 65)

เหมือนอย่างว่า คนพาลที่สำคัญคนว่าเป็นบัณฑิตบางพวกในโลก
กระทำบาปในที่ลับเพราะกลัวถูกตำหนิ ฉันใด พระตถาคตนี้ไม่กระทำ
บาปฉันนั้นในกาลไหน เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ แม้เพราะไม่
มีที่ลับในการทำบาป.
เพราะที่ลับในการทำกรรมชั่ว ไม่มีแก่พระตถาคตผู้
คงที่ ฉะนั้นพระตถาคตนี้จึงปรากฏพระนามว่า อรหันต์
เพราะไม่มีที่ลับ.
แม้ในที่ทั้งปวงก็กล่าวไว้อย่างนี้ว่า :-
เพราะทรงไกลจากข้าศึกคือกิเลส และเพราะทรงกำ
จัดข้าศึกคือกิเลสเสียแล้ว พระมุนีนั้นทรงหักกำแห่งสัง-
สารจักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ไม่ทรงกระทำ
บาปทั้งหลายในที่ลับ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์.
ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นผู้สม่ำเสมอกันแม้ด้วยคุณคือความเป็น
พระอรหันต์ ฉะนั้นพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อรหนฺโต ด้วยสามารถ
แห่งพระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวง.
บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ความว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะ
ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง. จริงอย่างนั้น พระตถา-
คตนี้ ตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เองซึ่งธรรมทั้งปวง คือซึ่งธรรมที่
ควรรู้ยิ่ง โดยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง, ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ โดย
ความเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้, ซึ่งธรรมที่ควรละ โดยความเป็นธรรมที่
ควรละ, ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง โดยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง,

403