ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 384 (เล่ม 65)

อโมหะความไม่หลง เป็นปฏิปักษ์ต่อการไม่เจริญในกุศลธรรมทั้ง
หลาย คือเป็นเหตุให้เจริญ. บุคคลมีความไม่หลง ย่อมถือเอาไม่วิปริตจาก
การถือเอาวิปริตของคนหลง. บุคคลทรงจำความแน่นอนโดยเป็นความแน่
นอน ย่อมเป็นไปในสภาวะที่เป็นจริง ด้วยความไม่หลง. ก็คนหลงย่อม
ถือเอาความจริง ว่าไม่จริง และความไม่จริง ว่าจริง ย่อมมีทุกข์เพราะ
ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ด้วยประการนั้น.
คนไม่หลงย่อมไม่มีมรณทุกข์ เพราะเกิดแต่การพิจารณา มีอาทิ
อย่างนี้ว่า จะได้ความทุกข์นั้นแต่ไหนในที่นี้. ก็ความตายด้วยความลุ่มหลง
เป็นทุกข์ และความตายด้วยความลุ่มหลงนั้น ไม่มีแก่คนไม่หลง. บรรพชิต
ทั้งหลายย่อมอยู่ร่วมกันเป็นสุข ไม่บังเกิดในกำเนิดเดียรฉาน. ก็คนที่ลุ่ม
หลงเป็นนิจย่อมเข้าถึงกำเนิดเดียรฉานด้วยความหลง. และความไม่หลงเป็น
ปฏิปักษ์ต่อความหลง. กระทำให้ไม่มีความเป็นกลาง ด้วยอำนาจความ
หลง. อวิหิงสาสัญญา ธาตุสัญญา การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา การทำลาย
๒ คัณฐะหลัง ย่อมมีด้วยความไม่หลง. สติปัฏฐาน ๒ ข้อหลัง ย่อมสำเร็จ
ด้วย อานุภาพของความไม่หลงนั้นแล.
ความไม่หลงเป็นปัจจัยให้เป็นผู้มีอายุยืน. ด้วยว่าคนผู้ไม่หลง รู้
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์, เว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เสพเฉพาะสิ่งที่เป็น
ประโยชน์, ย่อมมีอายุยืน, ไม่เสื่อมจากอรรถสมบัติ. ก็คนผู้ไม่หลงเมื่อ
การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนนั่นแล ย่อมยังคนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่
หลง ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการอยู่อย่างประเสริฐ เป็นผู้ดับในฝ่ายที่เป็นกลาง.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 385 (เล่ม 65)

คนไม่หลง ย่อมเห็นอนัตตาด้วยความไม่หลง เพราะไม่มีความสงสัย
ทั้งปวง. ก็คนไม่หลงเป็นคนฉลาดถือเอาความแน่นอน ย่อมรู้ขันธปัญจก
ซึ่งไม่ใช่ผู้นำ. โดยความไม่ใช่ผู้นำ เหมือนอย่างว่า เห็นอนัตตาเพราะ
ความไม่หลง ฉันใด. ความไม่หลงเพราะเห็นอนัตตา ฉันนั้น. ก็ใครแล
รู้ความว่างเปล่าแห่งอัตตาแล้ว จะพึงถึงความลุ่มหลงอีก แล.
บทว่า เตน ญาเณน สมนฺนาคโต ความว่า พระเสขะเป็นต้นผู้มี
ความพร้อมเพรียงด้วยญาณมีประการดังกล่าวแล้วนั้น ชื่อว่า มุนี.
บทว่า โมนปฺปตฺโต ความว่า ถึงแล้วซึ่งความเป็นมุนี ด้วยญาณ
ที่ได้เฉพาะแล้ว.
บทว่า ตีณิ เป็นบทกำหนดจำนวน.
บทว่า โมเนยฺยานิ ได้แก่ ธรรมคือข้อปฏิบัติ ที่กระทำความ
เป็นมุนี คือกระทำให้เป็นมุนี. ในบทว่า กายโมเนยฺยํ เป็นต้น มี
วินิจฉัยดังต่อไปนี้. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งกายวิญญัตติ และรูป
กาย ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งวจี
วิญญัตติและสัททวาจา ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา. ข้อที่พึงบัญญัติ
ด้วยสามารถแห่งจิตที่เป็นไปในมโนทวารเป็นต้น ชื่อว่า โมเนยยธรรม
ทางใจ.
บทว่า ติวิธกายทุจฺจริตานํ ปหานํ ได้แก่ การละความประพฤติ
ชั่วที่เป็นไปทางกาย ๓ อย่าง มีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า กายสุจริตํ ได้แก่ ความประพฤติดีที่เป็นไปทางกาย.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 386 (เล่ม 65)

บทว่า กายารมฺมเณ ญาณํ ได้แก่ ญาณในธรรมที่มีกายเป็น
อารมณ์ ที่ทำกายให้เป็นอารมณ์เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนิจจัง เป็นต้น.
บทว่า กายปริญฺญา ได้แก่ ญาณที่เป็นไปด้วยสามารถรู้กาย ด้วย
ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา.
บทว่า ปริญฺญาสหคโต มคฺโค ได้แก่ มรรคที่พิจารณากาย
ภายในให้เกิดขึ้น ชื่อว่าสหรคตด้วยปริญญา.
บทว่า กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ ได้แก่ การละฉันทราคะ
คือตัณหาในกาย.
บทว่า กายสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับคือการปิดลมหายใจ
เข้า และลมหายใจออก, คือการเข้าสมาบัติ. คือจตุตถฌาน.
บทว่า วจีสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการปิดวิตกวิจาร,
คือการเข้าสมาบัติ, คือทุติยฌาน.
บทว่า จิตฺตสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการกั้นสัญญา
และเวทนา คือการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.
ในบทว่า กายมุนึ เป็นต้น ในคาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า ผู้เป็นมุนีทางกาย ด้วยสามารถละกายทุจริตได้, ชื่อว่าผู้เป็นมุนี
ทางวาจา ด้วยสามารถละวจีทุจริตได้, ชื่อว่า ผู้เป็นมุนี ทางใจ ด้วย
สามารถละมโนทุจริตได้, ชื่อว่า ผู้เป็นมุนีทางใจผู้หาอาสวะมิได้ ด้วย
สามารถละอกุศลทั้งปวงได้.
บทว่า โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ความว่า ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่
ทำให้เป็นมุนี เพราะรู้สิ่งที่ควรรู้แล้วตั้งอยู่ในผล.

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 387 (เล่ม 65)

บทว่า อาหุสพฺพปฺปทายินํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็น
ผู้ละกิเลสทั้งปวงเพราะละกิเลสทั้งปวงตั้งอยู่.
ในคาถาที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า นินฺหาตปาปกํ ความ
ว่าบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ล้างคือ
ชำระบาปทั้งปวง ที่เกิดขึ้นในอายตนะแม้ทั้งปวงกล่าวคือ ภายในและภาย
นอก ด้วยสามารถอารมณ์ภายในและภายนอก ด้วยมรรคญาณตั้งอยู่แล้ว
พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
มุนีผู้อยู่ครองเรือน ชื่ออคารมุนี, มุนีผู้เข้าบรรพชา ชื่ออนาคาร
มุนี. พระเสขะ ๗ ชื่อเสขมุนี, พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่ออเสขมุนี,
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อปัจเจกมุนี. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ชื่อมุนิมุนี.
พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า กตเม อคารมุนิโน อีกด้วยสามารถ
แห่งการถามเพื่อใคร่จะตอบ.
บทว่า อคาริกา ได้แก่ผู้ขวนขวายในการงานของผู้ครองเรือนมี
กสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น.
บทว่า ทิฏฺฐปทา ได้แก่ ผู้มีนิพพานอันเห็นแล้ว.
บทว่า วิญฺญาตสาสนา ความว่า ชื่อว่ามีคำสอนอันรู้แจ้งแล้ว
เพราะอรรถว่ามีคำสอนคือไตรสิกขาอันรู้แจ้งแล้ว.
บทว่า อนาคารา ความว่า บรรพชิตทั้งหลาย ท่านเรียกว่า
อนาคารมุนี เพราะอรรถว่า ไม่มีการงานของผู้ครองเรือนมีกสิกรรมและ
โครักขกรรมเป็นต้น.

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 388 (เล่ม 65)

บทว่า สตฺต เสกฺขา ความว่า ชื่อว่า เสขมุนี เพราะอรรถว่า
พระอริยบุคคล ๗ มีพระโสดาบันเป็นต้น ยังศึกษาในไตรสิกขา.
พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่าอเสขมุนีเพราะอรรถว่า ไม่ต้องศึกษา.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าปัจเจกมุนี เพราะอรรถว่า แต่ละองค์
นั่นแลไม่มีครูอาจารย์ อาศัยการณ์นั้น ๆ ตรัสรู้อริยสัจ ๔.
ในบทว่า มุนิมุนิโน วุจฺจนฺติ ตถาคตา นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไป
นี้ :- พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคตด้วยเหตุ ๘ ประการ
คือ :-
๑. เพราะเสด็จมาอย่างนั้น
๒. เพราะเสด็จไปอย่างนั้น
๓. เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้
๔. เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง
๕. เพราะทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง
๖. เพราะมีพระวาจาที่แท้จริง
๗. เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นการทำ
๘. เพราะทรงครอบงำ
ตถาคต ในอรรถว่าเสด็จมาอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมา
อย่างนั้น เป็นอย่างไร ?
เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ทรงขวนขวายเพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงเสด็จมาแล้ว. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ?

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 389 (เล่ม 65)

พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ เสด็จมาด้วยอภินิหารใด พระผู้มีพระภาค
เจ้าแม้ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จมาด้วยอภินิหารนั้นเหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ :- คือบารมี ๑๐
อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ กล่าวคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา
วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา. ทรงบริจาค
มหาบริจาค ๕ ประการ :- คือ บริจาคอวัยวะ บริจาคนัยน์ตา บริจาคทรัพย์
บริจาคราชสมบัติ และบริจาคบุตรภริยา. ทรงบำเพ็ญบุพประโยค บุพจริยา
การแสดงธรรม และญาตัตถจริยาเป็นต้น. ทรงถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จ
มาแล้วอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จมาเหมือน
อย่างนั้น. อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ทรงเจริญเพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมี
องค์ ๘ เสด็จมาแล้วอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย
ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะเสด็จมาอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ :-
พระมุนีทั้งหลายมีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้น เสด็จ
มาสู่ความเป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้อย่างใด แน่พระศากยมุนีนี้
เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีจักษุจึงทรงพระ
นามว่า ตถาคต ดังนี้.
ตถาคต ในอรรถว่าเสด็จไปอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่าง
นั้นเป็นอย่างไร ?

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 390 (เล่ม 65)

เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นก็
เสด็จไป. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเสด็จไปอย่างไร ? จริงอยู่ พระผู้
พระภาคเจ้าเหล่านั้นประสูติในบัดเดี๋ยวนั่นเอง ประทับยืนบนปฐพีด้วย
พระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่าง
พระบาท ๗ ก้าว, ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์
ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระ
พักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว. เมื่อท้าวมหา-
พรหมกั้นพระเศวตฉัตร ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เรา
เป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดใน
โลก, การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีต่อไป
ดังนี้.
และการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็เป็นอาการอันแท้
ไม่แปรผัน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษหลายประการคือ
ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ก็ได้ประทับยืนด้วยพระยุคลบาท
อันเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระองค์.
อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เป็นบุพนิมิต
แห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็น
บุพนิมิตแห่งการได้รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ ประการ, อนึ่ง การยกพัด
จามรขึ้น ที่กล่าวไว้ในคำนี้ว่า พัดจามรทั้งหลายมีด้ามทอง ก็โบกสะบัดนี้
เป็นบุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งปวง, การกั้นพระเศวตฉัตร เป็น
บุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตรอันบริสุทธิ์ประเสริฐ คือพระอรหัตตวิมุตติ

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 391 (เล่ม 65)

ธรรม, การทอดพระเนตรเหลียวดูทั่วทิศ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระ
อนาวรณญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู, การเปล่งอาสภิวาจา เป็น
บุพนิมิตแห่งการประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ อันใคร ๆ เปลี่ยนแปลง
ไม่ได้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น และ
การเสด็จไปของพระองค์นั้น ก็ได้เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผันด้วยความ
เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษเหล่านั้นแล. ด้วยเหตุนี้ พระโบราณา-
จารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-
พระควัมบดีโคดมนั้น ประสูติแล้วในบัดเดี๋ยวนั้น ก็
ทรงสัมผัสพื้นดินด้วยพระยุคลบาทสม่ำเสมอ เสด็จย่าง
พระบาทไปได้ ๗ ก้าว และฝูงเทพยดาเจ้าก็กางกั้นเศวต-
ฉัตร พระโคดมนั้นครั้นเสด็จไปได้ ๗ ก้าว ก็ทอด
พระเนตรไปรอบทิศเสมอกัน ทรงเปล่งพระสุรเสียง
ประกอบด้วยองค์ ๘ประการ ปานดังราชสีห์ยืนอยู่บนยอด
บรรพตฉะนั้น ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น
เป็นอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ เสด็จไปแล้ว
ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นี้ ก็เหมือนกันฉันนั้นนั่นเทียว
ทรงละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะเสด็จไปแล้ว ฯลฯ ทรงละนิวรณ์ด้วย
ปฐมฌาน ทรงละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ทรงละกิเลส
ทั้งหมดได้ด้วยอรหัตตมรรค เสด็จไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น แม้เป็นอย่างนี้.

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 392 (เล่ม 65)

ตถาคตในอรรถว่าเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่
ลักษณะที่แท้ เป็นอย่างไร.
ปฐวีธาตุมีความเข็มแข็งแท้ไม่แปรผันเป็นลักษณะ, อาโปธาตุมีการ
ไหลเป็นลักษณะ, เตโชธาตุมีความร้อนเป็นลักษณะ, วาโยธาตุมีความ
เคร่งตึงเป็นลักษณะ, อากาศธาตุมีการสัมผัสได้เป็นลักษณะ, วิญญาณธาตุ
มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ, รูปมีการสลายแปรปรวนเป็นลักษณะ.
เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ, สัญญามีการจำอารมณ์เป็น
ลักษณะ, สังขารมีการปรุงแต่งอารมณ์เป็นลักษณะ, วิญญาณมีการรู้อารมณ์
เป็นลักษณะ.
วิตกมีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นลักษณะ, วิจารมีการตามเคล้า
อารมณ์เป็นลักษณะ, ปีติมีการแผ่ไปเป็นลักษณะ, สุขมีความยินดีเป็น
ลักษณะ, เอกัคคตาจิตมีการไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, สัทธินทรีย์มีการ
น้อมใจเชื่อเป็นลักษณะ, วิริยินทรีย์มีการประคองเป็นลักษณะ, สตินทรีย์
มีการบำรุงเป็นลักษณะ, สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ
ปัญญินทรีย์มีการรู้อารมณ์ต่าง ๆ เป็นลักษณะ.
สัทธาพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความไม่เชื่อเป็น
ลักษณะ, วีริยพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน
เป็นลักษณะ, สติพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมีสติ
ฟั่นเฟือนเป็นลักษณะ, สมาธิพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้ง

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 393 (เล่ม 65)

แห่งความฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, ปัญญาพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์
เป็นที่ตั้งแห่งอวิชชาเป็นลักษณะ.
สติสัมโพชฌงค์ มี อุปัฏฐานะ การบำรุงเป็นลักษณะ, ธัมมวิจย-
สัมโพชฌงค์ มีปวิจยะการเลือกเฟ้นเป็นลักษณะ, วิริยสัมโพชฌงค์ มี
ปัคคหะการประคองเป็นลักษณะ, ปีติสัมโพชฌงค์ มี ผรณะการแผ่ไปเป็น
ลักษณะ, ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มี อุปสมะความสงบเป็นลักษณะ, สมาธิ
สัมโพชฌงค์ มีอวิกเขปะความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, อุเบกขาสัมโพชฌงค์
มีปฏิสังขาการ เพ่งเฉพาะเป็นลักษณะ.
สัมมาทิฏฐิมีการเห็นเป็นลักษณะ, สัมมาสังกัปปะมีการยกจิตขึ้นสู่
อารมณ์เป็นลักษณะ, สัมมาวาจามีการกำหนดยึดถือเป็นลักษณะ, สัมมา
กัมมันตะมีการตั้งขึ้นเป็นลักษณะ, สัมมาอาชีวะมีความผ่องแผ้วเป็น
ลักษณะ, สัมมาวายามะมีการประคองเป็นลักษณะ, สัมมาสติมีการบำรุง
เป็นลักษณะ, สัมมาสมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ.
อวิชชามีความไม่รู้เป็นลักษณะ, สังขารมีความตั้งใจเป็นลักษณะ,
วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ, นามมีการน้อมไปสู่อารมณ์เป็น
ลักษณะ, รูปมีการสลายแปรปรวนเป็นลักษณะ, สฬายตนะมีการสืบต่อ
เป็นลักษณะ, ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ, เวทนามีการเสวย
อารมณ์เป็นลักษณะ, ตัณหามีความเป็นเหตุเป็นลักษณะ, อุปาทานมีการ
ยึดมั่นเป็นลักษณะ, ภพมีความเพิ่มพูนเป็นลักษณะ, ชาติมีความบังเกิดขึ้น
เป็นลักษณะ, ชรามีความทรุดโทรมเป็นลักษณะ, มรณะมีการเคลื่อนย้าย
จากภพที่ปรากฏอยู่เป็นลักษณะ,

393