ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 374 (เล่ม 65)

ชื่อว่า โดยความเป็นนิสสรณะ เพราะการออกไปแห่งความ
แช่มชื่นและอาทีนพทั้งสอง. ปาฐะที่เหลือในบทว่า ติเรติ เหล่านี้ พึง
เห็นในบทว่า ติเรติ ทุกบท.
บทว่า ปชหติ ความว่า นำออกจากสันดานของตน.
บทว่า วิโนเทติ ความว่า บรรเทา.
บทว่า พยนฺตีกโรติ ความว่า ทำให้สิ้นสุด.
บทว่า อนภาวงฺคเมติ ความว่า ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง.
ชื่อว่า มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว เพราะอรรถว่า มูลรากที่สำเร็จ
ด้วยตัณหาและอวิชชาของฉันทราคะเหล่านั้น ถูกตัดขาดแล้วด้วยศัสตราคือ
อริยมรรค.
ชื่อว่า ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน เพราะอรรถว่า ทำที่ตั้ง
แห่งฉันทราคะเหล่านั้น ราวกะว่าตาลยอดด้วน. เหมือนอย่างว่า ถอนต้น
ตาลขึ้นพร้อมทั้งรากแล้วทำประเทศนั้นเป็นเพียงที่ตั้งของต้นตาลนั้น ความ
เกิดขึ้นของต้นตาลนั้น ย่อมไม่ปรากฏอีก ฉันใด, ถอนรสมีรูปเป็นต้น
พร้อมทั้งราก ด้วยศัสตราคือ อริยมรรค แล้วทำจิตสันดานเป็นเพียงที่ตั้ง
แห่งฉันทราคะเหล่านั้น โดยภาวะเดิมที่เกิดขึ้นแล้วในก่อน ฉันทราคะ
เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่า ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน ฉันนั้น.
บทว่า ยสฺเสโส ได้แก่ ความติดใจนั้น ของบุคคลใด.
บทว่า สมุจฺฉินฺโน ได้แก่ ตัดขาดแล้วโดยชอบ.
บทว่า วูปสนฺโต ได้แก่ สงบได้แล้วด้วยผล.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺโธ ได้แก่ ระงับได้แล้วด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ,

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 65)

อีกอย่างหนึ่งท่านขยายบทด้วยอุปสรรค.
บทว่า อภพฺพุปฺปตฺติโก ได้แก่ ไม่ควรเพื่อจะเกิดขึ้นอีก.
บทว่า ญาณคฺคินา ทฑฺโฒ ได้แก่ เผาแล้วด้วยไฟคือมรรค
ญาณ.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ละได้แล้วพร้อม
ด้วยวัตถุ เหมือนทิ้งไปพร้อมกับภาชนะที่ใส่ยาพิษ. ตัดพร้อมทั้งราก
เหมือนตัดรากเถาวัลย์มีพิษ ดังนั้นจึงชื่อว่า ตัดขาดแล้ว, สงบได้แล้ว
เหมือนราดน้ำดับถ่านไฟในเตา, ระงับได้แล้ว เหมือนหยาดน้ำที่ตกลง
ในถ่านไฟที่ดับแล้ว, ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เหมือนพืชที่ถูกตัดเหตุเกิด
ของหน่อเสียแล้ว. เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เหมือนต้นไม้มีพิษถูก
ฟ้าผ่า ดังนี้.
บทว่า วีตเคโธ นี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการสละภาวะของตน.
บทว่า วิคตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแห่งการสละภาวะที่ยังมีอาลัย
ในอารมณ์.
บทว่า วนฺตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงภาวะไม่ถือเอา.
บทว่า มุตฺตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแห่งการเปลื้องจากสันตติ.
บทว่า ปหีนเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงความไม่ตั้งมั่น ในบาง
คราวของจิตที่พ้นแล้ว.
บทว่า ปฏินิสฺสฏฺฐเคโธ นี้ กล่าวด้วยสามารถแสดงการสลัดออก
ซึ่งความติดใจที่เคยยึดถือไว้.
บทว่า วีตราโค วิคตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค พึงประ

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 65)

กอบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บรรดาเหล่านั้น ชื่อว่า เคธะ ด้วยสามารถแห่งความติดใจ,
ชื่อว่า ราคะ ด้วยสามารถแห่งความยินดี,
บทว่า นิจฺฉาโต ได้แก่ มีตัณหาออกแล้ว. ปาฐะว่า นิจฺฉโท
ก็มีความว่า เว้นจากหลังคาคือตัณหา.
บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ มีสภาวะดับแล้ว.
บทว่า สีติภูโต ได้แก่ มีความเย็นเป็นสภาวะ.
บทว่า สุขปฏิสํเวที ได้แก่ มีสภาวะเสวยสุขทางกายและสุข
ทางใจ.
บทว่า พฺรหฺมภูเตน ได้แก่ มีสภาวะสูงสุด.
บทว่า อตฺตนา ได้แก่ จิต.
บทว่า กตตฺตา จ ได้แก่ เพราะทำกรรมชั่วด้วย.
บทว่า อกตตฺตา จ ได้แก่ เพราะไม่ทำกรรมดีด้วย.
บทว่า กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตํ เป็นต้น
กล่าวด้วยสามารถการไม่งดเว้นและการงดเว้นและการงดเว้นทางทวาร และ
ด้วยสามารถกรรมบถ.
บทว่า สีเลสุมฺหิ น ปริปูริการี เป็นต้น กล่าวด้วยสามารถ
ปาริสุทธิสีล ๔.
บทว่า ชาคริยมนนุยุตฺโต กล่าวด้วยสามารถชาครณธรรม ๕.
บทว่า สติสมฺปชญฺเญน กล่าวด้วยสามารถสาตถกสัมปชัญญะ
เป็นต้น.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 65)

โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายมีบทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา เป็นต้น
กล่าวด้วยสามารถโลกิยะและโลกุตตระ.
บททั้ง ๔ มีบทว่า ทุกฺขํ เม อปริญฺญาตํ เป็นต้น กล่าวด้วย
สามารถอริยสัจพึงทราบดังนี้. บทเหล่านั้นมีเนื้อความปรากฏแล้ว เพราะมี
นัยดังที่กล่าวไว้ในที่นั้น ๆ.
บททั้ง ๗ ว่า ธีโร ปณฺฑิโต เป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้
แล้วเหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธีร ด้วยอรรถว่า ไม่หวั่นไหวใน
ทุกข์, ชื่อว่า ปณฺฑิต ด้วยอรรถว่า ไม่ลอยไปในสุข. ชื่อว่า ปญฺญวา
ด้วยอรรถว่า ทำความสะสมประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ข้างหน้า, ชื่อ
ว่า พุทฺธิมา ด้วยอรรถว่า ไม่หวั่นไหวในประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน,
ซึ่งว่า ญาณี ด้วยอรรถว่า ลึกและตื้น และด้วยอรรถว่า ไม่ถอยหลัง,
ชื่อว่า วิภาวี ด้วยอรรถว่า แจ่มแจ้งในอรรถที่ปกปิดลึกลับ, ชื่อว่า
เมธาวี เพราะอรรถว่า เช่นกับตาชั่ง ด้วยอรรถว่า เซาะลงจนหมด
กิเลส.
บทว่า น ลิมฺปติ ความว่า ไม่ติดในความเกิดของตน เหมือน
รอยเขียนในอากาศ.
บทว่า น ปลิมฺปติ ความว่า ไม่ติดโดยพิเศษ.
บทว่า น อุปลิมฺปติ ความว่า แม้ประกอบก็ไม่ติด เหมือนรอย
เขียนในฝ่ามือ.
บทว่า อลิตฺโต ความว่า แม้ประกอบก็ไม่เศร้าหมองเหมือนแก้ว
มณีที่วางไว้ในผ้าแคว้นกาสี.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 378 (เล่ม 65)

บทว่า อสํลิตฺโต ความว่า ไม่เศร้าหมองเป็นพิเศษ เหมือนผ้า
แคว้นกาสีที่พันไว้ที่แก้วมณี.
บทว่า อนูปลิตฺโต ความว่า แม้เข้าไปก็ไม่ติดแน่นเหมือนหยาด
น้ำบนใบบัว.
บทว่า นิกฺขนโต ความว่า ออกไปภายนอก เหมือนหนีออก
จากเรือนจำ
บทว่า นิสฺสฏโฐ ความว่า ละขาดแล้ว เหมือนผ้าเศร้าหมองที่
อมิตรคลุมไว้.
บทว่า วิปฺปมุตฺโต ความว่า พันด้วยดี เหมือนยังความยินดีใน
วัตถุที่น่าถือเอาให้พินาศแล้วไม่มาอีก.
บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ไม่ประกอบด้วยกิเลสทั้งหลาย โดย
ความเป็นอันเดียวกัน เหมือนคนไข้หายจากพยาธิฉะนั้น.
บทว่า วิมริยาทิกเตน เจตสา ความว่า มีจิตกระทำให้ปราศ
จากแดนกิเลส. อธิบายว่า มีจิตพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง โดยภพทั้งปวง
โดยอารมณ์ทั้งปวง.
ก็ในคาถาว่า สัญฺญํ ปริญฺญา เป็นต้น ความย่อดังต่อไปนี้ มิใช่
ผัสสะแต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็อีกอย่างหนึ่งแล มุนีกำหนดรู้สัญญาต่างด้วย
กามสัญญาเป็นต้น แม้นามรูป โดยแนวแห่งสัญญาหรือโดยนัยที่กล่าวแล้ว
ในก่อนนั่นแล ด้วยปริญญา ๓ พึงข้ามพ้นโอฆะทั้ง ๔ ด้วยปฏิปทานี้
ข้อนั้นมุนีนั้นข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึดถือด้วยตัณหาและ
ทิฏฐิ เพราะละกิเลสคือตัณหาและทิฏฐิได้ เป็นมุนีมีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 379 (เล่ม 65)

ถอนลูกศรเสียแล้ว เพราะถอนลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้นได้แล้ว เป็นผู้
ไม่ประมาทเที่ยวไป เพราะถึงความไพบูลย์แห่งสติ หรือเป็นผู้ไม่ประมาท
เที่ยวไปในกาลเบื้องต้น เป็นผู้ถอนลูกศรได้ด้วยเที่ยวไปด้วยความไม่ประ
มาทนั้น ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งต่างโดยอัตภาพของตนและ
ของผู้อื่นเป็นต้น ย่อมปรินิพพานเพราะดับจริมจิตเสียได้โดยแท้ เหมือน
ไฟหมดเชื่อ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระวางระเบียบธรรมนั้นแล จบเทศนา
ด้วยอดธรรมคือพระอรหัตต์ ด้วยประการฉะนี้ แต่มิได้ยังมรรคหรือผล
ให้เกิดขึ้นด้วยเทศนานี้ เพราะท่านแสดงแก่พระขีณาสพดังนี้แล.
ชื่อว่า สัญญา เพราะอรรถว่า จำอารมณ์ ชนิดสีเขียวเป็นต้นได้.
สัญญานั้น มีความจำได้เป็นลักษณะ, มีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรส, ก็สัญญา
ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ชื่อว่ามีความจำได้เป็นลักษณะ, สัญญาทั้งหมดมีความ
จำได้เป็นลักษณะทั้งนั้น, ก็สัญญาใดย่อมจำได้ด้วยความรู้ยิ่ง ในที่นี้
สัญญานั้น ชื่อว่ามีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรส. พึงทราบความเป็นไปของ
สัญญาที่มีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรสนั้น ในเวลาที่ช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้
จำไม้นั้นได้ด้วยเครื่องหมายนั้นอีก และในเวลาที่กำหนดเครื่องหมายมีไฝ
ดำเป็นต้นของบุรุษ จำบุรุษนั้นได้ว่า ผู้นี้ คือคนชื่อโน้น ด้วยเครื่อง
หมายนั้นอีก และในเวลาที่เจ้าหน้าที่ภัณฑาคาริกผู้ดูแลเครื่องประดับของ
พระราชา ผูกหนังสือชื่อที่เครื่องประดับนั้น ๆ เมื่อมีรับสั่งว่า จงนำเครื่อง
ประดับชื่อโน้นมา ก็จุดประทีปเข้าห้องที่แข็งแรง อ่านหนังสือแล้วนำ
เครื่องประดับนั้น ๆ นั่นแลมาได้.
อีกนัยหนึ่ง สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ ด้วยสามารถรวบรวม

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 380 (เล่ม 65)

ทุกอย่างไว้ได้, มีการกระทำนิมิตซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความจำได้อีกเป็นรส
เหมือนช่างถากเป็นต้นทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น. มีการกระทำความยึด
มั่นเป็นปัจจุปปัฏฐาน ด้วยสามารถนิมิตตามที่ยึดถือไว้ เหมือนคนตา
บอดดูช้าง, หรือมีความตั้งอยู่ไม่นานเป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะมีความ
เป็นไปไม่หยั่งลงในอารมณ์ เหมือนฟ้าแลบ, มีอารมณ์ตามที่เข้าไปตั้งมั่น
แล้วเป็น ปทัฏฐาน เหมือนความจำว่าบุรุษ ของเหล่าลูกเนื้อน้อย ๆ ที่
เกิดขึ้นในหมู่คนเลี้ยงหญ้าฉะนั้น.
ก็สัญญาใดสัมปยุตด้วยญาณในที่นี้, สัญญานั้นย่อมเป็นไปตามญาณ
นั่นแล ธรรมที่เหลือในปถพีที่เป็นไปกับด้วยสัมภาระเป็นต้น พึงทราบว่า
เหมือนปฐพีเป็นต้น.
สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยกาม ชื่อกามสัญญา, สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วย
พยาบาท ชื่อพยาปนาทสัญญา สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยวิหิงสา ชื่อวิหิงสา
สัญญา.
บรรดาสัญญาเหล่านั้นสัญญา ๒ ย่อมเกิดขึ้นทั้งในสัตว์ทั้งในสังขารทั้ง
หลาย, ก็กามสัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ตรึกถึงสัตว์หรือสังขารทั้งหลายซึ่งเป็น
ที่รักที่ชอบใจ, พยาปาทสัญญาเกิดขึ้นทั้งแต่เวลาโกรธแลดูสัตว์หรือสังขาร
ทั้งหลายซึ่งไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจ จนถึงพินาศไป, วิหิงสาสัญญาไม่
เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย ด้วยว่าสังขารที่ชื่อว่าให้ถึงทุกข์ไม่มี แต่เกิดขึ้น
ในสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาคิดว่าสัตว์เหล่านี้จงฆ่ากัน จงขาดสูญ จงพินาศ
หรืออย่าได้มี ดังนี้, สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยเนกขัมมะชื่อเนกขัมมสัญญา
เนกขัมมสัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งอสุภ เป็น

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 381 (เล่ม 65)

รูปาวจรในอสุภฌาน, เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้นเพราะทำฌาน
นั้นให้เป็นบาท.
สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยอัพยาบาท ชื่ออัพยาปาทสัญญา อัพยาปาท
สัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา เป็นรูปาวจร
ในเมตตาฌาน, เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้น
ให้เป็นบาท.
สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยอวิหิงสา ชื่ออวิหิงสาสัญญา อวิหิงสาสัญญา
นั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา เป็นรูปาวจรในกรุณา
ฌานเป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้นให้เป็นบาท.
ในกาลใดอโลภะเป็นข้อสำคัญ ในกาลนั้น สัญญา ๒ เหล่านี้
ย่อมไปตามอโลภะนั้น, ในกาลใดเมตตาเป็นข้อสำคัญ ในกาลนั้นสัญญา ๒
เหล่านี้ย่อมไปตามเมตตานั้น, ในกาลใดกรุณาเป็นข้อสำคัญในกาลนั้น
สัญญา ๒ เหล่านี้ย่อมไปตามกรุณานั้นแล.
สัญญาที่เกิดขึ้นปรารภรูปารมณ์ ชื่อรูปสัญญา. แม้ในสัททสัญญา
เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. คำนี้เป็นชื่อของสัญญานั้นแหละโดยอารมณ์ แม้
วัตถุที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้น ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วทีเดียว เพราะ
ได้กล่าวอารมณ์ทั้งหลายไว้แล้ว.
บทว่า ยา เอวรูป สญฺญา ความว่าพึงทราบสัญญามีอาทิอย่างนี้
ว่า. สัญญาเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส สัญญาเกิดแต่อธิวจนสัมผัส แม้อื่น ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 382 (เล่ม 65)

บทว่า อธิวจนสมฺผสฺสชา สญฺญา ได้แก่ สัญญาที่เป็นไปทาง
ทวาร ๖ โดยปริยายนั่นเอง. ก็อรูปขันธ์ ๓ ที่เป็นไปข้างหลังเอง ย่อมได้
ชื่อว่า อธิวจนสัมผัสสชาสัญญา เพราะสหชาตสัญญาของตน.
แต่โดยตรง สัญญาที่เป็นไปทางทวาร ๕ ชื่อปฏิฆสัมผัสสชา
สัญญา. สัญญาที่เป็นไปทางมโนทวาร ชื่ออธิวจนสัมผัสสชาสัญญา.
สัญญาเหล่านั้นพึงทราบว่า ท่านกำหนดเป็นอดิเรกสัญญา.
บทว่า สญฺญา ได้แก่ สภาวนาม.
บทว่า สญฺชานนา ได้แก่ อาการที่รู้พร้อม.
บทว่า สญฺชานิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นคือความรู้พร้อม.
บทว่า อวิชฺโชฆํ ความว่า กายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่า ไม่พึงประสบ
ด้วยอรรถว่า ไม่ควรบำเพ็ญ. อธิบายว่า ไม่พึงได้. กายทุจริตเป็นต้นนั้น
ชื่อว่า อวิชชา. เพราะอรรถว่า ประสบสิ่งที่ไม่พึงประสบ.
กายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า พึงประสบโดยตรงกันข้ามกับกายทุจริต
เป็นต้นนั้น.
กายสุจริตเป็นต้นนั้น ชื่อว่า อวิชชา, เพราะอรรถว่า ไม่ประสบ
สิ่งที่พึงประสบ.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า กระทำอรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้ง
หลาย. อรรถว่าที่ต่อแห่งอายตนะทั้งหลาย, อรรถว่าสูญแห่งธาตุทั้งหลาย,
อรรถว่าเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย, อรรถว่าแท้แห่งสัจจะทั้งหลาย ให้
ไม่รู้แล้ว.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 383 (เล่ม 65)

ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า กระทำเนื้อความ ๔ อย่าง ที่กล่าว
แล้วด้วยสามารถบีบคั้นทุกข์เป็นต้น ให้ไม่รู้แล้ว.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด,
คติ, ภพ, วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งหลาย ในสงสารอันไม่มีที่สุด.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า แล่นไปในสตรีและบุรุษเป็นต้น
ซึ่งไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในขันธ์เป็นต้นซึ่งมีอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดธรรมทั้งหลายที่อาศัย
วัตถุและอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นเกิดขึ้นก็มี. ซึ่งอวิชชาโอฆะนั้น.
พึงข้ามขึ้น ด้วยสามารถกาโมฆะ พึงข้ามพ้น ด้วยสามารถ
ภโวฆะ, พึงล่วงเลย ด้วยสามารถทิฏโฐฆะ, พึงก้าวล่วง ด้วยสามารถ
อวิชโชฆะ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงข้ามขึ้น ด้วยสามารถละด้วยโสดาปัตติมรรค, พึง
ข้ามพ้น ด้วยสามารถละด้วยสกทาคามิมรรค, พึงล่วงเลย ด้วยสามารถ
ละด้วยอนาคามิมรรค, พึงก้าวล่วง ด้วยสามารถละด้วยอรหัตตมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บท ๕ บทมีบทว่า ตเรยฺย เป็นต้น พึงประกอบ
ด้วยปหานะ มี ตทังคปหานะ เป็นต้น อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.
พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ดังนี้แล้ว เพื่อ
จะแสดงญาณนั้นโดยประเภท จึงกล่าวว่า ยา ปญฺญา ปชานนา
เป็นต้น.
เว้นนัยที่กล่าวแล้วนั้นนั่นเอง พึงทราบบทว่า อโมโห ธมฺมวิจโย
ดังต่อไปนี้.

383