นี้มาว่า :-
มหาบพิตร เหมือนมีแพะ ๒ ตัวต่อสู้กัน พึงเห็นจักษุเหมือนแพะ
สัตว์ที่ พึงเห็นรูปเหมือนแพะตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าสู้
กันของแพะ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็น ลักษณะ และมีการเสียดสี
เป็นรส เหมือนกันฉันนั้น มหาบพิตรเหมือนสลักแอกไถ ๒ อันเสียด
เสียดกัน แม้สัตว์ทั้ง ๒ ก็พึงเบียดเสียดกัน พึงเห็นจักษุเหมือนสัตว์ตัวที่ ๑
พึงเห็นรูปเหมือนสัตว์ตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าเบียดเสียด
กันของสัตว์ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะ และมีการ
เสียดสีเป็นรส เหมือนกันฉันนั้น พึงทราบความพิสดารดังต่อไปนี้ :-
เหมือนอย่างว่า จักขุวิญญาณเป็นต้น ท่านกล่าวโดยชื่อว่าจักษุ ในข้อ
ความว่า เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้น ฉันใด จักขุวิญญาณเป็นต้น
เหล่านั้น แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวโดยชื่อว่า จักษุ ฉันนั้น.
เพราะฉะนั้น เนื้อความในข้อความว่า พึงเห็นจักษุอย่างนี้ เป็นต้น
พึงทราบโดยนัยนี้ว่า พึงเห็นจักขุวิญญาณอย่างนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น แม้
ในพระสูตรนี้ ก็ย่อมสำเร็จเนื้อความว่ามีการเสียดสีเป็นรส ด้วยรสซึ่งมีกิจ
เป็นอรรถนั่นแล เพราะการเสียดสีของจิตกับอารมณ์ แต่มีการประชุมกัน
เป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะประกาศความเสียดสีด้วยการประชุมกันแห่งธรรม
ทั้ง ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งเหตุของตน เพราะผัสสะนี้ท่านประกาศในที่นั้น
ด้วยสามารถแห่งการประกอบเหตุอย่างนี้ว่าความเป็นไปร่วมกันของธรรม
๓ อย่าง,๑ เป็นผัสสะ ดังนั้นสุตตบทนี้จึงมีเนื้อความนี้ว่า ชื่อว่า ผัสสะ
๑. ธรรม ๓ อย่างคือ จักษุ ๑ รูป ๑ จักขุวิญญาณ ๑.