ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 364 (เล่ม 65)

นี้มาว่า :-
มหาบพิตร เหมือนมีแพะ ๒ ตัวต่อสู้กัน พึงเห็นจักษุเหมือนแพะ
สัตว์ที่ พึงเห็นรูปเหมือนแพะตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าสู้
กันของแพะ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็น ลักษณะ และมีการเสียดสี
เป็นรส เหมือนกันฉันนั้น มหาบพิตรเหมือนสลักแอกไถ ๒ อันเสียด
เสียดกัน แม้สัตว์ทั้ง ๒ ก็พึงเบียดเสียดกัน พึงเห็นจักษุเหมือนสัตว์ตัวที่ ๑
พึงเห็นรูปเหมือนสัตว์ตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าเบียดเสียด
กันของสัตว์ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะ และมีการ
เสียดสีเป็นรส เหมือนกันฉันนั้น พึงทราบความพิสดารดังต่อไปนี้ :-
เหมือนอย่างว่า จักขุวิญญาณเป็นต้น ท่านกล่าวโดยชื่อว่าจักษุ ในข้อ
ความว่า เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้น ฉันใด จักขุวิญญาณเป็นต้น
เหล่านั้น แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวโดยชื่อว่า จักษุ ฉันนั้น.
เพราะฉะนั้น เนื้อความในข้อความว่า พึงเห็นจักษุอย่างนี้ เป็นต้น
พึงทราบโดยนัยนี้ว่า พึงเห็นจักขุวิญญาณอย่างนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น แม้
ในพระสูตรนี้ ก็ย่อมสำเร็จเนื้อความว่ามีการเสียดสีเป็นรส ด้วยรสซึ่งมีกิจ
เป็นอรรถนั่นแล เพราะการเสียดสีของจิตกับอารมณ์ แต่มีการประชุมกัน
เป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะประกาศความเสียดสีด้วยการประชุมกันแห่งธรรม
ทั้ง ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งเหตุของตน เพราะผัสสะนี้ท่านประกาศในที่นั้น
ด้วยสามารถแห่งการประกอบเหตุอย่างนี้ว่าความเป็นไปร่วมกันของธรรม
๓ อย่าง,๑ เป็นผัสสะ ดังนั้นสุตตบทนี้จึงมีเนื้อความนี้ว่า ชื่อว่า ผัสสะ
๑. ธรรม ๓ อย่างคือ จักษุ ๑ รูป ๑ จักขุวิญญาณ ๑.

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 365 (เล่ม 65)

เพราะความเป็นไปร่วมกันของธรรม ๓ อย่าง, ผัสสะมิใช่เพียงเป็นไปร่วม
กันเท่านั้น แต่ย่อมปรากฏด้วยอาการนั้นนั่นแล เพราะท่านประกาศไว้อย่าง
นั้น ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีการประชุมกันเป็นปัจจุปปัฏฐาน อนึ่ง ผัสสะ
ชื่อว่า มีเวทนาเป็นเครื่องปรากฏ แม้ด้วยความปรากฏซึ่งมีผลเป็นอรรถ
อธิบายว่า ด้วยว่าผัสสะนี้ยังเวทนาให้ปรากฏ คือให้เกิดขึ้น. ก็ผัสสะ
นี้คือจิตซึ่งเป็นที่อาศัยของตน เพราะอาศัยจิต เมื่อให้เกิดขึ้น แม้มี
สิ่งอื่นกล่าวคือวัตถุหรืออารมณ์เป็นปัจจัย ย่อมยังเวทนาให้เกิดขึ้น มิใช่ใน
วัตถุหรือในอารมณ์ เหมือนไออุ่นที่อาศัยธาตุกล่าวคือครั่ง แม้มีความร้อน
ภายนอกเป็นปัจจัย ก็ย่อมกระทำความอ่อนในนิสัยของตน มิใช่ในความ
ร้อนกล่าวคือถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวภายนอกแม้เป็นปัจจัยของตน ฉะนั้น
พึงทราบดังนี้.
อนึ่ง ผัสสะนี้ ท่านกล่าวว่า มีอารมณ์ที่อยู่ในคลองเป็นปทัฏฐาน
เพราะเกิดขึ้นโดยไม่มีอันตราย ในอารมณ์ที่แวดล้อมด้วยอินทรีย์ซึ่งเกิดจาก
นั้นและที่ประมวลมา. ผัสสะตั้งขึ้น คือเกิดขึ้นแต่ปัจจัยใด ปัจจัยนั้นท่าน
เรียกว่า ผัสสสมุทัย. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะสฬายตนะเป็น
ปัจจัยจึงเกิดผัสสะ.
พึงทราบว่า อดีตทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกาล.
เวทนาทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสุขทุกข์ เพราะทำอุเบกขา
เวทนาให้เป็นสุขอย่างเดียว เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ก็อุเบกขา ท่านกล่าวว่า
สุขอย่างเดียว เพราะสงบ.
นามรูปทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม.

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 366 (เล่ม 65)

อายตนะทุกะ. ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเป็นไปในสังสารวัฏ.
สักกายทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งเบญจขันธ์.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่าเป็นไปสบาย. ชื่อ
ว่า เวทนา เพราะอรรถว่า เสวยอารมณ์. ชื่อว่า ทุกข์ เพราะอรรถว่า
เป็นไปลำบาก. นาม มีความน้อมไปเป็นลักษณะ. รูป มีความแตกดับ
ไปเป็นลักษณะ, อายตนะภายใน ๖ มีจักขวายตนะเป็นต้น, อายตนะ
ภายนอก ๖ มีรูปายตนะเป็นต้น, เบญจขันธ์ มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นสักกายะ
ด้วยอรรถว่า มีอยู่, อวิชชา กรรม ตัณหา อาหาร ผัสสะ, และนามรูป
เป็นสักกายสมุทัย.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ความว่า ชื่อว่า จักษุ เพราะอรรถว่า บอก
ให้รู้จักอะไร ๆ อธิบายว่า ยินดี คือทำให้แจ้งซึ่งรูป. สัมผัสที่เป็นไปทาง
จักษุ ชื่อจักขุสัมผัสสะ.
ก็จักขุสัมผัสสะนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาที่สัมปยุตกับด้วยตน ด้วยอำนาจ
ปัจจัย ๘ ปัจจัย คือ สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, วิปากะ, อาหาระ,
สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ,
ชื่อว่า โสตะ เพราะอรรถว่า ฟัง โสตะนั้น ให้สำเร็จความเป็น
วัตถุและทวารตามควรแก่โสตวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐาน
ดังเจาะด้วยนิ้วมือ มีขนสีแดงบาง ๆ ขึ้นคลุม ภายในช่องสสัมภารโสตะ.
สัมผัสที่เป็นไปทางโสต ชื่อโสมสัมผัสสะ. แม้ในฆานสัมผัสสะ เป็น
ต้น ก็นัยนี้แหละ.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 367 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ฆานะ เพราะอรรถว่า ดม ฆานะนั้น ให้สำเร็จความ
เป็นวัตถุและทวารตามควรแก่ฆานวิญญาณ เป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมี
สัณฐานดังกีบแพะ ภายในช่องสสัมภารฆานะ.
ชื่อว่า ชิวหา เพราะอรรถว่า เรียกชีวิต. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ชิวหา ด้วยอรรถว่า ลิ้มรส. ชิวหานั้นให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร
ตามควรแก่ชิวหาวิญญาณ เป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบ
ดอกอุบลที่ทะลุตรงกลางใบข้างบน เว้นปลายสุด โคน และช้าง ๆ แห่ง
สสัมภารชิวหา.
ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่า เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นไปกับ
ด้วยอาสวะที่น่ารังเกียจทั้งหลาย.
บทว่า อาโย แปลว่า เป็นประเทศที่เกิดขึ้น. กายประสาทให้
สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามควรแก่กายวิญญาณเป็นต้นโดยมากตั้งอยู่
ในกายนั้น ตลอดเวลาที่ความเป็นไปแห่งสังขารที่มีใจครองยังมีอยู่ในกายนี้.
ชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่า รู้ อธิบายว่า รู้แจ้ง.
บทว่า มโน ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยอาวัชชนะ สัมผัสที่
เป็นไปทางมโน ชื่อมโนสัมผัสสะ.
เพื่อจะแสดงว่า ผัสสะทั้ง ๖ อย่าง นับเป็น ๒ อย่างเท่านั้น
ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อธิวจนสมฺผสฺโส ปฏิฆสมฺผสฺโส สัมผัส
ทางนาม สัมผัสทางรูป.
อธิวจนสัมผัสสะเป็นไปทางมโนทวาร ปฏิฆสัมผัสสะเป็นไปทาง
ปัญจทวาร เพราะเกิดขึ้นด้วยการกระทบวัตถุและอารมณ์เป็นต้น.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 368 (เล่ม 65)

สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งสุขเวทนา ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา.
สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งทุกขเวทนา ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา. สัมผัส
เป็นอารมณ์แห่งอทุกขมสุขเวทนา ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่า เป็นไปสบาย
อธิบายว่า เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ก็ทำให้ผู้นั้นให้มีความสุข, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ
ว่าสุข เพราะอรรถว่า ขุด และเคี้ยวกิน ซึ่งความลำบากกายและใจเสียได้
ด้วยดี.
ชื่อว่า ทุกข์ เพราะอรรถว่า เป็นไปลำบาก อธิบายว่า เกิดขึ้น
แก่ผู้ใด ก็ทำผู้นั้นให้มีความทุกข์.
ชื่อว่า อทุกขมสุข เพราะอรรถว่า ทุกข์ก็ไม่ใช่ สุขก็ไม่ใช่ ม
อักษรท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. ผัสสะที่ว่าเป็น กุสโล เป็นต้น ท่านกล่าว
ด้วยสามารถแห่งชาติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสโล ได้แก่ ผัสสะ
ที่สัมปยุตด้วยกุศลจิต ๒๑ ดวง.
บทว่า อกุสโล ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง.
บทว่า อพฺยากโต ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วย อัพยากตจิต กล่าว
คือ วิปากจิต และกิริยาจิตที่เหลือ.
พระสารีบุตรเถระเมื่อชี้แจงด้วยสามารถแห่งประเภทของภพใหม่ จึง
กล่าว กามาวจโร เป็นต้น.
ผัสสะที่สัมปยุตด้วยกามาวจรจิต ๕๔ ดวง ชื่อว่า กามาวจร.

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 369 (เล่ม 65)

ชื่อว่า รูปาวจร เพราะอรรถว่า ละกามภพ ท่องเที่ยวไปในรูปภพ
ผัสสะที่สัมปยุตด้วยรูปาวจรจิต ๑๕ ดวง ด้วยสามารถแห่งกุศลและอัพยากตะ.
ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะอรรถว่า ละกามภพและรูปภพ ท่องเที่ยว
ไปในอรูปภพ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต ๑๒ ด้วยสามารถแห่งกุศล
และอัพยากตะ.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งความยึดมั่น จึงกล่าว
ว่า สุญฺญโต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุญฺญโต เป็นต้น ความว่า ท่าน
เรียกว่า สุญญตะ เพราะว่างจากราคะ โทสะ โมหะ, เรียกว่า อนิมิตตะ
เพราะไม่มีเครื่องหมายแห่งราคะ โทล่ะ โมหะ, เรียกว่า อัปปณิหิตะ
เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งราคะ โทสะ โมหะ.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถผัสสะที่นับเนื่องและไม่นับ
เนื่องในวัฏฏะ จึงกล่าวว่า โลกิโย เป็นต้น.
วัฏฎะ ท่านเรียกว่า โลก ด้วยอรรถว่า แตกหัก พังทลาย, ผัสสะ
ชื่อว่า โลกิยะ เพราะอรรถว่า ประกอบไว้ในโลก ด้วยภาวะที่นับเนื่อง
ในโลกนั้น, ชื่อว่า อุตตระ เพราะอรรถว่า ข้ามขึ้นแล้ว, ชื่อว่า โลกุต-
ตระ เพราะอรรถว่า ข้ามขึ้นจากโลก เพราะภาวะที่ไม่นับเนื่องในโลก.
บทว่า ผุสนา ได้แก่ อาการที่ถูกต้อง.
บทว่า สมฺผุสฺนา สมฺผุสิตตฺตํ ท่านขยายด้วยอุปสัค.
บทว่า เอวํ ญาตํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้ปรากฏอย่างนี้, เมื่อรู้
ย่อมพิจารณา คือย่อมเห็น ย่อมคิดโดยอาการที่พึงเป็นไปเบื้องบน ย่อม

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 370 (เล่ม 65)

พิจารณาโดยความเป็นอนิจจัง เพราะมีความเป็นไปในที่สุดคืออนิจจัง และ
แลเพราะมีเบื้องต้นและที่สุด.
ชื่อว่า โดยความเป็นทุกข์ เพราะมีความเกิดขึ้นและความเสื่อม
ไปบีบคั้น และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.
ชื่อว่า โดยความเป็นโรค เพราะจะต้องให้เป็นไปด้วยปัจจัย และ
เพราะเป็นมูลแห่งโรค.
ชื่อว่า โดยความเป็นดังหัวฝี เพราะประกอบด้วยโรคเสียดท้อง
โดยเป็นทุกข์ เพราะมีการไหลออกแห่งของไม่สะอาดคือกิเลส และเพราะ
ขึ้นพองแก่รอบแตกไป ด้วยความเกิดขึ้น ความเสื่อมโทรมและความแตก
ดับ.
ชื่อว่า โดยความเป็นดังลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะ
เจาะแทงภายใน และเพราะมีภาวะที่นำออกได้ยาก.
ชื่อว่า โดยความเป็นของลำบาก เพราะเป็นภาวะที่น่าติเตียน
เพราะไม่นำมาซึ่งความเจริญและเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความชั่ว.
ชื่อว่า โดยความเป็นอาพาธ เพราะไม่ให้เกิดเสรีภาพ และเพราะ
เป็นปทัฏฐานแห่งอาพาธ.
ชื่อว่า โดยความเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีอำนาจ และเพราะ
ความเป็นชื่อ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของชำรุด เพราะชำรุดด้วยพยาธิชราและ
มรณะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นเสนียด เพราะนำมาซึ่งความพินาศมิใช่น้อย.

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 371 (เล่ม 65)

ชื่อว่า โดยความเป็นอุบาทว์ เพราะนำมาซึ่งความฉิบหายมาก
มาย ซึ่งไม่มีใครรู้ได้และเพราะเป็นที่ดังแห่งอันตรายทุกอย่าง.
ชื่อว่า โดยความเป็นภัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวง
เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อหายใจเข้าอย่างยิ่งกล่าวคือความสงบทุกข์.
ชื่อว่า โดยความเป็นอุปสรรค เพราะพัวพันด้วยความฉิบหายมิ
ใช่น้อย เพราะเข้าไปดำรงไว้ซึ่งโทษ และเพราะไม่ควรแก่การอดกลั้น
ดุจอุปสรรค.
ชื่อว่า โดยความเป็นของหวั่นไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ
ชรา และมรณะ และด้วยโลกธรรมมีลาภเป็นต้น.
ชื่อว่า โดยความเป็นของแตกพัง เพราะเข้าถึงความแตกพัง
เป็นปกติ ด้วยความเพียรและด้วยสิ่งที่มีรส.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน เพราะทำความมั่นคงทั้งปวง
ให้ถึงความพินาศ และเพราะไม่มีความมั่นคง.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีที่ต้านทาน เพราะความไม่ต้าน
ทาน และเพราะไม่ได้ความปลอดภัย.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีที่ซ่อนเร้น เพราะความเป็นของ
ไม่ควรที่จะติดแน่น และเพราะไม่กระทำกิจซ่อนเร้นแม้ของผู้ที่ติดแน่น.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง เพราะไม่มีความเป็นผู้กระทำ
ที่พึ่งจากภัย แก่ผู้อาศัยทั้งหลาย.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 372 (เล่ม 65)

ชื่อว่า โดยความเป็นของว่าง เพราะว่างจากอัตภาพที่ยั่งยืน งาม
เป็นสุข ตามที่กำหนดไว้.
ชื่อว่า โดยความเป็นของเปล่า เพราะความเป็นของว่างนั่นเอง
หรือเพราะเป็นของน้อย. จริงอยู่แม้ของน้อย ท่านก็เรียกว่า เปล่าในโลก.
ชื่อว่า โดยความเป็นของสูญ เพราะเว้นจากเจ้าของผู้อยู่อาศัย
ผู้รู้ ผู้กระทำ และผู้อธิษฐาน.
ชื่อว่า โดยความเป็นอนัตตา เพราะความที่ตนเองมิใช่เจ้าของ
เป็นต้น.
ชื่อว่า โดยความเป็นโทษ. เพราะมีทุกข์เป็นไป และเพราะความ
เป็นโทษของทุกข์อีกอย่างหนึ่ง.
ชื่อว่า อาทีนพ เพราะอรรถว่า พัดไป คือไป เป็นไป ซึ่ง
เบื้องต้น คำนี้เป็นชื่อของคนกำพร้า แม้ขันธ์ทั้งหลายก็กำพร้าเหมือนกัน
โดยความเป็นโทษ เพราะเป็นเช่นกับโทษ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะมีปกติแปรปรวน ๒ อย่าง คือ ด้วยชราและมรณะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีแก่นสาร เพราะทุพพลภาพ
เหมือนกระพี้ และเพราะทำลายความสุข.
ชื่อว่า โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก เพราะเป็นเหตุแห่ง
ความลำบาก.
ชื่อว่า โดยความเป็นดังเพชฌฆาต เพราะฆ่าความคุ้นเคย
เหมือนศัตรูที่อยู่ต่อหน้าทำเป็นมิตร.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 373 (เล่ม 65)

ชื่อว่า โดยความเป็นของปราศจากความเจริญ เพราะปราศ-
จากความเจริญ และเพราะมีความเสื่อม.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีอาสวะ เพราะมีอาสวะเป็นปทัฏฐาน.
ชื่อว่า โดยความเป็นของอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เพราะเป็น
ของอันเหตุและปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว.
ชื่อว่า โดยความเป็นเหยื่อมาร เพราะเป็นเหยื่อแห่งมัจจุมารและ
กิเลสมาร.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีชาติชราพยาธิและมรณะเป็น
ธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเป็นปกติ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีโสกะ ปริเทวะ และอุปายาสะ
เป็นธรรมดา เพราะเป็นเหตุแห่งโสกะ บริเทวะ และอุปายาสะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา
เพราะมีอารมณ์แห่งตัณหาทิฏฐิทุจริต และสังกิเลสทั้งหลายเป็นธรรมดา.
ชื่อว่า โดยความเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะความเกิดขึ้นด้วย
สามารถแห่งอวิชชา กรรม ตัณหา และสฬายตนะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของดับไป เพราะไม่มีเหตุเกิดแห่งทุกข์
เหล่านั้น.
ชื่อว่า โดยความเป็นของชวนให้แช่มชื่น เพราะความแช่มชื่น
ที่มีความหวานด้วยสามารถแห่งฉันทราคะในผัสสะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นอาทีนพ เพราะความแปรปรวนแห่งผัสสะ.

373