ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 354 (เล่ม 65)

บทว่า อปฺปฏินิสฺสฏฺฐตณฺหา ความว่า ก็ชื่อว่า มีตัณหายังไม่
สละคืนแล้ว เพราะไม่สละคืนสังกิเลสล่วงส่วน ที่ตั้งมั่นอยู่ในภพ เพราะ
ไม่มีนิสสรณปหานะ.
บัดนี้ เพราะผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาดิ้นรนและบ่นเพื่ออยู่ ฉะนั้น
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชักชวนในการกำจัดตัณหา จึงกล่าวคาถาว่า
มมายิเต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมายิเต ได้แก่ ในเพราะวัตถุที่ยึด
ถือว่าของเรา. พระเถระกล่าวเรียกผู้ฟังทั้งหลายด้วยบทว่า ปสฺสถ.
บทว่า เอตมฺปิ ได้แก่ โทษแม้นั้น บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เทฺว มมตฺตา ได้แก่ อาลัย ๒ อย่าง.
บทว่า ยาวตา เป็นนิบาตในอรรถว่ากำหนดตัด.
บทว่า ตณฺหาสงฺขาเตน ได้แก่ ส่วนแห่งตัณหา.
บทว่า สงฺขา สงฺขาตํ โดยความเป็นอย่างเดียวกันเหมือนในข้อ
ความว่า ก็ส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีตัณหาเป็นเหตุ เป็นต้น.
บทว่า สีมกตํ ได้แก่ เว้นจากโทษที่ไม่มีขอบเขต.
บทว่า มริยาทกตํ ความว่า ดุจในข้อความว่า พึงสมมติสีมามี-
โยชน์ ๑ เป็นอย่างยิ่ง เป็นต้น.
บทว่า โอธิกตํ ได้แก่ เว้นจากโทษที่ไม่มีกำหนดถ้อยคำดุจต้นไม้
ที่อยู่ในระหว่างแดนซึ่งกำหนดไว้.
บทว่า ปริยนฺตกตํ ได้แก่ กำหนดไว้ คือ ทำที่สุดรอบว่า ต้นไม้

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 355 (เล่ม 65)

ที่อยู่ในระหว่างแดนเป็นสาธารณะของทั้งสองฝ่าย ทำให้เป็นเหมือนแถว
ต้นตาลที่เนื่องเป็นอันเดียวกัน.
บทว่า ปริคฺคหิตํ ได้แก่ ถือเอาโดยอาการทั้งปวง พ้นที่ผู้อื่น
อาศัยแม้ในระหว่างกาล.
บทว่า มมายิตํ ได้แก่ ทำอาลัยเหมือนเสนาสนะของภิกษุผู้เข้า
จำพรรษา.
บทว่า อิทํ มม ได้แก่ ตั้งอยู่ในที่ใกล้.
บทว่า เอตํ มม ได้แก่ ตั้งอยู่ในที่ไกล.
บทว่า เอตฺตกํ ได้แก่ กำหนดบริขาร ดุจในข้อความว่า แม้
เพียงเท่านี้ก็ไม่พึงกล่าวตอบ.
บทว่า เอตฺตาวตา เป็นการกำหนดด้วยนิบาต แม้ในอรรถว่า
กำหนด ดุจในข้อความว่า ดูก่อนมหานาม ด้วยคำเพียงเท่านี้แล.
บทว่า เกวลมฺปิ มหาปฐวึ ได้แก่ แผ่นดินใหญ่เเม้ทั้งสิ้น.
บทว่า อฏฺฐสตตณฺหาวิปรีตํ ได้แก่ ขยายไปเป็นตัณหา ๑๐๘,
หากจะถามว่า เป็น ๑๐๘ ได้อย่างไร ? ตัณหาที่เป็นไปในชวนวิถีในจักขุ
ทวารเป็นต้นอย่างนี้ว่า รูปตัณหา ฯลฯ๑ ธรรมตัณหามีอารมณ์เช่นกับบิดา
ดุจได้นามฝ่ายบิดา ในข้อความมีอาทิอย่างนี้ว่า บุตรแห่งเศรษฐี บุตร
แห่งพราหมณ์ ดังนี้.
ก็ในบทนี้ ชื่อว่ารูปตัณหา เพราะอรรถว่าตัณหามีรูปเป็นอารมณ์
คือตัณหาในรูป, รูปตัณหานั้น ที่ยินดีรูปเป็นไปด้วยความกำหนัดในกาม
๑. สัททตัณหา, คันธตัณหา, รสตัณหา, โผฏฐัพพตัณหา.

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 356 (เล่ม 65)

ชื่อ กามตัณหา, ที่ยินดีเป็นไปอย่างนี้ว่า รูปเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ด้วย
ความกำหนัดที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ ชื่อ ภวตัณหา, ที่ยินดีเป็นไป
อย่างนี้ว่า รูปขาดสูญ พินาศ ตายแล้ว จักไม่เกิด ด้วยความกำหนัดที่
สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อ วิภวตัณหา, รูปตัณหามี ๓ อย่าง อย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้.
แม้สัททตัณหาเป็นต้น ก็เหมือนรูปตัณหา. ตัณหาเหล่านั้นเป็นตัณหา
วิปริต ๑๘. ตัณหาเหล่านั้น ในรูปภายในเป็นต้น ๑๘ ในรูปภายนอกเป็นต้น
๑๘ รวมเป็น ๓๖. ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็น
๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง รูปที่อาศัยรูปภายในเป็นต้นมีอาทิอย่างนี้ว่า เมื่อบทว่า
อสฺมิ มีอยู่ บทว่า อิตฺถสฺมิ ก็ย่อมมี, เพราะอาศัยรูปภายใน มี ๑๘
รูปที่อาศัยรูปภายนอกเป็นต้นว่า เมื่อบทว่า อสฺมิ มีอยู่ด้วยบทนี้ บทว่า
อิตฺถสฺมิ ก็ย่อมมีด้วย บทว่า เพราะอาศัยรูปภายนอก มี ๑๘ รวมเป็น ๓๖.
ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ แม้
อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ความว่า ชื่อว่าสักกายทิฏฐิเพราะ
อรรถว่า ทิฏฐิในกายนั้น ในเมื่อกายกล่าวคือขันธ์ปัญจกะมีอยู่ ด้วยอรรถว่า
มีอยู่ซึ่งเกิดขึ้นทำวัตถุที่เป็นไป ด้วยสามารถยึดถือเป็น ๔ ส่วน โดยนัยมี
อาทิว่า พิจารณารูปในรูปหนึ่ง ๆ แห่งขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น.
บทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิที่เป็นไปโดย
นัยมีอาทิว่าทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล. อีกอย่างหนึ่ง.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 357 (เล่ม 65)

ทิฏฐิที่ไม่แน่นอน เป็นทิฏฐิที่เหลวไหลเพราะยึดถือผิด ชื่อมิจฉาทิฏฐิ
ชื่อมิจฉาทิฏฐิเพราะอรรถว่า ทิฏฐิอันบัณฑิตทั้งหลายรังเกียจ เพราะไม่นำ
ประโยชน์มาดังนี้ก็มี.
มิจฉาทิฏฐินั้นมีความยึดมั่นโดยไม่แยบคายเป็นลักษณะ, มีความ
ยึดถือเป็น รส, มีความยึดมั่นผิดเป็น ปัจจุปปัฏฐาน, มีความเป็นผู้ใคร่
เห็นพระอริยะทั้งหลายเป็น ปทัฏฐาน, พึงเห็นว่า มีโทษอย่างยิ่ง.
บทว่า ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็น
ไปโดยนัยเป็นต้นว่า โลกเที่ยง, โลกไม่เที่ยง, โลกมีที่สุด, เป็นไปอย่างนี้
ด้วยสามารถทำส่วนหนึ่ง ๆ เป็นที่ตั้งยึดถือ ชื่ออันตัคคาหิกาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.
บทว่า ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่มีชาติอย่างนี้.
บทว่า ทิฏฺฐิคตํ ได้แก่ ความเป็นไปในทิฏฐิทั้งหลาย. ทัศนะนี้
ชื่อว่า ทิฏฺฐิคตํ เพราะอรรถว่า หยั่งลงในภายในแห่งทิฏฐิ ๖๒.
รกชัฏเพราะอรรถว่าก้าวล่วงได้ยากคือทิฏฐิ ชื่อว่า รกชัฏคือทิฏฐิ
ดุจรกชัฏหญ้า รกชัฏป่า รกชัฏภูเขา.
ชื่อว่า กันดารคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้าที่น่ารังเกียจ
ดุจกันดารเพราะโจร กันดารเพราะสัตว์ร้าย กันดารเพราะขาดน้ำ และ
ดันดารเพราะข้าวยากหมากแพง.
ชื่อว่า เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่าแทงตลอด และ
เพราะอรรถว่าทวนซึ่งสัมมาทิฏฐิ. ด้วยว่ามิจฉาทัศนะเมื่อเกิดขึ้นย่อมแทง
ตลอด และทวนสัมมาทัศนะ.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 358 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่า ดิ้นรนจนผิดรูป
ด้วยทิฏฐิ เพราะบางครั้งก็ยึดถือความเที่ยง บางครั้งก็ยึดถือความขาดสูญ.
ก็คนผู้มีทิฏฐิย่อมไม่อาจตั้งมั่นในอารมณ์เดียว บางครั้งก็คล้อยไปตามความ
เที่ยง บางครั้งก็คล้อยไปตามความขาดสูญ.
ชื่อว่า ทิฏฐิสังโยชน์ เพราะอรรถว่า ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าสังโยชน์
ด้วยอรรถว่า ผูกพันไว้.
ชื่อว่า คาหะ ความถือ เพราะอรรถว่า ถือเอาอารมณ์ไว้มั่น
ดุจจระเข้เป็นต้นคาบบุรุษ.
ชื่อว่า ย่อมตั้งมั่น เพราะความตั้งมั่น. จริงอยู่ทิฏฐินี้ตั้งมั่นแล้ว
ถือเอาด้วยปวัตติภาพที่มีกำลัง.
ชื่อว่า อภินิเวส ยึดมั่น เพราะอรรถว่าย่อมยึดมั่นว่าเที่ยงเป็นต้น.
ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะอรรถว่า ลูบคลำไปข้างหน้าว่าเที่ยงเป็นต้น
ก้าวล่วงสภาวะแห่งธรรม.
ชื่อว่า มิจฉามัคคะ ทางชั่ว เพราะอรรถว่าทางที่บัณฑิตรังเกียจ
เพราะไม่นำประโยชน์มาหรือทางแห่งอบายที่บัณฑิตรังเกียจ.
ชื่อว่า มิจฉาปถะ เพราะเป็นทางที่ไม่แน่นอน, เหมือนอย่างว่า
ทางที่คนหลงทิศยึดถือว่า นี้เป็นทางของบ้านชื่อโน้น ย่อมไม่ทำให้เขาถึง
บ้านนั้นได้ ฉันใด ทิฏฐิที่คนมีทิฏฐิยึดถือเอาว่า เป็นทางสู่สุคติ ก็ไม่ส่ง
เขาให้ถึงสุคติได้ ฉันนั้น ดังนั้นจึงชื่อว่า ทางผิด เพราะเป็นทางที่ไม่ถูก.
ชื่อว่า ความเห็นผิด เพราะมีความเห็นผิดเป็นสภาวะ.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 359 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ท่า เพราะอรรถว่า เป็นที่ข้ามแห่งคนพาลทั้งหลาย โดย
หมุนไปรอบในที่นั้นเอง. ท่านั้นด้วยเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศทั้งหลาย
ด้วย ดังนั้นจึงชื่อว่า ติตถายตนะ ลัทธิเดียรถีย์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อายตนะ ด้วยอรรถว่า เป็นประเทศที่เกิด และเป็นที่อยู่อาศัยของเดียรถีย์
ทั้งหลาย ดังนั้นจึงชื่อว่า ลัทธิเดียรถีย์ ความถือที่เป็นความแสวงหาผิด
หรือความถือโดยความแสวงหาผิด ดังนั้นจึงชื่อว่า ความถือโดยแสวงหาผิด.
ความถือผิดสภาวะ ชื่อว่าความถือวิปริต ความถือที่เปลี่ยนแปลง
ไปโดยนัยเป็นต้นว่า ถือในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ชื่อว่าความถือวิปลาส.
ความไม่ถือเอาโดยอุบาย ชื่อว่า ความถือผิด. ความถือในเรื่อง
ที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่สภาวะ ว่า แท้ แน่นอนเป็นสภาวะ ชื่อว่า ความ
ถือในสิ่งที่ไม่แน่นอนว่าแน่นอน.
บทว่า ยาวตา ได้แก่ มีประมาณเท่าใด.
บทว่า ทฺวาสฏฺฐิทฺฐิคตานิ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ ที่มาในพรหม-
ชาลสูตร.
บทว่า อจฺเฉทสงฺกิโนปิ ผนฺทนฺติ ความว่า แม้ผู้มีความหวาด
ระแวงเกิดขึ้นว่า คนทั้งหลายจักแย่งชิงข่มขี่ถือเอาโดยพลการ ย่อมหวั่นไหว.
บทว่า อจฺฉิชฺชนฺเตปิ ได้แก่ ในเมื่อเขากำลังแย่งชิงโดยนัยที่
กล่าวแล้วบ้าง.
บทว่า อจฺฉินฺเนปิ ได้แก่ ในเมื่อเขาแย่งชิงถือเอาแล้วโดยนัยที่
กล่าวแล้วบ้าง.

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 360 (เล่ม 65)

บทว่า วิปริณามสงฺกิโนปิ ได้แก่ แม้ผู้มีความหวาดระแวง โดย
ความเป็นแปลงเป็นอย่างอื่นบ้าง.
บทว่า วิปริณามนฺเตปิ ได้แก่ ในเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง.
บทว่า วิปริณเตปิ ได้แก่ เมื่อวัตถุนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง.
บทว่า ผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหว.
บทว่า สุมฺผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหวโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า วิปฺผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหวโดยอาการมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า เวธนฺติ ได้แก่ เห็นภัยแล้วหวั่นไหว.
บทว่า ปเวธนฺติ ได้แก่ หวั่นไหวเป็นพิเศษ เพราะภัยที่น่า
หวาดเสียว.
บทว่า สมฺปเวธนฺติ ได้แก่ หวั่นไหวโดยอาการทั้งปวง เพราะ
ภัยที่ทำให้ขนลุกขนพอง.
บทว่า ผนฺทมาเน เป็นทุติยาวิภัตติ พหุวจนะ.
บทว่า อปฺโปทเก ได้แก่ มีน้ำน้อย.
บทว่า ปริตฺโตทเก ได้แก่ มีน้ำนิดหน่อย.
บทว่า อุทกปริยาทาเน ได้แก่ มีน้ำสิ้นไป.
บทว่า พลากาหิ วา ได้แก่ ฝูงปักษีที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปริปาติยมานา ได้แก่ เบียดเบียนอยู่ กระทบกระทั่งอยู่.
บทว่า อุกฺขิปิยมานา ได้แก่ นำมาแต่ระหว่างเปือกตม หรือ
กลืนกิน.

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 361 (เล่ม 65)

บทว่า ขชฺชมานา ได้แก่ เคี้ยวกินอยู่. ปลาทั้งหลายย่อมดิ้นรน
เพราะฝูงกา ย่อมกระเสือกกระสนเพราะฝูงเหยี่ยว ย่อมทุรนทุรายเพราะฝูง
นกยาง ย่อมหวั่นไหวด้วยสามารถแห่งความตายในเวลาที่ถูกคาบด้วยจะงอย
ปาก ย่อมเอนเอียงในเวลาถูกจิก ย่อมกระสับกระส่ายในเวลาใกล้ตาย.
บทว่า ปสฺสิตฺวา ได้แก่ เห็นโทษมิใช่คุณ.
บทว่า ตุลยิตฺวา ได้แก่ เปรียบเทียบคุณและโทษ.
บทว่า ติรยิตฺวา ได้แก่ ยังคุณและโทษให้พิสดาร.
บทว่า วิภาวยิตฺวา ได้แก่ ปล่อยคือเว้นวัตถุอันทราม.
บทว่า วิภูตํ กตฺวา ได้แก่ ให้ถึงความสำเร็จ คือยกเว้น.
อีกอย่างหนึ่ง เห็นด้วยการเปลื้องโทษที่เกลื่อนกล่นแล้วจำแนกเป็น
เรื่อง ๆ. เทียบเคียงด้วยการเปลื้องโทษที่ไม่มีกำหนดแล้วทำการกำหนด,
พิจารณาด้วยการเปลื้องวัตถุโทษแล้วแบ่งเป็นส่วน ๆ. ตรวจตราด้วยการ
เปลื้องโทษความลุ่มหลงแล้วตีราคา ทำให้แจ่มแจ้งด้วยการเปลื้องโทษความ
เป็นก้อนแล้วแบ่งส่วนตามปกติ.
บทว่า ปหาย ได้แก่ ละแล้ว
บทว่า ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ได้แก่ สละคืนแล้ว.
บทว่า อมมายนฺโต ได้แก่ ไม่กระทำอาลัยด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า อคฺคณฺหนฺโต ได้แก่ ไม่ถือเอาส่วนเบื้องต้นแห่งทิฏฐิ
ด้วยปัญญา.
บทว่า อปรามสนฺโต ได้แก่ ไม่การทำการสละลงด้วยวิตก.
บทว่า อนภินิวิสนฺโต ได้แก่ ไม่เข้าไปด้วยทิฏฐิที่ก้าวลงแน่นอน.

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 362 (เล่ม 65)

บทว่า อกุพฺพมาโน ได้แก่ ไม่กระทำด้วยตัณหาเครื่องยึดถือ.
บทว่า อชนยมาโน ได้แก่ ไม่ให้เกิดด้วยตัณหาที่ให้เกิดในภพใหม่.
บทว่า อสญฺชนฺยมาโน ได้แก่ ไม่ให้เกิดพร้อมเป็นพิเศษ.
บทว่า อนิพฺพตฺตยมาโน ได้แก่ ไม่ให้บังเกิดด้วยตัณหาคือ
ความปรารถนา.
บทว่า อนภินิพฺพตฺตยมาโน ได้แก่ ไม่ให้บังเกิดเฉพาะด้วย
อาการทั้งปวง, อีกอย่างหนึ่ง บทเหล่านี้ ท่านขยายความด้วยอุปสรรค.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความยินดีด้วยคาถาแรก และโทษ
ด้วย ๔ คาถาต่อจากนั้น ในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เพื่อจะแสดงการสลัด
ออกพร้อมด้วยอุบาย และอานิสงส์แห่งการสลัดออก, หรือแสดงโทษความ
ต่ำช้าและความเศร้าหมองของกามทั้งหลายด้วยคาถาเหล่านี้ ทั้งหมด บัดนี้
เพื่อจะแสดงอานิสงส์ในเนกขัมมะ ท่านจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า อุโภสุ
อนฺเตสุ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภสุ อนฺเตสุ ได้แก่ ในที่สุดที่
กำหนดไว้เป็นคู่ ๆ มีผัสสะและผัสสสมุทัยเป็นต้น.
บทว่า วิเนยฺย ฉนฺทํ ได้แก่ กำจัดฉันทราคะ.
บทว่า ผสฺสํ ปริญฺญาย ได้แก่ กำหนดรู้นามรูปแม้ทั้งสิ้น คือ
ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้น หรืออรูปธรรมแม้ทั้งสิ้นที่สัมปยุตด้วยผัสสะนั้น
โดยทำนองแห่งผัสสะและรูปธรรม โดยมีวัตถุทวารของอรูปธรรมเหล่านั้น
เป็นอารมณ์ ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า อนานุคิทฺโธ ได้แก่ ไม่ติดใจในธรรมทั้งปวงมีรูป เป็นต้น.

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 363 (เล่ม 65)

บทว่า ยทตฺตครหี ตทกุพฺพมาโน ความว่า ไม่กระทำกรรมที่ตน
ติเตียน.
บทว่า น ลิมฺปตี ทิฏฺฐสุเตสุ ธีโร ความว่า ธีรชนผู้ถึงพร้อม
ด้วยปัญญาเห็นปานนี้นั้น ย่อมไม่ติดด้วยการติดแม้สักอย่างหนึ่งแห่งการติด
ทั้งสองในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เห็นแล้วและฟังแล้ว คือไม่ติดอะไร ๆ เหมือน
อากาศ ย่อมเป็นผู้ถึงความผ่องแผ้วยิ่งนัก.
บทว่า ผสฺโส เอโก อนฺโต ได้แก่ ผัสสะเป็นกำหนดอันหนึ่ง.
ชื่อว่า ผัสสะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง ผัสสะนี้นั้น มีการถูกต้องเป็น
ลักษณะ, มีการเสียดสีเป็นรส, มีการประชุมเป็นปัจจุปปัฏฐาน, มี.
อารมณ์ที่อยู่ในคลองเป็นปทัฏฐาน.
ก็ผัสสะนี้แม้เป็นอรูปธรรม ก็เป็นไปโดยอาการถูกต้องในอารมณ์นั้น
แล ดังนั้นจึงชื่อว่า มีการถูกต้องเป็นลักษณะ, และแม้ไม่ติดแน่นเป็น
เอกเทส ก็เสียดสี ดุจรูปเสียดสีจักษุ เสียงเสียดสีหู จิตเสียดสีอารมณ์ ดังนั้น
จึงชื่อว่า มีการเสียดสีเป็นรส, อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า มีการเสียดสี
เป็นรส ด้วยรสแม้มีอรรถว่าสมบัติ เพราะเกิดขึ้นแต่การเสียดสีของวัตถุ
และอารมณ์. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า ผัสสะที่เป็นไปใน
ภูมิ ๔ ที่จะชื่อว่าไม่มีการถูกต้องเป็นลักษณะนั้นย่อมไม่มี ก็ผัสสะที่มีการ
เสียดสีเป็นรส ย่อมเป็นไปในทวาร ๕ ทีเดียว ด้วยว่า คำว่า มีการถูกต้อง
เป็นลักษณะก็ดี มีการเสียดสีเป็นรสก็ดี เป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปในทวาร
๕, คำว่า มีการถูกต้องเป็นลักษณะ, มิใช่มีการเสียดสีเป็นรส เป็นชื่อ
ของผัสสะที่เป็นไปทางมโนทวาร และท่านกล่าวคำนี้แล้ว ได้นำพระสูตร

363