ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 344 (เล่ม 65)

บทว่า ลหุกํ ได้แก่ เบาพร้อม ดุจในข้อความว่า ปฏิเสธความ
เกียจคร้าน เป็นไปรวดเร็วอย่างนี้เป็นต้น.
บทว่า อิตฺตรํ ได้แก่ เร็ว ปฏิเสธอย่างแข็งแรง ดุจในข้อความว่า
ภักดีเดี๋ยวเดียว ศรัทธาเดี๋ยวเดียว เป็นต้น.
บทว่า อนทฺธนิกํ ได้แก่ ทนอยู่ได้ไม่นานด้วยสามารถแห่งกาล
ดุจในข้อความว่า ตลอดกาลยาวนาน เป็นต้น.
บทว่า น จิรฏฐิติกํ ความว่า ชื่อว่า ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะ
อรรถว่า ตั้งอยู่ไม่นานในวัน ๆ ปฏิเสธวัน ดุจในข้อความว่า พระสัทธรรม
ดำรงอยู่ไม่นาน เป็นต้น.
บทว่า ตาวตึสานํ ความว่า ชื่อว่าดาวดึงส์ เพราะอรรถว่า ชน
๓๓ คน เกิดขึ้นในภพนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าว คำว่าดาวดึงส์ว่า
เป็นชื่อของเทวดาเหล่านั้น ดังนี้ก็มี, เทวดาแม้เหล่านั้น อยู่บรรพตก็มี
อยู่ในอากาศก็มี อยู่ต่อ ๆ กันไปถึงจักรวาลบรรพต ชั้นยามาเป็นต้น
ก็เหมือนกัน ก็แม้ในเทวโลกชั้น ๑ เหล่าเทวดาที่อยู่ต่อ ๆ กันไปไม่ถึง
จักรวาลบรรพต ย่อมไม่มี.
ชื่อว่า ยามา เพราะอรรถว่า ไป, คือถึง, ได้แก่ บรรลุถึงซึ่ง
ทิพยสุข.
ชื่อว่า ดุสิต เพราะอรรถว่า ยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว.
ชื่อว่า นิมมานรดี เพราะอรรถว่า เนรมิตโภคะทั้งหลายตามที่
ชอบใจแล้วยินดีอยู่ในกาลที่ประสงค์จะยินดีด้วยโภคะที่เกินกว่าอารมณ์ที่ตก
แต่งไว้ตามปกติ.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 345 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตดี เพราะอรรถว่า ยังอำนาจให้เป็นไปใน
โภคะทั้งหลายที่เทวดาเหล่าอื่นรู้วาระจิตเนรมิตให้.
ชื่อว่า เนื่องในหมู่พรหม เพราะอรรถว่า ประกอบแล้วด้วยธรรม
เป็นเครื่องสืบต่อพรหมธรรมในหมู่พรหม, รูปพรหมแม้ทั้งหมด ท่านถือ
เอาแล้ว.
บทว่า คมนีโย แปลว่า ต้องไป.
บทว่า สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก.
บทว่า โย ภิกฺขเว จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ ความว่า ผู้ใด
ดำรงอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี.
บทว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย ความว่า ผู้ที่ดำรงอยู่เกิน ๑๐๐ ปี
ชื่อว่าดำรงอยู่ถึง ๒๐๐ ปีไม่มี.
บทว่า หิเฬยฺย นํ ความว่า พึงดูหมิ่นชีวิตนั้น คือพึงคิดเป็น
สิ่งเลวทราม. ท่านกล่าวว่า หิเฬยฺยานํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า อจฺจยนฺติ ได้แก่ ย่อมก้าวล่วง.
บทว่า อโหรตฺตา ได้แก่ กำหนดคืนและวัน.
บทว่า อุปรุชฺฌติ ความว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมดับ คือเข้าถึงความ
ไม่มี.
บทว่า อายุ ขียติ มจฺจานํ ความว่า อายุสังขารของสัตว์ทั้ง
หลายย่อมถึงความสิ้นไป.
บทว่า กุนฺนทีนํว โอทกํ ความว่า น้ำในแม่น้ำน้อยที่ขาดน้ำ
ย่อมสิ้นไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป ฉันนั้น. ก็โดยปรมัตถ์

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 346 (เล่ม 65)

ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยเหลือเกิน เพียงเป็นไปชั่วขณะจิตเดียว
เท่านั้น ล้อรถเมื่อหมุนก็หมุนด้วยประเทศแห่งดุมอย่างเดียวเท่านั้น, เมื่อ
ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ด้วยประเทศแห่งดุมอย่างเดียวนั่นแหละ ฉันใดชีวิตของสัตว์
ทั้งหลายนั้น เป็นไปชั่วขณะจิตเดียว ฉันนั้น พอจิตดวงนั้นดับ ท่านเรียก
สัตว์ว่า ดับ คือ ตาย.
บทว่า ธีรา ได้แก่ นักปราชญ์ ธีรา อีกบท ๑ ได้แก่ บัณฑิต.
บทว่า ธิติมา ความว่า ชื่อว่า ธิติมา เพราะอรรถว่า มีปัญญา
เป็นเครื่องทรง.
บทว่า ธิติสมฺปนฺนา ความว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.
บทว่า ธิกฺกิตปาปา ความว่า ผู้ติเตียนบาป. เพื่อจะแสดงปริยาย
ของบทนั้นนั่นแล พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ธี วุจฺจติ ปญฺญา
ปัญญาเรียกว่า ธี ดังนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ทั่ว, รู้ทั่ว
อะไร ? รู้ทั่วอริยสัจทั้งหลาย โดยนัยว่า นี้ทุกข์ เป็นต้น. แต่ในอรรถกถา
ท่านกล่าวว่า ปัญญา ด้วยสามารถประกาศให้รู้ทั่ว ประกาศให้รู้ทั่วว่า
อย่างไร ? ประกาศให้รู้ทั่วว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ปัญญานั้น ชื่อว่า
อินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ เพราะครอบงำอวิชชาเสียได้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่า ให้กระทำความเป็น
ใหญ่ ในลักษณะที่ปรากฏ. อินทรีย์คือปัญญา ชื่อว่า ปัญญินทรีย์.
ก็ปัญญานี้นั้นมีความสว่างเป็นลักษณะ และมีความรู้ทั่วเป็น

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 347 (เล่ม 65)

ลักษณะเหมือนอย่างว่า ในเรือนมีฝา ๔ ด้าน เวลากลางคืน เมื่อจุด
ประทีป ความมืดย่อมหายไป ความสว่างย่อมปรากฏ ฉันใด ปัญญามี
ความสว่างเป็นลักษณะก็ฉันนั้น. ชื่อว่าแสงสว่างที่เสมอด้วยแสงสว่างแห่ง
ปัญญา ไม่มี. ก็เมื่อผู้มีปัญญานั่งโดยบัลลังก์เดียว หมื่นโลกธาตุย่อมมี
แสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. เพราะเหตุนั้นพระเถระจึงกล่าวว่า มหาบพิตร
บุรุษถือประทีปน้ำมันเข้าไปในเรือนที่มืด ประทีปเข้าไปแล้วย่อมกำจัด
ความมืดให้เกิดแสงสว่างส่องแสงสว่าง ทำรูปทั้งหลายให้ปรากฏได้ ฉันใด
มหาบพิตร ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืดคือ
อวิชชา ให้เกิดแสงสว่างคือวิชชา ส่องแสงแห่งญาณ ทำอริยสัจ ๔ ให้
ปรากฏได้. มหาบพิตร ปัญญามีความสว่างเป็นลักษณะอย่างนี้ทีเดียวแล.
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนแพทย์ผู้ฉลาด ย่อมรู้โภชนะเป็นต้น ที่เป็น
สัปปายะและไม่เป็นสัปปายะ ของผู้ป่วยได้ทั้งหลาย ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้น
เมื่อเกิดขึ้น ย่อมรู้ทั่วซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและอกุศลที่ควรเสพและ
ไม่ควรเสพ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว และมีส่วนเปรียบ. สมจริงดัง
คำที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส เพราะอรรถว่า ย่อมรู้ทั่ว
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญา รู้ทั่วอะไร ? รู้ทั่วว่า นี้ทุกข์ ดังนี้. คำนี้
พึงให้พิสดาร พึงทราบความที่ปัญญานั้น มีความรู้ทั่วเป็นลักษณะอย่างนี้.
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามีการแทงตลอดตามภาวะเป็นลักษณะ, หรือ
มีการแทงตลอดไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ ดุจการแทงตลอดของลูกธนู
ของผู้ฉลาด, มีความสว่างในอารมณ์เป็นรส ดุจประทีป มีความไม่ลุ่มหลง
เป็นปัจจุปปัฏฐาน ดุจคนชำนาญป่าไปป่า ฉะนั้น.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 348 (เล่ม 65)

บทว่า ขนฺธธีรา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีปัญญาในขันธ์ เพราะ
อรรถว่า ยังญาณให้เป็นไปในขันธ์ ๕, ชื่อว่า ผู้มีปัญญาในธาตุ เพราะ
อรรถว่า ยังญาณให้เป็นไปในธาตุ ๑๘, แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็พึง
นำความไปประกอบโดยนัยนี้.
บทว่า เต ธีรา เอวมาหํสุ ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นกล่าวไว้
แล้วอย่างนี้.
บทว่า กเถนฺติ ได้แก่ กล่าวว่า น้อย นิดหน่อย.
บทว่า ภณนฺติ ได้แก่ หน่อยหนึ่ง เป็นไปชั่วขณะ.
บทว่า ทีปยนฺติ ได้แก่ เริ่มตั้งว่า เร็ว เดี๋ยวเดียว.
บทว่า โวหรนฺติ ได้แก่ แถลงด้วยวิธีต่าง ๆ ว่า ตั้งอยู่ตลอดกาล
ไม่ช้า ดำรงอยู่ได้ไม่นาน.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความเกิดขึ้นแห่งความพินาศของพวกที่
ไม่การทำอย่างนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ปสฺสามิ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามิ ได้แก่เห็นด้วยมังสจักษุเป็น
ต้น.
บทว่า โลเก ได้แก่ ในอบายเป็นต้น.
บทว่า ปริผนฺทมานํ ได้แก่ ดิ้นรนไปข้างโน้นด้วยข้างนี้ด้วย.
บทว่า ปชํ อิมํ ได้แก่ หมู่สัตว์นี้.
บทว่า ตณฺหาคตํ ได้แก่ ผู้ไปในตัณหา. อธิบายว่า ถูกตัณหา
ครอบงำให้ตกลงไป.
บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 349 (เล่ม 65)

บทว่า หีนา นรา ได้แก่นรชนผู้มีการงานเลว.
บทว่า มจฺจุมุเข ลปนฺติ ความว่า คร่ำครวญอยู่ในปากแห่ง
มรณะที่ถึงในกาลที่สุด.
บทว่า อวีตตณฺหา เส ได้แก่ ยังไม่ปราศจากตัณหา.
บทว่า ภวา ได้แก่ กามภพเป็นต้น.
บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพน้อยภพใหญ่. ท่านอธิบายว่า ในภพทั้งหลาย
บ่อย ๆ.
บทว่า ปสฺสามีติ มํสจกฺขุนาปิ ปสฺสามิ ความว่า มังสจักษุ ๒
อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ปสาทจักษุ. ก้อนเนื้อที่กำหนดด้วยความโค้ง
ของลูกตา ๒ ข้าง คือข้างล่างด้วยกระดูกเบ้าตา ข้างบนด้วยกระดูกคิ้ว
ข้างนอกด้วยขนตา เกี่ยวเนื่องด้วยสมองซึ่งมีเส้นเอ็นแล่นออกท่ามกลางเบ้า
ตาวิจิตรด้วยวงดำเป็นตาขาวตาดำ นี้ชื่อ สสัมภารจักษุ. ประสาทซึ่งผูก
ที่ก้อนเนื้อนี้ ติดเนื่องในชิ้นเนื้อนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้ชื่อ ปสาทจักษุ
ซึ่งประสงค์ในที่นี้.
ปสาทจักษุนั่นนั้นยังเยื่อหุ้มจักษุ ๗ ชั้นให้เอิบอาบ เหมือนปุยนุ่น
ชุ่มในน้ำมันในปุยนุ่น ๗ ชั้น ในวงกลมที่เห็นในประเทศที่เกิดขึ้นแห่ง
สัณฐานสรีระ ของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางดวงตาดำซึ่งล้อมรอบ
ดวงตาขาวของสสัมภารจักษุนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร ตาม
สมควรแก่จักขุวิญาณเป็นต้น สักว่าพอมีโอกาสโดยประมาณตั้งอยู่.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 350 (เล่ม 65)

ปสาทจักษุนั้น ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่า บอกให้รู้จักอะไร ๆ.
ข้าพเจ้าเห็นด้วยมังสจักษุนั้น.
บทว่า ทิพฺพจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์.
บทว่า ปญฺญาจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยปัญญาจักษุที่มาอย่างนี้ว่า ธรรม
จักษุที่ปราศจากธุลีไม่มีมลทินเกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า พุทฺธจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยพุทธจักษุที่มาอย่างนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราตรวจดูอยู่ซึ่งโลกด้วย พุทธจักษุ ได้เห็นแล้วแล.
บทว่า สมนฺตจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยสมันตจักษุ ที่มาอย่างนี้ว่า
สัพพัญญุตญาณท่านเรียกว่า สมันตจักษุ.
บทว่า ปสฺสามิ ได้แก่ เห็นรูปด้วยมังสจักษุ เหมือนเห็นมะขาม
ป้อมในฝ่ามือด้วยมังสจักษุ.
บทว่า ทกฺขามิ ความว่า รู้พร้อมซึ่งจุติและอุบัติด้วยทิพยจักษุ.
บทว่า โอโลเกมิ ความว่า ตรวจดูอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาจักษุ.
บทว่า นิชฺฌายามิ ความว่า คิดอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น ด้วย
พุทธจักษุ.
บทว่า อุปปริกฺขามิ ความว่า เห็นโคตรอบ คือแสวงหาทางที่
ควรแนะนำ ๕ ประการ ด้วยสมันตจักษุ.
บทว่า ตณฺหาผนฺทนาย ผนฺทมานํ ได้แก่ หวั่นไหวด้วยความ
หวั่นไหวเพราะตัณหา. ความดิ้นรนเพราะทิฏฐิเป็นต้น ต่อจากนี้ ซึ่งมี

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 351 (เล่ม 65)

สัตว์ผู้ดิ้นรนเพราะทุกข์คือความพินาศแห่งทิฏฐิเป็นที่สุด ง่ายทั้งนั้น เพราะ
มีนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า สมฺผนฺทมานํ ได้แก่ ดิ้นรนบ่อย ๆ.
บทว่า วิปฺผนฺทนานํ ได้แก่ หวั่นไหวด้วยวิธีต่าง ๆ.
บทว่า เวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่.
บทว่า ปเวธฺมานํ ได้แก่ สั่นด้วยความเพียร.
บทว่า สมฺปเวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่บ่อย ๆ, อีกอย่างหนึ่ง ท่าน
ขยายบทด้วยอุปสรรค.
บทว่า ตณฺหานุคตํ ได้แก่ เข้าไปตามตัณหา.
บทว่า ตณฺหานุสฏํ ได้แก่ แผ่ไปตามตัณหา.
บทว่า ตณฺหายาปนฺนํ ได้แก่ จมลงในตัณหา.
บทว่า ตณฺหายา ปาติตํ ได้แก่ อันตัณหาซัดไป. ปาฐะว่า ปริปา-
ติตํ ก็มี.
บทว่า อภิภูตํ ได้แก่ อันตัณหาย่ำยีคือท่วมทับแล้ว.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตํ ได้แก่ มีจิตอันตัณหายึดไว้หมดสิ้น.
อีกอย่างหนึ่ง ไปในตัณหาเหมือนไปตามห้วงน้ำ, ไปตามตัณหา
เหมือนตกไปตามปัจจัยแห่งรูปที่มีวิญญาณครอง, ซ่านไปตามตัณหา เหมือน
แหนแผ่ปิดหลังน้ำจมอยู่ในตัณหา. เหมือนจมลงในหลุมอุจจาระ, อัน
ตัณหาให้ตกไป เหมือนตกจากยอดไม้ลงเหว, อันตัณหาครอบงำ เหมือน
ประกอบรูปที่มีวิญญาณครอง.๑ มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว เหมือนมี
วิปัสสนาเกิดขึ้นแก่ผู้กำหนดรูปที่มีวิญญาณครอง๑.
๑. รูปอันตัณหาและทิฏฐิเข้าไปยึดไว้โดยความเป็นผลและเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 352 (เล่ม 65)

อีกอย่างหนึ่งไปในตัณหา ด้วยกามฉันทะ ไปตามตัณหาด้วยความ
กระหายในกาม, ซ่านไปตามตัณหาด้วยความหมักดองในกาม, จมอยู่ใน
ในตัณหา ด้วยความเร่าร้อนเพราะกาม, อันตัณหาให้ตกไปด้วยความจบ
สิ้นเพราะกาม, อันตัณหาครอบงำเพราะโอฆะคือกาม, มีจิตอันตัณหาครอบ
งำแล้ว เพราะยึดมั่นกาม, อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า กามภเว ได้แก่ ภพกามาพจร.
บทว่า รูปภเว ได้แก่ ภพรูปาพจร.
บทว่า อรูปภเว ได้แก่ ภพอรูปาพจร. ความต่างกันของภพเหล่า
นั้นได้ประกาศแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า ภวาภเวสู ภวาภเว ความว่า บทว่า ภโว ได้แก่
กามธาตุ บทว่า อภโว ได้แก่ รูปธาตุและอรูปธาตุ.
อีกอย่างหนหลัง บทว่า ภโว ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ.
บทว่า อภโว ได้แก่ อรูปธาตุ. ในภพน้อยภพใหญ่เหล่านั้น.
บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ.
บทว่า ปุนพฺภเว ได้แก่ วิปากวัฏที่เป็นไปในภพใหม่.
บทว่า กามภเว ได้แก่ กามธาตุ.
บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ. ในบทเหล่านั้น กรรมภพ
ชื่อว่า ภพ เพราะอรรถว่า ทำให้เกิด.
บทว่า กามภเว ปุนพฺภเว ได้แก่ วิปากวัฏ ซึ่งเป็นภพที่เข้าถึง

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 353 (เล่ม 65)

กามธาตุ. วิปากภพ ชื่อว่า ภพ เพราะอรรถว่า เกิด แม้ในรูปภพ
เป็นต้นก็นั้นแหละ.
และคำว่า กามภเว รูปภเว อรูปภเว ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอา
โอกาสภพ.
ในภพทั้ง ๓ บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ.
บทว่า ปุนพฺภเว ท่านกล่าวหมายเอาอุบัติภพเหมือนกัน.
บทว่า ปุนปฺปุนํ ภเว ได้แก่ ในการเกิดขึ้นไป ๆ มา ๆ.
บทว่า คติยา ได้แก่ คติ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ได้แก่ ความบังเกิดขึ้นแห่ง
อัตภาพทั้งหลาย.
บทว่า อวีตตณฺหา เป็นบทเดิม.
บทว่า อวิคตตณฺหา ความว่า ชื่อว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะ
อรรถว่า ยังปราศจากตัณหาไม่ได้ เพราะไม่มีขณิกปหานะ ดุจขณิกสมาธิ.
บทว่า อจฺจตฺตตณหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่สละแล้ว
เพราะอรรถว่า มีตัณหายังสละไม่ได้ เพราะไม่มีตทังคปหานะ.
บทว่า อวนฺตตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่สำรอกแล้ว
เพราะอรรถว่า มีตัณหายังสำรอกไม่ได้ เพราะไม่มีวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า อมุตฺตตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่พ้นไปแล้ว
เพราะอรรถว่ามีตัณหายังพ้นไปไม่ได้ เพราะไม่มีสมุจเฉทปหานะล่วงส่วน.
บทว่า อปฺปหีนตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่ละเสียแล้ว
เพราะอรรถว่า มีตัณหายังละไม่ได้ เพราะไม่มีปฏิปัสสัทธิปหานะ.

353