ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 334 (เล่ม 65)

บทว่า น ชีวิสฺสติ ความว่า แม้จะกล่าวว่าจักเป็นอยู่ในอนาคต
ก็ไม่ได้.
คาถานี้ว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ ดังนี้ ท่านกล่าว
หมายเอาปัญจโวการภพนั่นแล เพราะถูกทุกขเวทนาที่ได้มาเพราะยังไม่พ้น
ปัญจโวการภพยึดไว้. อย่างไร ?
บทว่า ชีวิตํ ได้แก่ สังขารขันธ์โดยหัวข้อคือชีวิต.
บทว่า อตฺตภาโว ได้แก่รูปขันธ์. สุขและทุกข์กระทำอุเบกขา
เวทนาไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า เวทนาขันธ์ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า
อุเบกขาท่านกล่าวว่า สุข นั่นเที่ยวเพราะมีอยู่.
วิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวว่า จิต.
แม้สัญญาขันธ์ ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้แล้วด้วยสามารถแห่งการ
มุ่งลักษณะ เพราะมีลักษณะเดียวกันกับลักษณะแห่งขันธ์ เพราะขันธ์ ๔
เหล่านี้ ท่านได้กล่าวไว้แล้วแล.
ความเป็นประธานแห่งอรูปธรรม ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า
เอกจิตฺตสมายุตฺตา เพราะความไม่เป็นไปแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน
เป็นต้น ซึ่งพ้นอรูปธรรมในขันธ์ ๕ ที่กล่าวแล้วอย่างนี้.
แม้รูปในอสัญญีสัตว์ ย่อมเป็นไปไม่พ้นกำลังกรรมเข้าไปสั่งสมไว้
ในที่นี้ อย่างไร ? แม้รูปของผู้เข้านิโรธทั้งหลายก็เป็นไปไม่พ้นกำลังแห่ง
ปฐมสมาบัติเลย.
ความเป็นประธานแห่งจิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้วว่า เอกจิตฺต-
สมายุตฺตา ด้วยความเป็นเหตุแห่งประธานของความเป็นไปแห่งรูป ใน

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 335 (เล่ม 65)

ฐานะที่เป็นไปแห่งตนของอรูปธรรมซึ่งมีสภาวะกระทำความเป็นไปแห่งรูป
ให้เป็นของมีอยู่ของตนทีเดียวเป็นไป แม้ในฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของตน
อย่างนี้. เมื่อรูปยังดำรงอยู่นั่นแล ชื่อว่าความดับของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้
ด้วยความดับแห่งจิตที่เป็นประธานของความเป็นไปแห่งรูป ในปวัตติกาล
ในปัญจโวการภพ ด้วยประการฉะนี้. ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ลหุโส
วตฺตเต ขโณ สามารถแห่งอรูปธรรมนั่นเอง.
อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายจุติจิตในปัญจโวการภพ.
เมื่อท่านกล่าวอยู่อย่างนี้ บทว่า สุขทุกฺขา จ ได้แก่ สุขเวทนาที่เป็น
ไปทางกายและทางจิต และทุกขเวทนาที่เป็นไปทางกายแห่งทางจิต. แม้
ไม่มีอยู่ในขณะแห่งจุติจิต ท่านก็กล่าวว่า ย่อมดับพร้อมกับจุติจิต ด้วย
มีสันตติร่วมกัน. พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงจตุโวการภพ ก็มี.
สัญญาขันธ์ท่านถือเอาว่า อัตภาพ ด้วยความที่ท่านกล่าวสัญญาขันธ์ว่า
อัตภาพในที่อื่น. อย่างไร ? สุข ทุกข์ และโทมนัสทางกายแม้ไม่มีในพรหม
โลก ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาเวทนาขันธ์ที่ได้โดยเวทนาสามัญว่า
สุขทุกฺขา จ ดังนี้.
บทที่เหลือ เช่นกับที่กล่าวแล้วนั่นแล, รวมทั้งในวิกัป ๓ เหล่านี้
ด้วย.
บทว่า เกวลา ความว่า ไม่มีความยั่งยืน ความสุข และความ
งามทั้งสิ้น คือ ไม่เจือปนด้วยความยั่งยืน ความสุข และความงามเหล่า
นั้น. ขณะแห่งชีวิตเป็นต้น เร็ว คือนิดหน่อยเหลือเกิน. เพราะเป็นไป
ชั่วขณะจิตเดียว ย่อมเป็นไปโดยนัยที่กล่าวแล้วว่า ลหุโส วตฺตติกฺขโณ.

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 336 (เล่ม 65)

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความไม่เป็นไปร่วมกันของจิต ๒ ดวง
จึงกล่าวคาถาว่า จูฬาสีติ สหสฺสานิ เป็นต้น.
บทว่า จูฬาสีติ สหสฺสานิ กปฺปา ติฏฐนฺติ เย มรู
ความว่า หมู่เทพเหล่าใดมีอายุแปดหมื่นสี่พันกัป ย่อมตั้งอยู่ในภพชั้น
เนวสัญญานาสัญญายตนะ. บาลีว่า เย นรา ดังนี้ก็มี.
บทว่า น เตวฺว เตปิ ชีวนฺติ ทฺวีหิ จิตฺเตหิ สมาหิตา
ความว่า เทพแม้เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยจิต ๒ ดวงโดยความเป็น
อันเดียวกัน เป็นอยู่ด้วยจิตที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นคู่ หามิได้เลย แต่ย่อมเป็น
อยู่ด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงมรณกาล จึงกล่าวคาถาว่า เย
นิรุทฺธา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย นิรุทฺธา ความว่า ขันธ์เหล่าใด
ดับแล้ว คือถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้.
บทว่า นรนฺตสฺส ได้แก่ ตายแล้ว.
บทว่า ติฏฐมานสฺส วา ได้แก่ หรือยังดำรงอยู่.
บทว่า สพฺเพปิ สทิสา ขนฺธา ความว่า ขันธ์แม้ทั้งปวง
เป็นขันธ์ที่ดับต่อจากจุติก็ตาม เป็นขันธ์ที่ดับในเมื่อเป็นไปก็ตาม ชื่อว่า
เป็นเช่นเดียวกัน ด้วยอรรถว่า อาจที่จะสืบต่อได้อีก.
บทว่า คตา อปฺปฏิสนฺธิกา ความว่า ขันธ์เหล่านั้นท่านกล่าว.
ว่า ดับไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน เพราะไม่มีขันธ์ที่ดับแล้วมาสืบเนื่องอีก.

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 337 (เล่ม 65)

บัดนี้พระสารีบุตรเถระเพื่อจะแสดงว่า ขันธ์ที่ดับในกาลทั้ง ๓ ไม่มี
ความต่างกัน จึงกล่าวคาถาว่า อนนฺตรา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตรา จ เย ภงฺคา เย จ
ภงฺคา อนาคตา ความว่า ขันธ์เหล่าใด เป็นอดีตติดต่อกัน แตกแล้ว
คือดับแล้ว และขันธ์เหล่าใด เป็นอนาคตก็จักแตก.
บทว่า ตทนฺตเร ได้แก่ขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งดับในระหว่างขันธ์
ที่เป็นอดีตและขันธ์ที่เป็นอนาคตเหล่านั้น.
บทว่า เวสมฺมํ นตฺถิ ลกฺขเณ ความว่า ความไม่เสมอกันชื่อ
ว่าความแปลกกัน ความแปลกกันนั้นไม่มี. อธิบายว่า ไม่มีความต่างกัน
จากขันธ์เหล่านั้น. ชื่อว่า ลักษณะ เพราะอรรถว่า กำหนด ในลักษณะ
นั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะกล่าวความที่ขันธ์ที่เป็นอนาคต ไม่
เจือปนด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน จึงกล่าวคาถาว่า อนิพฺพตฺเตน น ชาโต
เป็นต้น.
บทว่า อนิพฺพตฺเตน น ชาโต ความว่าไม่เกิดแล้ว ด้วยขันธ์
ที่เป็นอนาคต ซึ่งยังไม่เกิด คือไม่ปรากฏ พระเถระกล่าวถึงความที่ขันธ์ที่
เป็นอนาคต ไม่เจือปนด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ชีวติ ความว่า ย่อมเป็นอยู่ด้วยขันธ์ที่เป็น
ปัจจุบัน ในขันธ์ที่เกิดขึ้นในขณะ ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า ย่อมไม่เป็นอยู่
ด้วยจิต ๒ ดวงในขณะเดียวกัน.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 338 (เล่ม 65)

บทว่า จิตฺตภงฺคมโต ความว่า ตายแล้วเพราะความดับแห่งจิต
เพราะความเป็นอยู่ไม่ได้ด้วยจิต ๒ ดวงในขณะเดียวกัน บาลีว่า อุปริโต
จิตฺตภงฺคา ดังนี้ก็มี, บทบาลีนั้นตรงทีเดียว.
บทว่า ปญฺญตฺติ ปรมฏฺฐิยา ความว่า เพียงเป็นบัญญัติตามลำดับ
คำว่า รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมเสื่อมโทรม แต่ชื่อและโคตรหาเสื่อมโทรมไม่
ชื่อว่าโดยปรมัตถ์ เพราะอรรถว่า มีความตั้งมั่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น
สภาพไม่เสื่อมโทรม อธิบายว่า ตั้งมั่นโดยสภาวะ, ความจริง ตั้งอยู่เพียง
บัญญัติเท่านั้นว่า นายทัตตาย นายมิตรตาย.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปรมตฺถิยา ได้แก่ เป็นปรมัตถ์ บัญญัติชื่อ
ว่า ปรมัตถิกา เพราะอรรถว่า มีอรรถอย่างยิ่ง บัญญัติว่า ตายแล้วมิได้
กล่าวเพราะอาศัยนัยถิธรรม ดุจการกล่าวอาศัยนัตถิธรรม โดยบัญญัติว่า
อชฎากาศ - ท้องฟ้า ท่านกล่าวอาศัยธรรม กล่าวคือความแตกแห่งชีวิ-
ตินทรีย์.
บทว่า อนิธานคตา ภงฺคา ความว่า ขันธ์เหล่าใดแตกแล้วขันธ์
เหล่านั้น ย่อมไม่ถึงความทรงอยู่ คือการตั้งอยู่ ดังนั้น จึงชื่อว่า มิได้ถึง
ความตั้งอยู่.
บทว่า ปุญฺโช นตฺถิ อนาคเต ความว่า ความเป็นกลุ่ม คือความ
เป็นกอง แห่งขันธ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีแม้ในอนาคต.
บทว่า นิพฺพตฺตาเยว ติฏฺฐนฺติ ความว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 339 (เล่ม 65)

เป็นปัจจุบัน เป็นขันธ์ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมตั้งอยู่ในฐิติขณะ
แห่งขันธ์ปัจจุบันนั้น. เหมือนอะไร ?
บทว่า อารคฺเค สาสปูปมา ความว่าเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตั้ง
อยู่บนปลายเหล็กแหลม.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความพินาศของขันธ์ทั้งหลาย จึงกล่าว
ถาคาว่า นิพฺพตฺตานํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพตฺตานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ขันธ์
ปัจจุบัน.
บทว่า ภงฺโค เนสํ ปุรกฺขโต ความว่า ความแตกแห่งขันธ์
เหล่านั้น ตั้งอยู่ข้างหน้า.
บทว่า ปโลกธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่มีความพินาศเป็นสภาวะ.
บทว่า ปุราเณหิ อมิสฺสิตา ความว่า ไม่เจือปน คือไม่เกี่ยวข้อง
ด้วยขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในก่อน.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความไม่ปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย จึง
กล่าวคาถาว่า อทสฺสนโต อายนฺติ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทสฺสนโต อายนฺติ ความว่า มา
คือ เกิดขึ้น ไม่ปรากฏเลย.
บทว่า ภงฺคา คจฺฉนฺติทสฺสนํ ความว่า แตกแล้วก็ไปสู่ความ
ไม่ปรากฏ ต่อจากที่แตก.
บทว่า วิชฺชุปฺปาโทว อากาเส ได้แก่ ดุจสายฟ้าแลบในอากาศ
กลางแจ้ง.

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 340 (เล่ม 65)

บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ วยนฺติ จ ความว่า ย่อมเกิดขึ้นและย่อม
แตกไป พ้นเบื้องต้นและที่สุด. อธิบายว่าพินาศ ดุจในข้อความมีอาทิ
อย่างนี้ว่า ดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงลอยอยู่ ฉะนั้น.
ครั้นแสดงความตั้งอยู่เพียงเล็กน้อยอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระเถระเมื่อ
จะแสดงความมีกิจน้อย จึงกล่าวคำว่า กถํ สรสปริตฺตตาย เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสาสูปนิพพฺธํ ชีวิตํ ความว่า
ชีวิตินทรีย์ที่เนื่องด้วยลมนาสิกที่เข้าไปภายใน.
บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ ลมนาสิกที่ออกภายนอก.
บทว่า อสฺสาสปสฺสาสา ได้แก่ ทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า มหาภูตูปนิพทฺธํ ความว่า ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป คือ
ดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔.
บทว่า กวฬิงฺการาหารูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยอาหารคือ
คำข้าวมีเครื่องบริโภคและเครื่องดื่มเป็นต้น.
บทว่า อุสฺมูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยเตโชธาตุ อันเกิดแก่กรรม.
บทว่า วิญฺญาณูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยวิญญาณในภวังค์คือ
เนื่องด้วยภวังคจิต, ที่ท่านมุ่งหมายกล่าวไว้ว่า อายุ ไออุ่น และวิญญาณ
ย่อมละลายนี้ไปในกาลใด ดังนี้.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงเหตุให้มีกำลังทรามของธรรมเหล่านั้น
จึงกล่าวคำว่า มูลมฺปิ อิเมสํ ทุพฺพลํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลมฺปิ ความว่า ชื่อว่าแม้เป็นเหตุเดิม
ด้วยอรรถว่า เป็นที่ตั้ง จริงอยู่ กรชกายเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจเข้า

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 341 (เล่ม 65)

และลมหายใจออก อวิชชา กรรม ตัณหา และอาหารเป็นเหตุเดิมแห่ง
มหาภูตรูป.
บทว่า อิเมสํ ได้แก่ ลมหายใจเข้าเป็นต้น ซึ่งมีประการดังกล่าว
แล้ว คือที่กล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งเหตุที่เนื่องด้วยชีวิตินทรีย์ บรรดา
ลมหายใจเข้าเป็นต้นเหล่านั้น เมื่ออย่างหนึ่ง ๆไม่มีชีวิตินทรีย์ก็ย่อมตั้งอยู่
ไม่ได้.
บทว่า ทุพฺพลํ ได้แก่ มีกำลังน้อย.
บทว่า ปุพฺพเหตูปิ ความว่า แม้อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน
และภพ กล่าวคือเหตุ ซึ่งเป็นเหตุแห่งวิปากวัฏนี้ในอดีตชาติ แห่งลม
หายใจเข้าเป็นต้นเหล่านี้ มีกำลังทราม.
บทว่า เยปิ ปจฺจยา เตปิ ทุพฺพลา ได้แก่ สาธารณปัจจัย
มีอารัมณปัจจัย เป็นต้น.
บทว่า ปภวิกา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นประธานเกิดขึ้น.
บทว่า สหภูปิ ได้แก่ รูปธรรมและอรูปธรรม แม้ที่ร่วมภพกัน.
บทว่า สมฺปโยคาปิ ได้แก่ อรูปธรรมแม้ที่ประกอบร่วมกัน.
บทว่า สหชาปิ ได้แก่ แม้เกิดขึ้นด้วยกันในจิตดวงเดียว.
บทว่า ยาปิ ปโยชิกา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นมูลแห่งวัฏฏะ.
ชื่อว่า ปโยชิกา เพราะอรรถว่า ประกอบเข้าแล้ว เพื่อที่จะ
ประกอบด้วยสามารถแห่งจุติและปฏิสนธิ, สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บุรุษมีตัณหาเป็นที่ ๒.
บทว่า นิจฺจทุพฺพลา ได้แก่ มีกำลังทรามโดยไม่มีระหว่าง.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 342 (เล่ม 65)

บทว่า อนวฏฺฐิตา ได้แก่ ไม่ตั้งลง คือไม่น้อมลงตั้งอยู่
บทว่า ปริปาตยนฺติ อิเม ความว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมยังกันและ
กันให้ตกไป คือซัดไป.
บทว่า อญฺญมญฺญสฺส ได้แก่ แก่กันและกัน ความว่า ๑ ต่อ ๑.
หิ ศัพท์ เป็นนิบาตในอรรถแห่ง เหตุ.
บทว่า นตฺถิ ตายิตา ความว่า ความต้านทาน คือรักษา มิได้มี.
บทว่า น จาปิ ฐเปนฺติ อญฺญมญฺญํ ความว่า ธรรมเหล่าอื่น
ไม่อาจดำรงธรรมอื่นไว้ได้.
บทว่า โยปิ นิพฺพตฺตโก โส น วิชฺชติ ความว่า ธรรมใด
เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้, ธรรมนั้นก็มิได้มีในบัดนี้.
บทว่า น จ เกนจิ โกจิ หายติ ความว่า ธรรมอะไร ๆ คือ
แม้สักอย่างหนึ่ง ย่อมไม่เสื่อมไปเพราะอำนาจของธรรมอะไร ๆ.
บทว่า ภงฺคพฺยา จ อิเม หิ สพฺพโส ความว่า ก็ขันธ์เหล่านี้
แม้ทั้งหมด ก็ควรถึงความดับไปโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า ปุริเมหิ ปภาวิตา ความว่า ขันธ์เหล่านี้ อันเหตุปัจจัย
มีในก่อนเหล่านี้ ให้เป็นไปคือให้เกิดขึ้น.
บทว่า เยปิ ปภวิกา ได้แก่ เหตุปัจจัยในก่อนที่เป็นไปคือให้
เกิดขึ้นเหล่านี้ใด.
บทว่า เต ปุเร มตา ความว่า ปัจจัยมีประการดังกล่าวแล้วนั้น
เป็นไปไม่ได้แล้ว ถึงความตายแล้วก่อนทีเดียว.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 65)

บทว่า ปุริมาปิ จ ปจฺฉิมาปิ จ ได้แก่ ขันธ์ที่เกิดก่อน คือ
ที่มีเหตุปัจจัยในก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภายหลัง คือที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยปัจจัย
ในเมื่อเหตุปัจจัยเป็นไปก็ดี.
บทว่า อญฺญมญฺญํ น กทาจิ มทฺทสํสุ ความว่า ไม่เคยเห็น
กันและกันในกาลไหน ๆ ม อักษรท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบทสนธิ.
บทว่า จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ ความว่า เทวดาเหล่านั้น
ชื่อว่า จาตุมมหาราชิกา เพราะอรรถว่า มีมหาราชทั้ง ๔ กล่าวคือ ท้าว
ธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวกุเวร เป็นใหญ่. ชื่อว่า เทพ
เพราะอรรถว่า รุ่งเรืองด้วยรูปเป็นต้น. เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเหล่านั้น
อยู่ท่ามกลางสิเนรุบรรพต, บรรดาเทวดาเหล่านั้น พวกที่อยู่ที่บรรพตก็มี
พวกที่อยู่ในอากาศก็มี อยู่ต่อ ๆ กันไปถึงจักรวาลบรรพต. เทวดาเหล่านี้
คือ พวกขิฑฑาปโทสิกะ พวกมโนปโทสิกะ พวกสีตวลาหกะ พวก
อุณหวลาหกะ จันทิมเทพบุตร สุริยเทพบุตร แม้ทั้งหมดอยู่เทวโลกชั้น
จาตุมมหาราชิกาทั้งนั้น. ชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเหล่านั้น.
บทว่า อุปาทาย ได้แก่ อาศัย.
บทว่า ปริตฺตกํ ได้แก่ ปฏิเสธความเจริญ ดุจในข้อความว่า
วัยของเราแก่รอบ ชีวิตของเราน้อย เป็นต้น.
บทว่า โถกํ ได้แก่ เหลือเวลาน้อย. ปฏิเสธวันยาวนาน.
บทว่า ขณิกํ ได้แก่ เหลือเวลาน้อย ปฏิเสธระหว่างกาล, ดุจใน
ข้อความว่า มรณะชั่วขณะ ฌานชั่วขณะ เป็นต้น.

343