ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 65)

จับโคดุตัวนั้นที่หาตามลำดับ ด้วยคำว่า ตัวนี้คือโคดุตัวนั้น พวกท่านจง
จับมัน ฉะนั้นแล. ครั้นแสดงเวทนาเหล่านั้นที่นำมารวมไว้อย่างนี้แล้ว
ก็อาจที่จะถือเอาเวทนานี้ที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่โสมนัส ไม่ใช่โทมนัส
ว่า นี้คืออทุกขมสุขเวทนา.
อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเหล่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดง
ปัจจัยแก่เจโตวิมุตติอันเป็นอทุกขมสุข. ก็การละสุขทุกข์เป็นต้น เป็นปัจจัย
แก่เจโตวิมุตตินั้น เหมือนอย่างที่กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัยเพื่อการ
เข้าถึงเจโตวิมุตติที่เป็นอทุกขมสุข มี ๔ แล ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ เพราะละสุข ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่ ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๔
เหล่านั้นแล เพื่อการเข้าถึงเจโตวิมุตติที่เป็นอทุกขมสุขดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง สักกายทิฏฐิเป็นต้นไม้ที่ละได้ในที่อื่น ท่านก็กล่าวว่า
ละได้ในฌานนั้น เพื่อกล่าวสรรเสริญตติยมรรค๑ ฉันใด เวทนาเหล่านั้น
พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อกล่าวสรรเสริญฌานนั้น ฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเหล่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวแม้เพื่อแสดง
ว่าราคะและโทสะอยู่ไกลยิ่ง ในฌานนี้ด้วยการกำจัดปัจจัย.
ด้วยว่าในเวทนาเหล่านี้ สุขเป็นปัจจัยแก่โสมนัส โสมนัสเป็นปัจจัย
แก่ราคะ ทุกข์เป็นปัจจัยแก่โทมนัส โทมนัสเป็นปัจจัยแก่โทสะ และราคะ
โทสะที่มีปัจจัยก็ถูกกำจัดด้วยการทำลายความสุขเป็นต้นเสีย ดังนั้นจึงมีอยู่
ในที่ไกลยิ่ง ฉะนี้แล.
๑. อนาคามิมรรค.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 65)

บทว่า อทุกฺขมสุขํ ความว่า ชื่อว่า ไม่มีทุกข์ เพราะความไม่
แห่งทุกข์ ชื่อว่า ไม่มีสุข เพราะความไม่มีแห่งสุข.
ด้วยบทนี้ ท่านแสดงตติยเวทนาซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์สุข ใน
ฌานนี้ มิใช่แสดงเพียงความไม่มีทุกข์สุข, อทุกขมสุขที่ชื่อว่าตติยเวทนา
ท่านเรียกว่า อุเบกขา ก็มี. อุเบกขานั้น พึงทราบว่ามีความเสวยอารมณ์
ที่ตรงกันข้ามกันอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เป็น ลักษณะ มีความเป็น
กลางในอารมณ์เป็นรส มีความไม่เด่นชัดเป็นปัจจุปปัฏฐาน มีความดับ
แห่งสุขทุกข์เป็นปทัฏฐาน.
บทว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ ได้แก่ มีความบริสุทธิ์แห่งสติที่
ให้เกิดด้วยอุเบกขา. ก็สติในฌานนี้บริสุทธิ์ดี, และความบริสุทธิ์แห่งสตินั้น
การทำด้วยอุเบกขา มิใช่ด้วยอย่างอื่น. เพราะฉะนั้น ฌานนี้ท่านจึงเรียกว่า
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์แห่งสติในฌานนี้ มีด้วยอุเบกขาใด อุเบกขา
นั้น พึงทราบว่า ตัตรมัชฌัตตุเปกขา โดยความ. อนึ่งมิใช่ด้วยอุเบกขา
นั้นอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ในฌานนี้ ยังมีสัมปยุตธรรมแม้
ทั้งปวงด้วย, แต่ท่านยกสติขึ้นแสดงเป็นข้อสำคัญ.
ในฌานเหล่านั้น อุเบกขานี้มีอยู่ในฌานทั้ง ๓ หลัง ๆ กันจริง ก็
เหมือนอย่างว่าดวงจันทร์ถึงมีอยู่ในกลางวัน ก็ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะ
ถูกรัศมีดวงอาทิตย์ครอบงำ และเพราะไม่ได้ราตรี ซึ่งเป็นสภาคะกันโดย
ความเป็นดวงจันทร์หรือโดยเป็นอุปการะแก่ตน ฉันใด ดวงจันทร์ คือ
ตัตรมัชณัตตุเปกขานี้ก็ฉันนั้น ถึงมีอยู่ก็ไม่บริสุทธิ์ ในประเภทแห่งปฐม
ฌานเป็นต้น เพราะถูกเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 326 (เล่ม 65)

และเพราะไม่ได้ราตรี คืออุเบกขาเวทนาซึ่งเป็นสภาคะกัน. อนึ่ง เมื่อ
อุเบกขานั้นไม่บริสุทธิ์ สติเป็นต้นแม้เกิดร่วมกัน ก็ไม่บริสุทธิ์ไปด้วย
เหมือนรัศมีแห่งดวงจันทร์ไม่บริสุทธิ์ในกลางวัน ฉะนั้น, เพราะฉะนั้น
จึงมิได้กล่าวในฌานเหล่านั้น แม้ฌานเดียวว่า มีอุเบกขาเป็นเหตุ
ให้สติบริสุทธิ์. แต่ในจตุตถฌานนี้ ดวงจันทร์คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา
นี้ บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะไม่มีเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น
ครอบงำ และเพราะได้ราตรีคือ อุเบกขาเวทนา ซึ่งเป็นสภาคะกัน.
สติเป็นต้นแม้ที่เกิดร่วมกัน ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะตัตร-
มัชฌัตตุเปกขานั้นบริสุทธิ์ เหมือนรัศมีแห่งดวงจันทร์บริสุทธิ์ฉะนั้น
เพราะฉะนั้น จตุตถฌานนี้เท่านั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์.
บทว่า จตุตฺถํ ความว่า ที่ ๔ โดยลำดับการนับ ฌานนี้ชื่อว่า
จตุตถะ เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นเป็นที่ ๔ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปญฺญวา โหติ ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา เพราะ
อรรถว่า ปัญญาของภิกษุนั้นมีอยู่.
บทว่า อุทยตฺถคามินิยา ได้แก่ เครื่องให้ถึงความเกิดด้วย
เครื่องให้ถึงความดับด้วย.
บทว่า สนนฺนาคโต ได้แก่ บริบูรณ์.
บทว่า อริยาย ได้แก่ ปราศจากโทษ.
บทว่า นิพฺเพธิกาย ได้แก่ เป็นไปในฝักใฝ่แห่งการชำแรกกิเลส.
บทว่า ทุกฺขกฺขยคามินิคา ได้แก่ เครื่องให้ถึงนิพพาน. ในบท

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 327 (เล่ม 65)

มีอาทิอย่างนี้ว่า โส อิทํ ทุกฺขํ ดังนี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ย่อม
รู้ชัด คือแทงตลอดทุกขสัจแม้ทั้งปวงตามความเป็นจริง ด้วยการแทง
ตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า ทุกข์มีประมาณเท่านี้ ทุกข์ไม่ยิ่งไปกว่านี้.
ย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดตัณหาซึ่งเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ นั้นตามความเป็น
จริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้ เหตุเกิดแห่งทุกข์,
ย่อมรู้ชัด คือ แทงตลอดนิพพานซึ่งเป็นฐานะที่ทุกข์และทุกขสมุทัยทั้ง ๒
นั้นถึงแล้วดับไป คือทุกข์และทุกขสมุทัยทั้ง ๒ นั้น เป็นต้นไปไม่ได้
ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้ความดับ
แห่งทุกข์. และย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดอริยมรรคเครื่องให้ถึงความดับ
แห่งทุกข์นั้น ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรส
ว่า นี้ ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงสัจจะทั้งหลายโดยย่ออย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะแสดงโดยปริยายด้วยสามารถแห่งกิเลส จึง กล่าวคำว่า. อิเม อาสวา
ดังนี้เป็นต้น. อาสวะเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงสิกขา ๓ อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะ
แสดงลำดับสิกขา ๓ เหล่านั้นอย่างบริบูรณ์ จึงกล่าวคำว่า อิมา ติสฺโส
สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺเขยฺย ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นมีความดังต่อไปนี้ :- สัตว์ผู้เกิดมาแม้เมื่อนึกถึงพึงศึกษาเพื่อ
ให้บริบูรณ์เป็นอย่าง ๆ, ครั้นนึกถึงแล้ว เมื่อรู้ว่า สิกขาชื่อนี้ พึงศึกษา,
ครั้นรู้แล้ว เมื่อเห็นอยู่บ่อย ๆ พึงศึกษา, ครั้นเห็นแล้ว เมื่อพิจารณา
ตามที่เห็นแล้ว พึงศึกษา, ครั้นพิจารณาแล้ว เมื่ออธิษฐานจิตให้มั่นใน

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 328 (เล่ม 65)

สิกขา ๓ นั้นแล พึงศึกษา, แม้เมื่อกระทำกิจของตน ๆ ที่สัมปยุตด้วย
สิกขานั้น ๆ ด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พึงศึกษา, เมื่อ
กระทำกิจนั้น ๆ แม้ในกาลเป็นที่รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่า พึงศึกษา
สิกขา ๓ ดังนี้. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิศีล. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิจิต,
พึงสมาทานประพฤติอธิปัญญา.
บทว่า อิธ เป็นบทเดิม. คำสอนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้ากล่าว
คือ ไตรสิกขานั้นแล พระสารีบุตรเถระกล่าวแล้วด้วยบท ๑๐ บท มีบท
ว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้น. ก็คำสอนนั้นท่านเรียกว่า ทิฏฐิ
เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว. คำสอนนั้นแล ท่านเรียกว่า
ขันติ ด้วยสามารถความอดกลั้น, เรียกว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ.
เรียกว่า อาทายะ ด้วยสามารถความยึดถือ. เรียกว่า ธรรม ด้วย อรรถว่า
สภาวะ, เรียกว่า วินัย ด้วยอรรถว่า พึงศึกษา. เรียกว่า ธรรมวินัย
แม้ด้วยเหตุทั้ง ๒ นั้น. เรียกว่า ปาพจน์ ด้วยสาหารถเป็นไปทั่ว,
เรียกว่า พรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่า ประพฤติธรรมอันประเสริฐ,
เรียกว่า สัตถุศาสน์ ด้วยสามารถประทานคำพร่ำสอน.
เพราะเหตุนั้น ในบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้น พึงทราบ
ความอย่างนี้ว่า ในพุทธธรรนวินัยนี้ ในพุทธปาพจน์นี้ ในพุทธพรหม
จรรย์นี้ ในพุทธสัตถุศาสน์นี้ ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนโคตมี ในพุทธ
ทิฏฐินี้ ในพุทธขันตินี้ ในพุทธรุจินี้ ในพุทธอาทายะนี้ ในพุทธธรรม
ในพุทธวินัยนี้ เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อมี
กำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด. เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่เป็น

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 329 (เล่ม 65)

ไปเพื่อคลายความประกอบ, เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อปราศ
จากความสะสม, เป็นไปเพื่อความยึดมั่น ไม่เป็นไปเพื่อความสละวาง,
เป็นไปด้วยความมักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย, เป็นไปเพื่อความไม่
สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ, เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด, เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อ
ปรารภความเพียร, เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความ
เป็นผู้เลี้ยงง่าย. ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียว
ว่า นั้นใช่ธรรม, นั้นไม่ใช่วินัย. นั้นไม่ใช่สัตถุศาสน์ดังกล่าวมาแล้วนี้,
ดูก่อนโคตมี อนึ่งเธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแล ว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นไปเพื่อ
คลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อมีกำหนัด, ฯลฯ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยง
ง่าย, ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่านั่นเป็น
ธรรม, นั่นเป็นวินัย, นั่นเป็นสัตถุศาสน์.
อีกอย่างหนึ่ง คำสอนทั้งสิ้น กล่าวคือ ไตรสิกขานั้น ชื่อว่า ทิฏฐิ
เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะเป็นปัจจัยแก่สัมมาทิฏฐิ
และทรงมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน. ชื่อว่า ขันติ ด้วยสามารถความควร
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ, ชื่อว่า
อาทายะ ด้วยสามารถยึดถือ, ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงการก
ของตนไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า กำจัด
ฝ่ายสังกิเลสของธรรมนั้นนั่นแล. ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า เป็น
ธรรมด้วยเป็นวินัยด้วย, อิกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า
กำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายด้วยกุศลธรรม.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 330 (เล่ม 65)

เพราะเหตุนั้นแหละจึงตรัสว่า เย จ โข ตฺวํ โคตมิ ธมฺเม
ชาเนยฺยาสิ อิเม ธมฺมา วิราคาย ฯเปฯ เอกํเสน โคตมิ ชาเนยฺ-
ยาสิ เอโส ธมฺโม เอโส วินโย เอตํ สตฺถุสาสนํ ดังนี้. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษด้วยธรรม มิใช่
ด้วยอาชญา เป็นต้น, สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
คนบางพวกฝึกด้วยท่อนไม้ ด้วยขอ และด้วยแส้
ทั้งหลาย พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ทรงฝึกผู้ประเสริฐ มิ
ใช่ด้วยอาชญา มิใช่ด้วยศัสตรา. และว่า สำหรับผู้ฝึก
โดยธรรม ผู้รู้แจ้งอยู่จะต้องขะมักเขม้นอะไร.
ธรรมหรือวินัย ชื่อธรรมวินัย. ความจริงธรรมนี้นำไปให้วิเศษ
ซึ่งประโยชน์คือธรรมอันหาโทษมิได้ มิใช่นำประโยชน์มีโภคสมบัติในภพ
เป็นต้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้มิใช่เพื่อหลอกลวงประชาชน. ความพิสดาร
ว่า แม้พระปุณณเถระก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุอยู่ประพฤติพรหม
จรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้ประเสริฐ,
นำไปให้ประเสริฐโดยธรรม ชื่อว่า ธรรมวินัย. จริงอยู่ ธรรมวินัยนี้
ย่อมนำไปสู่นิพพานอันประเสริฐ จากธรรมมีสังสารวัฏเป็นต้น หรือจาก
ธรรมมีความโศกเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษ

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 331 (เล่ม 65)

เพื่อธรรม มิใช่เพื่อพวกเจ้าลัทธิทั้งหลาย. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น
โดยธรรม นำไปให้วิเศษซึ่งธรรมนั้นแหละ.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั้นแล เป็นธรรมควรรู้ยิ่ง ควร
กำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ และควรทำให้แจ้ง ฉะนั้นแล จึงชื่อว่า
ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษในธรรมทั้งหลาย มิใช่ในสัตว์
และมิใช่ในชีวะทั้งหลาย.
ชื่อว่า ปวจนะ เพราะอรรถว่า คำเป็นประธานโดยคำของชน
เหล่าอื่น ด้วยความพร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะเป็นต้น คำเป็นประธาน
นั้นแหละ คือปาวจนะ.
ชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะเป็นความประพฤติประเสริฐกว่าความ
ประพฤติทั้งปวง.
ชื่อว่า สัตถุศาสน์ เพราะอรรถว่า เป็นคำสอนของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. หรือชื่อว่า สัตถุศาสน์
เพราะอรรถว่า คำสอนเป็นศาสดา ดังนี้ก็มี. จริงอยู่ ธรรมวินัยนั้นแล
ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมวินัยนั้นจัก
เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงไปแล้ว พึงทราบความของบท
เหล่านั้นอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะภิกษุผู้บำเพ็ญสิกขา ๓ โดยประการทั้งปวง ย่อมปรากฏใน
ศาสนานี้เท่านั้น ไม่ปรากฏในศาสนาอื่น ฉะนั้น ท่านจึงทำกำหนดนี้ว่า
อิมิสฺสา และ อิมสฺมึ ในบทนั้น ๆ พึงทราบดังนี้.
ชื่อว่า ชีวิต เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องเป็นอยู่แห่งสัมปยุตธรรม

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 332 (เล่ม 65)

นั้น ๆ. ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่า ให้กระทำอรรถว่าเป็นใหญ่ใน
ลักษณะตามรักษา. อินทรีย์คือชีวิต ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์. ชีวิตินทรีย์นั้น
มีสันตติเป็นใหญ่ในความเป็นไป. ก็ชีวิตินทรีย์นั้น มีการรักษาธรรมที่
แยกจากตนไม่ได้โดยลักษณะเป็นต้นเป็นลักษณะ, มีความเป็นไปแห่ง
ธรรมเหล่านั้นเป็นรส, มีความตั้งอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นแหละเป็นปัจจุป
ปัฏฐาน, มีธรรมที่พึงยังชีวิตให้เป็นไปเป็นปทัฏฐาน. ก็แม้เมื่อการ
ทรงไว้มีการตามรักษาเป็นลักษณะเป็นต้นมีอยู่. ชีวิตินทรีย์นั้นย่อมตาม
รักษาธรรมเหล่านั้นในขณะมีอยู่นั่นแล ดุจน้ำตามรักษาดอกอุบลเป็นต้น,
และย่อมรักษาธรรมแม้ที่เกิดขึ้นแล้วจากปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน
ดุจพี่เลี้ยงรักษากุมาร, ย่อมเป็นไปด้วยความเกี่ยวเนื่องธรรมที่ให้เป็นไป
เองดุจนายท้ายยังเรือให้แล่นไป ไม่เป็นไปล่วงภังคขณะ เพราะไม่มีธรรม
ที่พึงให้เป็นไปของตน ไม่ตั้งอยู่ในภังคขณะ เพราะทำลายอยู่เอง ดุจไส้
ตะเกียงน้ำมัน เมื่อสิ้นไป ย่อมยังเปลวประทีปให้สิ้นไปฉะนั้น, และไม่
เว้นจากอานุภาพแห่งความเป็นไปและความตั้งอยู่ เพราะยังสำเร็จกิจนั้น ๆ
ในขณะตามที่กล่าวแล้ว พึงเห็นดังนี้.
บทว่า  ิติปริตฺตตาย วา ได้แก่ เพราะฐิติขณะน้อยคือหน่อยหนึ่ง.
บทว่า อปฺปกํ ได้แก่น้อย คือ ลามก.
บทว่า สรสปริตฺตาย วา ได้แก่ เพราะกิจหรือสมบัติทั้งหลาย
ซึ่งเป็นปัจจัยของตน น้อยคือ มีกำลังน้อย เพื่อจะแสดงเหตุทั้ง ๒ นั้น
เป็นส่วน ๆ พระเสรีบุตรจึงกล่าวว่า กถํ  ิติปริตฺตตาย เป็นต้น.

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 333 (เล่ม 65)

บรรดาบทเหล่านั้น บทมีอาทิอย่างนี้ว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ
ชีวิตฺถ ดังนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงอรูปชีวิต โดยความที่อรูป
เป็นประธานโดยรูป แม้เมื่อรูปธรรมทั้งหมดยังไม่ดับ ในกาลเป็นที่ดับ
แห่งจิตในความเป็นไปในปัญจโวการภพ หรือหมายถึงจุติจิตในปัญจโว
การภพ โดยความดับแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวงกับจุติจิต หรือ
หมายถึงจตุโวการภพเพราะความไม่มีแห่งรูปในจตุโวการภพ.
บทว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ ความว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยชีวิตนั้น กล่าวได้ว่าเป็นอยู่แล้ว ในกาลที่มีความพร้อมเพรียงด้วย
ภังคขณะแห่งจิตเป็นอดีต.
บทว่า น ชีวติ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอยู่ในปัจจุบัน.
บทว่า น ชีวิสฺสติ ความว่า แม้จะกล่าวว่า จักเป็นอยู่ในอนาคต
ก็ไม่ได้.
บทว่า อนาคเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิสฺสติ ความว่า กล่าวได้ว่า
จักเป็นอยู่ ในกาลที่มีความพร้อมเพรียง ด้วยขณะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งจิต
เป็นอนาคต.
บทว่า น ชีวติ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอยู่.
บทว่า น ชีวิตฺถ ความว่า แม้จะกล่าวว่าเคยเป็นอยู่แล้วในอดีต
ก็ไม่ได้.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเน จิตฺตกฺขเณ ชีวติ ความว่า กล่าวได้ว่า
เป็นอยู่ในกาลที่มีความพร้อมด้วยขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน.
บทว่า น ชีวตฺถ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่าเคยเป็นอยู่แล้วในอดีต.

333