ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 304 (เล่ม 65)

สุขเหมือนเมื่อเข้าไปสู่ร่มเงาของป่าไม้และบริโภคน้ำ ก็บทนี้พึงทราบว่า
กล่าวไว้ เพราะภาวะที่ปรากฏในสมัยนั้น ๆ.
ฌานนี้ท่านกล่าวว่า ปีติสุข เพราะอรรถว่า ปีตินี้ด้วย สุขนี้ด้วย
มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้. อีกอย่างหนึ่งปีติด้วย สุขด้วย ชื่อว่า
ปีติและสุข ดุจธรรมและวินัยเป็นต้น. ชื่อว่ามีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอย่างนี้
เพราะอรรถว่า ปีติและสุขเกิดแต่วิเวก มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้
ก็ฌานฉันใด ปีติและสุขก็ฉันนั้นย่อมเกิดแต่วิเวกทั้งนั้น ในที่นี้. ก็ปีติ
และสุขเกิดแต่วิเวกนั้น มีอยู่แก่ฌานนี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น แม้จะกล่าวว่า
วิเวก ปีติสุขํ รวมเป็นบทเดียวกันทีเดียว ย่อโดยไม่ลบวิภัตติ ก็ควร.
บทว่า ปฐมํ ความว่า ชื่อว่า ที่ ๑ เพราะเป็นลำดับแห่งการนับ
ชื่อว่า ที่ ๑ เพราะอรรถว่า ฌานนี้เกิดขึ้นเป็นที่ ๑ ก็มี.
บทว่า ฌานํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน
และ ลักขณูปนิชฌาน, ในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ ถึงการ
นับว่า อารัมมณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวี-
กสิณเป็นต้น. ก็วิปัสสนา มรรค ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน.
ในวิปัสสนา มรรค ผล เหล่านั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณู-
ปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอนิจจลักษณะเป็นต้น, มรรค ชื่อว่า
ลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจที่ทำด้วยวิปัสสนา สำเร็จด้วยมรรค. ส่วน
ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งนิโรธสัจจะ
ซึ่งเป็นลักษณะแท้.

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 305 (เล่ม 65)

ในฌาน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์อารัมมณูปนิชณาน
ในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นประสงค์ลักขณูปนิชฌาน ในขณะแห่งโลกุตตร
มรรค เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ด้วย,
เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะด้วย. เพราะเผาข้าศึกคือกิเลสด้วย.
บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่เข้าถึงแล้ว มีอธิบายว่า บรรลุแล้ว.
อีกอย่างหนึ่งให้เข้าถึงพร้อมแล้ว มีอธิบายว่า ให้สำเร็จแล้ว.
บทว่า วิหรติ ความว่า ย่อมเคลื่อนไหวด้วยการอยู่แห่งอิริยาบท
ที่สมควรแก่ฌานนั้น คือเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยฌานซึ่งมีประการ
ดังกล่าวแล้ว ยังความเคลื่อนไหว คือความเป็นไปแห่งอัตภาพให้สำเร็จ.
ก็ปฐมฌานนี้นั้น ละองค์ ๕ ประกอบองค์ ๕ มีความงาม ๓ อย่าง
ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐.
ในปฐมฌานนั้น พึงทราบความที่ละองค์ ๕ ด้วยสามารถละนิวรณ์
๕ เหล่านั้น คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ
วิจิกิจฉา ด้วยว่า เมื่อละนิวรณ์เหล่านั้นไม่ได้ ปฐมฌานนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวนิวรณ์เหล่านี้ ว่าเป็นองค์แห่งการละของ
ปฐมฌานนั้น.
ก็อกุศลธรรมแม้เหล่าอื่น จะละได้ในขณะแห่งฌานก็จริง ถึง
อย่างนั้น นิวรณ์เหล่านั้นแหละ ก็ยังทำอันตรายแก่ฌานได้ โดยวิเสส.
ด้วยว่า จิตที่ถูกกามฉันท์เล้าโลมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมไม่ตั้งมั่นในอารมณ์
เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ หรือจิตนั้นถูกกามฉันท์ครอบงำ ย่อมไม่
ดำเนินไปเพื่อละกามธาตุ ถูกพยาบาทกระทบกระทั่งในอารมณ์ ย่อมไม่

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 306 (เล่ม 65)

เป็นไปติดต่อ, ถูกถีนมิทธะครอบงำ ย่อมเป็นจิตไม่ควรแก่การงาน,
ถูกอุทธัจจะกุกกุจจะนำไปในเบื้องหน้า เป็นจิตไม่สงบทีเดียว ย่อมหมุน
ไปรอบ, ถูกวิจิกิจฉาเข้าไปกระทบ ย่อมไม่ขึ้นสู่ปฏิปทาที่ให้การบรรลุ.
ฌานสำเร็จ นิวรณ์เหล่านั้นแล ท่านกล่าวว่า องค์แห่งการละ เพราะ
กระทำอันตรายแก่ฌานโดยวิเสส ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะวิตกยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ วิจารประคองจิตไว้ในอารมณ์,
ปีติเกิดแต่ปโยคสมบัติแห่งจิตที่มีสังโยคอันวิตกวิจารเหล่านั้น สำเร็จแล้ว
ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การทำความเอิบอิ่ม, และสุขกระทำความเพิ่มพูน,
ลำดับนั้น เอกัคคตาซึ่งเป็นสัมปยุตธรรมที่เหลือของปฐมฌานนั้น อันการ
ติดไปกับจิต การตามเคล้า ความเอิบอิ่ม และความเพิ่มพูนเหล่านี้
อนุเคราะห์แล้วย่อมตั้งมั่นเสมอและ. โดยชอบในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความ
แน่วแน่ ฉะนั้นพึงทราบความที่ประฌานประกอบองค์ ๕ ด้วยสามารถ
ความเกิดขึ้นแห่งองค์ ๕ เหล่านี้ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิต.
ด้วยว่าเมื่อองค์ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ฌานชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุ
นั้น องค์ ๕ เหล่านี้ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นองค์ประกอบ ๕ ประการของ
ปฐมฌานนั้น.
เพราะฉะนั้น ไม่พึงถือเอาว่า มีฌานอื่นที่ประกอบด้วยองค์ ๕
เหล่านี้ เหมือนอย่างว่า ท่านกล่าวว่า เสนามีองค์ ๔ ดนตรีมีองค์ ๕
มรรคมีองค์ ๘ ก็ด้วยสามารถสักว่าองค์เท่านั้น ฉันใด, แม้ปฐมฌานนี้
ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่ามีองค์ ๕ ก็ตาม ว่าประกอบด้วยองค์ ๕
ก็ตาม ก็ด้วยสามารถสักว่าองค์เท่านั้น. ก็องค์ ๕ เหล่านั้นอยู่ในขณะแห่ง

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 307 (เล่ม 65)

อุปจาร ก็จริง ถึงอย่างนั้นในอุปจาร ก็มีกำลังกว่าจิตปกติ แต่ใน
ปฐมฌานนี้แม้มีกำลังกว่าอุปจาร ก็สำเร็จเป็นถึงลักษณะแห่งรูปาวจร.
ก็วิตกในปฐมฌานนี้ ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เกิดขึ้นโดยอาการอัน
สะอาดมาก วิจารประคองจิตไว้กับอารมณ์อย่างยิ่ง ปีติและสุข แผ่ไปสู่
กายแม้เป็นที่สุดแห่งสภาวะ. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โดยสภาพแห่ง
กายนั้น อะไร ๆ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกไม่ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มี.
แม้เอกัคคตาจิตก็เกิดขึ้นถูกต้องด้วยดีในอารมณ์ ดุจพื้นผอบข้างบนถูกต้อง
พื้นผอบข้างล่างฉะนั้น องค์เหล่านั้นแตกต่างจากองค์เหล่านั้นดังนี้.
ในองค์เหล่านั้น เอกัคคตาจิต มิได้แสดงไว้ในปาฐะนี้ว่า สวิตกฺกํ
สวิจารํ ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็เป็นองค์เหมือนกัน เพราะท่านกล่าวไว้
ในวิภังค์อย่างนี้ว่า บทว่า ฌานํ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
จิตดังนี้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอุทเทสด้วยอธิบายใด อธิบายนั้นแล
พระสารีบุตรเถระนี้ ประกาศแล้วในวิภังค์ ดังนี้แล.
ก็ในบทว่า ติวิธกลฺยาณํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ นี้ ความที่ปฐม-
ฌาน มีความงาม ๓ คือเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด และพึงทราบ
ความที่ปฐมฌานถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑. ด้วยสามารถแห่งลักษณะของ
เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดเหล่านั้นนั่นแล.
ในข้อนั้นมีบาลีดังนี้ :- ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน
การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลาง, ความรื่นเริงเป็นที่สุด.
ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน. เบื้องต้นมีลักษณะเท่าไร ?
เบื้องต้นมีลักษณะ ๓ จิตบริสุทธิ์จากอันตรายแห่งปฐมฌานนั้น, เพราะ

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 308 (เล่ม 65)

บริสุทธิ์ จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง, เพราะดำเนินไป
จิตจึงแล่นไปในสมถนิมิตนั้น, จิตบริสุทธิ์จากอันตราย ๑ เพราะบริสุทธิ์
จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิต ๑ เพราะดำเนินไป จิตจึงแล่นไปในสมถ
นิมิตนั้น ๑ ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้น แห่งปฐมฌาน เบื้องต้นมีลักษณะ
๓ เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามในเบื้องต้น
และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓.
การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ท่ามกลางมีลักษณะ
เท่าไร ? ทำมกลางมีลักษณะ ๓ เข้าถึงจิตบริสุทธิ์ เข้าถึงสมถปฏิปทา
เข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์ เข้าถึงจิตบริสุทธิ์ ๑ เข้าถึงสมถปฏิปทา ๑
เข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์ ๑ การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่ง
ปฐมฌาน ท่ามกลางมีลักษณะ ๓ เหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ประฌานมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓.
ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ที่สุดมีลักษณะเท่าไร. ที่สุดมี
ลักษณะ ๔ ชื่อว่าความรื่นเริง เพราะอรรถว่า ไม่ล่วงธรรมที่เกิด
ในปฐมฌาน นั้น, ชื่อว่า ความรื่นเริง เพราะอรรถว่า อินทรีย์
ทั้งหลายมีรสเดียวกัน, ชื่อว่า ความรื่นเริง เพราะอรรถว่า นำมา
ซึ่งความเพียรที่เข้าถึงปฐมฌานนั้น, ชื่อว่า ความรื่นเริง เพราะ
อรรถว่า คบหา. ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ที่สุดมีลักษณะ ๔
เหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามเป็นที่สุด
และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๔ ดังนี้.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 309 (เล่ม 65)

อาจารย์พวก ๑ พรรณนาอย่างนี้ว่า ในบาลีนั้น ชื่อว่า ปฏิปทา-
วิสุทธิ ได้แก่ อุปจาระที่เป็นไปกับด้วยสัมภาระ, ชื่อว่า การเพิ่มพูน
อุเบกขา ได้แก่ อัปปนา, ชื่อว่า ความรื่นเริง ได้แก่ การพิจารณา.
ก็เพราะท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า เอกัคคตาจิตมีปฏิปทาวิสุทธิเป็น
ลักษณะด้วย, เพิ่มพูนอุเบกขาด้วย, รื่นเริงด้วยญาณด้วย ดังนี้, ฉะนั้น
พึงทราบปฏิปทาวิสุทธิ ด้วยสามารถแห่งการมาภายในอัปปนานั่นแล. พึง
ทราบการเพิ่มพูนอุเบกขา ด้วยสามารถแห่งกิจของตัตรมัชฌัตตุเปกขา,
และพึงทราบความรื่นเริง ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จแห่งญาณที่ผ่อง
แผ้วด้วยการยังความไม่ล่วงธรรมทั้งหลายเป็นต้นให้สำเร็จ อย่างไร ? ก็
ในวาระที่อัปปนาเกิดขึ้นนั้น หมู่กิเลสกล่าวคือนิวรณ์ใดเป็นอันตรายต่อฌาน
นั้น จิตย่อมบริสุทธิ์ จากหมู่กิเลสนั้น. เพราะบริสุทธิ์ จิตจึงเว้นจากเครื่อง
กั้น ดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง, อัปปนาสมาธิที่เป็นไปพร้อม
นั่นแล ชื่อว่า สมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง. ลำดับนั้นปุริจิตเข้าถึงความ
เป็นอย่างนั้น ด้วยการน้อมไปสู่สันตติ ๑ ชื่อว่าย่อมดำเนินไปสู่สมถนิมิต
อันมีในท่ามกลาง เพราะดำเนินไปอย่างนั้น จึงชื่อว่า ย่อมแล่นไปใน
ปฐมฌานนั้น ด้วยการเข้าถึงความเป็นอย่างนั้น. ปฏิปทาวิสุทธิที่ยังอาการ
ซึ่งมีอยู่ในปุริมจิตให้สำเร็จ พึงทราบด้วยสามารถแห่งการบรรลุในอุปปา-
ทักขณะแห่งปฐมฌานก่อน.
ก็เพราะไม่ต้องทำจิตที่บริสุทธิ์อย่างนี้ให้บริสุทธิ์อีก บุคคลจึงไม่ขวน
ขวายในการให้บริสุทธิ์ ชื่อว่า ย่อมเพ่งจิตที่บริสุทธิ์. เมื่อไม่ขวนขวายใน
การตั้งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถะ ด้วยการเข้าถึงภาวะแห่งสมถะอีก ชื่อว่าย่อม

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 310 (เล่ม 65)

เพ่งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถะ ก็เพราะความที่จิตนั้นดำเนินไปสู่สมถะนั่นแล
บุคคลจึงละความเกี่ยวข้องด้วยกิเลส ไม่ต้องขวนขวายในการประชุม
เอกัตตารมณ์ของจิตที่ตั้งมั่นแล้วด้วยเอกัตตารมณ์อีก ชื่อว่า ย่อมเข้าถึงที่
ประชุมเอกัตตารมณ์. พึงทราบการเพิ่มพูลอุเบกขา ด้วยสามารถแห่งกิจ
ของตัตรมัชฌัตตุเปกขา ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ธรรมที่เนื่องกันเป็นคู่ กล่าวคือสมาธิและปัญญา ซึ่งเกิดใน
ปฐมฌานนั้น อันอุเบกขาเพิ่มพูนแล้วอย่างนี้ ไม่เป็นไปล่วงกันและกันเป็น
ไป, อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น มีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะ
พ้นจากกิเลสต่าง ๆ เป็นไป. ความเพียรที่ถึงความเป็นไปกับด้วยรูป ไม่
เป็นไปล่วงธรรมเหล่านั้น สมควรแก่ภาวะที่มีรสเป็นอันเดียวกันเป็นไป.
และการคบหาที่เป็นไปในขณะนั้นแห่งปฐมฌานนั้น อาการเหล่านั้นแม้ทั้ง
หมด เพราะสำเร็จ เพราะเห็นโทษนั้น ๆ และอานิสงส์นั้น ๆ ในความ
เศร้าหมองและความผ่องแผ้ว ด้วย ญาณ จึงรื่นเริง บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ด้วย
ประการนั้น ๆ ฉะนั้น พึงทราบความรื่นเริง ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จ
กิจแห่งญาณที่ผ่องแผ้วด้วยการยังความไม่เป็นไปล่วงธรรมทั้งหลายเป็นต้น
ให้สำเร็จท่านกล่าวไว้ดังนี้.
บทว่า วิตถฺกวิจารานํ วูปสมา ความว่า เพราะองค์ ๒ เหล่านี้คือ
วิตกด้วย วิจารณ์ด้วย สงบไป มีอธิบายว่า เพราะไม่ปรากฏในขณะแห่ง
ทุติยฌาน.
ในทุติยฌานนั้น พึงทราบว่า ธรรมแห่งปฐมฌานทั้งหมด ไม่มีใน
ทุติยฌานก็จริง ถึงอย่างนั้น ผัสสะเป็นต้น ในปฐมฌานเป็นอย่าง ๑

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 311 (เล่ม 65)

ในทุติยฌานนี้เป็นอย่าง ๑ ก็เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌาน
เป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่าน
จึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารนํ วูปสมา ดังนี้.
ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์ภายในที่แน่นอน อธิบายว่า
เกิดในตน คือบังเกิดในสันดานของตน.
บทว่า สมฺปสาทนํ ความว่า ศรัทธา ท่านเรียกว่า สมัปสาทนะ
ความผ่องใส แม้ฌานก็ชื่อสัมปสาทนะ เพราะประกอบด้วยความผ่องใส
ดุจผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นยังใจให้ผ่องใส เพราะประกอบด้วย
ความผ่องใส และเพราะยังความกำเริบแห่งวิตกวิจารให้สงบ ฉะนั้น ท่าน
จึงเรียกว่า สัมปสาทนะ. และในอรรถวิกัปนี้ พึงทราบการเชื่อมบทอย่าง
นี้ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส มีความผ่องใสแห่งใจ ดังนี้. ส่วนในอรรถ
วิกัปแรก พึงประกอบบท เจตโส นี้ กับบท เอโกทิภาเวน ในอรรถ
วิกัปนั้นมีอรรถโยชนาดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า เอโกทิ เพราะอรรถว่า เป็นธรรมเอกผุดขึ้น อธิบายว่า เป็น
ธรรมเลิศ คือ ประเสริฐ เพราะไม่ถูกวิตกวิจารท่วมทับผุดขึ้น. ความจริง
แม้ธรรมที่ประเสริฐ ท่านก็เรียกว่า เป็นเอกในโลก.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่เว้นจากวิตกวิจาร เป็นธรรมเอก คือไม่มี
ธรรมที่เป็นไปร่วม ย่อมเป็นไปดังนี้ก็มี.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทิ เพราะอรรถว่า ยังสัมปยุตธรรมทั้งหลาย
ให้เกิด ความว่า ให้ตั้งขึ้น, ธรรมนั้นเป็นเอก เพราะอรรถว่า ประเสริฐ

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 312 (เล่ม 65)

ด้วย ตั้งขึ้นด้วย ดังนั้น จึงชื่อว่า เอโกทิ. คำว่า เอโกทิ นี้ เป็นชื่อ
ของสมาธิ ทุติยฌานนี้มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะอรรถว่า ยัง
ธรรมเอกผุดขึ้นนี้ ให้เกิด คือให้เจริญด้วยประการฉะนี้, ก็ธรรมเอกผุด
ขึ้นนี้นั้น เพราะเป็นของใจ ไม่ใช่ของสัตว์ ไม่ใช่ของชีวิต ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวทุติยฌานนี้ว่า เจตโส เอโกทิภาวํ ดังนี้.
อนึ่ง ศรัทธานี้ และสมาธิที่ชื่อว่า เอโกทิ นี้ มีอยู่แม้ในปฐมฌาน
มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรจึงกล่าวไว้ในที่นี้เท่านั้นว่า สมฺปสาทนํ
เจตโส เอโกทิภาวํ ดังนี้ ข้อนั้นจะอธิบายดังต่อไปนี้ :-
ก็ปฐมฌานนี้ย่อมไม่ผ่องใสด้วยดี เพราะวิตกวิจารกำเริบ เหมือน
น้ำกระเพื่อมเพราะระลอกคลื่น ฉะนั้น แม้เมื่อมีศรัทธา ท่านก็ไม่กล่าวว่า
สมฺปสาทนํ และเพราะไม่ผ่องใสด้วยดีนั่นเอง แม้สมาธิก็ไม่ปรากฏด้วย
ดีในฌานนี้ ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวแม้ว่า เอโกทิภาวํ แต่ในฌานนี้
ศรัทธามีกำลังได้โอกาส เพราะไม่มีวิตกวิจารเป็นเครื่องกังวล. และทั้ง
สมาธิก็ปรากฏ เพราะได้ศรัทธาที่มีกำลังเป็นสหายนั่นเอง. เพราะฉะนั้น
พึงทราบว่า ฌานนี้เท่านั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้.
บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ ความว่า ชื่อว่า ไม่มีวิตก เพราะอรรถว่า
วิตกไม่มีในฌานนี้ หรือแก่ฌานนี้ เพราะละได้ด้วยภาวนา. ชื่อว่า ไม่มี
วิจาร ก็โดยนัยนี้แหละ. ในที่นี้ท่านท้วงว่า แม้ด้วยบทว่า วิตกฺกวิจารานํ
วูปสมา ก็สำเร็จความนี้แล้วมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึง
กล่าวว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ อีก ? ข้อนั้นจะอธิบายดังต่อไปนี้ :-

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 313 (เล่ม 65)

ความนี้สำเร็จแล้วอย่างนี้ทีเดียว แต่บทนี้ มิได้แสดงความนั้น พวก
เราได้กล่าวแล้วมิใช่หรือ เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌาน
เป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่าน
จึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะวิตกและวิจารสงบไป ฌานนี้จึงมีความผ่องใส
ไม่ใช่เพราะความสกปรกของกิเลสหมดไป และเพราะวิตกและวิจารสงบไป
จึงมีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ซึ่งไม่เหมือนอุปจารฌาน เพราะละนิวรณ์
ได้ เหมือนปฐมฌาน เพราะองค์ฌานปรากฏ คำนี้เป็นคำแสดงเหตุแห่ง
ความผ่องใสและความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่งเพราะวิตกและวิจารสงบไป ฌานนี้จึงไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่
เหมือนตติยฌานและจตุตถฌาน และไม่เหมือนจักษุวิญญาณเป็นต้น เพราะ
ไม่มี นี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งความเป็นฌานไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มิใช่แสดง
เพียงความไม่มีวิตกและวิจาร.
คำนี้อีกว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ ดังนี้ เป็นคำแสดงเพียงความไม่มี
แห่งวิตกและวิจารเท่านั้น, เพราะฉะนั้น แม้กล่าวอรรถวิกัปแรกแล้ว ก็
พึงกล่าวเหมือนกัน ดังนี้แล.
บทว่า สมาธิชํ ความว่า เกิดแต่สมาธิในปฐมฌาน หรือแต่
สมาธิที่เป็นสัมปยุตธรรม. ในบทนั้น แม้ปฐมฌานเกิดแต่สมาธิที่เป็นสัม-
ปยุตธรรมก็จริง. ถึงอย่างนั้น ฌานนี้แลก็ควรที่จะกล่าวว่า สมาธิชํ
เพราะมั่นคงที่สุด และเพราะผ่องใสด้วยดี ด้วยเว้นจากความกำเริบแห่ง

313