ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 294 (เล่ม 65)

บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ
และโคจร.
บทว่า อณุมตฺเตสุ ได้แก่ มีประมาณน้อย.
บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ภยทสฺสาวี ได้แก่ เห็นภัย.
บทว่า สมาทาย ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ได้แก่ สมาทานศึกษาสิกขาบท
นั้น ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า
สมาทาน ศึกษาข้อใดข้อหนึ่งซึ่งควรศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย คือใน
ส่วนแห่งสิกขาทั้งหลาย ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทั้งหมดนั้น.
บทว่า ขุทฺทโก สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ศีลขันธ์ซึ่งมีส่วนเหลือลงมี
สังฆาทิเสสเป็นต้น.
บทว่า มหนฺโต ได้แก่ ซึ่งหาส่วนเหลือลงมิได้มีปาราชิกเป็นต้น.
ก็เพราะภิกษุชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในศาสนาด้วยปาติโมกขศีล ฉะนั้น ปา-
ติโมกขศีลนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ตั้ง. ชื่อว่า เป็นที่ตั้ง เพราะ
อรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งภิกษุ หรือเป็นที่ดังแห่งกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น.
เนื้อความนี้ พึงทราบด้วยสามารถแห่งสูตรเป็นต้นว่า นระผู้มีปัญญาตั้งอยู่
ในศีลดังนี้ด้วย ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ศีลเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
ดังนี้ด้วย ว่า ดูก่อนมหาบพิตรกุศลธรรมทั้งปวงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีล
แล ย่อมไม่เสื่อมไป.

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 295 (เล่ม 65)

ศีลนี้นั้น ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น ด้วยอรรถว่า เกิดขึ้นก่อน. สมจริง
ดังที่ตรัสไว้ว่า แน่ะขัตติยะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงชำระเบื้องต้นแห่ง
กุศลธรรมทั้งหลายแล ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ศีลที
บริสุทธิ์ตีแล้วและทิฏฐิที่ตรง ดังนี้. เหมือนอย่างว่า นายช่างสร้างนคร
ประสงค์จะสร้างนคร จึงชำระที่ตั้งนครก่อน ต่อนั้นจึงสร้างนคร แบ่ง
กำหนดเป็น ถนน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง ในภายหลัง ฉันใด.
พระโยคาวจรชำระศีลเป็นเบื้องต้น ต่อนั้นจึงทำให้แจ้งซึ่งสมาธิ วิปัสสนา
มรรค ผล และนิพพานในภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน. ก็หรือว่าช่าง
ย้อมผ้า ซักผ้าด้วยน้ำด่าง ๓ อย่างก่อน เมื่อผ้าสะอาดแล้วจึงใส่สีตามที่
ต้องการ ฉันใด, ก็หรือว่าช่างเขียนผู้ฉลาด ต้องการจะเขียนรูปภาพ จึง
ขัดฝาเป็นเบื้องต้นทีเดียว ต่อนั้นจึงสร้างรูปภาพขึ้นในภายหลัง ฉันใด,
พระโยคาวจรชำระศีลให้บริสุทธิ์แต่ต้นทีเดียว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งธรรมทั้ง-
หลายมีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้นในภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะ
ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ศีลเป็นเบื้องต้น ดังนี้.
ศีลนี้นั้น ชื่อว่า จรณะ เพราะความเป็นคุณที่พึ่งเห็นเสมอด้วย
จรณะ ก็เท้า ท่านเรียกว่า จรณะ เหมือนอย่างว่า อภิสังขารคือการไปสู่
ทิศย่อมไม่เกิดแก่คนเท้าด้วน ย่อมเกิดแก่คนมีเท้าบริบูรณ์เท่านั้น ฉันใด,
การไปแห่งญาณเพื่อบรรลุนิพพาน ย่อมไม่สำเร็จแก่บุคคลผู้มีศีลขาดด่าง
พร้อย ไม่บริบูรณ์นั้น, แต่การไปแห่งญาณเพื่อบรรลุนิพพาน ย่อมสำเร็จ
แก่บุคคลผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย บริบูรณ์ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวศีลว่า จรณะ.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 296 (เล่ม 65)

ศีลนั้น ชื่อว่า สังยนะ ด้วยสามารถแห่งความสำรวม. ชื่อว่า สัง
วระ ด้วยสามารถแห่งความระวัง. ดังนั้น ท่านจึงกล่าวทั้งศีลสังยมะ
ทั้งศีลสังวระ แม้ด้วยบททั้ง ๒ ก็ในบทนี้มีเนื้อความของคำว่า ชื่อว่า
สังยมะ เพราะอรรถว่าสำรวม หรือยังบุคคลผู้ดิ้นรนก้าวล่วงให้สำรวม
คือไม่ให้บุคคลนั้นดิ้นรนก้าวล่วง. ชื่อว่า สังวระ เพราะอรรถว่า กั้น
คือ ปิดทวาร ด้วยความสำรวมการก้าวล่วง.
บทว่า มุขํ ได้แก่ สูงสุด หรือเป็นประมุข. เหมือนอย่างว่า อา-
หาร ๔ อย่างของสัตว์ทั้งหลาย เข้าทางปากแล้วแผ่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ฉัน
ใด แม้พระโยคาวจรทั้งหลายก็ฉันนั้น เข้าสู่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ด้วย
ปาก คือศีล ยังความสำเร็จแห่งประโยชน์ให้ถึงพร้อม. เพราะฉะนั้น บท
ว่า โมกฺขํ จึงมีความว่า ประมุข หัวหน้า เป็นสภาพถึงก่อน ประเสริฐ
ที่สุด เป็นประธาน.
บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา ความว่า พึงทราบว่า
เป็นประมุข เป็นหัวหน้า เป็นสภาพถึงก่อน เป็นสึงประเสริฐสุด เป็น
ประธาน เพื่อประโยชน์แก่การได้ เฉพาะซึ่งกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ความว่า สงัด คือเว้น คือหลีกออก
จากกามทั้งหลาย ก็อักษรว่า เอว ในว่า วิวิจฺเจว นี้นั้น พึงทราบ
ว่า มีเนื้อความอันแน่นอน ก็เพราะมีเนื้อความอันแน่นอน ฉะนั้น ท่าน
จึงแสดงความที่กามทั้งหลายแม้ไม่มีอยู่ในเวลาเข้าปฐมฌานเป็นปฏิปักษ์ต่อ
ปฐมฌานนั้น และความบรรลุปฐมฌานนั้น ด้วยการสละกามนั่นเอง.
อย่างไร ก็เมื่อกระทำความแน่นอนอย่างนี้ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ดังนี้

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 297 (เล่ม 65)

ปฐมฌานนี้ย่อมปรากฏ กามทั้งหลายยังเป็นปฏิปักษ์ต่อฌานนี้แน่ เมื่อกาม
เหล่าใดมีอยู่ ปฐมฌานนี้ย่อมไม่เป็นไป เหมือนเมื่อความมืดมีอยู่ แสงสว่าง
แห่งประทีปก็ไม่มี การบรรลุปฐมฌานนั้นย่อมมีด้วยการสละก้ามเหล่านั้น
นั่นแล เหมือนสละฝั่งในถึงฝั่งนอกฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกระทำ
ความแน่นอน. ในเรื่องนั้น พึงมีคำถามว่า เหตุไรความแน่นอนนี้ ท่านจึง
กล่าวไว้ในบทแรกเท่านั้น ไม่กล่าวในบทหลัง บุคคลแม้ไม่สงัดจากอกุศล
ธรรมทั้งหลาย จะพึงเข้าปฐมฌานอยู่หรือ ก็ข้อนี้อย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย
ด้วยว่าท่านกล่าวความแน่นอนในบทแรกเท่านั้น โดยการออกไปจากกาม
นั้น ก็ฌานนี้เป็นเครื่องออกไปของกามทั้งหลายนั้นแล เพราะก้าวล่วงด้วย
ดีซึ่งกามธาตุ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกามราคะ. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าว
ว่า :- การออกไปแห่งกามทั้งหลายคือเนกขัมมะ. ก็แม้ในบทหลังท่านพึง
กล่าว เหมือนที่นำอักษร เอว มากล่าวไว้ในข้อนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สมณะที่ ๑ ในศาสนานี้นั่นเทียว สมณะที่ ๒ ในศาสนานี้ดังนี้. เพราะไม่
อาจที่จะเข้าฌานอยู่ โดยไม่สงัดจากอกุศลธรรมกล่าวคือนิวรณ์แม้อื่น ๆ จาก
นี้ได้ ฉะนั้น พึงเห็นความนี้แม้ทั้งสองบทอย่างนี้ว่า สงัดจากกามทั้งหลาย
นั่นเทียว สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายนั้นเทียว. ก็ตทังควิเวก วิกขัมภน-
วิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก และจิตตวิเวก กายวิเวก
อุปธิวิเวก ย่อมถึงความสงเคราะห์ด้วยคำอันเป็นสาธารณะนี้ว่า สงัด ก็จริง
อยู่ แม้ถึงอย่างนั้น กายวิเวก จิตตวิเวก วิกขัมภนวิเวก ก็พึงเห็นในกาล
อันเป็นส่วนเบื้องต้น. กายวิเวก จิตตวิเวก สมุจเฉทวิเวก และนิสสรณวิเวก
พึงเห็นในขณะแห่งโลกุตตรมรรค.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 298 (เล่ม 65)

ก็ วัตถุกาม เหล่าใดที่ท่านกล่าวไว้ในที่นี้เป็นต้นว่า วัตถุกาม
เป็นไฉน ? คือรูปที่น่าชอบใจ ดังนี้ด้วย กิเลสกาม เหล่าใดที่ท่านกล่าว
ไว้ในที่นี้อย่างนี้ว่า กามคือ ฉันทะ กามคือ ราคะ กามคือ ฉันทราคะ
กามคือ สังกัปปะ กามคือ สังกัปปราคะ ดังนี้ด้วยวัตถุกาม และกิเลส
กามเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยบทนี้ว่า กาเมหิ
ดังนี้ทั้งนั้น.
เมื่อเป็นอย่างนั้น บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ มีเนื้อความว่า สงัด
แล้วแม้จากวัตถุกามทั้งหลาย ก็ถูก. ด้วยบทนั้น กายวิเวกเป็นอันกล่าว
แล้ว.
บทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ มีเนื้อความว่า สงัดแล้วจาก
กิเลสกามทั้งหลาย หรือจากอกุศลทั้งปวง ก็ถูก. ด้วยบทนั้น จิตตวิเวก
เป็นอันกล่าวแล้ว. ก็ในข้อนี้ การสละกามสุข เป็นอันท่านให้เป็นแจ้ง
แล้ว โดยคำว่า สงัดจากวัตถุกามทั้งหลายนั่นแล ด้วยบทแรก, การ
กำหนดเนกขัมมสุข เป็นอันท่านให้เป็นแจ้งแล้ว โดยคำว่าสงัดจากกิเลส
กามทั้งหลาย ด้วยบทที่ ๒. การละวัตถุแห่งสังกิเลสของกามเหล่านั้นโดย
คำว่าสงัดจากวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายอย่างนี้ เป็นอันท่านให้แจ่ม
แจ้งแล้วด้วยบทแรก. การละสังกิเลส เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย
บทที่ ๒ การสละเหตุแห่งความโลเล เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย
บทแรก การสละเหตุแห่งความเป็นพาล เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย
บทที่ ๒. และความบริสุทธิ์แห่งความเพียร เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้ว
ด้วยบทแรก กายชำระ อาสยะ ที่อาศัยให้สะอาด เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้ง

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 299 (เล่ม 65)

แล้วด้วยบทที่ ๒ พึงทราบด้วยประการฉะนี้. บรรดากามทั้งหลายที่กล่าว
ไว้ในบทว่า กาเมหิ นี้ในฝ่ายวัตถุกาม มีนัยเท่านี้ก่อน.
แต่ในฝ่ายกิเลสกาม กามฉันท์นั้น แลซึ่งมีประเภทไม่น้อย เป็นต้น
ว่า ฉันทะ และราคะอย่างนี้ ท่านประสงค์ว่า กาม, ก็กามนั้นแม้นับ
เนื่องในอกุศล ท่านก็แยกกล่าวโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน ในวิภังค์ โดย
นัยว่า ในกามเหล่านั้น กามฉันทะเป็นไฉน ? คือกาม ดังนี้เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในบทแรก เพราะเป็นกิเลสกาม ใน
บทที่ ๒ เพราะนับเนื่องด้วยอกุศล. อนึ่ง ท่านไม่กล่าวว่า กามโต ท่าน
กล่าวว่า กาเมหิ โดยประเภทไม่น้อยของกามนั้น, อนึ่ง แม้เมื่อธรรม
เหล่าอื่นเป็นอกุศลมีอยู่ ท่านก็กล่าวนิวรณ์นั่นแหละ โดยแสดงความเป็น
ข้าศึกคือปฏิปักษ์ต่อองค์ฌานสูง ๆ ขึ้นไป ในวิภังค์โดยนัยเป็นต้นว่า ใน
ธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเป็นไฉน ? คือ กามฉันทะ ดังนี้, ก็นิวรณ์ทั้ง
หลายเป็นข้าศึกต่อองค์ฌานทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ว่า องค์ฌานทั้งหลาย
นั่นแล เป็นปฏิปักษ์ เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้พิฆาตนิวรณ์เหล่านั้น, จริง
อย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในปิฎกว่า สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ ปีติ
เป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท วิตกเป็นปฏิปักษ์ต่อถิ่นมิทธะ สุขเป็นปฏิปักษ์
ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา. ความสงัดด้วยความข่ม
กามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วในที่นี้ด้วยบทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ นี้
ด้วยประการฉะนี้.
ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า
วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นี้ ก็ด้วยการยึดถือสิ่งที่เขาไม่ยึดถือกัน

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 300 (เล่ม 65)

ความสงัดด้วยความข่มกามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก๑
ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.๒
ด้วยประการนั้น.
ความสงัดด้วยความข่มโลภะซึ่งมีประเภทแห่งกามคุณ ๕ เป็นอารมณ์
ในอกุศลมูล ๓ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่ม
โทสะและโมหะซึ่งมีประเภทแห่งอาฆาตวัตถุเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมเป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.
อีกอย่างหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายมีโอฆะเป็นต้น ความสงัดด้วยความ
ข่มกาโมฆะ กามโยคะ กามาสวะ กามุปาทาน อภิชฌากายคันถะ และ
กามราคสังโยชน์ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก. ความสงัดด้วยความ
ข่มโอฆะ โยคะ อาสวะ อุปาทาน คันถะ และสังโยชน์ที่เหลือ เป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.
ความสงัดด้วยความข่มตัณหาและธรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหานั้น เป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก. ความสงัดด้วยความข่มอวิชชาและธรรมที่
สัมปยุตด้วยอวิชชานั้น เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.
อีกอย่างหนึ่ง ความสงัดด้วยความข่มจิตตุปบาท ๘ ที่สัมปยุตด้วยโลภะ
เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่มจิตตุปบาทที่เป็น
อกุศลที่ ๔ ที่เหลือเป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒. พึงทราบด้วยประการ
๑. วิวิจฺเจว กาเมหิ.
๒. วิวิจฺจ อกุสเลหิ.

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 301 (เล่ม 65)

ก็พระสารีบุตรเถระแสดงองค์แห่งการละของปฐมฌานด้วยคำมีประ-
มาณเท่านี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงองค์แห่งการประกอบ จึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้.
บรรดาวิตกและวิจารเหล่านั้น วิตกมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์
วิจารมีลักษณะประคองจิตไว้ในอารมณ์ วิตกและวิจารเหล่านั้น แม้เมื่อ
ไม่แยกกันในอารมณ์อะไร ๆ วิตกเข้าถึงจิตก่อนด้วยอรรถว่าหยาบและเป็น
ธรรมชาติถึงก่อน ดุจการเคาะระฆัง. วิจารตามพัวพันด้วยอรรถว่าละเอียด
และด้วยสภาพตามเคล้า ดุจเสียงครางของระฆัง.
ก็วิตกมีการแผ่ไปในอารมณ์นี้ เป็นความไหวของจิตในเวลาที่เกิด
ขึ้นครั้งแรก ดุจการกระพือปีกของนกที่ต้องการจะบินไปในอากาศ และ
ดุจการโผลงตรงดอกปทุมของภมรที่มีใจผูกพันอยู่ในกลิ่น, วิจารมีความ
เป็นไปสงบ ไม่เป็นความไหวเกินไปของจิต ดุจการกางปีกของนกที่ร่อน
อยู่ในอากาศ และดุจการหมุนของภมรที่โผลงตรงดอกปทุม ในเบื้องบน
ของดอกปทุม.
แต่ในอรรถกถาทุกนิบาตท่านกล่าวว่า วิตกเป็นไปด้วยภาวะติดไป
กับจิตในอารมณ์ เหมือนเมื่อนกใหญ่บินไปในอากาศ ปีกทั้งสองจับลม
แล้วก็หยุดกระพือปีกไปฉะนั้น. วิจารเป็นไปด้วยภาวะตามเคล้า เหมือน
การบินไปของนกที่กระพือปีกเพื่อให้จับลมฉะนั้น. คำนั้น ย่อมควรในการ
เป็นไปด้วยการตามพัวพัน. ก็ความแปลกของวิตกวิจารเหล่านั้น ย่อม
ปรากฏในปฐมฌานและทุติยฌาน.

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 302 (เล่ม 65)

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบุคคลใช้มือข้างหนึ่งจับภาชนะที่มีสนิมจับอย่าง
มั่น ใช้มืออีกข้างหนึ่งขัดถูด้วยแปรงทำด้วยหางม้าที่จุ่มน้ำมัน ผสมผงละ-
เอียด. วิตกเหมือนมือที่จับมั่น วิจารเหมือนมือที่ขัดถู. เหมือนเมื่อช่าง
หม้อใช้ท่อนไม้หมุนแป้นทำภาชนะอยู่ วิตกดุจมือที่กด วิจารดุจมือที่ตก
แต่งข้างโน้นข้างนี้. และเหมือนบุคคลที่ทำวงเวียน วิตกติดไปกับจิต ดุจ
ขาที่ปักกั้นอยู่ตรงกลาง, วิจารตามเคล้า ดุจขาที่หมุนรอบนอก. ฌานนี้
ท่านกล่าวว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ เพราะอรรถว่า ย่อมเป็นไปกับด้วย
วิตกนี้ด้วย ด้วยวิจารนี้ด้วย ดุจต้นไม้มีทั้งดอกและผล ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า วิเวกชํ นี้ ความสงัดชื่อว่า วิเวก ความว่า ปราศจาก
นิวรณ์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิเวก เพราะอรรถว่า สงัด. อธิบายว่า
กองธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ซึ่งสงัดจากนิวรณ์. ชื่อว่า วิเวกชะ เพราะ
อรรถว่า เกิดแต่วิเวกนั้น หรือในวิเวกนั้น.
ในบทว่า ปีติสุขํ นี้ ชื่อว่า ปีติ เพราะอรรถว่า อิ่มใจ. ปีติ
นั้นมีลักษณะดื่มด่ำ. ก็ปีตินี้นั้นมี ๕ อย่างคือ ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อย ๑,
ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ ๑, โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก ๑, อุพเพง-
คาปีติ ปีติโลดลอย ๑. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน ๑.
บรรดาปีติ ๕ อย่างนั้น ขุททกาปีติ อาจทำพอให้ขนชูชันใน
สรีระทีเดียว, ขณิกาปีติ ย่อมเป็นเช่นกับฟ้าแลบ เป็นขณะ ๆ โอก-
กันติกาปีติ ให้รู้สึกซู่ลงมา ๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดฝั่งทะเล, อุพเพง-
คาปีติ เป็นมีปีติมีกำลัง ทำกายให้ลอยขึ้นโลดไปในอากาศหาประมาณไม่
ได้. ผรณาปีติ เป็นปีติมีกำลังยิ่ง ก็เมื่อผรณาปีตินั้นเกิดขึ้นแล้ว สรีระ

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 303 (เล่ม 65)

ทั้งสิ้นจะรู้สึกเย็นซาบซ่าน ดุจเต็มไปด้วยเม็ดฝน และดุจเวิ้งเขาที่ห้วงน้ำ
ใหญ่ไหลบ่ามาฉะนั้น.
ก็ปีติทั้ง ๕ อย่างนี้เมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังปัสสัทธิ
ทั้งสองคือกายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิให้บริบูรณ์.
ปัสสัทธิเมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังสุขทั้ง ๒ คือสุขทั้ง
ทางกายและสุขทางใจให้บริบูรณ์.
สุขเมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังสมาธิ ๓ อย่างคือ ขณิก-
สมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิให้บริบูรณ์.
บรรดาปีติเหล่านั้น ผรณาปีติที่เป็นมูลแห่งอัปปนาสมาธิ เมื่อเจริญ
ถึงความประกอบด้วยสมาธิ นี้ท่านประสงค์เอาว่า ปีติ ในอรรถนี้.
ก็อีกบทหนึ่ง ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่า สบาย อธิบายว่า เกิด
ขึ้นแก่คนใด ย่อมทำคนนั้นให้ถึงความสบาย. อีกอย่างหนึ่ง ความสบาย
ชื่อว่าสุขธรรมชาติใดย่อมกลืนกินและขุดออกเสียได้โดยง่าย ซึ่งอาพาธทาง
กายทางใจ ฉะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า สุข. คำนี้เป็นชื่อของโสมนัสส
เวทนา สุขนั้นมีลักษณะสำราญ. ปีติและสุขเหล่านั้นเมื่อไม่แยกกันใน
อารมณ์อะไร ๆ ความยินดีด้วยการได้เฉพาะอารมณ์ที่น่าปรารถนา ชื่อว่า
ปีติ ความเสวยรสแห่งอารมณ์ที่ได้เฉพาะแล้ว ชื่อว่า สุข. ที่ใดมีปีติ
ที่นั้นมีสุข ที่ใดมีสุขที่นั้นมีปีติใด ไม่แน่นอน.
ปีติสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์ สุขสงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์.
คนที่ลำบากในทางกันดาร ปีติเหมือนเมื่อเห็น หรือได้ฟังป่าไม้และน้ำ,

303