ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 284 (เล่ม 65)

เหล่านั้น ก็ได้ชื่อว่า ปิสุณวาจา เป็นต้นเหมือนกัน. เจตนานั้นแหละ
ท่านประสงค์ในที่นี้ดังนี้แล.
ในบทว่า ปิสุณวาจา นั้น เจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือ
วจีปโยคะ เพื่อทำผู้อื่นให้แตกกันก็ดี เพื่อทำความรักนั้นก็ดี ของผู้ที่
มีจิตเศร้าหมอง ชื่อว่า ปิสุณวาจา ปิสุณวาจานั้น มีโทษน้อย. เพราะ
ผู้ที่ทำให้แตกกันนั้นมีคุณน้อย. มีโทษมาก เพราะผู้ที่ทำให้แตกกันมีคุณ
มาก.
ปิสุณวาจานี้มีองค์ ๔ คือ ผู้อื่นที่จะพึงให้แตกกัน ๑ ความมุ่งทำให้
แตกกันว่า คนเหล่านี้จักแตกกัน จักแยกจากกัน ด้วยประการฉะนี้ ก็ดี
ความการทำให้เป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก เป็นที่พิสวาส ด้วยประการ
ฉะนี้ ก็ดี ๑ เพียรกล่าวส่อเสียดออกไป ๑ ข้อความที่คนกล่าวนั้นคนนั้นรู้
เข้าใจ ๑.
เจตนาที่หยาบโดยส่วนเดียว ซึ่งตั้งขึ้นด้วยกายประโยคหรือวจี
ประโยคตัดจุดสำคัญของร่างกายของผู้อื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา, ปโยคะแม้
ตัคจุดสำคัญของร่างกาย ก็ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตอ่อน เหมือนอย่าง
บิดามารดาบางคราวก็กล่าวกะบุตรน้อย ๆ ถึงอย่างนี้ว่า พวกโจรจงทำพวก
เจ้าให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ดังนี้ แต่ก็ไม่ปรารถนาแม้กลีบอุบลที่ตกลง
ข้างบนลูกน้อย ๆ เหล่านั้น. อาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งหลาย บางคราวก็
กล่าวกะพวกนิสิตอย่างนี้ว่า พวกนี้ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะหรือ จงขับ
พวกมันออกไป แต่ย่อมปรารถนาให้พวกนิสิตเหล่านั้น พร้อมด้วยอาคม
และอธิคมโดยแท้ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตอ่อน ฉันใด, แม้ไม่เป็น

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 285 (เล่ม 65)

ผรุสวาจา เพราะคำกล่าวอ่อน ก็หามิได้ฉันนั้น. คำว่า ท่านทั้งหลายจง
ให้ผู้นี้นอนเป็นสุขเถิด ของผู้ประสงค์จะฆ่า จะไม่เป็นผรุสวาจา หามิได้
เลย. ก็วาจานี้เป็นผรุสวาจาแท้ เพราะจิตหยาบ. ผรุสวาจานั้น มีโทษ
น้อย เพราะผู้ที่ผรุสวาจาเป็นไปหมายถึงนั้น มีคุณน้อย. มีโทษมาก
เพราะผู้นั้นมีคุณมาก.
ผรุสวาจานั้นมีองค์ ๓ คือ ผู้อื่นที่จะพึงด่า ๑ จิตโกรธ ๑ ด่า ๑.
อกุศลเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือวจีปโยคะให้รู้เรื่องไม่เป็น
ประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพูดพร่ำคำเหลาะ
แหละไร้ประโยชน์. สัมผัปปลาปะนั้น มีโทษน้อย เพราะมีการซ่องเสพ
น้อย มีโทษมาก เพราะมีการซ่องเสพมาก.
สัมผัปปลาปะนั้นมีองค์ ๒ คือความมุ่งกล่าวเรื่องไร้ประโยชน์ มี
เรื่องภารตยุทธ์ และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ๑ กล่าวกถามีอย่างนั้นเป็น
รูป ๑.
ชื่อว่า อภิชฌา เพราะอรรถว่า เพ่งเล็ง อธิบายว่า มุ่งสิ่งของ
ผู้อื่น เป็นไปด้วยความเป็นผู้น้อมไปในสิ่งของนั้น. อภิชฌานั้น
มีลักษณะเพ่งเล็งสิ่งของของผู้อื่น ว่า โอ สิ่งนี้พึงเป็นของเราหนอ
มีโทษน้อย และมีโทษมาก เหมือนอทินนาทาน.
อภิชฌานั้นมีองค์ ๒ คือ สิ่งของของผู้อื่น ๑ การน้อมมาเพื่อตน ๑.
ด้วยว่า เมื่อความโลภซึ่งมีสิ่งของของผู้อื่นเป็นที่ตั้งแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถ
ก็ยังไม่แตก. ๆ ตราบที่ยังไม่น้อมมาเพื่อตนว่า โอ สิ่งนี้พึงเป็นของเราหนอ.
ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า ยังประโยชน์เกื้อกูลและความสุข

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 286 (เล่ม 65)

ให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้น มีลักษณะประทุษร้ายด้วยใจ เพื่อให้ผู้
อื่นพินาศ มีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนผรุสวาจา.
พยาบาทนั้นมีองค์ ๒ คือ สัตว์อื่น ๑ คิดให้สัตว์อื่นนั้นพินาศ ๑. ก็
เมื่อความโกรธซึ่งมีสัตว์อื่นเป็นวัตถุแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตก
ตราบที่ยังไม่ได้คิดให้ผู้นั้นพินาศว่า โอ ผู้นี้พึงถูกทำลาย พึงพินาศหนอ.
ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เห็นผิดเพราะไม่มีความยึดถือ
ตามเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้น มีลักษณะเป็นทัศนะวิปริต โดยนัยเป็นต้น
ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล มีโทษน้อย และมีโทษมากเหมือนสัมผัปปลาปะ.
สัตว์เหล่านั้นย่อมสงสัยด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้นว่า เราทั้งหลาย
จักเป็นสัตว์มีสัญญา จักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา จักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มี
สัญญาก็มิใช่. ย่อมสงสัยตนโดยนัยมีอาทิว่า เราทั้งหลายจักมีหรือหนอแล ?
ย่อมสงสัยความที่คนมีอยู่และไม่มีอยู่ในอนาคต เพราะอาศัยอาการแห่งสัสสต
ทิฏฐิและอาการแห่งอุจเฉททิฏฐิในข้อนั้นว่า เราทั้งหลายจักมีหรือหนอแล.
หรือจักไม่มี.
บทว่า กึ นุ โข ภวิสฺสาม ความว่า สัตว์เหล่านั้นอาศัยความ
เข้าถึงชาติและเพศ สงสัยว่า เราทั้งหลายจักเป็นกษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ
หนอแล ?
บทว่า กถํ นุ โข ภวิสฺสาม ความว่าอาศัยอาการแห่งทรวด
ทรงสงสัยว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้สูงต่ำ ขาว ดำ มีประมาณ และหา
ประมาณมิได้เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่าอาศัย

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 287 (เล่ม 65)

ความเป็นใหญ่และปราศจากมานะเป็นต้น สงสัยโดยเหตุว่า เราทั้งหลาย
จักเป็นเหตุการณ์อะไรหนอแล.
บทว่า กึ หุตฺวา กึ ภวิสฺสาม นุ โข มยํ ความว่า อาศัย
ชาติเป็นต้น สงสัยคนอื่นต่อจากตนไป ว่า เราทั้งหลายเป็นกษัตริย์แล้ว
จักเป็นพราหมณ์หนอแล ฯลฯ เป็นเทวดาแล้วจักเป็นมนุษย์ ดังนี้.
ก็บทว่า อทฺธานํ ในที่ทั้งปวงนั่นเทียว เป็นชื่อของกาลเวลา.
เหตุใดท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า ตสฺมา หิ สิกฺเขถ ฯ เป ฯ อาหุ
ธีรา ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น.
บทว่า สิกฺเขถ ความว่า พึงรำลึกถึงสิกขา ๓ บทว่า อิเธว
ได้แก่ ในศาสนานี้แหละ.
ก็ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า สิกขา เพราะอรรถว่า พึงศึกษา.
บทว่า ติสฺโส เป็นการกำหนดจำนวน.
บทว่า อธิศีลสิกฺขา ความว่า ชื่อว่า อธิศีล เพราะอรรถว่า
ศีลยิ่ง คือสูงสุด, ศีลยิ่งนั้นด้วย ชื่อว่า สิกขา เพราะพึงศึกษาด้วย
ดังนั้นจึงชื่อว่า อธิศีลสิกขา. ในอธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา
ก็นัยนี้แหละ,
และในสิกขา ๓ เหล่านี้ ศีลเป็นไฉน ? อธิศีลเป็นไฉน ? จิตเป็น
ไฉน ? อธิจิตเป็นไฉน ? ปัญญาเป็นไฉน ? อธิปัญญาเป็นไฉน ? จะได้
อธิบายต่อไป :-
อธิบายศีลก่อน ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๑. นั่นเอง. เมื่อพระพุทธเจ้า
เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ยังมิได้เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ศีลนั้นก็เป็นไปอยู่ในโลก

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 288 (เล่ม 65)

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งเหล่าพระสาวก
ก็ให้มหาชนสมาทานในศีลนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้เป็นกรรม
วาทีด้วย พระเจ้าจักรพรรดิมหาราชด้วย พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย
ให้มหาชนสมาทาน. สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็สมาทานแม้ด้วยตนเอง.
พวกเขาเหล่านั้นบำเพ็ญกุศลธรรมนั้นแล้วย่อมเสวยราชสมบัติในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย.
ก็ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ ท่านเรียกว่า อธิศีล. อธิศีล
นั้น ยิงด้วย สูงสุดด้วยของโลกิยศีลทั้งหมด ดุจดวงอาทิตย์เป็นยอดยิ่ง
ของแสงสว่างทั้งหลาย ดุจเขาสิเนรุสูงสุดของภูเขาทั้งหลายฉะนั้น ย่อมเป็น
ไปในพุทธุปาทกาลเท่านั้น นอกจากพุทธุปาทกาล ย่อมไม่เป็นไป. ด้วย
ว่าสัตว์อื่นย่อมไม่อาจที่จะยกบัญญัตินั้นขึ้นตั้งไว้ได้, แต่พระพุทธเจ้าทั้ง
หลายเท่านั้น ทรงตัดกระแสแห่งอัชฌาจารทางกายทวารและวจีทวารโดย
ประการทั้งปวง ทรงบัญญัติศีลสังวรนั้น ซึ่งสมควรแก่การละเมิดนั้น ๆ.
ศีลแม้ของผู้สำรวมในปาติโมกข์ ซึ่งสัมปยุตด้วยมรรคผลนั้นแล ก็ชื่อว่า
อธิศีล.
กุศลจิต ๘ ดวงอันเป็นกามาพจร และจิตที่สัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘
ดวงอันเป็นโลกิยะ พึงทราบว่า จิตนั่นเอง เพราะทำร่วมกัน. ก็ความ
เป็นไปของจิตนั้นด้วย การชักชวนให้สมาทานและการสมาทานด้วย ใน
กาลที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นและมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พึงทราบตามนัยที่
กล่าวแล้วในศีลนั่นเทียว. จิตที่สัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ ซึ่งเป็นบาทแห่ง

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 289 (เล่ม 65)

วิปัสสนา ท่านเรียกว่า อธิจิต. อธิจิตนั้น ยิ่งด้วย สงสุดด้วย ของ
โลกิยจิตทั้งหลาย เหมือนอธิศีลยิ่งด้วยสูงสุดด้วยของศีลทั้งหลายฉะนั้น
และมีในพุทธุปาทกาลเท่านั้น นอกจากพุทธุปาทกาลหามีไม่ อนึ่ง
มรรคจิตและผลจิตที่ยิ่งกว่านั้นแล ชื่อว่า อธิจิต.
กัมมัสสกตาญาณที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่
บูชาแล้วมีผล ดังนี้ ชื่อว่า ปัญญา. ปัญญานั้น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ
อุบัติขึ้นก็ตาม มิได้เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ย่อมเป็นไปอยู่ในโลก เมื่อพระ-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งเหล่าพระสาวก ก็ให้มหาชน
สมาทานในปัญญานั้น. เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พระปัจเจก
พุทธเจ้าทั้งหลายด้วย สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้เป็นกรรมวาทีด้วย
พระเจ้าจักรพรรดิมหาราชด้วย พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย ให้มหาชน
สมาทาน. บัณฑิตทั้งหลายก็สมาทานแม้ด้วยตนเอง. จริงอย่างนั้น อังกุร
เทพบุตรได้ในมหาทานสองหมื่นปี. เวลามพราหมณ์ พระเวสสันดร และ
มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตอื่น ๆ เป็นอันมากได้ให้มหาทานทั้งหลาย. เขาเหล่านั้น
บำเพ็ญกุศลธรรมนั้นแล้วได้เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ก็
วิปัสสนาญาณที่กำหนดไตรลักษณาการ ท่านเรียกว่า อธิปัญญา. อธิปัญญา
นั้น ยิ่งด้วย สูงสุดด้วย ของโลกิยปัญญาทั้งหมด เหมือนอธิศีลและอธิจิต
ยิ่งด้วยสูงสุดด้วยของศีลและจิตทั้งหลาย และนอกจากพุทธุปาทกาล ย่อม
ไม่เป็นไปในโลก. อนึ่ง ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคผลที่ยิ่งกว่านั้นนั่นแล
ชื่อว่า อธิปัญญา.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 290 (เล่ม 65)

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงสิกขาเป็นอย่าง ๆ จึงกล่าวว่า
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วด้วย
ความสำรวมในปาติโมกข์อยู่ ดังนี้เป็นต้น.
คำว่า อิธ เป็นคำแสดงคำสอนซึ่งเป็นที่อาศัยของบุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยกรณียกิจอันเป็นส่วนเบื้องต้น ผู้บำเพ็ญศีลโดยประการทั้งปวง และ
เป็นคำปฏิเสธภาวะอย่างนั้นของศาสนาอื่น. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมณะในศาสนานี้แล ฯลฯ ลัทธิอื่น ๆ ว่างจากสมณะ
ผู้รู้ทั่วถึงดังนี้.
คำว่า ภิกฺขุ เป็นคำแสดงบุคคลผู้บำเพ็ญศีลนั้น คำว่า ปาฏิโมกฺข-
สํวรสํวุโต นี้เป็นคำแสดงความที่บุคคลนั้นตั้งอยู่ในความสำรวมใน
ปาติโมกข์.
คำว่า วิหรติ นี้ เป็นคำแสดงความที่บุคคลนั้น มีความพร้อมเพรียง
ด้วยวิหารธรรมอันสมควรแก่ปาติโมกข์สังวรนั้น.
คำว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน นี้ เป็นคำแสดงธรรมที่เป็นอุปการะ
แก่ปาติโมกข์สังวรของบุคคลนั้น.
คำว่า อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี นี้ เป็นคำแสดงความ
ไม่เคลื่อนจากปาติโมกข์เป็นธรรมดาของบุคคลนั้น.
คำว่า สมาทาย นี้ เป็นคำแสดงการถือสิกขาบททั้งหลายโดยครบ
ถ้วนของบุคคลนั้น.
คำว่า สิกฺขติ นี้ เป็นคำแสดงความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
สิกขาของบุคคลนั้น.

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 291 (เล่ม 65)

คำว่า สิกฺขาปเทสุ นี้ เป็นคำแสดงธรรมที่พึงศึกษาของบุคคล
นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ
อรรถว่า เห็นภัยในสังสารวัฏ, ชื่อว่า ผู้มีศีล เพราะอรรถว่า ศีลของภิกษุ
นั้นมีอยู่, คำว่า ศีล ในที่นี้ คืออะไร. ชื่อว่า ศีล ด้วยอรรถว่า การ
ปฏิบัติ. ชื่อว่าการปฏิบัตินี้ คืออะไร? คือการสมาทาน ความว่า ความ
เป็นผู้มีกายกรรมเป็นต้นไม่กระจัดกระจาย ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มี
ศีลดี หรือว่า เป็นที่รองรับ, ความว่า ความเป็นที่รองรับกุศลธรรมทั้ง
หลาย คือเป็นที่ตั้ง. ก็ในบทนี้ ปราชญ์ผู้รู้ลักษณะศัพท์ ย่อมรู้ตามเนื้อ
ความทั้ง ๒ นั้นนั่นแหละ. แต่อาจารย์อื่น ๆ พรรณนาไว้ว่า ชื่อว่า ศีล
ด้วยอรรถว่า ประพฤติเคร่งครัด. ด้วยอรรถว่า อาจาระ, ด้วยอรรถว่า
การปฏิบัติ. ด้วยอรรถว่า ศีรษะ, ด้วยอรรถว่า เย็น, ด้วยอรรถว่า
เป็นที่ปลอดภัย.
การปฏิบัติเป็นลักษณะของศีล แม้ที่ขยายไปเป็น
อเนกประการ เหมือนความเป็นสนิทัสสนะเป็นลักษณะ
ของรูปที่ขยายไปเป็นอเนกประการฉะนั้น.
เหมือนอย่างว่า ความเป็นสนิทัลสนะเป็นลักษณะของรูปายตนะซึ่ง
แม้ขยายเป็นอเนกประการมีชนิดเขียวและเหลืองเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วง
ความเป็นสนิทัสสนะแม้ของรูปที่ขยายเป็นชนิดเขียวเป็นต้น ฉันใด, การ
ปฏิบัติที่กล่าวไว้ด้วยสามารถสมาทานกายกรรมเป็นต้น และด้วยสามารถ
เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั้นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้ขยายเป็น

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 292 (เล่ม 65)

อเนกประการ มีชนิดเจตนาเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงสมาทานและความ
เป็นที่ตั้งของศีลซึ่งแม้ขยายเป็นชนิดเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น.
ก็ความกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณอันหาโทษมิ
ได้ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า รส ของศีลซึ่งมีลักษณะอย่างนี้
ด้วยอรรถว่า เป็นกิจและสมบัติ.
เพราะฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้ พึงทราบว่า มีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีล
เป็นรส เพราะอรรถว่าเป็นกิจ ว่า มีคุณอันหาโทษมิได้เป็นรส เพราะ
อรรถว่าเป็นสมบัติ.
ศีลนี้นั้นมีความสะอาดเป็นปัจจุปปัฏฐาน โอต-
ตัปปะ และหิริ ท่านผู้รู้ทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐาน
ของศีลนั้น.
ก็ศีลนี้นั้น มีความสะอาดซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความสะอาดกาย
ความสะอาดวาจา ความสะอาดใจเป็นปัจจุปปัฏฐาน ย่อมปรากฏ คือ ถึง
ความเป็นแห่งการรับเอาด้วยความสะอาด. ก็หิริและโอตตัปปะท่านผู้รู้ทั้ง
หลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น. อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้. ด้วย
ว่า เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่ เมื่อหิริและโอต-
ตัปปะไม่มี ศีลย่อมไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนี้แล. บุคคลเป็นผู้มีศีล
ด้วยศีลอย่างที่อธิบายมานี้. ธรรมมีเจตนาเป็นต้น ของบุคคลผู้งดเว้นจาก
ปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี พึงทราบว่า ชื่อ
ว่า ศีล. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า อะไรชื่อว่า ศีล ?

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 293 (เล่ม 65)

เจตนาชื่อว่าศีล, เจตสิกชื่อว่าศีล, ความสำรวมชื่อว่าศีล การไม่ก้าวล่วง
ชื่อว่าศีล.
บรรดาศีลเหล่านั้น เจตนาของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น
ก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี ชื่อ เจตนาศีล, ความงดเว้น
ของผู้ที่งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อ เจตสิกศีล, อีกอย่างหนึ่ง
เจตนาในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อ เจตนาศีล,
ธรรมคือความไม่เพ่ง ความไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ ที่ตรัสไว้ในสัง
ยุตตนิกายมหาวรรค โดยนัยเป็นต้นว่าภิกษุละความเพ่ง มีใจปราศจาก
ความเพ่งอยู่ดังนี้ชื่อ เจตสิกศีล. สังวร ในบทว่า สํวโร สีลํ นี้ พึง
ทราบว่ามี ๕ อย่าง คือ ปาติโมกขสังวร สติสังวร ญาณสังวร
ขันติสังวร วิริยสังวร การกระทำสังวรนั้นต่าง ๆ กัน จักมีแจ้งข้าง
หน้า.
บทว่า อวีติกฺกโม สีลํ ความว่า ความไม่ก้าวล่วงทางกายทาง
วาจาของผู้สมาทานศีล ก็ในที่นี้ บทว่า สํวรสึลํ อวีติกฺกมสีลํ นี้แหละ
เป็นศีลโดยตรง บทว่า เจตนาสีลํ เจดสิกสีลํ เป็นศีลโดยปริยาย พึง
ทราบดังนี้.
บทว่า ปาติโมกฺขํ ได้แก่ ศีลส่วนที่เป็นสิกขาบท. เพราะศีลนั้น
ปลด คือเปลื้องผู้ที่คุ้มครองรักษาศีลนั้นให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์ที่
เป็นไปในอบายเป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปาติโมกข์.
บทว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต ได้แก่ผู้ประกอบด้วยความสำรวม
ในปาติโมกข์.

293