ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 274 (เล่ม 65)

เป็นต้น แม้ของบูดเน่าก็ไม่ให้แก่ผู้อื่น. เห็นภิกษุนั้นแล้วคิดว่า ถ้าภิกษุ
นี้ไม่ได้ลาภนี้ ภิกษุผู้มีศีลรูปอื่นพึงได้ พึงบริโภค ดังนี้ ย่อมไม่เป็น
มัจฉริยะ.
วรรณะแห่งสรีระก็ดี วรรณะคือคุณความดีก็ดี ซึ่งว่า วรรณะ.
ในวรรณะ ๒ อย่างนั้น ผู้ที่เมื่อเขากล่าวกันว่า ผู้อื่นมีรูปน่าเลื่อมใส ดังนี้
ไม่ประสงค์จะกล่าว ซึ่งว่าตระหนี่วรรณะแห่งสรีระ. ผู้ที่ไม่ประสงค์จะ
กล่าวสรรเสริญ ผู้อื่นด้วยศีลธุดงค์ปฏิปทา อาจาระ ชื่อว่าวรรณะมัจฉริยะ.
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรม บรรดาธรรม
๒ อย่างนั้น พระอริยสาวกทั้งหลายย่อมไม่ตระหนี่ปฏิเวธธรรม ย่อม
ปรารถนาให้โลกพร้อมทั้งเทวโลกแทงตลอดธรรมที่คนแทงตลอดแล้ว ย่อม
ปรารถนาว่า ขอคนอื่น ๆ จงรู้ปฏิเวธธรรมนั้นด้วย. ชื่อว่า ธรรมมัจ-
ฉริยะ ในธรรมคือพระพุทธพจน์นั่นแลมีอยู่. บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
มัจฉริยะนั้น รู้คัณฐะหรือกถามรรคที่ลี้ลับอันใด ไม่ประสงค์จะให้คน
อื่น ๆ รู้คัณฐะหรือกถามรรคอันนั้น แต่ผู้ใดไม่ให้โดยสอบสวนบุคคลแล้ว
อนุเคราะห์ด้วยธรรม หรือโดยสอบสวนธรรมอนุเคราะห์บุคคล ผู้นี้ไม่ชื่อ
ว่ามีธรรมมัจฉริยะ.
ในข้อนั้น บุคคลบางคนเป็นคนโลเล บางเวลาเป็นสมณะ บาง
เวลาเป็นพราหมณ์ บางเวลาเป็นนิครนถ์. ก็ภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่าบุคคลนี้
ทำลายข้อธรรมซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ที่มีมาโดยประเพณีเกลี้ยงเกลาละเอียด
อ่อน แล้วจักร้อนใจ ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ให้โดยสอบสวนบุคคลอนุเคราะห์
ธรรม, ส่วนภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่าธรรมนี้เกลี้ยงเกลาละเอียดอ่อน ถ้า

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 275 (เล่ม 65)

บุคคลผู้นี้จักถือเอา ก็จักพยากรณ์พระอรหัตผลกระทำให้แจ้งซึ่งคนจัก
ฉิบหาย ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ให้โดยสอบสวนธรรมอนุเคราะห์บุคคล. แต่ภิกษุ
ใดไม่ให้ด้วยคิดว่า ถ้าบุคคลผู้นี้จักถือเอาธรรมนี้ ก็จักสามารถทำลายลัทธิ
ของพวกเราได้ ภิกษุนี้ชื่อว่ามีธรรมมัจฉริยะโดยแท้.
บรรดาความตระหนี่ ๕ ประการเหล่านี้ บุคคลเป็นยักษ์ก็ตามเป็น
เปรตก็ตาม ยกหยากเยื่อในอาวาสนั้นเทินไปด้วยศีรษะ เพราะอาวาส
มัจฉริยะก่อน.
เมื่อบุคคลเห็นสกุลนั้นกระทำการให้ทานและความนับถือเป็นต้นแก่ผู้
อื่น คิดว่า สกุลของเรานี้แตกแล้วหนอ ถึงแก่เลือดพุ่งออกจากปากก็มี
ท้องเดินก็มี ไส้ใหญ่ออกมาเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ก็มี เพราะกุลมัจฉริยะ.
บุคคลตระหนี่ลาภที่มีอยู่ ของสงฆ์ก็ตามของคณะก็ตาม บริโภค
เหมือนบริโภคส่วนบุคคลย่อมเกิดเป็นยักษ์ก็มี เป็นเปรตก็มี เป็นงูเหลือม
ใหญ่ก็มี เพราะลาภมัจฉริยะ.
ก็บุคคลสรรเสริญคุณที่ควรสรรเสริญของตน ไม่สรรเสริญของผู้อื่น
กล่าวโทษนั้น ๆ ว่า ผู้นี้มีคุณอย่างไร ไม่ให้ปริยัติและอะไร ๆ แก่ใคร ๆ
ย่อมมีวรรณะทรามและเป็นใบ้เหมือนแพะ เพราะความตระหนี่วรรณะแห่ง
สรีระและวรรณคือคุณความดี และเพราะความตระหนี่ปริยัติธรรม.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมหมกไหม้อยู่ในเรือนโหละ เพราะความ
ตระหนี่ที่อยู่ เป็นผู้มีลาภน้อย เพราะความตระหนี่สกุล, บังเกิดในคูถนรก
เพราะความตระหนี่ลาภ, เมื่อบังเกิดในภพ ย่อมไม่มีวรรณะ เพราะความ

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 276 (เล่ม 65)

ตระหนี่วรรณะ, บังเกิดในกุกกุลนรก คือ นรกถ่านเพลิง เพราะความ
ตระหนี่ธรรม.
ความตระหนี่ ด้วยสามารถแห่งผู้ตระหนี่. อาการแห่งความตระหนี่
ชื่อว่าอาการตระหนี่. ภาวะแห่งผู้ประพฤติด้วยความตระหนี่ คือผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยความตระหนี่ ชื่อว่าความเป็นผู้ประพฤติตระหนี่, ชื่อว่า
ผู้ปรารถนาต่าง ๆ เพราะอรรถว่า ปรารถนาที่จะป้องกันสมบัติของคนทั้ง
หมดว่า จงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น ภาวะแห่งผู้ปรารถนา
ต่าง ๆ ชื่อว่า ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ คำนี้เป็นชื่อของความตระหนี่
อย่างอ่อน. ปุถุชน ท่านเรียกว่าผู้เหนียวแน่น. ภาวะแห่งผู้เหนียวแน่น
นั้น ชื่อว่าความเหนียวแน่น, คำนี้เป็นชื่อของความตระหนี่อย่างแรง ก็
บุคคลที่ประกอบด้วย ความตระหนี่อย่างแรงนั้น ย่อมห้ามแม้ผู้อื่นที่ให้ทาน
แก่คนอื่นอยู่.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
คนตระหนี่นี้ความดำริชั่ว แม้มิจฉาทิฏฐิ ไม่เอื้อ
เฟื้อย่อมห้ามผู้ให้ทานแก่พวกคนผู้ขอโภชนะอยู่.
ชื่อว่า ผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ เพราะอรรถว่า จิตย่อมเป็นไป
ด้วยความเจ็บร้อน คือย่อมขัดเคืองเพราะเห็นพวกยาจก. ภาวะแห่งผู้มีจิต
เจ็บร้อนในการให้ ชื่อว่าความเป็นผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้.
อีกนัยหนึ่ง การถือทัพพี ท่านเรียกว่ากฏุกะ, ก็เมื่อบุคคลจะเอา
ข้าวใส่หม้อข้าวให้เต็มถึงขอบหม้อ ใช้ทัพพีสำหรับตักข้าวที่บิดเบี้ยวไปทุก
ส่วนตักใส่ ย่อมไม่อาจใส่ให้เต็มได้, จิตของบุคคลผู้มีความตระหนี่ก็อย่าง

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 277 (เล่ม 65)

นั้น ย่อมหดหู่ เมื่อจิตหดหู่ แม้กายของเขาก็หดหู่ โค้งงอ บิดเบี้ยว
อย่างนั้นเหมือนกัน ไม่เหยียดยื่นออกได้ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ความ
เป็นผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ ชื่อว่า ความตระหนี่.
บทว่า อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส ความว่า ความที่จิตกั้นอย่างเหยียด
ยื่นไม่ได้ถือเอาโดยอาการมีให้ทานเป็นต้น ในการกระทำอุปการะแก่คน
อื่น ๆ. ก็เพราะบุคคลผู้มีความตระหนี่ เป็นผู้ไม่ประสงค์จะให้สมบัติของ
ตนแก่คนอื่น ประสงค์จะถือเอาสมบัติของผู้อื่น. ฉะนั้น ความตระหนี่นี้
พึงทราบว่ามีลักษณะซ่อนสมบัติของตน และมีลักษณะถือเอาสมบัติของผู้
อื่น ด้วยสามารถแห่งความตระหนี่ที่เป็นไปว่า จงเป็นของเราเท่านั้น
อย่าเป็นของผู้อื่น.
บทว่า ขนฺธมจฺฉริยมฺปิ มจฺฉริยํ ความว่า อุปบัติภพกล่าวคือ
เบญจขันธ์ของตนไม่สาธารณ์ถึงคนอื่น ๆ ชื่อว่าความตระหนี่ ความตระหนี่
ที่เป็นไปว่า ขอจงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น ชื่อว่าความ
ตระหนี่ขันธ์. แม้ในความตระหนี่ธาตุและความตระหนี่อายตนะ ก็นัยนี้
แหละ.
บทว่า คาโห ได้แก่ ความถือด้วยมุ่งจะถือเอา.
บทว่า อวทญฺญุตาย ได้แก่ ด้วยความไม่รู้พระดำรัสแม้ที่พระ-
สัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสไว้.
ก็บุคคลเมื่อไม่ให้แก่ยาจกทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมไม่รู้คำที่ยาจกเหล่า
นั้นกล่าว.
บทว่า ชนา ปนตฺตา ได้แก่ ชนผู้อยู่ปราศจากสติ.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 65)

บทว่า วจนํ ได้แก่ คำกล่าวอย่างย่อ.
บทว่า พฺยปถํ ได้แก่ คำกล่าวอย่างพิสดาร.
บทว่า เทสนํ ได้แก่ คำที่แสดงอุปมาชี้แจงเนื้อความ.
บทว่า อนุสฏฺฐึ ได้แก่ คำที่ให้กำหนดบ่อย ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวชี้แจง ชื่อว่า วจนะ. การกล่าวให้ถือ
เอาชื่อว่า พยปถะ. การกล่าวแสดงเนื้อความ ชื่อว่า เทศนา. การ
กล่าวแสดงโดยบท ชื่อว่า อนุสิฏฐิ.
อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวให้ทุกข์คือความหวาดสะดุ้งพินาศไป ชื่อว่า
วจนะ. กุมารกล่าวให้ทุกข์คือความเร่าร้อนพินาศไป ชื่อว่า พยปถะ.
การกล่าวให้ทุกข์ในอบายพินาศไป ชื่อว่า เทศนา. การกล่าวให้ทุกข์
ในภพพินาศไป ชื่อว่า อนุสิฏฐิ.
อีกอย่างหนึ่ง คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกขสัจ
ชื่อว่า วจนะ. คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการละสมุทัยสัจ ชื่อว่า
พยปถะ, คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธสัจ ชื่อ
ว่า เทศนา คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการทำมรรคสัจให้เกิด ชื่อ
ว่า อนุสิฏฐิ. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า น สุสฺสุสนฺติ ความว่า ไม่ฟัง.
บทว่า น โสตํ โอทหนฺติ ความว่า ไม่ตั้งโสตคือหูเพื่อฟัง.
บทว่า น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ ความว่า ไม่ดำรงจิต
เพื่อจะรู้.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 65)

บทว่า อนสฺสวา ความว่า ไม่ฟังโอวาท.
บทว่า อวจนกรา ความว่า ชื่อว่า ไม่ทำตามคำ เพราะอรรถ
ว่าแม้ฟังอยู่ ก็ไม่ทำตามคำ.
บทว่า ปฏิโลมวุตฺติโน ความว่า. เป็นผู้ฝ่าฝืนเป็นไป.
บทว่า อญฺเญเนว มุขํ กโรนฺติ ความว่า แม้กระทำอยู่ก็ไม่ให้
เห็นหน้า.
บทว่า วิสเม ความว่า ชื่อว่า ไม่เสมอ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อ
กรรมที่เสมอ ซึ่งสมมติว่ากายสุจริตเป็นต้น ในกรรมอันไม่เสมอนั้น
บทว่า นิวิฏฐา ความว่า เข้าไปแล้วนำออกได้ยาก.
บทว่า กายกมฺเม ความว่า ในกายกรรมที่เป็นไปทางกายก็ตาม
ที่เป็นไปด้วยกายก็ตาม. แม้ในวจีกรรมเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บรรดากรรมเหล่านั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่าน
จำแนกด้วยสามารถแห่งทุจริต. พึงทราบว่าปาณาติบาตเป็นต้น ท่าน
จำแนกด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐. พรรณนาบทที่เป็นสาธารณะ
ในที่นี้ เท่านี้ก่อน.
ก็ในบทที่เป็นอสาธารณะทั้งหลาย การทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป
ชื่อว่า ปาณาติบาต ท่านอธิบายว่า การฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนสัตว์.
ก็ในบทว่า ปาโณ นี้ โดยโวหารได้แก่ สัตว์ โดยปรมัตถ์ได้แก่ ชีวิติน
ทรีย์. ก็เจตนาฆ่าที่เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง
ซึ่งตั้งขึ้นด้วยความเพียรเข้าไปตัดอินทรีย์คือชีวิต ของผู้มีความสำคัญใน
สัตว์มีชีวิตนั้นว่าเป็นสัตว์มีชีวิต ชื่อว่า ปาณาติบาต. ปาณาติบาตนั้น

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 65)

ในบรรดาสัตว์มีชีวิตทั้งหลายมีดิรัจฉานเป็นต้นที่เร้นจากคุณ ในสัตว์เล็ก
มีโทษน้อย ในสัตว์ตัวใหญ่ มีโทษมาก. เพราะเหตุไร ? เพราะปโยคะ
ใหญ่, แม้เมื่อปโยคะเท่ากัน ก็เพราะวัตถุใหญ่. บรรดามนุษย์เป็นต้น
ผู้มีคุณ สัตว์ที่มีคุณน้อย มีโทษน้อย ที่มีคุณมาก มีโทษมาก. ก็เมื่อ
สรีระและคุณเท่ากัน มีโทษน้อยเพราะกิเลสและความเพียรอ่อน, มีโทษ
มากเพราะกิเลสและความเพียรกล้าแข็ง พึงทราบดังพรรณนามาฉะนี้.
ปาณาติบาตนั้นมีองค์ ๕ คือ สัตว์มีชีวิต ๑ รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต ๑
จิตคิดจะฆ่า ๑ ทำความเพียรที่จะฆ่า ๑ สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น ๑
มีปโยคะ ๖ คือ สาหัตถิกปโยคะ อาณัตติกปโยคะ ๑ นิสสัคคิย์ปโยคะ ๑
ถาวรปโยคะ ๑ วิชชามยปโยคะ ๑ อิทธิมยปโยคะ ๑. เมื่อจะอธิบาย
เนื้อความนี้อย่างพิสดาร ก็จะยืดยาวเกินไป ฉะนั้นจักไม่อธิบายเรื่องนั้น
ให้พิสดาร. ผู้ต้องการทราบข้อความอื่นและข้อความอย่างนั้น พึงตรวจดู
สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ถือเอาเถิด.
การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ชื่อว่า อทินฺนาทานํ, ท่าน
อธิบายว่า การลัก การขโมย การทำโจรกรรม.
ในบทว่า อทินฺนาทานํ นั้น บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ของอัน
เจ้าของเขาหวงแหน ซึ่งเป็นที่เจ้าของเขาทำได้ตามความปรารถนา ไม่ควร
แก่อาชญาและไม่มีโทษ. ก็เจตนาคิดที่จะลักที่ตั้งขึ้นด้วยความเพียรถือเอา
สิ่งนั้น ของผู้มีความสำคัญในของอันเจ้าของเขาหวงแหนนั้น ว่าเป็นของ
อันเจ้าของเขาหวงแหน ชื่อว่า อทินนาทาน. อทินนาทานนั้น ในวัตถุ
ที่เป็นของตนอื่นเลว มีโทษน้อย. ในวัตถุที่เป็นของตนอื่นประณีต มีโทษ

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 281 (เล่ม 65)

มาก. เพราะเหตุไร ? เพราะวัตถุประณีต. เมื่อวัตถุเท่ากัน ในวัตถุที่เป็น
ของผู้ยิ่งด้วยคุณ มีโทษมาก, ในวัตถุที่เป็นของผู้มีคุณทรามกว่าคุณนั้น ๆ
โดยเทียบผู้ยิ่งด้วยคุณนั้น ๆ มีโทษน้อย.
อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ของอันเจ้าของเขาหวงแหน ๑ รู้อยู่
ว่าของอันเจ้าของเขาหวงแหน ๑ จิตคิดจะลัก ๑ ทำความเพียรเพื่อที่จะ
ลัก ๑ ได้ของนั้นมาด้วยความเพียรนั้น ๑. มีปโยคะ ๖ มีสาหัตถิกปโยคะ
เป็นต้นนั่นเอง. ก็ปโยคะเหล่านั้นแล เป็นไปด้วยสามารถอวหารเหล่านี้
คือไถยาวหาร ปสัยหาวหาร ปฏิฉันนาวหาร ปริกัปปาวหาร กุสาวหาร
ตามสมควร. นี้เป็นความย่อในข้ออทินนาทานนี้ ด้วยประการฉะนี้ ส่วน
ความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาสมันตปาสาทิกา.
ก็ในบทว่า กาเมสุ มิจฺฉาจาโร นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ความประพฤติเมถุน หรือวัตถุแห่งเมถุน.
บทว่า มิจฺฉาจาโร ได้แก่ ความประพฤติลามก ซึ่งต้องตำหนิ
โดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ เจตนาก้าวล่วงอคมนียฐาน ที่เป็นไปทาง
กายทวาร ด้วยความประสงค์อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร. ใน
กาเมสุมิจฉาจารนั้น จะกล่าวถึงอคมนียฐานของพวกบุรุษก่อนซึ่งได้แก่
หญิงที่มารดารักษา, หญิงที่บิดารักษา, หญิงที่มารดาบิดารักษา, หญิงที่
พี่ชายน้องชายรักษา, หญิงที่พี่สาวน้องสาวรักษา, หญิงที่ญาติรักษา,
หญิงที่โคตรรักษา, หญิงที่ธรรมรักษา, หญิงที่มีอารักขา, หญิงที่มีอาชญา,
รวมเป็นหญิง ๑๐ ประเภทมีหญิงที่มารดารักษาเป็นต้น. หญิงที่ช่วยมาด้วย
ทรัพย์, หญิงที่อยู่ด้วยความพอใจ, หญิงที่อยู่ด้วยโภคะ, หญิงที่อยู่ด้วยผ้า,

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 65)

หญิงที่ผู้ใหญ่จับมือคนทั้งสองจุ่มลงในน้ำแล้วมอบให้, หญิงที่บุรุษช่วยปลง
ภาระหนักแล้วมาอยู่ด้วย, หญิงที่เป็นทาสีแล้วยกขึ้นเป็นภรรยา, หญิงที่
เป็นลูกจ้างแล้วได้เป็นภรรยา, หญิงที่บุรุษไปรบชนะได้มา, หญิงที่เป็น
ภรรยาชั่วคราว, รวมเป็นหญิง ๑๐ ประเภท มีหญิงที่ช่วยมาด้วยทรัพย์
เป็นต้น รวมทั้งหมดเป็นหญิง ๒๐ ประเภท. เป็นอคมนียฐานของพวก
บุรุษ.
ส่วนในสตรีทั้งหลาย บุรุษอื่น ๆ ชื่อว่าเป็นอคมนียฐานของสตรี ๑๒
ประเภท คือ หญิงที่มีอารักขา, และหญิงที่มีอาชญา ๒ ประเภท และหญิง
ที่ช่วยมาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ ประเภท. ก็มิจฉาจารนี้นั้น ในอคมนียฐาน
ที่เว้นจากคุณมีศีลเป็นต้น มีโทษน้อย. ในอคมนียฐานที่สมบูรณ์ด้วยคุณ
มีศีลเป็นต้น มีโทษมาก.
กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีองค์ ๔ คือ วัตถุที่ไม่พึงถึง ๑ จิตคิดจะเสพ
ในวัตถุนั้น ๑ ปโยคะในการเสพ ๑ การยังมรรคต่อมรรคให้จดกัน ๑
มีปโยคะเดียวคือสาหัตถิกปโยคะนั่นแล.
บทว่า มุสา ได้แก่ วจีปโยคะ หรือกายปโยคะ ซึ่งหักประโยชน์
ของผู้ที่มุ่งจะกล่าวให้ผิดเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายโยคะหรือวจีปโยคะซึ่งกล่าว
ให้ผิด ของผู้ที่มุ่งจะกล่าวให้ผิดนั้น ด้วยความประสงค์จะกล่าวให้ผิด
ชื่อว่ามุสาวาท.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา ได้แก่ เรื่องไม่จริง ไม่แท้.
บทว่า วาโท ได้แก่ การให้รู้เรื่องไม่จริงไม่แท้นั้นว่าจริงว่าแท้.
ก็โดยลักษณะเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยวิญญัติอย่างนั้นของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นรู้

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 65)

เรื่องไม่จริงว่าจริง ชื่อว่า มุสาวาท มุสาวาทนั้น มีโทษน้อย, เพราะ
ประโยชน์ที่หักนั้นน้อย มีโทษมากเพราะประโยชน์ที่หักนั้นมาก.
อีกอย่างหนึ่ง สำหรับพวกคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยเป็น
ต้นว่า สิ่งของของตนไม่มี ด้วยความประสงค์จะไม่ให้เขา ดังนี้ มีโทษ
น้อย, มุสาวาทที่บุคคลเป็นพยานกล่าวเพื่อหักประโยชน์ มีโทษมาก,
สำหรับพวกบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยที่ได้น้ำมัน หรือเนยใสแม้
น้อยมา แต่กล่าวว่าเต็ม ด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะกันว่า วันนี้ใน
บ้านมีน้ำมันไหลเหมือนแม่น้ำ ดังนี้ มีโทษน้อย, แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่
ไม่ได้เห็นเลย โดยนัยเป็นต้น ว่า เห็น ดังนี้ มีโทษมาก. มุสาวาท
นั้นมีองค์ ๔ คือ เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑ เพียรกล่าวปด
ออกไป ๑ ข้อความที่ตนกล่าวนั้น คนอื่นรู้เข้าใจ ๑. มีปโยคะเดียว คือ
สาหัตถิกปโยคะนั้นแล.
ในบทว่า ปิสุณวาจา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บุคคลกล่าววาจานั้นแก่ผู้ใด กระทำความรักของคน ความส่อเสียด
ของผู้อื่น ในหทัยของผู้นั้น ด้วยวาจาใด วาจานั้น ชื่อว่า ปิสุณวาจา.
ก็บุคคลกระทำความหยาบกะตนบ้าง กะผู้อื่นบ้าง ด้วยวาจาใด
วาจาใดเป็นวาจาหยาบแม้เอง ไม่สบายหู ไม่สบายใจ วาจานี้ ชื่อว่า
ผรุสวาจา.
บุคคลพูดพร่ำคำเหลาะแหละไร้ประโยชน์ ด้วยวาทะใดวาทะนั้น
ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ. เจตนาแม้ที่เป็นมูลเหตุแห่งวาจา

283