ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 264 (เล่ม 65)

บทว่า น สกฺโกนฺติ ปรํ ปลิปปลินฺนํ อุทฺธริตุํ ความว่า ไม่
อาจที่จะจับมือหรือศีรษะยกผู้อื่นที่จมลงอย่างนั้นแล ขึ้นตั้งไว้บนบก.
บทว่า โส ในบทว่า โส วต จุนฺท เป็นปุคคลนิทเทสโดย
อาการที่จะพึงกล่าว. นิทเทสนั้นพึงทราบว่า นำคำอุทเทสว่า โย นี้มา
เชื่อมในบทที่เหลือทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุคคลใดจมอยู่ด้วยตน ดูก่อนจุนทะ
บุคคลนั้นหนอจักฉุดผู้อื่นที่จมอยู่ขึ้นได้ ดังนี้.
บทว่า ปลิปปลิปนฺโน ท่านกล่าวบุคคลที่จมลงในเปือกตมที่ลึก.
ความว่า ดูก่อนจุนทะ เหมือนบุรุษบางคนจมลงในเปือกตมที่ลึกแค่ศีรษะ.
จักจับมือ. หรือศีรษะ. ฉุดแม้คนอื่นที่จมลงอย่างนั้นเหมือนกันขึ้น.
บทว่า เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ความว่า ก็ข้อที่บุคคลนั้นพึงฉุดผู้นั้น
ขึ้นให้ตั้งอยู่บนบกนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.
ก็ในบทว่า อทนฺโต อวินีโต อปรินิพฺพุโต นี้มีวินิจฉัยดังต่อ
ไปนี้. บุคคลนั้น ชื่อว่าไม่ฝึกฝนเพราะยังมีการเสพผิด ชื่อว่า ไม่อบรม
เพราะไม่ศึกษาวินัย ชื่อว่าไม่ดับกิเลส เพราะยังดับกิเลสไม่ได้. บุคคลนั้น
คือเช่นนั้นจักฝึกฝนผู้อื่น จักการทำให้มีการเสพผิดออกแล้ว จักแนะนำ
จักให้ศึกษาสิกขา ๓ จักให้ดับรอบ คือจักให้กิเลสทั้งหลายของผู้นั้นดับ.
บทว่า นตฺถญฺโญ โกจิ ความว่า บุคคลอื่นใคร ๆ ที่ชื่อว่า
สามารถจะให้พ้นได้ ย่อมไม่มี.
บทว่า สเกน ถาเมน ได้แก่ ด้วยเรี่ยวแรงแห่งญาณของตน.
บทว่า พเลน ได้แก่ ด้วยกำลังแห่งญาณ.
บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรทางใจอันสัมปยุตด้วยญาณ.

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 265 (เล่ม 65)

บทว่า ปุริสปรกฺกเมน ได้แก่ ด้วยความเพียรใหญ่ ซึ่งไม่เหยียบ
ย่ำฐานะอื่น ๆ.
บทว่า นาหํ สหิสฺสามิ มีอธิบายว่า เราจักไม่อาจ คือไม่อาจ
คือจักไม่พยายาม.
บทว่า ปโมจนาย ได้แก่ เพื่อให้หลุดพ้น.
บทว่า กถํกถึ ได้แก่ ผู้มีความสงสัย.
บทว่า โธตก เป็นอาลปนะ.
บทว่า ตเรสิ ความว่า พึงข้ามได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความชั่วอันบุคคลกระทำด้วยตน บุคคลนั้นจัก
เศร้าหมองด้วยตนเอง ความชั่วอันบุคคลไม่กระทำด้วยตน
บุคคลนั้นจะบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์และความไม่
บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน ผู้อื่นไม่พึงให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ได้.
ในพระพุทธพจน์นี้มีเนื้อความดังนี้ :- อกุศลกรรมอันบุคคลใด
กระทำด้วยตนเอง บุคคลนั้นจักเสวยทุกข์ในอบาย ๔ เศร้าหมองด้วยตน
เอง แต่ความชั่วอันบุคคลใดไม่กระทำด้วยตน บุคคลนั้นย่อมไปสู่สวรรค์
และนิพพานบริสุทธิ์ได้ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์กล่าวคือกุศลกรรม ความ
ไม่บริสุทธิ์กล่าวคืออกุศลกรรม เป็นของเฉพาะตน คือย่อมให้ผลในตน
นั่นแหละ แก่เหล่าสัตว์ผู้กระทำ บุคคลอื่นไม่พึงยังบุคคลอื่นให้บริสุทธิ์
คือให้บริสุทธิ์ไม่ได้ มีอธิบายว่า ให้เศร้าหมองไม่ได้ ให้บริสุทธิ์ ไม่ได้.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 266 (เล่ม 65)

บทว่า ติฏฺฐเตว นิพฺพานํ ความว่า อมตมหานิพพานก็ตั้งอยู่
นั่นแหละ.
บทว่า นิพฺพานคามิมคฺโค ได้แก่ อริยมรรคเริ่มแต่วิปัสสนา
อันเป็นส่วนเบื้องต้น.
บทว่า ติฏฺฐามหํ สมาทเปตา ความว่า เราผู้ให้ถือ ให้ตั้งอยู่
เฉพาะ ก็ตั้งอยู่เฉพาะ.
บทว่า เอวํ โอวทิยมานา เอวํ อนุสาสิยมานา ได้แก่
อันเรากล่าวสอนอยู่อย่างนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้, ใน ๒ บทนี้ กล่าวในเรื่อง
ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า กล่าวสอน. พร่ำสอนในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น แสดง
อนาคตเป็นต้นว่า แม้ความเสื่อมยศก็จักมีแก่ท่าน ดังนี้ชื่อว่าพร่ำสอน
แม้ผู้กล่าวต่อหน้า ก็ชื่อว่ากล่าวสอน ผู้ส่งทูตหรือคำสอนไปลับหลัง ชื่อว่า
พร่ำสอน. ผู้กล่าวครั้งเดียว ชื่อว่ากล่าวสอน. ผู้กล่าวบ่อย ๆ ชื่อว่าพร่ำสอน.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้กล่าวสอนนั่นแหละ ชื่อว่าพร่ำสอน.
บทว่า อปฺเปกจฺเจ ได้แก่ บางพวก ความว่า พวกหนึ่ง.
บทว่า อจฺจนฺตนิฏฺฐํ นิพฺพานํ อาราเธนฺติ ความว่า ชื่อว่า
อัจจันตะ เพราะอรรถว่า ส่วนสุดกล่าวคือความสิ้นไปและความเสื่อมไป
ล่วงไปแล้ว ส่วนสุดล่วงไปแล้วนั้นด้วย จบสิ้นแล้วเพราะไม่เป็นที่เป็นไป
แห่งสังขารทั้งปวงด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า มีส่วนสุดล่วงไปแล้ว จบสิ้นแล้ว.
ความว่า จบสิ้นโดยส่วนเดียว. สาวกบางพวกบรรลุคือถึงซึ่งนิพพานอัน
จบสิ้นโดยส่วนเดียวนั้น.
บทว่า นาราเธนฺติ ได้แก่ ไม่ถึงพร้อม, ความว่า ไม่ได้เฉพาะ.

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 267 (เล่ม 65)

บทว่า เอตฺถ กฺยาหํ ความว่า ในเรื่องเหล่านี้ เราจะทำอะไร
อย่างไรได้.
บทว่า มคฺคกฺขายี ได้แก่ ผู้บอกทางปฏิบัติ.
บทว่า อาจิกฺขติ แปลว่า นอก.
บทว่า อตฺตนา ปฏิปชฺชมานา มุญฺเจยฺยุํ ความว่า ผู้ปฏิบัติ
อยู่พึงหลุดพ้นเอง.
บทว่า อตีตํ อุปาทาย ได้แก่ อาศัยอดีต.
บทว่า กถํ ปุเร อเปกฺขํ กโรติ ความว่า กระทำการเห็นคือ
การแลดู ด้วยประการไร.
บทว่า เอวรูโป อโหสึ ความว่า เราได้มีชาติอย่างนี้ มีรูป
อย่างนี้ คือ สูง ต่ำ ผอม อ้วน เป็นต้น.
บทว่า ตตฺถ นนฺทึ สมนฺนาเนติ ความว่า นำมา คือนำเข้า
มาโดยชอบซึ่งตัณหาในรูปารมณ์นั้น. แม้ใน เวทนา เป็นต้นก็นัยนี้
แหละ.
เมื่อจะแสดงความเกิดขึ้นแห่งตัณหาด้วยสามารถวัตถุและอารมณ์
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำว่า อิติ เม จกฺขุ เป็นต้น.
บทว่า อิติ รูปา ได้แก่ มีรูปอย่างนี้.
บทว่า ตตฺถ ฉนฺทราคปฏิพทฺธํ ความว่า ฉันทะกล่าวคือที่มี
กำลังอ่อน และราคะกล่าวคือมีกำลังแรงในจักษุและรูปเหล่านั้น พัวพัน
คือติดแน่นด้วยฉันทราคะนั้น.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ ชวนจิต.

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 268 (เล่ม 65)

บทว่า ฉนฺทราคปฏิพทฺธตฺตา วิญฺญาณสฺส ความว่า เพราะ
ชวนจิตนั้นพัวพันด้วยฉันทราคะ.
บทว่า ตทภินนฺทติ ความว่า ย่อมเพลิดเพลินอารมณ์นั้น ด้วย
สามารถตัณหา เมื่อเพลิดเพลินอารมณ์นั้นด้วยสามารถตัณหานั่นแล.
บทว่า ยานิสฺส ตานิ ได้แก่ การหัวเราะ การเจรจา และการ
เล่นเหล่านั้น.
บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในอดีต.
บทว่า สทฺธึ ได้แก่ ร่วมกัน.
บทว่า หสิตลปิตกีฬตานิ ได้แก่ การหัวเราะมีกัดฟันเป็นต้น
การเปล่งวาจาเจรจา และการเล่นมีการเล่นทางกายเป็นต้น.
บทว่า ตทสฺสาเทติ ความว่า ย่อมชื่นชม คือได้ความชื่นชม
คือยินดีอารมณ์นั้น.
บทว่า ตํ นิกาเมติ ความว่า ย่อมมุ่งหวัง คือหวังเฉพาะอารมณ์
นั้น.
บทว่า วิตฺตึ อาปชฺชติ ความว่า ย่อมถึงความยินดี.
บทว่า สิยํ แปลว่า พึงเป็น.
บทว่า อปฺปฏิลทฺธสฺส ปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่
การถึงอารมณ์ที่ยังไม่ถึง.
บทว่า จิตฺตํ ปณิทหติ ความว่า ตั้งจิตไว้.
บทว่า เจตโส ปณิธานปจฺจยา ได้แก่ เพราะเหตุแห่งการตั้ง
จิตไว้.

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 269 (เล่ม 65)

บทว่า สีเลน วา ได้แก่ ด้วยศีลมีศีล ๕ เป็นต้น.
บทว่า วตฺเตน วา ได้แก่ ด้วยสมาทานธุดงค์.
บทว่า ตเปน วา ได้แก่ ด้วยสมาทานความเพียร.
บทว่า พฺรหฺมจริเยน วา นี้แก่ หรือด้วยเมถุนวิรัติ.
บทว่า เทโว วา ได้แก่ เทวราชผู้มีอานุภาพมาก.
บทว่า เทวญฺญตโร วา ได้แก่ เทวดาตนใดคนหนึ่งบรรดา
เทวดาเหล่านั้น.
บทว่า ชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวด้วยสามารถแห่งคุณ.
บทว่า ปชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวโดยประการ.
บทว่า อภิชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวโดยพิเศษ. หรือขยายความ
ด้วยสามารถแห่งอุปสรรค.
พระสารีบุตรเถระแสดงเป็นตัวอย่างว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกล
จากวิเวก ด้วยคาถาที่ ๑, ทำให้แจ้งซึ่งธรรมดาของเหล่านรชนเช่นนั้น
ด้วยคาถาที่ ๒, บัดนี้เมื่อจะทำให้แจ้งถึงการกระทำกรรมชั่วของนรชนเหล่า
นั้น จึงกล่าวคาถาว่า กาเมสุ คิทฺธา เป็นต้น.
เนื้อความของคาถานั้นว่า สัตว์เหล่านั้น เป็นผู้ปรารถนาในกามทั้ง
หลาย ด้วยตัณหาในการบริโภค เป็นผู้ขวนขวายในกามทั้งหลาย เพราะ
ขวนขวายการแสวงหาเป็นต้น เป็นผู้หลงใหลในกามทั้งหลาย เพราะถึง
ความหลงพร้อม เป็นผู้ตกต่ำ เพราะมีการไปต่ำ เพราะมีความตระหนี่
และเพราะไม่ถือมั่นพระพุทธพจน์เป็นต้น ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ มี
กรรมอันไม่เสมอทางกายเป็นต้น ในกาลอันเป็นที่สุด เข้าถึงทุกข์ คือ

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 270 (เล่ม 65)

ความตาย ย่อมคร่ำครวญอยู่ว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว จักเป็น
อะไรหนอ.
บทว่า คิทฺธา ได้แก่ ปรารถนาด้วยกามราคะ.
บทว่า คธิตา ความว่า เป็นผู้หวังเฉพาะด้วยความกำหนัดเพราะ
ความดำริหลงใหล.
บทว่า มุจฺฉตา ความว่า เป็นผู้มีความติดใจเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ด้วยกามตัณหา.
บทว่า อชฺโฌปนฺนา ความว่า หมกมุ่น ลุ่มหลง ด้วยความ
เพลิดเพลินในกาม.
บทว่า ลคฺคา ความว่า ติดแน่นด้วยความเสน่หาในกาม.
บทว่า ลคฺคิตา ความว่า เป็นอันเดียวกันด้วยความเร่าร้อนใน
กาม.
บทว่า ปลพุทฺธา ความว่า พัวพันด้วยความสำคัญในกาม.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ปรารถนา
ในเพราะเห็นสิ่งที่เห็นแล้ว หลงใหล ในเพราะเห็นเนือง ๆ ติดใจ ใน
เพราะการกระทำความเกี่ยวข้อง ลุ่มหลง ในเพราะการกระทำความคุ้น
เคย ข้อง ในเพราะการตามรอยด้วยความเสน่หาเกี่ยว ในเพราะความ
เข้าถึงเป็นคู่ ๆ พัวพัน คือเป็นผู้ไม่ยอมปล่อยแล้ว ๆ เล่า ๆ นั่นเอง.
บทว่า เอสนฺติ ได้แก่ หวังเฉพาะ.
บทว่า คเวสนฺติ ได้แก่ แสวงหา.

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 271 (เล่ม 65)

บทว่า ปริเยสนฺติ ได้แก่ ต้องการคือปรารถนาด้วยอาการทั้งปวง.
อีกอย่างหนึ่ง หาดูว่า ในอารมณ์ที่เห็นแล้ว ความงาม ความไม่
งาม มี ไม่มี ดังนี้ เมื่อจะทำให้เป็นที่รักด้วยเครื่องหมายเพราะทำให้
ประจักษ์ในสุภารมณ์และอสุภารมณ์ ชื่อว่า แสวงหา ชื่อว่าเสาะหาแสวง
หา ด้วยสามารถแห่งจิต เสาะหา ด้วย สามารถแห่งการประกอบ ค้นหา
ด้วยสามารถแห่งการกระทำ. ชื่อว่า เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม เพราะอรรถ
ว่า เที่ยวไปอาศัยคือหยั่งลงสู่กาม ๒ อย่างนั้น, ชื่อว่าเป็นผู้มักมากในกาม
เพราะอรรถว่า มักมาก คือยังกามเหล่านั้นแลให้เจริญ ให้เป็นไปโดย
มาก. ชื่อว่า เป็นผู้หนักในกาม เพราะอรรถว่า ไหม้ ทำกามเหล่านั้น
แหละ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักหน่วง, ชื่อว่าเป็นผู้เอนไปในกาม เพราะ
อรรถว่า เป็นผู้เอนคือน้อมไปในกามเหล่านั้นอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้โอนไปใน
กาม เพราะอรรถว่า เป็นผู้เอนไปในกามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้โน้ม
ไปในกาม เพราะอรรถว่า เป็นผู้น้อมไปในกามเหล่านั้นแหละ, เพราะ
เป็นผู้แขวนอยู่ที่กามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้น้อมใจไปในกาม เพราะ
อรรถว่า เป็นผู้ครอบงำเกี่ยวข้องด้วยความลุ่มหลงในกามเหล่านั้นเที่ยวไป,
ชื่อว่าเป็นผู้มุ่งกามเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่า ทำกามเหล่านั้นแหละให้เป็น
ใหญ่ ให้เป็นหัวหน้าเที่ยวไป, อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนา
อย่างนี้ว่า เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม เพราะปรารถนาอารมณ์, เป็นผู้มักมาก
ในกาม เพราะใคร่อารมณ์, เป็นผู้หนักในกาม เพราะชอบใจอารมณ์,
เป็นผู้เอนไปในกาม เพราะมีอารมณ์น่ารัก, เป็นผู้โอนไปในกาม เพราะ
มีอารมณ์ประกอบด้วยกาม, เป็นผู้โน้มไปในกาม เพราะมีอารมณ์เป็นที่

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 272 (เล่ม 65)

ตั้งแห่งความกำหนัด. เป็นผู้น้อมใจไปในกาม เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้ง
แห่งความลุ่มหลง. เป็นผู้มุ่งกามเป็นใหญ่ เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความผูกพัน.
ในบทว่า รูเป ปริเยสนฺติ เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวบท
ปริเยสนฺติ ด้วยสามารถการแสวงหาลาภของผู้ที่ยังไม่ได้ลาภ. ท่านกล่าว
บท ปฏิลภนฺติ ด้วยสามารถลาภอยู่ในมือแล้ว. ท่านกล่าวบท ปริ-
ภุญฺชนฺติ ด้วยสามารถการใช้สอย.
ชื่อว่าคนผู้ทำความทะเลาะ เพราะอรรถว่า ทำความทะเลาะวิวาท,
ชื่อว่า ขวนขวายในความทะเลาะ เพราะอรรถว่า ประกอบในความ
ทะเลาะนั้น, แม้ในคนทำการงานเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า โคจเร จรนฺโต ความว่า เที่ยวไปอยู่ในอโคจรมีซ่องหญิง
แพศยา เป็นต้น หรือในโคจรมีสติปัฏฐานเป็นต้น. ผู้ประกอบในโคจร
เหล่านั้น ชื่อว่า ขวนขวายในโคจร.
ชื่อว่าผู้เจริญฌาน เพราะอรรถว่า มีฌานด้วยสามารถเข้าไปเพ่งอา-
รมณ์. ผู้ประกอบในฌานนั้น ชื่อว่า ขวนขวายในฌาน.
บทว่า อวํคจฺฉนฺติ ได้แก่ ไปสู่อบาย.
บทว่า มจฺฉริโน ได้แก่ ผู้ซ่อนสมบัติของตน.
บทว่า วจนํ ได้แก่ คำพูด.
บทว่า พฺยปลํ ได้แก่ ถ้อยคำ.
บทว่า เทสนํ ได้แก่ โอวาทชี้แจง.
บทว่า อนุสิฏฺฐึ ได้แก่ คำพร่ำสอน.

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 273 (เล่ม 65)

บทว่า น อาทิยนฺติ ได้แก่ ไม่เชื่อถือ ไม่ทำความเคารพ ปาฐะ
ว่า น อลฺลียนฺติ ก็มี ความก็อย่างเดียวกัน.
เพื่อแสดงความตระหนี่โดยวัตถุ ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจ มจฺฉริยานิ
อาวาสมจฺฉริยํ เป็นต้น. บรรดาความตระหนี่เหล่านั้น ความตระหนี่ใน
ที่อยู่ ชื่อว่า อาวาสมัจฉริยะ. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
อารามทั้งสิ้นก็ตาม บริเวณก็ตาม ห้องนอนห้องเดียวก็ตาม ที่พักกลางคืน
เป็นต้นก็ตาม ชื่อว่าที่อยู่, อยู่สบาย ได้ปัจจัยทั้งหลาย ในที่ใด ที่นั้นพึง
ทราบว่า อาวาส
ภิกษุรูปหนึ่งไม่ต้องการให้ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร มา
ในอาวาสนั้น คิดว่าแม้ภิกษุที่มาแล้วก็ขอให้รีบไปเสีย นี้ชื่อว่า อาวาส-
มัจฉริยะ, แต่ภิกษุผู้ไม่ต้องการให้พวกภิกษุผู้ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นต้น
อยู่ในที่อยู่นั้น ไม่เป็นอาวาสมัจฉริยะ.
บทว่า กุลํ ได้แก่ กุลอุปัฏฐากบ้าง สกุลญาติบ้าง ภิกษุไม่ต้อง
การให้ภิกษุอื่นเข้าไปในสกุลนั้น เป็นกุลมัจฉริยะ แต่เมื่อไม่ต้องการ
ให้บุคคลลามกเข้าไป ไม่ชื่อว่าเป็นมัจฉริยะ ด้วยว่าบุคคลลามกนั้นย่อม
ปฏิบัติเพื่อทำลายความเลื่อมใสของอุปัฏฐากและญาติเหล่านั้นเสีย. แต่เมื่อ
ไม่ต้องการให้ภิกษุผู้สามารถรักษาความเลื่อมใสไว้ได้ เข้าไปในสกุลนั้น
ชื่อว่าเป็นมัจฉริยะ.
บทว่า ลาโภ ได้แก่ ลาภคือปัจจัย นั้นเอง เมื่อภิกษุผู้มีศีลรูป
อื่นได้ลาภอยู่ทีเดียว ภิกษุคิดว่า จงอย่าได้ ดังนี้ ย่อมเป็นลาภมัจฉริยะ
แก่ภิกษุใดทำสัทธาไทยให้ตกไป ให้พินาศด้วยไม่บริโภคและบริโภคไม่ดี

273