เป็นของมีอยู่ เจริญสมาบัติที่เหลือลงจากสังขาร เหตุนั้นท่านจึงเรียกว่ามี
สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
บรรดา เหล่านั้น บทว่า สนฺตโต มนสิกโรติ ความว่า ภิกษุ
มนสิการแม้ความไม่มีว่าสมาบัตินี้มีอยู่หรือไม่หนอเป็นอารมณ์อยู่ ย่อมชื่อ
ว่ามนสิการสมาบัตินั้นว่ามีอยู่ เพราะมีสิ่งที่มีอยู่เป็นอารมณ์ อย่างนี้ด้วย
ประการฉะนี้. ภิกษุนั่งบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ฌานจิต ย่อม
ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญานั้น.
บทว่า โสตาปนฺนสฺส ได้แก่ บรรลุโสดาปัตติผล.
บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิยา ได้แก่จากสักกายทิฏฐิซึ่งมีวัตถุ ๒๐.
บทว่า วิจิกิจฺฉาย ได้แก่ จากความสงสัยในฐานะ ๘.
บทว่า สีลพฺพตปรามาสา ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นลูบคลำว่าบริสุทธิ์
โดยศีล บริสุทธิ์โดยพรรค.
บทว่า ทิฏฐานุสยา ได้แก่ ทิฏฐานุสัยซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดาน
เพราะอรรถว่า ยังละไม่ได้. วิจิกิจฉานุสัยก็เหมือนกัน.
บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ได้แก่ และที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียว
กันกับด้วยสักกายทิฏฐิเป็นต้นเหล่านั้น. ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่า ให้
เดือดร้อน และให้ลำบาก. จิตสงัด คือว่างจากกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น
เหล่านั้น.
บทว่า ตเทกฏฺฐํ ในที่นี้ ความว่า เอกัฏฐะตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
มี ๒ คือ ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ และตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
โดยเกิดร่วมกัน.