ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 254 (เล่ม 65)

เป็นของมีอยู่ เจริญสมาบัติที่เหลือลงจากสังขาร เหตุนั้นท่านจึงเรียกว่ามี
สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
บรรดา เหล่านั้น บทว่า สนฺตโต มนสิกโรติ ความว่า ภิกษุ
มนสิการแม้ความไม่มีว่าสมาบัตินี้มีอยู่หรือไม่หนอเป็นอารมณ์อยู่ ย่อมชื่อ
ว่ามนสิการสมาบัตินั้นว่ามีอยู่ เพราะมีสิ่งที่มีอยู่เป็นอารมณ์ อย่างนี้ด้วย
ประการฉะนี้. ภิกษุนั่งบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ฌานจิต ย่อม
ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญานั้น.
บทว่า โสตาปนฺนสฺส ได้แก่ บรรลุโสดาปัตติผล.
บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิยา ได้แก่จากสักกายทิฏฐิซึ่งมีวัตถุ ๒๐.
บทว่า วิจิกิจฺฉาย ได้แก่ จากความสงสัยในฐานะ ๘.
บทว่า สีลพฺพตปรามาสา ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นลูบคลำว่าบริสุทธิ์
โดยศีล บริสุทธิ์โดยพรรค.
บทว่า ทิฏฐานุสยา ได้แก่ ทิฏฐานุสัยซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดาน
เพราะอรรถว่า ยังละไม่ได้. วิจิกิจฉานุสัยก็เหมือนกัน.
บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ได้แก่ และที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียว
กันกับด้วยสักกายทิฏฐิเป็นต้นเหล่านั้น. ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่า ให้
เดือดร้อน และให้ลำบาก. จิตสงัด คือว่างจากกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น
เหล่านั้น.
บทว่า ตเทกฏฺฐํ ในที่นี้ ความว่า เอกัฏฐะตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
มี ๒ คือ ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ และตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
โดยเกิดร่วมกัน.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 255 (เล่ม 65)

ก็กิเลสทั้งหลายที่ให้ถึงอบายชื่อว่า ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน โดยการละ
เพราะอรรถว่า ตั้งอยู่ในบุคคลเดียวกันกับด้วยทิฏฐิและวิจิกิจฉาตราบที่ยัง
ละไม่ได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. ก็บรรดากิเลส ๑๐ อย่าง ทิฏฐิและวิจิกิจฉา
เท่านั้นมาในที่นี้ ส่วนกิเลสที่ให้ถึงอบายที่เหลือ ๘ อย่าง คือ โลภะ โทสะ
โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เป็นกิเลสที่ตั้งอยู่
ในเหล่าเดียวกันกับทิฏฐิและวิจิกิจฉาย่อมละได้พร้อมกับอนุสัยทั้ง ๒ ด้วย
โสดาปัตติมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บรรดากิเลสพันห้าที่มีราคะโทสะโมหะเป็นหัวหน้า
เมื่อละทิฏฐิได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ก็เป็นอันละวิจิกิจฉาได้พร้อมกับทิฏฐิ
กิเลสทั้งปวงที่ให้ถึงอบาย ย่อมละได้พร้อมทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย
ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ. ส่วนที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
โดยเกิดร่วมกัน ได้แก่กิเลสที่เหลือลงที่ดังอยู่ในจิตแต่ละดวงพร้อมด้วยทิฏฐิ
และพร้อมด้วยวิจิกิจฉา ก็เมื่อจิตที่เป็นทิฏฐิสัมปยุต และเป็นอสังขาริก
ทั้ง ๒ ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะที่เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้นย่อมละได้ด้วย
สามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. เมื่อละจิตที่เป็นทิฏฐิสัมปยุต
และเป็นสสังขาริกทั้ง ๒ กิเลสเหล่านี้คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ
อหิริกะ อโนตตัปปะ ที่เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยสามารถ
ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. เมื่อละจิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาได้
กิเลสเหล่านั้นคือโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ที่เกิดร่วมกับจิตนั้น
ย่อมละได้ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. จิตย่อมสงัด

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 256 (เล่ม 65)

จากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน ๒ อย่างเหล่านั้น อธิบายว่า มรรคจิต
ย่อมสงัด ผลจิตย่อมสงัด คือไม่ประกอบ ไม่ขวนขวาย คือว่าง ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า สกทาคามิสฺส โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ความว่า
สังโยชน์กล่าวคือ ความกำหนัดในเมถุน เป็นกิเลสหยาบ คือเป็นกิเลส
หยาบเพราะเป็นปัจจัยแห่งการก้าวล่วงในกายทวารก็กามราคะนั้น ท่าน
เรียกว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่าประกอบเหล่าสัตว์ไว้ในกามภพ.
บทว่า ปฏิฆสญฺโญชนา ได้แก่ สังโยชน์คือพยาบาท. ก็พยาบาท
นั้น ท่านเรียกว่า ปฏิฆะ เพราะอรรถว่ากระทบอารมณ์. กิเลสเหล่านั้นแล
ชื่อว่า อนุสัย. เพราะอรรถว่า นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ด้วยอรรถว่ามี
กำลัง.
บทว่า อณุสหคตา ได้แก่ ละเอียดคือสุขุม. กามราคสังโยชน์
อย่างละเอียด.
บทว่า กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา ได้แก่ กามราคานุสัย
และปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด ด้วยสามารถนอนเนื่องอยู่ในสันดาน โดย
อรรถว่า ยังละไม่ได้.
บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ความว่า จิตย่อมสงัด คือว่างจากกิเลส
ทั้งหลาย ที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน ๒ อย่าง ซึ่งมีเนื้อความดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อรหโต ได้แก่ ผู้ได้นามว่า พระอรหันต์ เพราะกำจัด
ข้าศึกคือกิเลสทั้งหลายได้.
บทว่า รูปราคา ได้แก่ ฉันทราคะในรูปภพ.

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 257 (เล่ม 65)

บทว่า อรูปราคา ได้แก่ ฉันทราคะในอรูปภพ.
บทว่า มานา ได้แก่ มานะ ที่ฆ่าได้ด้วยอรหัตมรรคนั่นแล,
อุทธัจจะ อวิชชา และมานานุสัยเป็นต้น ก็ฆ่าได้ด้วยอรหัตมรรคเหมือน
กัน. บรรดากิเลสเหล่านั้นมานะมีลักษณะพอง อุทธัจจะมีลักษณะไม่สงบ
อวิชชามีลักษณะมืด ภวราคานุสัยเป็นไปด้วยสามารถรูปราคะและอรูปราคะ.
บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ได้แก่ และจากกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ร่วม
กันเหล่านั้น.
บทว่า พหิทฺธา จ สพฺพนมิตฺเตหิ ความว่า มรรคจิตย่อมสงัด
คือเว้น ไม่ขวนขวาย ผลจิตไม่ประกอบ คือไม่ขวนขวายจากสังขารนิมิต
ทั้งปวง ที่ถึงการนับว่า ภายนอก คือพ้นภายในเป็นไปภายนอก เพราะ
อาศัยอกุศลขันธ์ภายในจิตสันดาน.
ในอนุสัยเหล่านั้น พึงทราบความ ไม่มีแห่งอนุสัยโดยลำดับ ๒ อย่าง
คือลำดับ กิเลสและลำดับมรรค ก็โดยลำดับกิเลส กามราคานุสัยและปฏิฆา-
นุสัยด้วยมรรคที่ ๓, มานานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔, ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉา-
นุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๑, ภวราคานุสัยและอวิชชานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔
นั่นแล. ส่วนโดยลำดับมรรคทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่
๑, กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยเบาบางด้วยมรรคที่ ๒, ไม่มีโดยประการ
ทั้งปวงด้วยมรรคที่ ๓, มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัยไม่มี
ด้วยมรรคที่ ๔.
บทว่า จิตฺตวิเวโก ความว่า ความที่มหัคคตจิตแลโลกุตตรจิตว่าง
คือเปล่าจากกิเลสทั้งหลาย.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 258 (เล่ม 65)

บทว่า อุปธิวิเวโก ได้แก่ ความว่างเปล่าแห่งอุปธิกล่าวคือกิเลส
ขันธ์และอภิสังขาร.
เพื่อจะแสดงอุปธิก่อน พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
อุปธิ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ดังนี้.
กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดขึ้นแก่ผู้ใดย่อมทำผู้นั้นให้เดือด
ร้อนให้ลำบากด้วย เบญจขันธ์มีรูปเป็นต้น เป็นอารมณ์ของอุปาทานด้วย
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขารด้วย ชื่อ อุปธิ.
บทว่า อมตํ ความว่า นิพพานชื่อว่า อมตะ เพราะอรรถว่า
ไม่มีมตะกล่าวคือความตาย.
ชื่อว่า อมตะ เพราะอรรถว่า เป็นยา เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อพิษ
คือกิเลส ก็มี.
ตัณหา ท่านเรียกว่า วานะ เพราะอรรถว่า เย็บ คือร้อยรัดเหล่า
สัตว์ไว้ในสงสาร กำเนิด คติ อุปบัติ วิญญาณฐีติและสัตตาวาสทั้งหลาย.
ชื่อว่า นิพพาน เพราะอรรถว่า ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดใน
นิพพานนั้น.
บทว่า วูปกฏฺฐกายานํ ได้แก่ ผู้มีสรีระปราศจากการคลุกคลีใน
หมู่.
บทว่า เนกฺขมฺมาภิรตานํ ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะคือปฐม
ณานเป็นต้น ที่ออกจากกามเป็นต้น คือ ผู้น้อมไปในเนกขันมะนั้น.
บทว่า ปรมโวทานปฺปตฺตานํ. ได้แก่ ผู้บรรลุผลคือความเป็นผู้
บริสุทธิ์สูงสุดตั้งอยู่. อาจารย์บางพวกพรรณนาอย่างนี้ว่า ผู้มีจิตบริสุทธิ์

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 259 (เล่ม 65)

เพราะไม่มีอุปกิเลสผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง เพราะความเป็น
ผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย ผู้มีจิตบริสุทธิ์ด้วยวิกขัมภนปหานละด้วยการข่มไว้
ผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง ด้วยสมุจเฉทปหานละด้วยตัดขาด
บทว่า นิรูปธีนํ. ได้แก่ ผู้มีอุปธิไปปราศแล้ว.
บทว่า วิสงฺขารคตานํ ได้แก่ ผู้เข้าถึงนิพพานซึ่งปราศจากสังขาร
เพราะตัดอารมณ์คือสังขาร ด้วยสามารถเป็นอารมณ์. แม้ในบทว่า วิสงฺ-
ขารคตํ จิตฺตํ นี้ ท่านก็กล่าวว่า วิสังขาร คือนิพพาน.
บทว่า วิทูเร ได้แก่ ไกลโดยประการต่าง ๆ.
บทว่า สุวิทูเร ได้แก่ ไกลด้วยดี.
บทว่า น สนฺติเก ได้แก่ ไม่ใกล้.
บทว่า น สามนฺตา ได้แก่ ไม่ใช่ข้างเคียง.
บทว่า อนาสนฺเน ได้แก่ ไม่ใกล้เกินไป.
บทว่า วูปกฏเฐ ได้แก่ ไม่ใกล้, ความว่า ไปปราศ.
บทว่า ตาทิโส ได้แก่ ผู้เช่นนั้น.
บทว่า ตสฺสณฺฐิโต ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ด้วยอาการนั้น.
บทว่า ตปฺปกาโร ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ด้วยประการนั้น.
บทว่า ตปฺปฏิภาโค ได้แก่ ผู้มีส่วนดังนั้น, อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์
พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ชื่อว่าผู้เช่นนั้น เพราะข้องอยู่ในถ้ำคืออัตภาพ,
ชื่อว่าผู้ดำรงอยู่ดังนั้น เพราะกิเลสทั้งหลายปกปิดไว้, ชื่อว่าแบบนั้น เพราะ
หยั่งลงในที่หลง, ชื่อว่าเหมือนเช่นนั้น เพราะไกลจากวิเวก ๓,
บทว่า ทุปฺปหาย ได้แก่ ไม่เป็นของอันนรชนพึงละได้โดยง่าย.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 260 (เล่ม 65)

บทว่า ทุจฺจชา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะละได้โดยง่าย.
บทว่า ทุปฺปริจฺจชา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะละได้โดยอาการทั้งปวง.
บทว่า ทุนฺนิมฺมทยา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะกระทำให้ไม่มัวเมา
คือให้มีความมัวเมาออกแล้ว.
บทว่า ทุพฺพินิเวธยา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะกระทำการแทงตลอด
คือ ความพ้นได้.
บทว่า ทุตฺตรา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะข้ามขึ้นก้าวล่วงไปได้.
บทว่า ทุปฺปตรา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะข้ามโดยพิเศษได้.
บทว่า ทุสฺสมติกฺกมา ได้แก่ พึงก้าวล่วงได้โดยยาก.
บทว่า ทุพฺพีติวตฺตา ได้แก่ ยากที่จะให้เป็นไป.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์บางพวกพรรณนาอย่างนี้ว่า สลัดได้โดยยาก
ด้วยสามารถแห่งปกติ ย่ำยีได้โดยยาก ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย แหวกออกได้
โดยยาก ดุจนาคบาศ ข้ามได้โดยยาก พ้นได้โดยยาก ดุจทางกันดาร
ทะเลทรายในฤดูร้อนก้าวล่วงได้โดยยาก ดุจคงที่เสือโคร่งหวงแหนข้ามพ้น
ได้โดยยาก ดุจคลื่นในมหาสมุทร.
ระสารีบุตรเถระให้สำเร็จความว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจาก
วิเวก ด้วยคาถาที่ ๑ อย่างนี้แล้วเมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมดาของเหล่า
สัตว์อย่างนั้นอีก จึงกล่าวคาถาว่า อิจฺฉานิทานา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉานิทานา ได้แก่ มีตัณหาเป็น
เหตุ.

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 261 (เล่ม 65)

บทว่า ภวสาตพนฺธา ได้แก่ ผู้ติดพ้นด้วยความแช่มชื่นในภพ
มีสุขเวทนาเป็นต้น.
บทว่า เต ทุปฺปมุญฺจา ได้แก่ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความแช่มชื่น
ในภพเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง สัตว์เหล่านั้น คือผู้ติดพันในความแช่มชื่นในภพนั้น
เป็นผู้หลุดพ้นได้โดยยาก เพราะเหตุแห่งความปรารถนา.
บทว่า น หิ อญฺญโมกฺขา ความว่า ไม่อาจที่จะยังบุคคลอื่น
ให้หลุดพ้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทนั้นเป็นตติยาวิภัตติ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นได้
โดยยาก. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นผู้อันบุคคลอื่นให้หลุดพันไม่ได้ ถ้า
สัตว์ทั้งหลายจะพึงหลุดพ้น ก็พึงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังของตน เนื้อความ
ลงบทนั้นมีดังพรรณนามาฉะนี้.
บทว่า ปจฺฉา ปุเร วาปิ อเปกฺขมานา ความว่า มุ่งหวังกาม
ทั้งหลายในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง.
บทว่า อิเมว กาเม ปุริเมว ชปฺปํ ความว่า ปรารถนาอยู่ซึ่ง
กามเหล่านี้ คือที่เป็นปัจจุบัน หรือกามที่มีในก่อนทั้งสองอย่าง คือที่เป็น
อดีตและอนาคต เพราะตัณหามีกำลัง.
อนึ่ง พึงทราบก่อนว่าบททั้ง ๒ เหล่านี้ เชื่อมกับบทนี้ว่า เต
ทุปฺปมุญฺจา น หิ อญฺญโมกฺขา นั่นแล.
นอกนี้ สัตว์เหล่านั้นแม้มุ่งหวังอยู่ ก็ไม่ปรากฏว่า เมื่อปรารถนา
กระทำอะไรอยู่ หรือได้กระทำอะไรแล้ว.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 262 (เล่ม 65)

บทว่า ภวสาตพนฺธา ความว่า ความแช่มชื่นในภพ ชื่อว่า
ภวสาตะ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพนั้น คือด้วย
ความชื่นชมความสุขตั้งอยู่. เพื่อแสดงจำแนกความแช่มชื่นนั้น ท่านจึง
กล่าวคำว่า เอกํ ภวสาตํ สุขาเวทนา เป็นต้น.
ความเป็นแห่งความหนุ่มสาว ชื่อว่า ความเป็นหนุ่มสาว. ความ
ไม่มีแห่งโรค ชื่อว่า ความไม่มีโรค. ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า
ชีวิต.
บทว่า ลาโภ ได้แก่ การได้ปัจจัย ๔.
บทว่า ยโส ได้แก่ บริวาร.
บทว่า ปสํสา ได้แก่ ชื่อเสียง.
บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและทางใจ.
บทว่า มนาปิกา รูปา ได้แก่ รูปที่เจริญใจ. แม้ในบทที่เหลือ
ทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
บทว่า จกฺขุสมฺปทา ได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ.
บทว่า จกฺขุสมฺปทา ท่านกล่าวหมายถึงความชื่นชมความสุขที่เกิด
ขึ้นว่า จักษุของเราสมบูรณ์ ปรากฏดุจสีหบัญชรที่ติดตั้งไว้ที่วิมานแก้ว
มณี. แม้ในบทว่า โสตสมฺปทา เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า สุขาย เวทนาย (สตฺตา) พนฺธา ฯ เป ฯ พนฺธ เป็น
บทเดิม.
บทว่า วินิพนฺธา ได้แก่ ติดพันด้วยอาการมีอย่างต่าง ๆ.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 263 (เล่ม 65)

บทว่า อาพนฺธา ได้แก่ ติดพันแต่ต้นโดยวิเศษ.
บทว่า ลคฺคา ได้แก่ แนบกับอารมณ์.
บทว่า ลคฺคิตา ได้แก่ คล้องไว้ดุจกระบอกน้ำอ้อยแขวนไว้ที่ไม้
นาคทันต์.
บทใดไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ บทนั้น พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวไว้ใน
บทว่า สตฺโต วิสตฺโต เป็นต้น.
บทว่า น หิ อญฺญโมกฺขา ความว่า ไม่ยังบุคคลเหล่าอื่นให้
หลุดพ้น.
บทว่า เต วา ภวสาตวตฺถู ทุปฺปมุญฺจา ความว่า ธรรมที่
เป็นวัตถุแห่งความชื่นชมความสุขในภพ ยากที่จะพ้นได้.
บทว่า สตฺตา วา เอตฺโต ทุมฺโมจยา ความว่า หรือเหล่าสัตว์
นั่นแล ยากที่จะหลุดพ้นจากวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพนี้.
บทว่า ทุรุทฺธรา ความว่า ยากที่จะยกขึ้น.
บทว่า ทุสฺสมุทฺธรา ความว่า ยากที่จะยกขึ้นไว้ข้างบน เหมือน
ตกเงื้อมผานรกที่มีเงื้อมผาขาดแล้ว.
บทว่า ทุพฺพุฏฐาปนา ความว่า ยากที่จะให้ตั้งขึ้น.
บทว่า ทุสฺสมุฏฐาปนา ความว่า ยากเหลือเกินที่จะยกขึ้นดุจการ
ประดิษฐานอัตภาพที่ละเอียดบนแผ่นดิน.
บทว่า เต อตฺตนา ปลิปปลิปนฺนา ความว่า จมลงในเปือก-
ตมที่ลึกแค่ศีรษะ.

263