ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 244 (เล่ม 65)

บทว่า ลคฺคิตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่เท้าตั่ง.
บทว่า ปลิพุทฺธํ ได้แก่ติดอยู่ที่เท้าเตียง พึงประกอบความโดยนัย
มีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ลคฺคนาธิวจนํ ได้แก่ การกล่าวถึงการติดแน่นเป็นพิเศษ.
บทว่า ฉนฺโน ได้แก่ อันกิเลสทั้งหลายมีประการดังกล่าวปิดบังไว้
ชื่อว่า คลุมไว้ เพราะปิดบังไว้เหนือ ๆ ขึ้นไป โดยเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บทว่า อาวุโฏ ได้แก่ หุ้มห่อไว้.
บทว่า นิวุโต ได้แก่ กั้นไว้.
บทว่า โอผุโฏ ได้แก่ ปิดคลุมไว้.
บทว่า ปิหิโต ได้แก่ ครอบไว้ ดุจครอบปากหม้อข้าวด้วยภาชนะ.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ได้แก่ ปกคลุมไว้.
บทว่า ปฏิกุชฺชิโต ได้แก่ ให้ตั้งคว่ำหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บังไว้ ดุจหญ้าและใบไม้เป็นต้นบังไว้ คลุมไว้
ดุจสะพานคลุมแม่น้ำ หุ้มห่อไว้ ดุจกั้นทางสัญจรของประชาชน.
บทว่า วินิพนฺโธ มานวเสน ความว่า เป็นผู้ผูกพันในอารมณ์
ต่าง ๆ ตั้งอยู่ด้วยมานะและอติมานะมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า ปรามฏฺโฐ ทิฏฺฐิวเสน ความว่า เป็นผู้ยึดถือ คือลูบคลำ
ถือเอาด้วยทิฏฐิ ๖๒.
บทว่า วิกฺเขปคโต อุทฺธจฺจวเสน ความว่า เป็นผู้ถึง คือเข้า
ถึงความฟุ้งซ่านแห่งจิต ด้วยไม่ตั้งมั่นในอารมณ์.

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 245 (เล่ม 65)

บทว่า อนิฏฺฐงฺคโต วิจิกิจฺฉาวเสน ความว่า เป็นผู้ไม่ถึงความ
ตกลงด้วยวิจิกิจฉากล่าวคือ ความสงสัยในพระรัตนตรัยเป็นต้น.
บทว่า ถามคโต อนุสยวเสน ความว่า เป็นผู้ถึงคือเข้าถึงภาวะ
มั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยกิเลสที่นอนเนื่องซึ่งละไม่ได้เพราะนำออกได้ยาก
บทว่า รูปูปายํ ความว่า เข้าถึงรูปทำให้เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถ
เข้าถึงตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ความว่า วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์
เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น.
บทว่า รูปารมฺมณํ รูปปฺปติฏฺฐํ ความว่า หน่วงเหนี่ยวรูปนั่น
แหละเป็นอารมณ์ กระทำรูปนั่นแหละเป็นที่ตั้ง.
บทว่า นนฺทูปเสวนํ ได้แก่ วิญญาณที่รดด้วยน้ำคือตัณหาของผู้ที่
มีปีติ.
บทว่า วุฑฺฒึ ได้แก่ ความเจริญ.
บทว่า วิรูฬฺหึ ได้แก่ ความงอกงามด้วยอำนาจแห่งชวนะดวง
ต่อไป.
บทว่า เวปุลฺลํ ได้แก่ ความไพบูลย์ด้วยอำนาจตทารัมมณะ.
บทว่า อตฺถิ ราโค เป็นต้น เป็นชื่อของความโลภนั่นเอง ด้วย
ว่า ความโลภนั้น ท่านเรียกว่า ราคะ ด้วยสามารถแห่งความยินดี, เรียกว่า
นันทิ ด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน, เรียกว่า ตัณหา ด้วยสามารถ
แห่งความเป็นไปด้วยความอยาก.

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 246 (เล่ม 65)

บทว่า ปติฏฺฐิตํ ตตฺถ วิญฺญาณํ วิรูฬฺหํ ความว่า ตั้งอยู่และ
งอกงาม ด้วยความเป็นธรรมชาติสามารถยังกรรมให้แล่นไปแล้วคร่าไป
ด้วยปฏิสนธิ.
บทว่า ยตฺถ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ นี้ ในบทแรก ๆ ทุกบท เป็นสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า อตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ นี้ ท่านกล่าวหมายเอา
สังสารทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งวัฏฏะต่อไปแห่งนามรูปที่ตั้งอยู่ในวิปากวัฏนี้.
บทว่า ยตฺถิ อตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ความว่า
ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใด.
บรรดาสูตรเหล่านั้น สูตรแรก กล่าวด้วยสามารถการได้อารมณ์มี
รูปเป็นต้น. สูตรที่ ๒ กล่าวด้วยสามารถความเพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์
นี้นั้นแล. สูตรที่ ๓ กล่าวด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ. สูตรที่
กล่าวด้วยสามารถอาหาร ๔ อย่าง และด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณที่
เป็นกุศลและอกุศล พึงทราบดังนี้.
บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ มากมาย.
บทว่า มุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมถึงความหลง.
บทว่า สมฺมุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมหลงโดยวิเศษ.
บทว่า สมฺปมุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมหลงโดยอาการทั้งปวง. อีก
อย่างหนึ่ง ย่อมหลงเพราะอาศัยรูปารมณ์ ย่อมหลงพร้อมเพราะอาศัย
สัททารมณ์ ย่อมหลงเสมอเพราะอาศัยมุตารมณ์ คืออารมณ์ที่ทราบแล้ว.

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 247 (เล่ม 65)

บทว่า อวิชฺชาย อนฺธิกตา ความว่า อันอวิชชาคือความไม่รู้
ในฐานะ ๘ ทำให้ตาบอด, อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า คตา ความว่า
เข้าถึงความบอด.
บทว่า ปคาฬฺโห ได้แก่เข้าไปแล้ว.
บทว่า โอคาฬฺโห ได้แก่ เข้าไปแล้วสู่ส่วนเบื้องต่ำ.
บทว่า อชฺโฌคาฬฺโห ได้แก่ เข้าไปสำเหนียกคือครอบงำเป็น
พิเศษ.
บทว่า นิมุคฺโค ได้แก่ ก้มหน้าเข้าไป, อีกอย่างหนึ่ง ก้าวลง
ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการเห็น หมกมุ่น ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการฟัง
จมลง ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการกล่าวเว้นความเกี่ยวข้องกับสัตบุรุษ
ชื่อว่าก้าวลง เว้นการฟังพระสัทธรรม ชื่อว่า หมกมุ่น หรือเว้นการ
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ชื่อว่าจมลง.
บทว่า วิเวกา ได้แก่ เงียบ คือ ว่าง.
บทว่า ตโย ได้แก่ การกำหนดจำนวน.
บทว่า กายวิเวโก ได้แก่ ความสงัด คือเว้น คือไม่ขวนขวาย
ทางกาย. แม้ใน จิตฺตวิเวก เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อธิ ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่า ภิกษุ เพราะเห็นภัยใน
สังสารวัฏ ในศาสนานี้.
บทว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ ว่าง คือ ปราศจากเสียง ความว่า มีเสียง
กึกก้องน้อย. ในคัมภีร์วิภังค์ ท่านก็หมายเอาความสงัดนี้นี่แหละ กล่าวว่า
บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า แม้ถ้าในที่อยู่มีเสนาสนะและเสนาสนะนั้นไม่

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 248 (เล่ม 65)

เกลื่อนไปด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย เสนาสนะนั้น ชื่อว่า สงัด.
ชื่อว่า เสนาสนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่นอนและที่นั่ง คำว่า เสนาสนะ
นี้เป็นชื่อของเตียงและตั่งเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า
เสนาสนํ ความว่า แม้เตียง ก็ชื่อว่า เสนาสนะ, ฟูกหมอนก็ดี วิหารก็ดี
เพิงก็ดี ปราสาทก็ดี ทิมคดก็ดี ถ้าก็ดี ป้อมก็ดี เรือนยอดเดียวก็ดี
ที่เร้นก็ดี กอไผ่ก็ดี โคนไม้ก็ดี มณฑปก็ดี ชื่อว่า เสนาสนะ, ก็หรือ
ว่าภิกษุทั้งหลายกลับเข้าไปในที่ใด ที่นั้นทั้งหมด ชื่อว่า เสนาสนะ.
อีกอย่างหนึ่ง สถานที่นี้คือ วิหาร เพิง ปราสาท ทิมคด ถ้ำ ชื่อว่า
เสนาสนะคือวิหาร ของใช้นี้คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ชื่อว่า
เสนาสนะคือเตียงตั่ง ของใช้นี้ คือ ปลอกหมอน ชิ้นหนังใช้ปู เครื่อง
ปูลาดหญ้า เครื่องปูลาดใบไม้ ชื่อว่า เสนาสนะคือสันถัต ก็หรือว่า
ภิกษุทั้งหลายกลับเข้าไปในที่ใด ที่นี้ชื่อว่า เสนาสนะคือโอกาส
เสนาสนะมี ๔ อย่าง ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้. เสนาสนะแม้
ทั้งหมดนั้น ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า เสนาสนะทั้งนั้น ก็พระสารีบุตร
เถระเมื่อจะแสดงเสนาสนะที่สมควรแก่ภิกษุผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔ ผู้เช่นกับนกนี้
จึงกล่าวคำว่า อรญฺญํ รุกฺขมูลํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญํ ความว่า ป่าที่มาด้วยสามารถ
แห่งภิกษุณีทั้งหลายนี้ว่า ที่นอกเสาเขื่อนออกไปทั้งหมดนั้น ชื่อว่าป่า,
เสนาสนะด้านหลังชั่ว ๕๐๐ คันธนู ซึ่งว่า เสนาสนะป่า, ก็เสนาสนะป่า
ก็เสนาสนะนี้ ย่อมสมควรแก่ภิกษุนี้ ด้วยประการฉะนี้. ลักษณะแห่ง
เสนาสนะป่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในธุดงคนิเทศ ในวิสุทธิมรรค.

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 249 (เล่ม 65)

บทว่า รุกฺขมูลํ ความว่า ที่สงัดมีร่มเงาหนาทึบแห่งใดแห่งหนึ่ง
ชื่อว่า โคนไม้.
บทว่า ปพฺพตํ ได้แก่ เขาศิลา, ก็ที่เขาศิลานั้น ภิกษุนั่งอยู่ที่
ร่มเงาของรุกขชาติที่เย็นเพราะน้ำในตระพังหิน ซึ่งเต็มด้วยน้ำให้ความเย็น
มีลมเย็นซึ่งพัดมาแต่ทิศต่าง ๆ รำเพยพัดอยู่ จิตย่อมแน่วแน่. น้ำท่านเรียก
ว่า ก ในบทว่า กนฺทรํ ประเทศภูเขาที่น้ำนั้นเซาะแล้ว คืออันน้ำ
ทำลายแล้ว ท่านเรียกซอกเขานั้นว่าเทือกเขาบ้าง ว่าหุบเขาบ้าง ก็ที่ซอก
เขานั้น มีทรายเช่นกับแผ่นเงิน ข้างบนมีไพรสณฑ์เหมือนเพดานแก้วมณี
มีน้ำหลั่งไหลคล้ายท่อนแก้วมณี เมื่อภิกษุขึ้นสู่ซอกเขาเห็นปานนี้ ดื่มน้ำ
ชำระร่างกาย พูนทรายลาดบังสุกุลจีวรนั่งกระทำสมณธรรมอยู่ จิตย่อม
แน่วแน่.
บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ ระหว่างภูเขาสองลูก หรือช่องใหญ่คล้าย
อุโมงค์ในที่แห่งหนึ่งนั้นแล. ลักษณะของป่าช้า ได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิ
มรรค.
บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ ที่ซึ่งเลยแดนบ้านออกไป ไม่เป็นที่เข้า
ไปเที่ยวของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่ไถไม่ได้หว่านไม่ได้. เพราะเหตุนั้นแหละ
ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า คำว่า วนปตฺถํ นี้เป็นชื่อของเสนาสนะทั้งหลาย
ที่ไกล.
บทว่า อพฺโภกาสํ ได้แก่ ไม่มีอะไรมุงบัง เมื่อภิกษุต้องการก็
ปักกลดอยู่ในที่นี้ได้.
บทว่า ปลาลปุญฺชํ ได้แก่ กองฟาง. ก็ภิกษุดึงเอาฟางออกจาก

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 250 (เล่ม 65)

ลอมฟางใหญ่ทำที่อยู่คล้ายที่เร้นที่เงื้อมเขา แม้เอาฟางใส่ข้างบนกอไม้พุ่มไม้
เป็นต้น นั่งกระทำสมณธรรมอยู่ภายใต้. คำเป็นต้นว่า และเป็นผู้สงัด
ด้วยกายอยู่ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเสนาสนะนั้นทั้งหมด มีอธิบายว่า
ภิกษุรูปหนึ่งอธิษฐานจงกรมให้เป็นไป.
บทว่า อิริยติ ได้แก่ ให้อิริยาบถเป็นไป.
บทว่า วตฺตติ ได้แก่ ยังความเป็นไปแห่งอิริยาบถให้เกิดขึ้น.
บทว่า ปาเลติ ได้แก่ รักษาอิริยาบถ.
บทว่า ยเปติ ได้แก่ เป็นไป.
บทว่า ยาเปติ ได้แก่ ให้เป็นไป.
บทว่า ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส ได้แก่ ผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยฌานกุศล.
บทว่า นีวรเณหิ จิตฺตํ วิวิตฺตํ ความว่า ท่านกล่าวว่า ภิกษุ
ผู้บรรลุปฐมฌานมีจิตสงัดจากนิวรณ์ ดังนี้ เพื่อแสดงว่า จิตแม้สงัดจาก
นิวรณ์ด้วยอุปจาระ ก็ชื่อว่าสงัดด้วยดีภายในอัปปนา.
บทว่า ภิกษุผู้บรรลุทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาน มีจิตสงัด
จากวิตก วิจาร ปีติ สุขและทุกข์ มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า รูปสญฺญาย ได้แก่ สัญญาในรูปฌาน ๑๕ ด้วยสามารถ
กุศลวิบากและกิริยา.
บทว่า ปฏิฆสญฺญาย ได้แก่ ปฏิฆสัญญา กล่าวคือทวิปัญจวิญ-
ญาณ ๑๐ ด้วยสามารถกุศลวิบากและอกุศลวิบาก ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุกับ
รูปเป็นต้นกระทบกัน.

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 251 (เล่ม 65)

บทว่า นานตฺตสญฺญาย ความว่า จิตย่อมสงัด คือว่างจากกา-
มาวจรสัญญา ๔๔ ที่เป็นไปในอารมณ์ต่าง ๆ.
ในบทว่า อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส นี้ชื่อว่า อนันตะ
หาที่สุดมิได้ เพราะอรรถว่า อากาศนั้นไม่มีที่สุด อากาศหาที่สุดมิได้
ชื่อว่า อากาสานันตะ, อากาสานันตะนั่นแหละ เป็นอากาสานัญจะ,
อากาสานัญจะนั้นด้วย เป็นอายตนะแห่งฌาณพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้นด้วย
ด้วยอรรถว่า ตั้งมั่น ดุจที่อยู่แห่งเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าเทวายตนะ. เหตุนั้น
จึงชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่มีกสิณุคฆาฏิมากาส
เป็นอารมณ์ ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานนั้น คือผู้บรรลุอรูปฌาน
กุศลและอรูปฌานกิริยา.
บทว่า รูปสญฺญาย ได้แก่ จากรูปาวจรฌาน และจากอารมณ์
แห่งรูปาวจรฌานนั้น ด้วยหัวข้อคือสัญญา. ด้วยว่า แม้รูปาวจรฌาน
ท่านก็เรียกว่า รูป ดุจในประโยคว่า ผู้ได้รูปาวจรแห่งฌานย่อมเห็นรูป
เป็นต้น. แม้อารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น ท่านก็เรียกว่า รูป ดุจในประ
โยคว่า เห็นอารมณ์ภายนอก ซึ่งมีวรรณะดีและมีวรรณะทรามเป็นต้น,
เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นชื่อของรูปาวจรฌาน ด้วยหัวข้อคือสัญญาอย่างนี้
ว่า สัญญาในรูป ชื่อว่ารูปสัญญาในที่นี้. ชื่อว่า รูปสัญญา เพราะ
อรรถว่า ฌานนั้นมีสัญญาในรูป อธิบายว่ารูปเป็นชื่อของฌานนั้น. อนึ่ง
คำนี้พึงทราบว่าเป็นชื่อของอารมณ์แห่งฌานนั้น ซึ่งต่างด้วยปฐวีกสิณเป็น
ต้น, จากสัญญากล่าวคือฌาน ๑๕ อย่าง ด้วยสามารถกุศลวิบากกิริยานี้
และจากรูปสัญญากล่าวคืออารมณ์ ๘ อย่าง ด้วยสามารถปฐวีกสิณเป็นต้นนี้.

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 252 (เล่ม 65)

บทว่า ปฏิฆสญฺญาย ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นด้วยการกระทบกัน
ของวัตถุมีจักขุวัตถุเป็นต้น และอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชื่อปฏิฆสัญญา. คำ
นี้เป็นชื่อของรูปสัญญาเป็นต้น. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดาสัญญาเหล่า
นั้น ปฏิฆสัญญา เป็นไฉน ? คือรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา
รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา สัญญาเหล่านี้เรียกว่า ปฏิฆสัญญา. สัญญา
เหล่านั้น เป็นกุศลวิบาก ๕ เป็นอกุศลวิบาก ๕ แล. จากปฏิฆสัญญานั้น.
บทว่า นานตฺตสญฺญาย ได้แก่ จากสัญญาที่เป็นไปในอารมณ์
ต่างๆ หรือจากสัญญาที่มีอารมณ์ต่าง ๆ. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดา
สัญญาเหล่านั้น นานัตตสัญญาเป็นไฉน ? ความรู้พร้อม กิริยาที่รู้พร้อม
ภาวะแห่งผู้ที่มีความรู้พร้อม กิริยาที่รู้พร้อม ภาวะแห่งผู้ที่มีความรู้พร้อม
ของภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนธาตุ หรือผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา. ท่าน
กล่าวจำแนกไว้ในคัมภีร์วิภังค์ด้วยประการฉะนี้. สัญญาเหล่านั้นท่านประ-
สงค์เอาไว้ในที่นี้. สัญญาที่สงเคราะห์ด้วยมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ
ของภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่มีความต่างกัน คือมี
สภาวะต่างกัน ต่างโดยรูปและเสียงเป็นต้น.
ก็เพราะกามาวจรกุศลสัญญา ๘ อกุศลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุศล
วิปากสัญญา ๑๑ อกุศลวิปากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑ เหล่านี้
รวมเป็นสัญญา ๔๔ ดังพรรณนามาฉะนี้ มีความต่างกัน มีสภาวะต่างกัน
ไม่เหมือนกัน ฉะนี้ท่านจึงเรียกว่า นานัตตสัญญา. จากนานัตตสัญญานั้น.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 253 (เล่ม 65)

บทว่า จิตฺตํ วิวิตฺตํ โหติ ความว่า ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญ-
จายตนฌาน จิตในฌานย่อมสงัด คือเว้น คือปราศจากความขวนขวาย
จากสัญญาทั้งหลาย กล่าวคือรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และนานัตตสัญญา.
บทว่า วิญฺญาณญฺจายตนํ ความว่า ฌานชื่อว่า วิญญาณัญจาย-
ตนะ เพราะอรรถว่ามีวิญญาณนั่นแหละเป็นอารมณ์ ด้วยอรรถว่า เป็น
อารมณ์ที่ตั้งมั่น. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่มีวิญญาณซึ่งเป็นไปในอากาศเป็น
อารมณ์. ภิกษุผู้บรรลุฌานนั้น มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญาซึ่งมี
ประการดังกล่าวแล้ว.
ก็ในบทว่า อากิญฺจญญายตนํ นี้ ฌานชื่อว่า อกิญจนะเพราะ
อรรถว่า ไม่มีความกังวล มีอธิบายว่า ฌานนั้นไม่มีอะไร ๆ ที่เหลือ โดย
ที่สุดแม้เพียงภังคขณะ. ภาวะแห่งฌานที่ไม่มีความกังวล ชื่ออากิญจัญญะ
คำนี้เป็นชื่อของอากาสานัญจายตนฌานที่ปราศจากวิญญาณ. ฌานชื่อว่า
อากิญจัญญายตนะ เพราะอรรถว่า มีอากิญจัญญะนั้นเป็นอารมณ์ด้วยอรรถ
ว่า เป็นอารมณ์ที่ตั้งมั่น. คำนี้เป็นชื่อของฌานซึ่งมีความปราศจากวิญญาณ
ที่เป็นไปในอากาศเป็นอารมณ์. ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานนั้น มีจิต
สงัดจากวิญญานัญจายตนสัญญานั้น.
ก็ในบทว่า เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ฌานนั้น ท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะไม่มีสัญญาใด สัญ
ญานั้นย่อมมีแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติแล้วอย่างไร เพื่อจะแสดงสัญญานั้นก่อน ท่าน
ตั้งหัวข้อไว้ว่า เนวสัญฺญี มีสัญญาก็ไม่ใช่ นาสญฺญี ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
กล่าวในคัมภีร์วิภังค์ว่า ภิกษุมนสิการถึงอากิญจัญญายตนะนั้นแลโดยความ

253