ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 234 (เล่ม 65)

โมเนยยธรรมทางวาจา เป็นไฉน ? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง
ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่าง ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์
วาจาปริญญา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในวาจา
ความดับแห่งวจีสังขาร ความบรรลุทุติยฌาน ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา
นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา.
โมเนยยธรรมทางใจ เป็นไฉน ? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง
ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีจิตเป็นอารมณ์
จิตตปริญญา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในจิต ความ
ดับแห่งจิตสังขาร การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ
นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย
เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็น
มุนีผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้ละกิเลส
ทั้งปวง บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย
เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็น
มุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้มีบาปอัน
ล้างเสียแล้ว.
ชนผู้ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี ๓ อย่างนี้ ชื่อว่ามุนี มุนี
มี ๖ จำพวก คือ อาคารมุนี อนาคารมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี
มุนิมุนี.

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 235 (เล่ม 65)

อาคารมุนี เป็นไฉน ? ชนเหล่าใด เป็นผู้ครองเรือน มีบทคือ
นิพพานอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านี้ชื่อว่า อาคารมุนี.
อนาคารมุนี เป็นไฉน ? ชนเหล่าใดออกบวช มีบทคือนิพพาน
อันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่า อนาคารมุนี.
พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่า เสขมุนี.
พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่า อเสขมุนี.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า ปัจเจกมุนี.
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มุนิมุนี.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง แต่เป็นผู้เปล่า
ไม่ใช่ผู้รู้ ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ
ละเว้นบาปทั้งหลาย เหมือนคนที่ถือเครื่องชั่งตั้งอยู่ฉะนั้น
บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นมุนี เรียกว่าเป็นมุนี โดยเหตุนั้น
และบุคคลใดย่อมรู้ อรรถทั้ง ๒ ในโลก บุคคลนั้นเรียกว่า
เป็นมุนีโดยเหตุนั้น บุคคลใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและ
ธรรมของสัตบุรุษ ในโลกทั้งปวง ทั้งภายในภายนอก
ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่ายดำรง
อยู่ เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชา บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี.
คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วย
ตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความติดด้วยตัณหา ฯลฯ

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 236 (เล่ม 65)

นี้ชื่อว่า ความติดด้วยทิฏฐิ มุนีละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วย
ทิฏฐิย่อมไม่ติด คือ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน
ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออก สละเสีย พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้วในความ
ยึดถือทั้งหลาย เป็นผู้มี่จิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มุนีไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย.
[๖๘] คำว่า เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว ไม่ประมาท ประพฤติ
อยู่ มีความว่า ลูกศร ได้แก่ลูกศร ๗ อย่าง คือ ลูกศรคือราคะ ลูกศร
คือโทสะ ลูกศรคือโมหะ ลูกศรคือมานะ ลูกศรคือทิฏฐิ ลูกศรคือความ
โสกะ ลูกศรคือความสงสัย ลูกศรเหล่านี้ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว
สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาแล้วด้วยไฟคือญาณ
ผู้นั้นเรียกว่า เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว คือ ถอน ชัก ดึง ฉุด กระชาก
สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนลูกศรเสียแล้ว เป็นผู้หมดความอยาก
ดับ เย็นแล้ว เสวยสุข มีตนดุจพรหมอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็น
ผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว. คำว่า ประพฤติอยู่ คือ ประพฤติอยู่ เที่ยวอยู่
เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป. คำว่า เป็น
ผู้ไม่ประมาท คือ เป็นผู้ทำด้วยความเอื้อเฟื้อ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด
มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอดธุระ ในกุศลธรรม
ทั้งหลาย. ความไม่ประมาท คือ ความพอใจ ความพยายาม ความ
อุตสาหะ ความเป็นผู้ขยัน ความเป็นผู้ไม่ถอยกลับ ความเป็นผู้มีสติ
มีสัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องให้กิเลสเร่าร้อน ความเพียรอันสูงสุด
ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ความไม่ประมาท ในกุศลธรรมนั้นว่า

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 237 (เล่ม 65)

เราพึงยังศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ศีลขันธ์ที่
บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญาโดยอุบายอย่างไร ดังนี้. ความไม่ประมาท
คือ ความพอใจ ฯลฯ ในกุศลธรรมนั้นว่า เราพึงยังสมาธิขันธ์ที่ยังไม่
บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราพึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ
ด้วยปัญญา โดยอุบายอย่างไร ดังนี้. ความไม่ประมาทคือ ความพอใจ ฯลฯ
ในกุศลธรรมนั้นว่า เราพึงยังปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือ
พึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญา โดยอุบายอย่างไร
ดังนี้ ความไม่ประมาท คือความพอใจ ฯลฯ ในกุศลธรรมนั้นว่าเราพึง
ยังวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติขันธ์ที่
บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญาโดยอุบายอย่างไร ดังนี้. ความไม่ประมาท
คือ ความพอใจ ฯลฯ ในกุศลธรรมนั้น ว่าเราพึงยังวิมุตติญาณทัสสนขันธ์
ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่
บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญาโดยอุบายอย่างไร ดังนี้, ความไม่ประมาท
คือความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเป็นผู้ขยัน ความ
เป็นผู้ไม่ถอยกลับ ความเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องให้
กิเลสเร่าร้อน ความเพียรอันสูงสุด ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ.
ความไม่ประมาท ในกุศลธรรมนั้นว่าเราพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้
พึงละกิเลสทั้งหลายที่ยังละไม่ได้ พึงเจริญมรรคที่ยังไม่เจริญ หรือพึงทำ
ให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่แจ้ง โดยอุบายอย่างไร ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติอยู่.

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 238 (เล่ม 65)

[๖๙] คำว่า ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า มีความว่า ย่อม
ไม่หวังโลกนี้ คืออัตภาพของตน, ไม่หวังโลกหน้า คืออัตภาพในปรโลก.
ไม่หวังโลกนี้คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณของตน.
ไม่หวังโลกหน้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณของ
ผู้อื่น. ไม่หวังโลกนี้ คือ อายตนะภายใน ๖. ไม่หวังโลกหน้า คือ
อายตนะภายนอก ๖. ไม่หวังโลกนี้ คือ มนุษยโลก. ไม่หวังโลกหน้า
คือ เทวโลก. ไม่หวังโลกนี้ คือ กามธาตุ. ไม่หวังโลกหน้า คือ รูปธาตุ
อรูปธาตุ. ไม่หวังโลกนี้ คือ กามธาตุ รูปธาตุ. ไม่หวังโลกหน้า
คืออรูปธาตุ. ไม่หวังไม่อยากได้ ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่รักใคร่
ไม่พอใจ ซึ่งคติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร หรือวัฏฏะต่อไป
เพราะนั้น จึงชื่อว่าย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
มุนีกำหนดรู้สัญญาแล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึด
ถือทั้งหลาย พึงข้ามโอตะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว
ไม่ประมาท ประพฤติอยู่. ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ดังนี้.
จบ คุหัฏฐกสุคตนิทเทส ที่ ๒

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 239 (เล่ม 65)

อรรถกถาคุหัฏฐกสุตตนิทเทส
ในคุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สตฺโต ได้แก่ ผู้ข้อง.
บทว่า คุหายํ ได้แก่ ในกาย. ก็กายท่านเรียกว่า ถ้ำ เพราะ
เป็นห้องที่อยู่ของกิเลสร้าย ๆ มีราคะเป็นต้น.
บทว่า พหุนาภิฉนฺโน ได้แก่ อันกิเลสมีราคะเป็นต้น มากปิดบัง
ไว้ด้วยบทว่า พหุนาภิฉนฺโน นี้ ท่านกล่าวถึงเครื่องผูกภายใน.
บทว่า ติฏฐํ ได้แก่ เมื่อตั้งอยู่ด้วยอำนาจราคะเป็นต้น. กามคุณ
ท่านกล่าวว่าโมหนะ ในบทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห. ด้วยว่า เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายย่อมหลงในกามคุณนี้ เป็นผู้หยั่งลงในกามคุณเหล่านั้น.
ด้วย บทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห นี้ ท่านกล่าวถึงเครื่องผูกภายนอก.
บทว่า ทูเร วิเวกา หิ ตถาวิโธ โส ความว่า นรชนผู้มี
อย่างนั้นเป็นรูปนั้นอยู่ไกล คือไม่ใกล้ จากวิเวกทั้ง ๓ อย่าง มีกายวิเวก
เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชน
ละได้โดยง่าย. ท่านอธิบายว่า เพราะกามทั้งหลายในโลก ย่อมไม่เป็นของ
ที่นรชนจะละได้โดยง่าย.
บทว่า สตฺโตติ หิ โข วุตฺตํ ท่านกล่าวว่าโดยนัยมีอาทิอย่างนี้
ว่า สัตว์ นรชน มาณพ. พระพุทธพจน์ว่า คุหายํ ที่พระสารีบุตร
เถระอธิบายว่า คุหา ตาว วตฺตพฺพา ความว่า ถ้ำควรกล่าวก่อน.
ในบทว่า กาโยติ วา เป็นต้น ประกอบบทดังนี้ก่อนว่า กายก็ดี ถ้ำ
ก็ดี ฯลฯ หม้อก็ดี.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 240 (เล่ม 65)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโย ได้กล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานกถา
ในหนหลังโดยนัยเป็นต้นว่า ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่ของสิ่ง
น่าเกลียดทั้งหลาย.
ชื่อว่า ถ้ำ เพราะอรรถว่า เป็นห้องที่อยู่ของกิเลสร้าย ๆ มีราคะ
เป็นต้น. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า เพราะอรรถว่า ปกปิด ก็มี, ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ไปรับอารมณ์ได้ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่างมี
หทัยรูปเป็นถ้ำที่อาศัย ดังนี้.
ชื่อว่า ร่างกาย เพราะอรรถว่า ถูกกิเลสมีราคะเป็นต้นเผา ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า เขาเหล่านั้นละร่างมนุษย์แล้วดังนี้.
ชื่อว่า ร่างกายของตน เพราะอรรถว่า กระทำให้มัวเมา ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ร่างกายของตนเป็นของเปื่อยเน่าทำลายไป เพราะชีวิต
มีความตายเป็นที่สุด ดังนี้.
ชื่อว่า เรือ เพราะอรรถว่า สัญจรไปในสังสารวัฏ ดุจในประโยค
มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้เถิด เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว
ดังนี้.
ชื่อว่า รถ เพราะอรรถว่า มีอิริยาบถดุจในประโยคมีอาทิว่า รถ
คือร่างกาย มีศีลเป็นเครื่องประดับ มีฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ
ดังนี้.
ชื่อว่า ธง เพราะอรรถว่าลอยเด่น ดุจในประโยคมีอาทิว่า ธง
เป็นเครื่องปรากฏของรถ ดังนี้.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 241 (เล่ม 65)

ชื่อว่า จอมปลวก เพราะเป็นที่อยู่ของเหล่ากิมิชาติทั้งหลาย
ดุจในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่าจอมปลวกนี้แล เป็นชื่อของกาย
ซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้. เหมือนอย่างว่า จอมปลวกภายนอกท่าน
เรียกว่า จอมปลวก ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือคายออก ผู้คายออก คาย
ความริษยาออก คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก. ด้วยว่าจอมปลวกนั้น ชื่อว่า
จอมปลวก เพราะอรรถว่า คายสัตว์ต่าง ๆ มีงู พังพอน หนู และตุ๊กแก
เป็นต้น. ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า ตัวปลวกทั้งหลายใช้จะงอย
ปากคาบดินก้อนเล็ก ๆ มาคายออกก่อขึ้นสูงประมาณสะเอวบ้าง ประมาณ
ชั่วบุรุษบ้าง แม้ฝนตกถึง ๗ สัปดาห์ก็ไม่พังทลาย เพราะน้ำมันคือน้ำลาย
ที่ตัวปลวกทั้งหลายคายออกเชื่อมยึดไว้. แม้ในฤดูร้อน เมื่อเอาดินกำมือ
หนึ่งแต่จอมปลวกนั้น มาบีบด้วยกำมือที่จอมปลวกนั้น น้ำมันก็ไหลออก.
ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก ด้วย
ประการฉะนี้. แม้กายนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า
คายออกซึ่งของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า คายขี้ตาจาก
นัยน์ตา. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพทั้งหลายทิ้ง
อัตภาพด้วยสละความใคร่ในอัตภาพนี้ ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก เพราะ
อรรถว่า อันพระอริยะทั้งหลายคายแล้ว ก็มี.
อนึ่ง กายนี้อันกระดูกสามร้อยท่อนตั้งไว้ มีเอ็นเป็นเครื่องผูก มีเนื้อ
เป็นเครื่องฉาบทา หุ้มห่อไว้ด้วยหนังสด ย้อมไว้ด้วยผิว ล่อลวงเหล่าสัตว์.
ทั้งหมดนั้นอันพระอริยะทั้งหลายตายแล้วทีเดียวดังนั้นจึงชื่อว่า จอมปลวก
เพราะอรรถว่า คายความริษยาออก ก็มี. กายนี้เชื่อมไว้ด้วยน้ำมันคือ

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 242 (เล่ม 65)

ตัณหา ที่พระอริยะทั้งหลายคายแล้วนั่นแลเพราะตัณหาให้เกิดแล้วอย่างนี้ว่า
ตัณหาให้บุรุษเกิด แล่นไปสู่จิตของบุรุษนั้น ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก
เพราะอรรถว่า คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก ก็มี.
เหล่าสัตว์ต่าง ๆ ภายในจอมปลวก ย่อมเกิด ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
นอนเจ็บไข้ ตายตกไปในจอมปลวกนั้นเอง. จอมปลวกนั้น เป็นเรือน-
ตลอด เป็นส้วม เป็นโรงพยาบาล และเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้ ฉันใด แม้ร่างกายของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นก็ฉันนั้น
มีกิมิชาติประมาณแปดหมื่นเหล่า โดยการนับเหล่า อย่างนี้คือ เหล่าสัตว์
ที่อาศัยผิว เหล่าสัตว์ที่อาศัยหนัง เหล่าสัตว์ที่อาศัยเนื้อ เหล่าสัตว์ที่อาศัย
เอ็น เหล่าสัตว์ที่อาศัยกระดูก เหล่าสัตว์ที่อาศัยเยื่อในกระดูก ย่อมเกิด
ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นอนกระสับกระส่ายด้วยความไข้ตายตกไปภายในกาย
นั่นแหละ โดยไม่คิดนึกว่า นี้เป็นกายของผู้มีอานุภาพมาก ที่คุ้มครอง
รักษาแล้ว ประดับตกแต่งแล้ว กายแม้นี้ย่อมเป็นเรือนตลอด เป็นส้วม
เป็นโรงพยาบาล และเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้
ดังนั้นจึงนับว่า จอมปลวก.
ชื่อว่า รัง เพราะเป็นที่เก็บ คือเป็นรังแห่งโรคเป็นต้น ดุจใน
ประโยคว่า รูปนี้เป็นรังแห่งโรคผุพัง ดังนี้.
ชื่อว่า นคร เพราะอรรถว่าเป็นที่ท่องเที่ยวไปแห่งของชอบใจและ
ของไม่ชอบใจ ดุจในประโยคว่า นครคือกายของตน เป็นต้น.
ชื่อว่า กระท่อม เพราะอรรถว่า เป็นเรือนที่อยู่อาศัยแห่งปฏิสนธิ
ดุจในประโยคว่า พิจารณาในกระท่อมซึ่งมี ๕ ประตู เป็นต้น.

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 243 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ฝี เพราะเป็นของเปื่อยเน่า ดุจในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย คำว่า โรค ว่าฝี ว่าลูกศร นี้เป็นชื่อของกาย เป็นต้น.
ชื่อว่า หม้อ เพราะอรรถว่า แตก ดุจในประโยคว่า รู้แจ้งกายนี้
อันเปรียบได้กับหม้อ เป็นต้น.
บทว่า กายสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า การกล่าวนี้ คือมีประการ
ดังกล่าวแล้ว เป็นชื่อของที่อยู่ของสิ่งที่น่าเกลียดทั้งหลายซึ่งสำเร็จแต่มหาภูต
รูป ๔.
บทว่า คุหายํ ได้แก่ ในสรีระ.
บทว่า สตฺโต ได้แก่ ติดแน่น.
บทว่า วิสตฺโต ได้แก่ ติดแน่นด้วยอาการต่าง ๆ มีความกำหนัด
ในวรรณะเป็นต้น.
ชื่อว่า ข้องทั่วไป ด้วยสามารถแห่งความกำหนัด ในสัณฐาน.
ชื่อว่า ติดอยู่ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือในถ้ำนั้นว่างาม เป็นสุข
ชื่อว่า พันอยู่ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือว่าเป็นตน
บทว่า ปลิพุทฺโธ ได้แก่ ไม่ปล่อยด้วยสามารถแห่งความกำหนัด
ในผัสสะตั้งอยู่.
บทว่า ภิตฺติขีเล ได้แก่ลิ่มซึ่งตอกไว้ที่ฝา.
บทว่า นาคทนฺเต ได้แก่ ที่ไม้งอเช่นกับงาช้าง.
บทว่า สตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ลิ่มซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา.
บทว่า วิสตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ไม้ขอ.
บทว่า อาสตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ราวจีวร.
บทว่า ลคฺคํ ได้แก่ ติดอยู่ที่สายระเดียงตากจีวร.

243