ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 214 (เล่ม 65)

นั้นสกัดอยู่ข้างหน้าแห่งสัตว์เหล่านั้น ขันธ์ทั้งหลายมีความ
ทำลายเป็นปกติ มิได้รวมขันธ์ที่เกิดก่อน ย่อมตั้งอยู่
ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏแตกแล้วก็ไปสู่ที่ไม่ปรากฏ
ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไป เหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ
ฉะนั้น.
ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย อย่างนี้.
ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อย อย่างไร ? ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้า
ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจออก ชีวิตเนื่องด้วยลมหาย ใจเข้าและลมหายใจออก
ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป ชีวิตเนื่องด้วยไออุ่น ชีวิตที่เนื่องด้วยอาหารที่
กลืนกิน ชีวิตเนื่องด้วยวิญญาณ กรัชกายอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจเข้า
และลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และ
ภพอันเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ปัจจัยทั้ง
หลายก็ดี ตัณหาอันเป็นแดนเกิดก่อนก็ดี รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิด
ร่วมกัน แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี อรูปธรรมที่ประ
กอบกัน แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นก็ดี ขันธ์ที่เกิดร่วมกัน
แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ตัณหาอันประกอบกันก็ดี
ก็มีกำลังทราม ธรรมเหล่านั้นมีกำลังทรามเป็นนิตย์ต่อกันและกัน มิได้ตั้งมั่น
ต่อกันและกัน ย่อมยังกันและกันให้ตกไป เพราะความต้านทานมิได้มีแก่
กันและกัน ธรรมเหล่านั้นจึงไม่ดำรงกันและกันไว้ได้ ธรรมแม้ใดให้ธรรม
เหล่านี้เกิดแล้ว ธรรมนั้นมิได้มี ก็แต่ธรรมอย่างหนึ่ง มิได้เสื่อมไปเพราะ

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 215 (เล่ม 65)

ธรรมอย่างหนึ่ง ก็ขันธ์เหล่านี้แตกไปเสื่อมไป โดยอาการทั้งปวง ขันธ์
เหล่านี้อันเหตุปัจจัยมีในก่อนให้เกิดแล้ว แม้เหตุปัจจัยอันเกิดก่อนเหล่าใด
เหตุปัจจัยเหล่านั้นก็ตายไปแล้วในก่อน ขันธ์ที่เกิดก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภาย
หลังก็ดี มิได้เห็นกันและกันในกาลไหน ๆ ฉะนั้น ชีวิตจึงชื่อว่า เป็น
ของน้อยเพราะมีกิจน้อย อย่างนี้.
อนึ่ง เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา ชีวิตมนุษย์ก็
น้อย คือเล็กน้อยนิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปชั่วกาล
บัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้น
ดาวดึงส์......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นยามา.........เพราะเทียบชีวิตของ
เทวดาชั้นดุสิต......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นนิมมานรดี.....เพราะเทียบ
ชีวิตของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาเนื่องใน
หมู่พรหม ชีวิตมนุษย์น้อย คือเล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็น
ไปพลัน เป็นไปชั่วกาลบัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของพวกมนุษย์นี้น้อย
จำต้องไปสู่ปรโลก มนุษย์ทั้งหลายจำต้องประสบความตาย
ตามที่รู้กันอยู่แล้วควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์
ไม่มีมนุษย์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้
ใดย่อมเป็นอยู่นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือที่
เกินกว่า ๑๐๐ ปี ก็มีน้อย.

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 216 (เล่ม 65)

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
อายุของพวกมนุษย์น้อย บุรุษผู้ใคร่ความดี พึงดู
หมิ่นอายุที่น้อยนี้ พึงรีบประพฤติให้เหมือนคนถูกไฟไหม้
ศีรษะ ฉะนั้น เพราะความตายจะไม่มาถึง มิได้มี วันคืน
ย่อมล่วงเลยไปชีวิตก็กระชั้นเข้าไปสู่ความตายอายุของสัตว์
ทั้งหลายย่อมสิ้นไปเหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ย่อมสิ้นไป
ฉะนั้น.
ว่าด้วยปัญญาที่เรียกว่าธี
คำว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย มี
ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายได้แก่ ผู้มีปัญญาทรงจำ ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
ทรงจำ ผู้ติเตียนบาป ปัญญาเรียกว่า ธี ได้แก่ความรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดดี
ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความ
เป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเป็นเครื่องจำแนก ปัญญา
เป็นเครื่องติด ปัญญาเป็นเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน
ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเป็นเครื่องเห็น
แจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทง ปัญญาเป็นเครื่องเห็นชัด
ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศัสตรา ปัญญาเพียงดังปรา-

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 217 (เล่ม 65)

สาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรื่อง ปัญญาเป็น
ดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ เพราะเป็น
ผู้ประกอบด้วยปัญญานั้น จึงชื่อว่า ธีรา อีกอย่างหนึ่ง ชนผู้มีปัญญาใน
ขันธ์ มีปัญญาในธาตุ มีปัญญาในอายตนะ มีปัญญาในปฏิจจสมุปบาท มี
ปัญญาในสติปัฏฐาน มีปัญญาในสัมมัปปธาน มีปัญญาในอิทธิบาท มีปัญญา
ในอินทรีย์ มีปัญญาในพละ มีปัญญาในโพชฌงค์ มีปัญญาในมรรค มี
ปัญญาในผล มีปัญญาในนิพพาน ชื่อว่า ธีรา ผู้มีปัญญาทั้งหลายนั้น
ได้กล่าว คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงว่า ชีวิตมนุษย์น้อย คือ
เล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปตลอดกาลบัดเดี๋ยว
เดียวตั้งอยู่ตลอดกาลไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เพราะฉะนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมา พึงศึกษาในศาสนา
นี้แหละ พึงรู้กรรมอันไม่เสมออย่างใดอย่างหนึ่งในโลกว่า
เป็นกรรมอันไม่เสมอ ไม่พึงประพฤติกรรมอันไม่เสมอ
เพราะเหตุแห่งกรรมอันไม่เสมอนั้น นักปราชญ์ ทั้งหลาย
ได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย.
[๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราย่อมเห็นหมู่สัตว์นี้ ผู้ไปในตัณหาในภพทั้ง
หลายดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนทั้งหลายที่เลวยังไม่ปราศจาก
ตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ.

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 218 (เล่ม 65)

สัตว์ดิ้นในอยู่ในโลกเพราะตัณหา
[๕๑] คำว่า เราย่อมเห็น.... ดิ้นรนอยู่ในโลก มีความว่า
คำว่า ย่อมเห็น คือ ย่อมเห็น ย่อมแลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู
ด้วยมังสจักษุบ้าง ทิพยจักษุบ้าง ปัญญาจักษุบ้าง พุทธจักษุบ้าง สมันตจักษุ
บ้าง.
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก
ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก.
คำว่า ดิ้นรนอยู่ คือ เราย่อมเห็น ย่อมแลดู. ตรวจดู เพ่งดู
พิจารณาดู ซึ่งหมู่สัตว์นี้ดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว
เอนเอียง กระสับกระส่ายอยู่ ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้น
รนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรนเพราะความ
ประกอบ ด้วยความดิ้นรนเพราะผลกรรม ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริต
ด้วยราคะของผู้กำหนัด ด้วยโทสะของผู้ขัดเคือง ด้วยโมหะของผู้หลงแล้ว
ด้วยมานะเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยทิฏฐิที่ยึดถือไว้ ด้วยความฟุ้งซ่านที่ฟุ้ง
แล้ว ด้วยความสงสัยที่ไม่แน่ใจ ด้วยอนุสัยที่ถึงกำลังด้วยลาภ ด้วยความ
เสื่อมลาภ ด้วยยศ ด้วยความเสื่อมยศ ด้วยสรรเสริญ ด้วยนินทา ด้วยสุข
ด้วยทุกข์ ด้วยชาติ ด้วยชรา ด้วยพยาธิ ด้วยมรณะ ด้วยโสกะปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ด้วยทุกข์คือความเกิดในนรก ด้วยทุกข์คือ
ความเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ด้วยทุกข์คือความเกิดในวิสัยแห่งเปรต
ด้วยทุกข์คือความเกิดในมนุษย์ ด้วยทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ด้วย
ทุกข์มีความทั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ด้วยทุกข์มีความตลอดจากครรภ์เป็นมูล

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 219 (เล่ม 65)

ด้วยทุกข์อันติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว ด้วยทุกข์อันเนื่องแห่งผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด
แล้ว ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ความ
ขวนขวายของผู้อื่น ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ทุกขเวทนา ด้วยทุกข์อันเกิดแต่
สังขาร ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ความแปรปรวน ด้วยทุกข์เพราะโรคทางจักษุ
โรคทางโสตะ โรคทางฆานะ โรคทางชิวหา โรคทางกาย โรคทางศีรษะ
โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไร้หวัด
โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด
โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ
โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด
โรคละลอก โรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ
โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง ด้วยอาพาธมีดีเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธ
สันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดขึ้นเพราะการบริหารไม่
สม่ำเสมอ อาพาธเกิดขึ้นแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่ผลกรรม
ด้วยความหนาว ด้วยความร้อน ด้วยความหิว ด้วยความกระหาย ด้วย
ปวดอุจจาระ ด้วยปวดปัสสาวะ ด้วยความทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง
ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งมารดา ด้วย
ทุกข์เพราะความตายแห่งบิดา ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งพี่ชายน้องชาย
ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งพี่สาวน้องสาว ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่ง
บุตร ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งธิดา ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่ง
ญาติ ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ด้วยทุกข์เพราะความ

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 220 (เล่ม 65)

ฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ด้วย
ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมเห็น....ดิ้นรนอยู่ในโลก.
[๕๒] คำว่า หมู่สัตว์นี้ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย มี
ความว่า คำว่า หมู่สัตว์ เป็นชื่อของสัตว์.
คำว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา
โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา.
คำว่า ผู้ไปในตัณหา คือไปในตัณหา ไปตามตัณหา ซ่านไปตาม
ตัณหา จมอยู่ในตัณหา อันตัณหาให้ตกไปแล้ว อันตัณหาครอบงำแล้ว
มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว.
คำว่า ในภพทั้งหลาย คือในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์นี้ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย.
[๕๓] คำว่า นรชนทั้งหลายที่เลว....ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ
มีความว่า นรชนทั้งหลายที่เลว คือผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม
มโนกรรม ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณ-
วาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขาร
ทั้งหลาย กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจอันเลว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ชั่วหยาบ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนทั้งหลายที่เลว.
คำว่า ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ มีความว่า นรชนทั้งหลายเป็นผู้
ถึงมัจจุ ประจวบกับมัจจุเข้าถึงมัจจุถึงมาร ประจวบกับมาร เข้าถึงมาร

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 221 (เล่ม 65)

ถึงมรณะ ประจวบกับมรณะ เข้าถึงมรณะ ย่อมร่ำไร บ่นเพ้อ เศร้าโศก
ลำบากใจ รำพัน บอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหล ใกล้ปากมัจจุ
ปากมาร ปากมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนทั้งหลายที่เลว....
ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ.
ว่าด้วยภพน้อยภพใหญ่
[๕๔] คำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่
มีความว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา ฯลฯ ธัมมตัณหา.
คำว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ ได้แก่ ภพน้อยและภพใหญ่
คือ กรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในอรูปภพในความเกิดบ่อย ๆ ในความเป็นไปบ่อย ๆ ใน
ความเข้าถึงบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆในอันบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อย ๆ.
คำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา คือ ยังไม่ปราศจากตัณหา
มีตัณหายังไม่หมดไป มีตัณหายังไม่สละแล้ว มีตัณหายังไม่สำรอกแล้ว
มีตัณหายังไม่พ้นไปแล้ว มีตัณหายังไม่ละเสียแล้ว มีตัณหายังไม่สละคืน
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและ
ภพใหญ่.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า:-
เราย่อมเห็นหมู่สัตว์นี้ ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 222 (เล่ม 65)

ดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนทั้งหลายที่เลว ยังไม่ปราศจากตัณ
หาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ.
[๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุ
ที่ยึดถือว่าต้องเรา เหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ในน้ำน้อยอัน
มีกระแสสิ้นไป นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ทำซึงตัณหา
เครื่องเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย พึงเป็นผู้ไม่ยึดถือว่าของ
เราประพฤติ.
ว่าด้วยความยึดถือ ๒ อย่าง
[๕๖] คำว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ใน
เพราะวัตถุไม่ยึดถือว่าของเรา มีความว่า ความยึดถือว่าของเรา ได้แก่
ความยึดถือว่าของเรา ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑
ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ๑.
ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา เป็นไฉน ? วัตถุที่ทำให้เป็น
เขต เป็นแดน เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือเอาว่าของ
เรา ด้วยส่วนแห่งตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือว่าของเรา ซึ่งวัตถุมี
ประมาณเท่านั้น ว่าสิ่งนี้ของเรา สิ่งนั้นของเรา สิ่งมีประมาณเท่านี้ของ
เรา สิ่งของของเรามีประมาณเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค
ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 223 (เล่ม 65)

ชนบท ฉางข้าว คลัง เป็นของของเรา ย่อมยึดถือว่าเป็นของเราแม้ซึ่งแผ่น
ดินใหญ่ทั้งสิ้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อ
ว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา.
ความยืดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ เป็นไฉน ? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ
๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ความไปคือทิฏฐิ
รกชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ
เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยืดมั่น ความยึดถือ
ทางชั่ว ทางผิด ความผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงผิด ความ
ถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือในสิ่งที่ไม่แน่นอนว่า
แน่นอน จนถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ.
คำว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุ
ที่ยึดถือว่าของเรา มีความว่า หมู่สัตว์แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการ
แย่งชิงวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา ย่อมดิ้นรน คือย่อมดิ้นรนเมื่อเขากำลังชิง
เอาบ้าง เมื่อเขาชิงเอาแล้วบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวน
ไปแห่งวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา ย่อมดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรน ย่อมกระเสือก
กระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา เมื่อวัตถุ
นั้นกำลังแปรปรวนอยู่บ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง ท่านทั้ง
หลายจงเห็น จงแลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู. ซึ่งหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรน
กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา
อยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้น
รนอยู่ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา.

223