[๔๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:-
สัตว์เหล่านั้น ปรารถนา ขวนขวาย หลงใหลอยู่
ในกามทั้งหลายเป็นผู้ตกต่ำ ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ ถึง
ทุกข์แล้ว ย่อมรำพันอยู่ว่าเราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว
จักเป็นอะไรหนอ.
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
[๔๑] คำว่า ปรารถนา ขวนขวาย หลงใหลอยู่ในกาม
ทั้งหลาย มีความว่า กาม โดยหัวข้อได้แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุ
กาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ กามเหล่านี้ เรียกว่า วัตถุกาม ฯลฯ กาม
เหล่านี้ เรียกว่า กิเลสกาม. ตัณหา เรียกว่า ความปรารถนา ได้
แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
สัตว์ทั้งหลาย กำหนัด ปรารถนาหลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว
พัวพัน ในวัตถุกามทั้งหลายด้วยกิเลสกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ปรารถนาในกามทั้งหลาย. คำว่า ขวนขวาย มีความว่า แม้สัตว์
เหล่าใด ย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหากามทั้งหลาย เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อ
กาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้ม
ไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า
ผู้ขวนขวายในกาม. แม้สัตว์เหล่าใด ย่อมแสวงหาเสาะหา ค้นหา รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหาเป็นผู้เที่ยวไปเพื่อ
กาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้ม