พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 174 (เล่ม 65)

บทว่า อจฺจุติปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ไม่ตายนั้นได้ด้วยผล.
บทว่า อมตคโต ความว่า ไปสู่แดนอมตะ คือนิพพานได้ด้วย
มรรค.
บทว่า อมตปฺปตฺโต ความว่า ถึงแดนอมตะนั้น ได้ด้วยผล.
บทว่า นิพฺพานคโต ความว่า ไปสู่นิพพานซึ่งออกจากเครื่องร้อย
รัดคือตัณหาได้ด้วยมรรค.
บทว่า นิพฺพานปฺปตฺโต ความว่า ถึงนิพพานนั้นแหละได้ด้วยผล.
บทว่า โส วุฏฺฐวาโส ความว่า พระอรหันต์นั้น ชื่อว่า อยู่จบ
แล้ว เพราะอรรถว่า อยู่แล้ว อยู่รอบแล้ว อยู่จบแล้ว ในอริยวาสธรรม
๑๐.
บทว่า จิณฺณจรโณ ความว่า ชื่อว่า ประพฤติจรณะแล้ว เพราะ
อรรถว่า มีความชำนาญประพฤติแล้วในสมาบัติ ๘ กับศีล.
บทว่า คตทฺโธ ความว่า ก้าวล่วงทางไกลคือสังสารวัฏ.
บทว่า คตทิโส ความว่า ถึงทิศคือนิพพาน ซึ่งไม่เคยไปแม้ใน
ความฝัน.
บทว่า คตโกฏิโก ความว่า เป็นผู้ถึงที่สุดคืออนุปาทิเสสนิพพาน
ดำรงอยู่.
บทว่า ปาลิตพฺรหฺมจริโย ความว่า มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว.
บทว่า อุตฺตมทิฏฺฐิปฺปตฺโต ความว่า ถึงสัมมาทิฏฐิอันอุดม.
บทว่า ปฏิวิทฺธากุปฺโป ความว่า แทงตลอดอรหัตผล ไม่กำเริบ
คือไม่หวั่นไหวดำรงอยู่แล้ว.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 175 (เล่ม 65)

บทว่า สจฺฉิกตนิโรโธ ความว่า กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือ
นิพพานดำรงอยู่แล้ว.
บทว่า ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ ความว่า ทุกข์ ๓ อย่างอันพระ
อรหันต์นั้นก้าวล่วงตัดขาดเสียแล้ว.
บทว่า อภิญฺเญยฺยํ ความว่า พึงรู้ด้วยอาการอันงาม ด้วยสามารถ
แห่งการหยั่งรู้สภาวลักษณะ.
บทว่า อภิญฺญาตํ ความว่า รู้แล้วด้วยญาณอันยิ่ง.
บทว่า ปริญฺเญยฺยํ ความว่า พึงกำหนดรู้ทราบซึ่ง ด้วยสามารถ
แห่งการหยั่งรู้สามัญลักษณะ และด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มีกิจถึงพร้อม
บทว่า ปริญฺญาตํ ความว่า รู้แล้วโดยรอบ.
บทว่า ภาเวตพฺพํ ได้แก่ พึงให้เจริญ.
บทว่า สจฺฉิกาตพฺพํ ได้แก่ พึงกระทำให้ประจักษ์ ก็การกระทำ
ให้แจ้งมี ๒ อย่างคือ การกระทำให้แจ้งการได้เฉพาะ และการกระทำให้
แจ้งอารมณ์.
ในบทว่า อุกฺขิตฺตปลิโฆ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปลิโฆ ได้แก่ อวิชชาซึ่งเป็นรากเง่าแห่งวัฏฏะ ก็อวิชชานี้
ท่านเรียกว่า ลิ่ม ด้วยอรรถว่า ถอนได้ยาก ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็น
ผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว เพราะอวิชชานั้น อันพระอรหันต์
นั้นถอนได้แล้ว.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 176 (เล่ม 65)

ที่เรียกว่า คู ในบทว่า สงฺกิณฺณปริโข ได้แก่ อภิสังขารคือ
กรรมที่ให้ภพใหม่ คือเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพใหม่ ซึ่งได้นาม
ว่า ชาติสงสาร ด้วยสามารถให้เกิดในภพทั้งหลาย และด้วยสามารถแห่ง
การท่องเที่ยวไป ก็อภิสังขารคือกรรมนั้น ท่านเรียกว่า คู เพราะตั้งแวด
ล้อมด้วยสามารถกระทำความเกิดขึ้นบ่อย ๆ ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มี
กรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้ว เพราะกรรมอันเป็นคูนั้นอันพระอรหันต์กำจัด
เสียแล้ว คือถมเสียแล้ว.
บทว่า เอสิกา ในบทว่า อพฺพุฬฺเหสิโก ได้แก่ ตัณหาซึ่งเป็น
มูลแห่งวัฏฏะ ก็ตัณหานี้ลึกซึ้ง ท่านเรียกว่า เสาระเนียด เพราะอรรถว่า
ข้ามไปได้ยาก ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอัน
ถอนเสียแล้ว เพราะตัณหานั้นอันพระอรหันต์นั้นถอนได้แล้ว คือถอนทิ้ง
ไปแล้ว.
ที่เรียกว่า อัคคฬะ ในบทว่า นิรคฺคโฬ ได้แก่ สังโยชน์ที่ใช้
เกิดกิเลสอย่างหยาบ คือโอรัมภาคิยสังโยชน์ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดในกามภพ
ก็สังโยชน์เหล่านั้นท่านเรียกว่าอัคคฬะ เพราะตั้งปิดกั้นจิตไว้ เหมือนบาน
ประตูใหญ่ที่ใช้เป็นประตูพระนครฉะนั้น ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้ไม่
มีสังโยชน์เป็นบานประตู เพราะไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตู คือสังโยชน์
เหล่านั้นอันพระอรหันต์ทำลายได้แล้ว.
บทว่า อริโย ได้แก่ ไม่มีกิเลส คือบริสุทธิ์.
บทว่า ปนฺนทฺธโช ได้แก่ มีธง คือมานะให้ตกไปแล้ว.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 177 (เล่ม 65)

บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ ชื่อว่า มีภาระอันปลงเสียแล้ว เพราะ
ภาระคือขันธ์ ภาระคือกิเลส ภาระคืออภิสังขาร ภาระคือกามคุณ ๕
อันพระอรหันต์นั้นปลงแล้ว คือวางลงแล้ว. อีกอย่างหนึ่งในที่นี้ท่าน
ประสงค์ว่า มีมานะอันปลงแล้ว เพราะภาระคือมานะนั่นแหละ พระอรหันต์
วางลงแล้ว.
บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ไม่เกี่ยวข้องด้วยโยคะ ๔ และกิเลส
ทั้งปวง แต่ในที่นี้ท่านประสงค์ว่า ชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่เกี่ยวข้อง
ด้วยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องคือมานะนั่นเอง.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระสารีบุตรเถระแสดงกาลที่ให้กิเลสทั้ง
หลายสิ้นไปด้วยมรรคแล้วบรรลุผลสมาบัติซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ ของ
พระขีณาสพผู้บรรลุนิโรธซึ่งเป็นธรรมเครื่องอยู่อันประเสริฐ. เหมือนอย่าง
ว่ามีนคร ๒ นคร คือโจรนคร ๑ เขมนคร ๑ ครั้งนั้น นายทหารใหญ่
คนหนึ่งเกิดความปรารถนาขึ้นว่า โจรนครนี้ยังตั้งอยู่ตราบใด เขมนคร
ย่อมไม่พ้นภยันตรายนั้น เราจักทำโจรนครให้ไม่เป็นนคร เขาสวมเกราะ
ถือพระขรรค์เข้าไปยังโจรนคร เอาพระขรรค์ฟันเสาระเนียดซึ่งเขายกขึ้นไว้
ที่ประตูนคร ทำลายที่ต่อบานประตูและหน้าต่าง ถอนลิ่มสลัก ทำลาย
กำแพง ถมคู เอาธงที่ยกขึ้นเพื่อความสง่างามของนครลง เอาไฟเผานคร
แล้วเข้าเขมนคร ขึ้นบนปราสาท แวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติ บริโภค
โภชนาหารที่มีรสอร่อย ฉันใด ข้ออุปไมยก็ฉันนั้น สักกายทิฏฐิดุจโจรนคร
นิพพานดุจเขมนคร พระโยคาวจรดุจนายทหารใหญ่ พระโยคาวจรนั้นมี
ความคิดอย่างนี้ว่า เครื่องผูกคือสักกายทิฏฐิยังผูกพันอยู่ตราบใด ความ

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 178 (เล่ม 65)

หลุดพ้นจากกรรมกรณ์ ๓๒ จากโรค ๙๘ และจากภัยใหญ่ ๒๕ ย่อมไม่มี
พระโยคาวจรนั้นเป็นดุจนายทหารใหญ่ สวมเกราะคือศีล ถือพระขรรค์
คือปัญญา ฟันเสาระเนียดคือตัณหาด้วยอรหัตมรรคดุจฟันเสาระเนียดด้วย
พระขรรค์ ฉุดลูกตาลคือสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการดุจ
นายทหารนั้นทำลายหน้าต่างนครพร้อมทั้งบานประตูถอนลิ่มสลักคืออวิชชา
ดุจนายทหารนั้นถอนลิ่มสลักทำลายกรรมาภิสังขารถมคูคือชาติสงสาร ดุจ
นายทหารทำลายกำแพงถมคู เอาธงคือมานะลงแล้วเผานคร คือสักกายทิฏฐิ
ดุจนายทหารนั้นเอาธงที่ยกขึ้นเพื่อความสง่างามของนครลง เข้าสู่นคร
นิพพาน เสวยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ ซึ่งมีนิโรธ๑ อันเป็นอมตะเป็น
อารมณ์ ยังกาลให้ล่วงไป ดุจนายทหารนั้นเข้าสู่เขมนคร บริโภคโภชนา
หารมีรสอร่อยบนปราสาท ฉะนั้น.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว อย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอวิชชาแล้ว ถอนรากแล้ว
ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีอวิชชา เป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว
อย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้ว
อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละชาติสงสารอันให้เกิด
ในภพใหม่แล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกรรมเป็นคูอัน
กำจัดเสียแล้วอย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีตัณหาเป็น
๑. นิโรธ หมายถึง นิพพาน.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 179 (เล่ม 65)

เสาระเนียดอันถอนเสียแล้ว อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ละตัณหาแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสา
ระเนียดอันถอนเสียแล้วอย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่มี
สังโยชน์เป็นบานประตู อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ละสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตูอย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอันให้ตก
ไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้อง อย่างไร ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะแล้วถอนรากแล้ว ทำให้
เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอัน
ให้ตกไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้องอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยพระอินทร์ พระพรหม
พระประชาบดี ติดตามภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แลย่อมไม่พบ นิมิต
นี้เป็นวิญญาณของตถาคต ดังนี้.
บทว่า ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ความว่า ละองค์ ๕ มีกามฉันท์เป็นต้น
ด้วยอุบายมีอย่างต่าง ๆ ตั้งอยู่ สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ละขาดองค์ ๕ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถีนมิทธะ ละอุท-
ธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละขาดองค์ ๕
อย่างนี้แล ดังนี้.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 180 (เล่ม 65)

บทว่า ฉฬงฺคสมนฺนาคโต ความว่า ละอนุสัยคือปฏิฆะในอารมณ์
มีรูปเป็นต้นในทวาร ๖ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งอุเบกขา
ท่านกล่าวว่า ประกอบด้วยองค์ ๖ เพราะยังองค์ ๖ ให้เต็มตั้งอยู่แล้วด้วย
สามารถแห่งการอยู่ สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ เป็นผู้ไม่เสียใจ
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยจมูก
ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เป็นผู้
ไม่ดีใจ เป็นผู้ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างนี้แล ดังนี้.
บทว่า เอการกฺโข ความว่า ชื่อว่า เอการักขะ เพราะอรรถว่า
มีการรักษาอย่างเอก คือ อุดม ด้วยธรรมเครื่องรักษาคือสติ สมจริงดัง
พระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติเป็นธรรม
เครื่องรักษาอย่างเอก อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
มีใจมีสติเป็นธรรมเครื่องรักษาอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติ
เป็นธรรมเครื่องรักษาอย่างเอกนี้แล ดังนี้.
บทว่า จตุราปสฺเสโน ความว่า เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔
ด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔ อย่าง คือ การเสพเฉพาะ,
การเว้น, การบรรเทา และการละ ด้วยปัญญา ที่ไม่เป็นไปข้างโน้น
ข้างนี้คือบรรลุธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ :- พึงให้
พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่อง

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 181 (เล่ม 65)

อาศัย ๔ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่อง
อาศัย ๔ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณา
แล้วเสพเฉพาะอย่าง ๑ พิจารณาแล้วเว้นอย่าง ๑ พิจารณาแล้วบรรเทา
อย่าง ๑ พิจารณาแล้วละอย่าง ๑ ดังนี้.
บทว่า ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะ
เฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว เพราะอรรถว่า ทิฏฐิสัจจะกล่าวคือเฉพาะ
อย่าง เพราะถือเอาเฉพาะอย่างเดียวอย่างนี้ว่า ทัศนะนี้เท่านั้นจริง ทัศนะ
นี้เท่านั้นจริง ดังนี้ อันพระอรหันต์นั้นบรรเทาแล้ว คือนำออกแล้ว
ละแล้ว.
บทว่า อวย ในบทว่า สมวยสฏฺเฐสโน ได้แก่ ไม่หย่อน.
บทว่า สฏฐ ได้แก่ ประเสริฐ ชื่อว่า สมวยสัฏเฐสนะ เพราะ
อรรถว่า มีการแสวงหาอันชอบ ไม่หย่อน ประเสริฐ อธิบายว่า มีการ
แสวงหาทั้งปวงประเสริฐโดยชอบ.
บทว่า เกวลี ได้แก่ เป็นผู้บริบูรณ์.
บทว่า วุสิตวา ได้แก่ เป็นผู้มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คือเป็นผู้
อยู่จบในอริยมรรคซึ่งเป็นเครื่องอยู่อันสมควรแก่โยคะบ้าง ในอริยวาส
ธรรม ๑๐ บ้าง.
บทว่า อตฺตมปุริโส ได้แก่ เป็นบุรุษวิเศษ คือเป็นบุรุษอาชาไนย
เพราะกิเลสสิ้นแล้ว.
บทว่า ปรมปุริโส ได้แก่เป็นบุรุษสูงสุด คือเป็นผู้ถึงความบรรลุ
ปรมัตถะ เพราะถึงการได้เฉพาะซึ่งประโยชน์อย่างยิ่ง คือถึงการได้เฉพาะ

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 182 (เล่ม 65)

ซึ่งพระอรหัตต์อันอุดมที่พึงถึง เป็นบุญเขตที่ยอดเยี่ยม จึงชื่อว่าเป็นบุรุษ
สูงสุด เป็นบรมบุรุษด้วยอรรถนั้นแหละ คือเป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ
เพราะเป็นผู้ถึงการได้เฉพาะซึ่งอมตะ เพื่อเข้าสมาบัติอันยอดเยี่ยม.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า เป็นอุดมบุรุษ
ด้วยสามารถรู้ดีถึงโทษในการครองเรือนแล้วจึงเข้าศาสนา เป็นบรมบุรุษ
ด้วยสามารถรู้ดีถึงโทษในอัตภาพแล้วจึงเข้าวิปัสสนา คือ รู้ดีถึงโทษใน
กิเลสจึงเข้าสู่อริยภูมิ เป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ.
บทว่า เนว อาจินาติ ความว่า ไม่เพิ่มวิบากแห่งกุศลและ
อกุศลเหล่านั้น เพราะละกุศลและอกุศลได้แล้ว.
บทว่า น อปจินาติ ความว่า มิได้กำจัด เพราะตั้งอยู่ในผลแล้ว.
บทว่า อปจินิตฺวา  ิโต ความว่า ยังหยาดแห่งกิเลสทั้งหลายให้
แห้งตั้งอยู่แล้ว เพราะตั้งอยู่ในการละด้วยสงบระงับ.
บทว่า เนว ปชหติ ความว่า มิได้ละกิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มี
กิเลสที่จะต้องละ.
บทว่า น อุปาทิยติ ความว่า มิได้ถือเอาด้วยตัณหามานะทิฏฐิ
เหล่านั้น เพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงถือเอาด้วยตัณหามานะทิฏฐิ.
บทว่า ปชหิตฺวา  ิโต ความว่า ละแล้วจึงตั้งอยู่.
บทว่า เนว วิสิเนติ ความว่า มิได้เย็บด้วยสามารถแห่งตัณหา.
บทว่า น อุสฺสิเนติ ความว่า มิได้ยกขึ้นด้วยสามารถแห่งมานะ.
บทว่า วิสิเนตฺวา  ิโต ความว่า มิได้กระทำการเย็บด้วยตัณหา
ตั้งอยู่ อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 183 (เล่ม 65)

บทว่า เนว วิธุเปติ ความว่า มิได้ให้ไฟคือกิเลสดับ.
บทว่า น สนฺธุเปติ ความว่า มิได้ให้ไฟคือกิเลสลุก.
บทว่า วิธุเปตฺวา  ิโต ความว่า ให้ดับแล้วตั้งอยู่.
บทว่า อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน ความว่า ดำรงอยู่ คือดำรงอยู่
โดยความเป็นผู้ไม่เสื่อม เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ คือ สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือด้วยกองแห่งศีล ซึ่งเป็นอเสขะ เพราะ
ไม่มีข้อที่จะต้องศึกษา.
บทว่า สมาธิกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยสัมมา
วายามะและสัมมาสติ.
บทว่า วิมุตติกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยขันธ์อันสัมปยุตด้วยผลวิมุตติ.
บทว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า สจฺจํ ปฏิปาทยิตฺวา ความว่า ยังอริยสัจ ๔ ให้ถึงพร้อม
ในสันดานของตนด้วยสามารถแห่งสภาวะ คือแทงตลอดแล้วตั้งอยู่.
บทว่า เอวํ สมติกฺกมิตฺวา ได้แก่ ก้าวล่วงตัณหาเครื่องหวั่นไหว.
บทว่า กิเลสคฺคึ ได้แก่ ไฟคือกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า ปริยาทยิตฺวา ได้แก่ ให้สิ้นแล้ว คือให้ดับแล้ว.
บทว่า อปริคมนตาย ได้แก่ ด้วยการไม่ไปในสังสารวัฏ ความว่า
ไม่มีการกลับมาอีก.
บทว่า กูฏํ สมาทาย ได้แก่ ถือเอาความชนะ.
บทว่า มุตฺติปฏิเสวนตาย ได้แก่ ด้วยภาวะพ้นจากกิเลสทั้งปวง

183