พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 164 (เล่ม 65)

ฉะนั้น. เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระสัทธรรม คือพระนิพพาน พึงถึงด้วยการ
บรรลุพระอรหัตต์ คือด้วยการปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระสารีบุตรเถระจบเทศนาด้วยอดคือพระอรหัตต์ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะทุกข์มีชาติเป็นต้น ย่อมติดตาม
บุคคลนั้นฉะนั้น คือเหตุนั้น. แม้ในบทว่า ตํเหตุ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ
เพราะทุกข์มีประการดังกล่าวแล้วย่อมติดตามบุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น
เพราะทุกข์ย่อมติดตาม เพราะปัจจัยนั้น เพราะทุกข์ย่อมติดตาม เพราะ
นิทานนั้น พึงประกอบบทอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เหตุ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของบทว่า การณะ. ก็การณะ
ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า มีผลเกิดขึ้น คือเป็นไปด้วยเหตุนั้น.
ชื่อว่า ปัจจัย เพราะอรรถว่าผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิดและเป็นไป.
ชื่อว่า นิทาน เพราะอรรถว่า ย่อมมอบให้ซึ่งผลของตน ดุจ
แสดงว่า เชิญท่านทั้งหลายถือเอาสิ่งนั้นเถิด.
บทว่า ตํการณา ห้ามธรรมที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ.
บทว่า ตํเหตุ ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่เหตุและเหตุแห่งมหาภูต.
บทว่า ตปฺปจฺจยา ปฏิเสธปัจจัยที่ไม่ทั่วไปกับธรรมที่ไม่ใช่ปัจจัย.
บทว่า ตํนิทานา หมายเหตุในอาคมและนิคมกับทั้งธรรมที่ไม่ใช่
เหตุ อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เอตํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน ความว่า ดูอยู่ คือเห็น
อยู่โดยชอบซึ่งอันตรายนั้นคือมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยวิปัสสนาญาณ.
บทว่า สทา เป็นบทตั้ง.

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 165 (เล่ม 65)

บทว่า ปุน สทา เป็นบทขยายความ.
บทว่า สทา ได้แก่ ทุกวัน.
บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ทุกเวลา.
บทว่า สพฺพกาลํ ได้แก่ ตลอดกาลทั้งปวงมีเวลาเช้าเป็นต้น
บทว่า นิจฺจกาลํ ได้แก่ ทุกวัน ๆ.
บทว่า ธุวกาลํ ได้แก่ ตลอดกาลไม่ขาด.
บทว่า สตตํ ได้แก่ ไม่มีระหว่าง.
บทว่า สมิตํ ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า อพฺโพกิณฺณํ ได้แก่ ไม่เจือปนอย่างอื่น.
บทว่า โปกฺขานุโปกฺขํ๑ ความว่าสืบต่อโดยลำดับ ดุจในประโยค
เป็นต้นว่า ย่อมปรากฏติดตามกันไปไม่ผิดพลาด.
บทว่า อุทกุมฺมิกชาตํ ได้แก่ เหมือนลูกคลื่นในน้ำที่บังเกิด
ขึ้น.
บทว่า อวีจิ ได้แก่ ไม่เบาบาง.
บทว่า สนฺตติ ได้แก่ ไม่ขาดระยะ.
บทว่า สหิตํ ได้แก่ สืบต่อ เป็นอันเดียวกัน ดุจในประโยค
เป็นต้นว่าของข้าพเจ้าสืบต่อกัน ของท่านไม่สืบต่อกัน.
บทว่า ผุสิตํ ได้แก่ ถูกต้องในที่ลมผ่านไม่ได้ ดุจในประโยค
เป็นต้นว่า ขัดกลอน ดังนี้.
สองบทว่า ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กล่าวแบ่งเวลาในกลางวัน
๑. ฉบับเทวนาครี เป็น โปงฺขานุโปงฺขํ.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 166 (เล่ม 65)

สามบทว่า ปุริมยามํ มชฺฌิมยามํ ปจฺฉิมยามํ กล่าวแบ่งเวลา
ในกลางคืน.
สองบทว่า กาเฬ ชุณฺเห กล่าวถึงกึ่งเดือน.
สามบทว่า วสฺเส เหมนฺเต คิมฺเห กล่าวถึงฤดู.
สามบทว่า ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม
วโยขนฺเธ กล่าวแบ่งวัย พึงทราบดังนี้.
บทเริ่มต้นว่า สโตติ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ
ภาเวนฺโต สโต จนถึงบทสุดท้ายว่า เอวํ สมุจฺเฉทโต กาเม
ปริวชฺเชยฺย ดังนี้ มีเนื้อความตามที่ได้กล่าวแล้วนั่นแล.
อนึ่ง บทว่า สตตฺตา สโต ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติเพราะ
ความเป็นผู้มีสติ ด้วยความเป็นผู้ข้องอยู่ในวัตถุ ๓ หรือด้วยความเป็นผู้
สามารถเพื่อจะก้าวล่วงกิเลส ๓.
บทว่า สนฺตตฺตา ความว่าชื่อว่า เป็นผู้มีสติด้วยการยังกิเลสและ
อุปกิเลสให้หนีไปดำรงอยู่ และเพราะเปลื้องจากอารมณ์แล้วสงบ.
บทว่า สมิตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มี สติ เพราะเป็นผู้สงบ
ด้วยบุญที่ให้ผลอันน่าปรารถนา และจากบาปที่ให้ผลอันไม่น่าปรารถนา.
บทว่า สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ
เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ โดยเสพสัปปุริสธรรม
และเสวนากับพระอริยบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ความว่า รู้วัตถุกามที่เป็นไป

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 167 (เล่ม 65)

ในภูมิ ๓ ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น ด้วยตีรณปริญญา.
บทว่า ปหาย ได้แก่ ละขาดกิเลสกามด้วย ปหานปริญญา.
บทว่า ปชหิตฺวา ได้แก่ทิ้งแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่าบรรเทา
กิเลสกาม เหมือนทิ้งหยากเยื่อด้วยตะกร้าหรือ หามิได้เลย ที่แท้บรรเทา
กิเลสกามนั้น คือข้าม นำออก ทำกิเลสกามให้สูญสิ้นเหมือนแทงโคงาน
ที่โกงด้วยประตักหรือ ? หามิได้เลย ที่แท้ทำให้สูญสิ้นซึ่งกิเลสกามนั้น
คือกระทำให้มีที่สุดไปปราศแล้ว คือกระทำกิเลสกามนั้นโดยประการที่
แม้ที่สุดก็จักไม่เหลือ แม้เพียงการทำลายโดยกำหนดมีในที่สุด ให้ถึงความ
ไม่มีว่า อย่างไรจึงจะทำกิเลสกามนั้นด้วยประการนั้น คือกระทำโดย
ประการที่ตัดขาดกิเลสกามด้วยสมุจเฉทปหานดังนี้ แม้ในกามฉันทนิวรณ์
เป็นต้นก็นัยนี้.
ในบทว่า กาโมฆํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ความกำหนัดที่
เป็นไปในกามคุณ ๕ ท่านเรียกว่า กาโมฆะ เพราะอรรถว่า จมลง.
บทว่า ภโวโฆ ได้แก่ ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ และ
ความยินดีในฌาน.
บทว่า ทิฏโฐโฆ ได้แก่ ความปรารถนาในภพที่ประกอบด้วย
สัสสตทิฏฐิเป็นต้นนั่นแล. ทิฏโฐฆะย่อมถึงการรวมลงในภโวฆะนั่นเอง.
อวิชโชฆะได้แก่ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔.
ในโอฆะเหล่านั้น เมื่อบุคคลยินดีใส่ใจกามคุณทั้งหลาย กาโมฆะ
ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น.
เมื่อบุคคลยินดีใส่ใจมหัคคตธรรมทั้งหลาย ภโวฆะที่ยังไม่เกิดก็เกิด

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 168 (เล่ม 65)

ขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น. อวิชโชฆะ (อาศัยกามโอฆะ๑ ) ที่ยัง
ไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น ด้วยความเป็นปทัฏฐานแห่ง
วิปัลลาส ๔ ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ พึงทราบดังนี้ ธรรมฝ่ายขาว
พึงให้พิสดารโดยตรงกันข้ามกับนัยที่กล่าวแล้ว.
ผู้ปฏิบัติอัปปณิหิตวิโมกข์ พึงข้ามกาโมฆะได้. ผู้ปฏิบัติอนิมิตต-
วิโมกข์ พึงข้ามภโวฆะได้. ผู้ปฏิบัติสุญญตวิโมกข์ พึงข้ามอวิชโชฆะได้.
พึงข้ามด้วยปฐมมรรค พึงข้ามขึ้นด้วยทุติยมรรค พึงข้ามพ้นด้วยตติยมรรค
พึงก้าวล่วงด้วยจตุตถมรรค พึงเป็นไปล่วงด้วยผล ดังนี้แล. อีกอย่างหนึ่ง
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า พึงข้ามด้วยกามโอฆะ พึงข้ามด้วย
ภโวฆะ พึงข้ามขึ้นด้วยภโวฆะ พึงข้ามพ้นด้วยทิฏโฐฆะ พึงกล่าวล่วงด้วย
อวิชโชฆะพึงเป็นไปล่วงด้วยโอฆะทั้งปวง.
บทว่า ครุกํ ได้แก่ ไม่เบา.
บทว่า ภาริกํ ความว่า ชื่อว่า ภาริกะบรรทุกหนัก เพราะอรรถ
ว่า มีภัณฑะที่หนักในเรือนี้.
บทว่า อุทกํ สิญฺจิตฺวา ได้แก่วิดน้ำ.
บทว่า อุสฺสิญฺจิตฺวา ได้แก่ วิดยิ่งเกิน.
บทว่า ฉฑฺเฑตฺวา ได้แก่ ให้ตกไป.
บทว่า ลหุกาย ได้แก่ เบาพร้อม.
บทว่า ขิปฺปํ แปลว่า พลัน.
บทว่า ลหุํ ได้แก่ ขณะนั้น.
๑. ฉะบับ สิงหฬและพม่าไม่มี.

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 169 (เล่ม 65)

บทว่า อปฺปกสิเรเนว ได้แก่ โดยไม่ลำบากเลย. อมตนิพพาน
ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ดังนั้น นิพพาน ซึ่งออกจากเครื่องร้อยรัดคือตัณหา
ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ซึ่งเป็นฝั่งนอกจากฝั่งในแห่งสักกายทิฏฐิ.
บทว่า โยโส ได้แก่ นี้ใด. บททั้งปวงมีบทว่า สพฺพสงฺขาร
สมโถ เป็นต้น หมายความถึงพระนิพพานทั้งนั้น ก็เพราะความสะเทือน
แห่งสังขารทั้งปวง ความหวั่นไหวแห่งสังขารทั้งปวง ความดิ้นรนแห่ง
สังขารทั้งปวง ย่อมสงบ ย่อมระงับ เพราะอาศัยนิพพานนั้น ฉะนั้น ท่าน
จงกล่าวนิพพานว่า เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง.
อนึ่ง เพราะอุปธิทั้งปวงย่อมเป็นอันสละคืนได้ ตัณหาทั้งปวงย่อม
สิ้นไป ความกำหนัดคือกิเลสทั้งปวงย่อมคลายไป ทุกข์ทั้งปวงย่อมดับไป
เพราะอาศัยนิพพานนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า เป็นที่สละคืน
อุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับ ก็ตัณหานี้
ท่านเรียกว่า วานะ เพราะวิเคราะห์ว่า ย่อมร้อยรัด ย่อมเย็บภพกับภพ
กรรมกับผล. ชื่อว่า นิพพานเพราะออกจากวานะนั้น พึงถึงฝั่ง คือพึง
ถึง พึงบรรลุฝั่งคือนิพพาน ด้วยโคตรภูญาณที่ออกโดยส่วนเดียว ด้วย
สามารถแห่งนิมิต พึงถึงฝั่งคือนิพพาน ด้วยมรรคญาณที่ออกโดยส่วน
๒ เป็นพิเศษ ด้วยความเป็นไปแห่งนิมิต พึงถูกต้อง คือพึงสัมผัส
ฝั่งคือนิพพาน ด้วยผลจิตซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์.
บทว่า สจฺฉิกเรยฺย ความว่า พืชถูกต้องด้วยสามารถแห่งคุณแล้ว
กระทำฝั่งคือนิพพานให้ประจักษ์ ด้วยปัจจเวกขณญาณ อีกอย่างหนึ่ง
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาว่า พึงถึงฝั่งด้วยโสดาปัตติมรรค พึงบรรลุด้วย

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 170 (เล่ม 65)

สกทาคามิมรรค พึงถูกต้องด้วยอนาคามิมรรค พึงทำให้แจ้งด้วยอรหัตมรรค
ดังนี้.
บทว่า โยปิ ปารํ คนฺตุกาโม ความว่า บุคคลคนใดคนหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ในวิปัสสนาญาณ เป็นผู้ใคร่จะถึงฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นจัก
ไปในนิพพานนั้นแน่แท้ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ปารคู ผู้ถึงฝั่ง สมจริงดังที่
ตรัสไว้ เป็นต้นว่า เราเป็นผู้ข้ามพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ดังนี้ บุคคลแม้นั้นชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง ด้วยสามารถ
แห่งอัธยาศัยในส่วนเบื้องต้น และด้วยประกอบวิปัสสนา.
บทว่า โยปิ ปารํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลแม้ใด มีความพร้อม
เพรียงด้วยมรรค ย่อมถึงฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นก็ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง.
บทว่า โยปิ ปารํ คโต ความว่า บุคคลใดให้สำเร็จกิจด้วยมรรค
ตั้งอยู่ในผล ถึงแล้วซึ่งฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นก็ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง เพื่อ
จะแสดงความข้อนั้นด้วยพระดำรัสของพระชินเจ้า พระสารีบุตรเถระจึง
กล่าวคำเป็นต้นว่า สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้ข้ามพ้น
แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ดำรงอยู่บนบก ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้.
บทว่า อภิญฺญาปารคู ความว่า ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะอรรถว่า
ใคร่จะถึงฝั่งคือนิพพานด้วยญาตปริญญา ถึงด้วยญาณที่บรรลุแล้ว คือ
ถึงแล้ว.
บทว่า ปริญฺญาปารคู ความว่า ชื่อว่า ผู้ถึงฝั่งโดยนัยที่กล่าวแล้ว
เพราะก้าวล่วงธรรมทั้งปวงด้วยตีรณปริญญา.
บทว่า ปหานปารคู ความว่า ชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง โดยนัยที่กล่าวแล้ว
เพราะก้าวล่วงกิเลสทั้งหลายที่เป็นฝ่ายสมุทัยด้วย ปหานปริญญา จริงอยู่

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 171 (เล่ม 65)

บุคคลใดกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ คือ
ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.
บรรดาปริญญา ๓ เหล่านั้น ญาตปริญญา เป็นไฉน ? บุคคลรู้
ธรรมทั้งปวงว่า ธรรมเหล่านี้มีในภายใน เหล่านี้มีภายนอก นี้เป็นลักษณะ
ของธรรมนี้ เหล่านี้เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน เป็นปทัฏฐาน ดังนี้ นี้ชื่อว่า
ญาตปริญญา.
ตีรณปริญญา เป็นไฉน ? บุคคลพิจารณาธรรมทั้งปวงด้วยสามารถ
ได้เพราะรู้อย่างนี้โดยนัยเป็นต้นว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้
นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา.
ปหานปริญญา เป็นไฉน ? บุคคลพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละฉันท-
ราคะในธรรมทั้งปวง ด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่า ปหานปริญญา แล.
พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า พระอรหันต์นั้น ถึงฝั่งด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งด้วย
การกำหนดรู้ ถึงฝั่งด้วยการละดังนี้ หมายเอาปริญญาเหล่านี้.
บทว่า ภาวนาปารคู ความว่า ภาวนาถึงที่สุดแล้ว ถึงฝั่งคือ
นิพพานด้วยมรรค.
บทว่า สจฺฉิกิริยาปารคู ความว่า ถึงฝั่งคือผลและนิพานที่ทำให้
แจ้ง ด้วยสามารถแห่งผลและนิพพาน.
บทว่า สมาปตฺติปารคู ความว่า ถึงฝั่งแห่งสมาบัติ ๘.
บทว่า สพฺพธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งปวงมีขันธ์ ๕ เป็นต้น.
บทว่า สพฺพทุกฺขานํ ได้แก่ ทุกข์ทั้งปวงมีชาติทุกข์เป็นต้น.
บทว่า สพฺพกิเลสานํ ได้แก่ กิเลสทั้งปวงมีกายทุจริตเป็นต้น.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 172 (เล่ม 65)

บทว่า อริยมคฺคานํ ได้แก่ อริยมรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.
บทว่า นิโรธสฺส ได้แก่ นิพพาน.
บทว่า สพฺพสมาปตฺตีนํ ได้แก่ รูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ๘
ทั้งหมด.
บทว่า โส ได้แก่ พระอริยะนั้น.
บทว่า วสิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ชำนาญ. อีกอย่างหนึ่ง
ได้แก่ ถึงความเป็นผู้มีอิสระ คือความเป็นผู้สำเร็จ.
บทว่า ปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงที่สุด คือความสำเร็จ คือความ
สูงสุด ที่เรียกว่าบารมี. เพื่อจะแก้คำถามว่า ถึงในอะไร ? พระสารีบุตรเถระ
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ในอริยศีล ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยสฺมึ สีลสฺมึ ได้แก่ ในศีลที่
ปราศจากโทษ.
บทว่า อริยาย สมาธิสฺมึ ได้แก่ ในสมาธิที่ปราศจากโทษ.
บทว่า อริยาย ปญฺญาย ได้แก่ ในปัญญาที่ปราศจากโทษ.
บทว่า อริยาย วิมุตฺติยา ได้แก่ ในผลวิมุติที่ปราศจากโทษ.
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ท่านถือเอาด้วยบทแรก.
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๒.
สัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิ ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๓.
ธรรมอันเหลือที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคนั้น ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๔.
พึงทราบดังนี้.
บทว่า อนฺตคโต ความว่า ไปสู่ส่วนสุดแห่งสังขารโลก ด้วยมรรค.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 173 (เล่ม 65)

บทว่า อนฺตปฺปตฺโต ความว่า ถึงส่วนสุดแห่งโลกนั้นแหละ ด้วย
ผล.
บทว่า โกฏิคโต ความว่า ไปสู่ที่สุดแห่งสังขารโลก ด้วยมรรค.
บทว่า โกฏิปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดนั้นแหละ ด้วยผล.
บทว่า ปริยนฺตคโต ความว่า ไปสู่การกำหนดที่สุดของโลก มี
ขันธโลกและอายตนโลกเป็นต้น ทำให้เป็นทางได้ด้วยมรรค.
บทว่า ปริยนฺตปฺปตฺโต ความว่า ถึงโลกนั้นแหละ ทำให้เป็นที่
สุดรอบได้ ด้วยผล.
บทว่า โวสานคโต ความว่า ไปสู่ที่สุดด้วยมรรค.
บทว่า โวสานปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดด้วยผล.
บทว่า ตาณคโต ความว่า ไปสู่ที่ต้านทานได้ด้วยมรรค.
บทว่า ตาณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ต้านทานได้ด้วยผล.
บทว่า เลณคโต ความว่า ไปสู่ที่เร้นลับได้ด้วยมรรค.
บทว่า เลณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่เร้นลับได้ด้วยผล.
บทว่า สรณคโต ความว่า ไปสู่ที่พึ่งได้ด้วยมรรค.
บทว่า สรณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่พึ่งได้ด้วยผล.
บทว่า อภยคโต ความว่า ไปสู่ที่ไม่มีภัยได้ด้วยมรรค.
บทว่า อภยปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ไม่มีภัยคือนิพพานได้ด้วยผล.
บทว่า อจฺจุติคโต ความว่า ไปสู่ที่ไม่ตาย คือนิพพานได้ด้วย
มรรค.

173