พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 154 (เล่ม 65)

โกรธ นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความขวนขวายของตนเป็นมูล.
อนึ่ง ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้เสวยกรรมมีการฆ่าและการจองจำเป็น
ต้นแต่ผู้อื่น นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความขวนขวายของผู้อื่นเป็นมูล. ทุกข์
แม้ทั้งหมดนี้ ล้วนมีชาติเป็นที่ตั้งทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้. ชาติทุกข์นี้
ย่อมติดตามไป.
บทว่า ชราทุกฺขํ ได้แก่ ชรา ๒ อย่าง คือ ลักษณะที่ปรุงแต่ง ๑
ความเก่าแห่งขันธ์ที่เนื่องด้วยเอกภพในสันตติ ที่รู้กันว่าฟันหักเป็นต้น ๑.
ชรานั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้, ก็ชรานี้นั้น เป็นทุกข์เพราะความเป็นทุกข์
ในสังสารวัฏ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ทุกข์ทางกายและทางใจ ซึ่ง
มีปัจจัยไม่น้อย เป็นต้นว่าความหย่อนยานแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ ความมีรูป
เปลี่ยนไปเพราะความวิการแห่งอินทรีย์ ความเป็นหนุ่มสาวสิ้นไป ความ
เพียรอ่อนลง ความปราศจากสติและมติ และความดูแคลนแค่ผู้อื่นนี้ย่อม
เกิดขึ้น.
ชราเป็นที่ดังแห่งทุกข์นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
สัตว์ย่อมถึงทุกข์ ทางกายทุกข์ทางใจ เพราะอวัยวะ
หย่อนยาน, อินทรีย์ทั้งหลายพิการ, ความเป็นหนุ่มสาว
สิ้นไป, ความบั่นทอนกำลัง, ปราศจากสติเป็นต้น บุตร
และทาระของตนไม่เสื่อมใส, ถึงความอ่อนยิ่ง ๆ ขึ้น,
เพราะทุกข์ทั้งหมดนั้นมีชราเป็นเหตุ ฉะนั้น ชราจึงเป็น
ทุกข์.
เชื่อมความว่า ชราทุกข์นี้ย่อมติดตาม.

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 155 (เล่ม 65)

บทว่า พฺยาธิ ความว่า ชื่อว่า พยาธิ เพราะนำทุกข์ ๒ อย่าง
มา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า พยาธิ เพราะอรรถว่า ให้ลำบาก ให้เดือด
ร้อน ให้หวั่นไหว.
แม้ในบทว่า มรณทุกฺขํ นี้ก็มีความตาย ๒ อย่าง คือลักษณะที่
ปรุงแต่ง ๑. ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ชราและมรณะ สงเคราะห์ด้วย
ขันธ์ ๒ ดังนี้ และความตัดขาดแห่งการเกี่ยวเนื่องกัน ของชีวิตินทรีย์ที่
เนื่องด้วยเอกภพ ๑ ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ความกลัวแต่ความตายเป็น
นิจ ดังนี้. ในที่นี้ ประสงค์เอามรณะนั้น แม้คำว่า มรณะเพราะชาติเป็น
ปัจจัย คือมรณะเพราะความขวนขวายของผู้อื่น มรณะเพราะสิ้นอายุ
มรณะเพราะสิ้นบุญ ก็เป็นชื่อของมรณะนั้นแหละ. พึงทราบประเภทแม้นี้
อีกว่า ขณิกมรณะ สมมติมรณะ สมุจเฉทมรณะ.
เมื่อชีวิตยังเป็นไป ความแตกแห่งรูปธรรมและนามธรรม ชื่อว่า
ขณิกมรณะ, คำนี้ว่า ติสสะตาย ปุสสะตาย ดังนี้ ชื่อว่าสมมติมรณะ,
โดยปรมัตถ์ เพราะไม่มีสัตว์ แม้คำนี้ว่า ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตาย ดังนี้
ก็ชื่อว่าสมมติมรณะ เพราะไม่มีชีวิตินทรีย์, กาลกิริยาอันไม่มีปฏิสนธิ
ของพระขีณาสพ ชื่อว่าสมุจเฉทมรณะ.
สมมติมรณะนอกนี้ เว้นสมมติมรณะภายนอกเสีย ท่านสงเคราะห์
ในที่นี้ด้วยความตัดขาดแห่งการเกี่ยวเนื่องกันตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าเป็น
ทุกข์ก็เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
คนชั่วพิจารณานิมิต มีกรรมชั่วเป็นต้น. คนดี
อดกลั้นความวิโยคซึ่งมีของรักเป็นที่ตั้ง. ทั้งคนชั่วคนดี

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 156 (เล่ม 65)

เมื่อตาย ย่อมมีทุกข์ใจไม่ต่างกัน. อีกอย่างหนึ่ง คนทั้ง
หมดเมื่อถูกแทงจุดสำคัญของร่างกาย ย่อมมีทุกข์เกิดแต่
ร่างกาย มีการตัดที่ต่อที่ผูกพันเป็นต้นซึ่งเป็นที่รัก เพราะ
การไม่แก้ไขทุกข์นี้ เป็นเรื่องทนไม่ได้ ฉะนั้นมรณะซึ่ง
เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นี้ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นทุกข์เหมือนกัน.
ในบทว่า โลกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ นี้มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ บรรดาความโศกเป็นต้น ความเดือนร้อนใจของผู้ที่ถูกความ
ฉิบหายแห่งญาติเป็นต้น ถูกต้อง โดยลักษณะเพ่งภายใน ชื่อว่าความ
โศก. ก็ความโศกมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะความโศกนั้นเป็นทุกข
ทุกข์ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
ความโศกย่อมแทงหทัยของสัตว์ทั้งหลาย ดุจลูก-
ศรอาบยาพิษ ย่อมเผาสัตว์อีก เหมือนกรงเหล็กที่ไฟติด
แดงเผาแกลบ ฉะนั้น ความโลกย่อมนำมาซึ่งความทำลาย
กล่าวคือพยาธิ ชรา และ มรณะ และนำมาซึ่งทุกข์มี
อย่างต่าง ๆ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกข์.
การพร่ำรำพันของผู้ที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้อง ชื่อ
ว่า ปริเทวะ. ก็ปริเทวะนั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะเป็นทุกข์ใน
สังสารวัฏ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
เพราะบุคคลถูกลูกศรคือความโศกแทงแล้วคร่ำ
ครวญอยู่ย่อมถึงทุกข์ เกิดแต่โรคคอ ริมฝีปาก เพดาน

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 157 (เล่ม 65)

ลำคอและโรคผอมแห้ง ประมาณอย่างยิ่งจนทนไม่ได้
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสปริเทวะว่า เป็นทุกข์.
ความทุกข์ทางกายมีลักษณะบีบคั้นกาย ชื่อว่าทุกข์. ก็ทุกข์นั้น
ความทุกข์เป็นอรรถ เพราะทุกข์นั้นเป็นทุกขทุกข์๑ คือเพราะนำมา
ซึ่งทุกข์ทางกายด้วย เพราะนำมาซึ่งทุกข์ทางใจด้วย. เพราะเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า :-
เพราะทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจนี้ ย่อมบีบคั้น
ยิ่ง ทั้งให้เกิดทุกข์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์เป็น
พิเศษ.
ความทุกข์ทางใจมีลักษณะบีบคั้นใจ ชื่อว่าโทมนัส ก็โทมนัสนั้นมี
ความทุกข์เป็นอรรถ เพราะโทมนัสนั้นเป็นทุกขทุกข์ และเพราะนำมา
ซึ่งทุกข์ทางกาย จริงอยู่ ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยทุกข์ทางใจ ย่อมสยายผม
ทุบอก หมุนไปหมุนมาตกหลุมที่เขาขุดไว้ นำศัสตรามา ดื่มยาพิษ ผูกคอ
ตาย เข้ากองไฟ ย่อมเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า
เพราะโทมนัสย่อมบีบคั้นใจ และนำมาซึ่งความ
บีบคั้นกาย ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์.
ความคับแค้น ที่เกิดแต่ความทุกข์ทางใจ ซึ่งมีประมาณยิ่ง ของผู้ที่
ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้องนั่นแล ชื่อว่าอุปายาส. อาจารย์
พวกหนึ่งกล่าวว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเนื่องด้วยสังขารขันธ์. อุปายาส
๑. ทุกขทุกข์ หมายเอา ทุกขเวทนา ในที่ทุกแห่ง.

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 158 (เล่ม 65)

นั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะอุปายาสนั้นเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร-
ธรรม คือเพราะเผาใจ และเพราะทำกายให้ตกต่ำ เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า :-
เพราะอุปายาสให้เกิดทุกข์ มีประมาณยิ่ง คือเผาใจ
และทำกายให้ตกต่ำ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์.
อนึ่ง ในบทนี้ ความโศก พึงเห็นเหมือนการหุงต้มภายในภาชนะ
ด้วยไฟอ่อน ๆ. ปริเทวะ พึงเห็นเหมือนการล้นออกนอกภาชนะของ
อาหารที่หุงต้มด้วยไฟแรง. อุปายาส พึงเห็นเหมือนการเคี้ยวอาหารที่
เหลือจากล้นออกภายนอก ล้นออกไม่ได้อีก เคี่ยวภายในภาชนะนั่นแหละ
จนกว่าจะหมด.
บทว่า เนรยิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์มีการจองจำ ๕ ประการเป็น
ต้น ในนรก ย่อมติดตาม ทุกข์นั้นพึงแสดงด้วยเทวทูตสูตร เพราะเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
ถ้าสัตว์ไม่พึงเกิดในนรกทั้งหลาย พึงได้ทุกข์มีถูก
ไฟไหม้เป็นต้น ซึ่งทนไม่ได้ในที่นั้น ๆ อันจะเป็นเครื่อง
ค้ำจุน ที่ไหนได้ ฉะนั้น พระมหามุนีจึงตรัสการเกิดในโลก
นี้ว่า ทุกข์ดังนี้.
บทว่า ติรจฺฉานโยนิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์หลายอย่างมีหวดด้วย
แส้ และแทงด้วยประตักเป็นต้น ในหมู่เดรัจฉาน ย่อมติดตาม. ทุกข์นั้น
พึงถือเอาแต่พาลปัณฑิตสูตร. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 159 (เล่ม 65)

ทุกข์ในเดรัจฉานทั้งหลาย เกิดแต่ถูกพิฆาตด้วยแส้
ประตักและท่อนไม้เป็นต้น ไม่น้อยนั้น พึงมีในชาตินั้น
อย่างไร นอกจากการเกิดในเดรัจฉาน การเกิดในที่นั้น ๆ
เป็นทุกข์ แม้เพราะเหตุนั้น.
บทว่า ปิตฺติวิสยิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์ที่บังเกิดแต่ความหิว
กระหายและลมแดดเป็นต้น ในเปรตทั้งหลายด้วย ทุกข์ที่เกิดแต่หนาวจน
ทนไม่ได้เป็นต้น ในโลกันต์ซึ่งมืดตื้อด้วย ย่อมติดตาม เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
ก็ทุกข์ในเปรตทั้งหลาย เกิดแต่ความหิวกระหาย
และลมแดดเป็นต้น วิจิตร เพราะไม่มีแก่ผู้ที่ไม่เกิดใน
เปรตนั้น ฉะนั้นพระมหามุนีจึงตรัสว่า ชาติเป็นทุกข์.
ทุกข์ในอสูรทั้งหลายในโลกันต์ ซึ่งมืดตื้อและหนาวจนทน
ไม่ได้นั้น ไม่พึงมีแก่ผู้ไม่เกิดในที่นั้น ฉะนั้น ชาติการ
เกิดนี้จึงเป็นทุกข์.
บทว่า มานุสกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น
ในมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า คพฺโภกฺกนฺติมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ชาติทุกข์ที่กล่าวไว้โดย
นัยเป็นต้นว่า ความจริง สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในครรภ์ของมารดา มิใช่บังเกิด
ในดอกอุบล ดอกปทุม และดอกบุณฑริกเป็นต้น ดังนี้. ในเบื้องแรก
ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลนี้ก็ย่อมติดตามไป.

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 160 (เล่ม 65)

บทว่า คพฺเภ  ิติมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์กล้าที่กล่าวไว้โดยนัย
เป็นต้นว่า สัตว์นั้น เวลาที่มารดาลื่นพลาด เดิน นั่ง ลุก และพลิกตัว
โดยพลันเป็นต้น. นี้คือ ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ย่อมติดตามไป.
บทว่า คพฺภวุฏฺฐานมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่กล่าวไว้โดยนัย
เป็นต้นว่า ในที่เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ ซึ่งแม้มิตรอำมาตย์และเพื่อนของ
มารดาผู้หลงครรภ์เป็นต้น ก็ไม่ควรเห็น. นี้คือ ทุกข์มีการออกนอกครรภ์
มารดาเป็นมูล ย่อมติดตามไป. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
อนึ่ง สัตว์อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งเหมือนนรกคูถ
ครบกำหนดก็ตลอดออกภายนอก ซึ่งทุกข์ที่น่ากลัวขึงแม้นี้
เว้นชาติการเกิดเสีย ย่อมไม่มี พูดไปมากก็ไม่ได้ประโยชน์
อะไร ในที่ไหน ๆ มิใช่หรือ แม้ทุกข์อะไร ๆ นี้จะมีอยู่ใน
โลกนี้ในบางคราว เมื่อเว้นชาติเสียได้ ก็จะไม่มีเลย.
ฉะนั้น พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่จึงตรัสชาตินี้ว่า ทุกข์
ก่อนอะไรทั้งหมด.
บทว่า ชาตสฺสุปนิพนฺธิกทุกฺนํ ความว่า ทุกข์คือการบำรุงเลี้ยง
มีการอาบ ไล้ ทา กิน ดื่มเป็นต้น ซึ่งติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว ย่อม
ติดตามไป.
บทว่า ชาตสฺส ปราเธยฺยกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์ที่ไม่มีอิสระ
ต้องอาศัยผู้อื่น คือบุคคลอื่น ย่อมติดตามไป มีอธิบายว่า ตกอยู่ใน
อำนาจของผู้อื่นทุกอย่าง เป็นทุกข์.

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 161 (เล่ม 65)

บทว่า อตฺตูปกฺกมทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่มีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนด้วยตน
นั่นแหละ ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตนและการเผากิเลส ด้วย
การประพฤติวัตรของอเจลกเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคอาหารและหงุดหงิดเพราะ
ความโกรธ. นี้คือทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ย่อมติดตามไป.
บทว่า ปรูปกฺกมทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เสวยกรรม
มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นแต่ผู้อื่น. นี้คือทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวาย
ของผู้อื่น ย่อมติดตามไป.
บทว่า ทุกฺขทุกฺขํ ความว่า ทุกขเวทนาทางกายและทางใจ ท่าน
เรียกว่า ทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาวะและโดยชื่อ ทุกขทุกข์นี้
ย่อมติดตามไป.
บทว่า สงฺขารทุกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาเวทนา และสังขารธรรม
ที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ ชื่อว่า สังขารทุกข์ เพราะถูกความเจริญและ
ความเสื่อมบีบคั้น. สังขารทุกข์นี้ ย่อมติดตามไป.
บทว่า วิปริณามทุกฺขํ ได้แก่ สุขเวทนา ชื่อว่าวิปริณามทุกข์
เพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์ในเมื่อแปรปรวน ก็วิปริณามทุกข์นี้ ย่อมติดตาม
บทว่า มาตุมรณํ ได้แก่ ความตายของมารดา. บทว่า ปิตุมรณํ
ได้แก่ ความตายของบิดา. บทว่า ภาตุมรณํ ได้แก่ ความตายของพี่ชาย
น้องชาย. บทว่า ภคินีมรณํ ได้แก่ ความตายของพี่สาวน้องสาว.
บทว่า ปุตฺตมรณํ ได้แก่ ความตายของบุตรทั้งหลาย. บทว่า ธีตุมรณํ
ได้แก่ความตายของธิดาทั้งหลาย.

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 162 (เล่ม 65)

บทว่า ญาติพฺยสนทุกฺขํ ความว่า ความฉิบหายแห่งญาติทั้งหลาย
ชื่อว่า ญาติพยสนะ อธิบายว่า ความสิ้นไปแห่งญาติ ด้วยโจรภัย
และโรคภัยเป็นต้น เป็นความฉิบหายแห่งญาติ. ทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์
ผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาตินั้นถูกต้อง คือท่วมทับ ครอบงำ ชื่อว่า ทุกข์
เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์คือความฉิบหายแห่งญาตินั้น ย่อม
ติดตามไป แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ ส่วนความต่างกันมีดังนี้:-
ความฉิบหายแห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อว่าโภคพยสนะ อธิบายว่า
ความสิ้นไปแห่งโภคะเพราะราชภัยและโจรภัยเป็นต้น เป็นความฉิบหาย
แห่งโภคะ. ทุกข์คือความฉิบหายแห่งโภคะนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่
กล่าวแล้ว.
บทว่า โรคพฺยสนํ ความว่า ความฉิบหายคือโรค ชื่อว่า โรค-
พยสนะ ก็โรคชื่อว่าความฉิบหายเพราะอรรถว่า ยังความไม่มีโรคให้
ฉิบหายคือให้พินาศ ทุกข์คือความฉิบหายเพราะโรคนั้น ย่อมติดตามไป
โดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า สีลพฺยสนทุกฺขํ ความว่า ความฉิบหายแห่งศีล ชื่อว่า
สีลพยสนะ บทนี้เป็นชื่อของความเป็นผู้ทุศีล ทุกข์คือความฉิบหายแห่ง
ศีลนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ความฉิบหายคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ ชื่อว่า ทิฏฐิ-
พยสนะ ทุกข์คือความฉิบหายแห่งทิฏฐินั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าว
แล้ว.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 163 (เล่ม 65)

และบรรดาบทเหล่านี้ ๒ บทแรกไม่สำเร็จประโยชน์ ๓ บทหลัง
สำเร็จประโยชน์ กำจัดลักษณะ ๓ อนึ่ง ๓ บทแรก เป็นกุศลก็ไม่ใช่
เป็นอกุศลก็ไม่ใช่ ความฉิบหายแห่งศีลและทิฏฐิทั้งสอง เป็นอกุศล.
บทว่า ยถา ลงในอรรถแห่งอุปมา.
บทว่า ภินฺนํ นาวํ ได้แก่เรือที่มีเครื่องผูกหย่อน เป็นเรือคร่ำ
คร่าหรือมีแผ่นกระดานหลุดถอน.
บทว่า ทีเปสึ ได้แก่ น้ำไหล คือน้ำเข้าไป.
บทว่า ตโต ตโต อุทกํ อนฺเวติ ความว่า น้ำย่อมเข้า
ไปตรงที่แตกนั้น ๆ.
บทว่า ปุรโตปิ ได้แก่ ทางส่วนข้างหน้าของเรือบ้าง.
บทว่า ปจฺฉโตปิ ได้แก่ ทางส่วนข้างหลังของเรือนั้นบ้าง.
บทว่า เหฏฐโตปิ ได้แก่ ทางส่วนท้องเรือบ้าง.
บทว่า ปสฺสโตปิ ได้แก่ ทางข้างทั้งสองบ้าง. บทใดที่มิได้
กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ บทนั้นพึงทราบโดยแนวแห่งพระบาลี.
เพราะฉะนั้น สัตว์เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ด้วยการเจริญกายคตาสติ
เป็นต้น เมื่อเว้นกิเลสกามแม้มีประการทั้งปวง ในวัตถุกามทั้งหลายมีรูป
เป็นต้น พึงเว้นกามทั้งหลายด้วยข่มไว้และตัดขาด. ละกามทั้งหลายเหล่า
นั้นด้วยอาการอย่างนี้แล้ว พึงข้าม พึงอาจเพื่อจะข้ามโอฆะแม้ทั้ง ๔ อย่าง
ด้วยมรรคเครื่องการทำการละกามนั้นนั่นแล. ต่อนั้น พึงวิดเรือคืออัตภาพ
ซึ่งหนักด้วยน้ำคือกิเลส พึงเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยอัตภาพเบาเหมือนบุรุษวิดเรือ
หนัก. พึงเป็นผู้ถึงฝั่ง พึงถึงซึ่งฝั่งด้วยเรือเบา โดยลำบากน้อยนั่นเทียว

163