พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 144 (เล่ม 65)

โลกุตตรมรรค. เป็นปฎิปักษ์ต่ออันตรายิกธรรมทั้งหลายมิใช่น้อย. มีความ
หดหู่, ความฟุ้งซ่าน การแต่งตั้ง การประมวลมา, กามสุขอัตตกิลมถา-
นุโยค, อุจเฉททิฏฐิ, สัสสตทิฏฐิและความยึดมั่นเป็นต้น.
บทว่า พุชฺฌติ ความว่า ลุกขึ้นจากความหลับอันสืบต่อกิเลส.
คือแทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานทีเดียว. ชื่อว่า
โพชฌงค์ แม้เพราะเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้, กล่าวคือ ธรรม
สามัคคีนั้น เหมือนองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้น. เพราะอริย-
สาวกแม้นี้ใด ท่านเรียกว่า ตรัสรู้ เพราะทำวิเคราะห์ว่า ตรัสรู้ด้วยธรรม
สามัคคีนั่นซึ่งมีประการตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า โพชฌงค์. แม้เพราะเป็น
องค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้นั้น เหมือนองค์แห่งเสนาเป็นต้น. เพราะ
เหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ดังนี้, โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น.
บทว่า อริยสฺส อฏฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ความว่า เรียกว่า อริยะ
ในบทว่า อริโย นั้น เพราะไกลจากกิเลสที่พึงฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ. เพราะ
การทำความเป็นอริยะ, และเพราะเป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งอริยผล. ทางชื่อว่า
อัฏฐังคิกะ เพราะอรรถว่า มีองค์ ๘. ทางนี้นั้นชื่อว่า มรรค เพราะ
อรรถว่า แสวงหา คือ ฆ่ากิเลสทั้งหมดไปสู่พระนิพพาน. เหมือนเสนา
มีองค์ ๔, ดนตรีมีองค์ ๕ ซึ่งเป็นเพียงองค์เท่านั้น ผู้ปลดเปลื้ององค์ไม่มี.
ความประกอบเนือง ๆ ในอันเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘.
บทว่า อิเมสํ กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ กุศลธรรมอันเป็น
โลกุตตระ ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า อนฺตรายาย ได้แก่ เพื่อ

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 145 (เล่ม 65)

เป็นอันตรายคือเพื่ออันตรธานแห่งโลกุตตรธรรมทั้งหลาย. คือเพื่อสละ
กุศลธรรมที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระในกุศลธรรมเหล่านั้น. ชื่อว่าเป็น
อันตราย เพราะอรรถว่า ไม่ให้โลกุตตรธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น. อันตราย
เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่นำความเสียหายมาให้.
บทว่า ตตฺเถเต ได้แก่ อกุศลธรรมเหล่านั้นในอัตภาพนั้น.
บทว่า ปาปกา แปลว่า ลามก.
บทว่า อตฺตภาวสนฺนิสฺสยา ความว่า อกุศลธรรมอันลามก
เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นธรรมอยู่อาศัยในอันตราย เพราะอรรถว่าเข้าไปอาศัย
อัตภาพเกิดขึ้นเป็นอารมณ์ จึงชื่อว่าอันตราย.
บทว่า ทเก แปลว่า ในน้ำ.
บทว่า วุตฺตญฺเหตํ ความว่า สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้.
บทว่า สานฺเตวาสิโก ความว่า ชื่อว่า สานเตวาสิกะ เพราะ
อรรถว่า อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน. ชื่อว่า สาจริยกะ เพราะ
อรรถว่า อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน.
บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ
แม้ในบทว่า โสเตน สทฺทํ สุตฺวา เป็นต้นข้างหน้า ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ ได้แก่ ย่อมปรากฏขึ้น.
บทว่า สรสงฺกปฺปา ได้แก่ มีความดำริเกิดขึ้นซ่านไปในอารมณ์
ต่าง ๆ.

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 146 (เล่ม 65)

บทว่า สญฺโญชนียา ได้แก่ เกื้อกูลแก่สัญโญชน์ทั้งหลาย ด้วย
ความเจริญ แห่งสัญโญชน์เข้าถึงความเป็นอารมณ์
บทว่า ตยสฺส ความว่า อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ......แห่ง
ภิกษุนั้น.
บทว่า อนฺโต วสนฺติ ความว่า ย่อมอยู่อาศัยในภายในคือในจิต.
บทว่า อนฺวาสฺสวนฺติ ความว่า ย่อมซ่านคือติดตามไปตกแต่ง
ไปตามความสืบเนื่องของกิเลส.
บทว่า เต นํ ความว่า อกุศลธรรมเหล่านั้น....บุคคลนั้น.
บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมประพฤติเอื้อเฟื้อคือย่อมเป็นไป
โดยชอบ.
ชื่อว่าเป็น มลทิน เพราะอรรถว่า เศร้าหมอง.
ชื่อว่าเป็น อมิตร เพราะอรรถว่า เป็นศัตรู.
ชื่อว่าเป็น ข้าศึก เพราะอรรถว่า เป็นผู้จองเวร.
ชื่อว่าเป็น เพชฌฆาต เพราะอรรถว่า ฆ่า.
ชื่อว่าเป็น ศัตรู เพราะอรรถว่า เป็นปัจจามิตร.
อีกอย่างหนึ่ง เป็นมลทิน เหมือนพลาหกเป็นเครื่องเศร้าหมองของ
ดวงอาทิตย์. เป็นอมิตร เหมือนควันของดวงอาทิตย์. เป็นข้าศึกเหมือน
หิมะของดวงอาทิตย์. เป็นเพชฌฆาต เหมือนธุลีของดวงอาทิตย์. เป็น
ศัตรู เหมือนราหูของดวงอาทิตย์.
เป็นมลทิน เหมือนมลทินของทองคำ ทำรัศมีอันวิจิตรให้พินาศ.
เป็นอมิตร เหมือนมลทินของโลหะดำ ทำความน่ารักในความวิจิตรให้

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 147 (เล่ม 65)

พินาศ. เป็นข้าศึก เหมือนข้าศึกรบกันเป็นคู่ กำจัดธรรมที่ตั้งอยู่ในใจ.
เป็นเพชฌฆาต เหมือนคนฆ่ามนุษย์ ย่อมฆ่าธรรมเสีย. เป็นศัตรู
เหมือนความพินาศของผู้ที่พระราชาประหารห้ามทางพระนิพพาน. อาจารย์
พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อนตฺถชนโน ความว่า ชื่อว่ายังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้
เกิด เพราะอรรถว่า ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นให้เกิดขึ้น. ธรรมที่ยัง
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้นนั้น คืออะไร ? คือโลภะ.
บทว่า จิตฺตปฺปโกปโน ความว่า ทำจิตให้กำเริบ คือกำจัด.
อธิบายว่า กั้นจิตไว้ไม่ให้บรรลุความดี.
บทว่า ภยมนฺตรโต ชาตํ ความว่า ภัยหลายอย่างเกิดในภายใน
คือในจิตของตนนั่นเอง คือเป็นเหตุแห่งภัยมีการยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ให้เกิดเป็นต้น.
บทว่า ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ความว่า มหาชนที่เป็นพาล ย่อม
ไม่หยั่งรู้ซึ้งถึงภัยนั้น.
บทว่า อตฺถํ ความว่า บุคคลผู้โลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตตระ.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ เหตุแห่งประโยชน์นั้น.
บทว่า อนฺธตมํ ได้แก่ ความมืดตื้อ.
บทว่า ยํ แปลว่า เพราะเหตุใด หรือคนใด.
บทว่า สหเต แปลว่า ย่อมครอบงำ.
บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในสันดานของตน.

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 148 (เล่ม 65)

บทว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า พอเกิดขึ้นทีแรก
ก็เกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์. ด้วยบททั้งสองนั้น
หมายถึง เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก.
บทว่า อหิตาย ได้แก่ ทุกข์ทางใจ.
บทว่า ทุกฺขาย ได้แก่ ทุกข์ทางกาย.
บทว่า อผาสุวิหาราย ความว่า ด้วยบททั้งสองนั้นไม่ใช่เพื่อ
ความอยู่เป็นสุข.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุปฺปชฺมานา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า
ตั้งแต่ภวังคจลนจิต๑ จนถึงโวฏฐัพพนจิต ชื่อว่า เมื่อเกิดขึ้น. เมื่อถึง
โวฏฐัพพนจิตแล้วไม่กลับ ชื่อว่า ย่อมเกิดขึ้น อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนา
อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตจสารํว สมฺผลํ ความว่า เหมือนไม้ไผ่ซึ่งเป็นไม้มีเปลือก
แข็งต้องพินาศไปด้วยขุยของตนฉะนั้น.
บทว่า อรตี ได้แก่ ไม่พอใจในกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า รติ ได้แก่ ความยินดียิ่งในกามคุณ ๕.
บทว่า โลมหํโส ได้แก่ มีขนมีปลายชูขึ้นเช่นกับหนาม.
บทว่า อิโตนิทานา ความว่า ชื่อว่า มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เพราะ
อรรถว่า มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ คือเป็นปัจจัย.
๑. ภวังคจลนะ, ภวังคุปัจเฉทะ, ปัญจทวาราวัชชนะ ปัญจวิญญาณ, สัมปฏิจฉันนะ,
สันตีรณะ, โวฏฐัพพนะ....(ในปัญจทวารวิถี)

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 149 (เล่ม 65)

บทว่า อิโต ชาตา ความว่า เกิดแต่อัตภาพนี้.
บทว่า อิโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา ความว่า อกุศลวิตกตั้ง
ขึ้นแต่อัตภาพนี้แล้ว ย่อมปล่อยจิตเหมือนพวกเด็กเอาด้ายยาวผูกตีนกา
เอาปลาด้ายนั้นพันนิ้วมือไว้แล้วปล่อยกาไป กานั้นแม้บินไปไกล ก็กลับ
มาตกแทบเท้าของพวกเด็กเหล่านั้น ฉะนั้น.
พระสูตรแรกที่นำมาอ้างว่า สานฺเตวาสิโก ท่านกล่าวหมายเอา
การอยู่ร่วมด้วยกิเลส.
พระสูตรที่ ๒ ที่นำมาอ้างว่า ตโยเม ภิกฺขเว อนฺตรามลา ท่าน
กล่าวด้วยสามารถการทำกุศลธรรมให้เศร้าหมอง และด้วยสามารถแห่งการ
ไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
พระสูตรที่ ๓ ที่นำมาอ้างว่า ตโย โข มหาราช ปุริสสฺส ธมฺมา
อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมานา ท่านกล่าวด้วยสามารถกำจัดนิสัยของตน
พระสูตรที่ ๔ ที่นำมาอ้างว่า ราโค จ โทโส จ อิโตนิทานา
ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงที่ตั้งของกิเลสทั้งหลาย พึงทราบดังนี้
บทว่า ตโต ตโต ปริสฺสยโต ได้แก่ แต่อันตรายนั้น ๆ.
บทว่า ตํ ปุคฺคลํ ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกิเลส
มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ทุกฺขํ อนฺเวติ ความว่า ทุกข์ย่อมติดตามเหมือนลูกโคที่
ยังไม่หย่านม ตามหลังแม่โคไป ฉะนั้น.
บทว่า อนุคจฺฉติ ความว่า ย่อมไปใกล้ ๆ เหมือนคนฆ่าโจรตาม
โจรที่ถูกสั่งประหารไปฉะนั้น.

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 150 (เล่ม 65)

บทว่า อนฺวายิกํ โหติ ความว่า ย่อมถึงพร้อม เหมือนการ
กำหนดข้อธรรมชี้แจงเนื้อความเป็นอันมากของ ชาติศัพท์ ในบทว่า
ชาติทุกฺขํ ก่อนเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า :-
เนื้อความของชาติศัพท์ ท่านประกาศไว้ว่า ภพ สกุล
นิกาย ศีล บัญญัติ ลักษณะ ประสูตร และปฏิสนธิ.
จริงอย่างนั้น ศัพท์ว่า ชาติ มีเนื้อความว่า ภพ ในข้อความเป็นต้น
ว่า เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ภพหนึ่งบ้าง สองภพบ้าง.
มีเนื้อความว่า สกุล ในข้อความนี้ว่า อกฺขิตฺโต อนูปกฏโฐ
ชาติวาเทน ซัดไป ไม่เข้าไปใกล้ ด้วยวาทะว่าสกุล.
มีเนื้อความว่า นิกาย ในข้อความนี้ว่า อตฺถิ วิสาเข นิคฺคณาฐา
นาม สมณชาติ ดูก่อนวิสาขา ชื่อว่านิครนถ์ทั้งหลายเป็นนิกายสมณะ
มีอยู่.
มีเนื้อความว่า อริยศีล ในข้อความนี้ว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย
ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้ว โดย
อริยชาติ จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้.๑
มีเนื้อความว่า บัญญัติ ในข้อความนี้ว่า ติริยา นาม ติณชาติ
นาภิยา อุคฺคนฺตวา นภํ อาหจฺจ  ิตา อโหสิ บัญญัติว่าหญ้า ถึง
มีศูนย์กลางสูงขึ้นไปตั้งอยู่จดต้องฟ้า ก็ชื่อว่า ต่ำต้อย.
มีเนื้อความว่า สังขตลักษณะ ในข้อความนี้ว่า ชาติ ทฺวีหิ
ขนฺเธหิ สงฺคหิตา สังขตลักษณะ สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒.
๑. ม.ม. ๑๓/๕๓๑.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 151 (เล่ม 65)

มีเนื้อความว่า ประสูติ ในข้อความนี้ว่า สมฺปติชาโต อานนฺท
โพธิสตฺโต ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ประสูติบัดเดี๋ยวนี้.
เนื้อความว่า ปฏิสนธิขณะ โดยอ้อม ในข้อความนี้ว่า ภวปจฺจยา
ชาติ ปฏิสนธิขณะมีเพราะภพเป็นปัจจัย. และว่า ชาติปิ ทุกฺขา แม้
ปฏิสนธิขณะก็เป็นทุกข์. แต่โดยตรงมีเนื้อความว่า ความปรากฏครั้ง
แรกแห่งขันธ์นั้น ๆ ที่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้บังเกิดอยู่ในภพนั้น ๆ.
หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร ชาตินี้จึงเป็นทุกข์ ? พึงตอบว่า
เพราะเป็นที่ตั้งของทุกข์มิใช่น้อย. ก็ทุกข์มิใช่น้อย ได้แก่ ทุกขทุกข์
วิปริณามทุกข์, สังขารทุกข์, ปฏิจฉันนทุกข์, อัปปฏิจฉันนทุกข์,
ปริยายทุกข์, นิปปริยายทุกข์,
บรรดาทุกข์เหล่านี้ ทุกขเวทนาทางกาย ทางใจ ท่านเรียกว่า ทุกข-
ทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาวะด้วย โดยชื่อด้วย.
สุขเวทนา ท่านเรียกว่า วิปริณามทุกข์, เพราะเป็นเหตุให้เกิด
ทุกข์ในเมื่อแปรปรวนไป.
อุเบกขาเวทนาด้วย, สังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือลงด้วย, ท่าน
เรียกว่า สังขารทุกข์, เพราะถูกความเจริญและความเสื่อมบีบคั้น.
อาพาธทางกายทางใจ คือ ปวดหู, ปวดฟัน, ความเร่าร้อนเกิด
เพราะโทสะโมหะ, ท่านเรียกว่า ปฏิจฉันนทุกข์, เพราะถามจึงรู้ และ
เพราะมีความพยายามไม่ปรากฏ.
อาพาธที่มีการลงโทษ ๓๒ อย่างเป็นต้น เป็นสมุฏฐาน ท่านเรียก

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 152 (เล่ม 65)

ว่า อัปปฏิจฉันนทุกข์, เพราะไม่ต้องถามก็รู้ และเพราะมีความพยายาม
ปรากฏ.
ทุกข์ที่เหลือ นอกจากทุกขทุกข์ มาแล้วในคัมภีร์สัจจวิภังค์.
ทุกข์แม้ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น ท่านเรียกว่า ปริยายทุกข์ เพราะ
เป็นที่ตั้งของทุกข์นั้น ๆ. ส่วนทุกขทุกข์ ท่านเรียกว่า ทุกข์โดยตรง.
บรรดาทุกข์เหล่านั้น ชาติทุกข์นี้ ได้แก่ ทุกข์ที่เป็นไปในอบาย
แม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอุปมาไว้ในพาลปัณฑิตสูตรเป็นต้น. และ
ทุกข์ประเภทที่มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ที่เกิดในมนุษยโลก แม้
ในสุคติ. ชาติเป็นทุกข์เพราะความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น. ในทุกข์เหล่านั้น
ทุกข์ประเภทที่มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ดังต่อไปนี้.
ความจริง สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในครรภ์ของมารดา มิใช่บังเกิดใน
ดอกอุบล ดอกปทุมและดอกบุณฑริกเป็นต้น ที่แท้บังเกิดในส่วนของ
ร่างกายที่เป็นท้อง ตรงกลางระหว่างแผ่นท้องและกระดูกสันหลัง อยู่ใต้
กระเพาะอาหารใหม่. เหนือกระเพาะอาหารเก่า เป็นที่คับแคบอย่างยิ่ง
มืดตื้อ อบไปด้วยกลิ่นซากศพต่าง ๆ และมีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่งอัดแน่น น่า
รังเกียจอย่างยิ่ง เหมือนหนอนในปลาเน่า ขนมสดบูดเน่าและส้วมซึม
เป็นต้น สัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้นต้องอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๑๐ เดือน จึง
ร้อนเหมือนอาหารที่สุกแต่ความร้อน. จมอยู่เหมือนก้อนแป้ง เว้นจากการ
คู้เข้าและการเหยียดออกเป็นต้น ย่อมเสวยทุกข์มีประมาณยิ่งแล ทุกข์มี
ความเกิดในครรภ์เป็นมูล เท่านี้ก่อน.
สัตว์นั้น เวลาที่มารดาลื่นพลาด เดินนั่งลุกและพลิกตัวโดยพลัน

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 153 (เล่ม 65)

เป็นต้น เป็นเหมือนแกะอยู่ในมือของนักเลงสุรา และเหมือนลูกงูอยู่
ในมือของคนเล่นงู ย่อมเสวยทุกข์มีประมาณยิ่ง ด้วยความพยายามมีฉุด
กระชากลากถูเป็นต้น. สัตว์นั้น เวลาที่มารดาดื่มน้ำเย็น ก็เป็นเหมือนตก
สีตนรก เวลามารดากลืนกินข้าวยาคูและภัตตาหารที่ร้อน ก็เหมือนถูกโปรย
ด้วยเม็ดฝนถ่านเพลิง, เวลาที่มารดากลืนกินของเค็มของเปรี้ยวเป็นต้น ก็
เหมือนถูกลงโทษ มีราดด้วยน้ำด่างเป็นต้น ย่อมเสวยทุกข์หนัก. นี้เป็น
ทุกข์ซึ่งมีการบริหารครรภ์เป็นมูล.
อนึ่ง ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ด้วยการตัดและการผ่าเป็นต้น
ในที่เกิดทุกข์ ซึ่งแม้มิตรอำมาตย์และเพื่อนเป็นต้นของมารดาผู้หลงครรภ์
ก็ไม่ควรเห็น นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความวิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล.
เมื่อมารดาคลอด ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์นั้น ผู้ถูกลมกัมมชวาตพัดให้
ตกลงตรงทางกำเนิดซึ่งน่ากลัวยิ่ง เหมือนตกนรก ถูกคร่าออกทางปาก
ช่องกำเนิดที่คับแคบอย่างยิ่งเหมือนช่องกุญแจ เหมือนสัตว์นรกมหานาค
ที่ถูกภูเขาบดแหลกละเอียด นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการคลอดเป็นมูล.
อนึ่ง ในเวลาที่เขาจับมือให้อาบน้ำทำความสะอาดและเช็ดคูถด้วยผ้า
ซึ่งสรีระของเด็กอ่อนอันเช่นกับแผลอ่อนเป็นต้น ทุกข์เช่นกับการเจาะและ
การผ่าด้วยคมมีดโกนซึ่งคมเหมือนปากยุง ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว
นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการออกภายนอกครรภ์มารดาเป็นมูล.
ในความเป็นไปต่อแต่นั้น ทุกข์ย่อมมีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนด้วยตนนั่น
แหละ ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตนและการเผากิเลสด้วยการ
ประพฤติวัตรของอเจลกเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคอาหารและหงุดหงิดเพราะ

153