พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 134 (เล่ม 65)

บทว่า โลหิตปิตฺตํ ได้แก่ โรคดีกำเริบ. ท่านอธิบายว่า โรค
ดีแดง.
บทว่า มธุเมโห ได้แก่ โรคร้ายภายในร่างกาย. สมจริงดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่งโรคเบาหวานเป็นโรคร้ายแรง.
บทว่า อํสา ได้แก่ โรคริดสีดวงงอก.
บทว่า ปิฬกา ได้แก่ โรคพุพอง.
บทว่า ภคนฺทลา ได้แก่ โรคริดสีดวงทวาร เพราะอรรถว่า
ทำลายอวัยวะ, อธิบายว่า ผ่าวัจจมรรค.
บทว่า ปิตฺตสมุฏฺฐานา ความว่า มีดีเป็นสมุฏฐาน. คือเป็นที่
เกิดขึ้นของอาพาธเหล่านั้น, ได้ยินว่า อาพาธเหล่านั้นมี ๓๒ ชนิด. แม้
ในอาพาธที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐานเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า สนฺนิปาติกา ได้แก่อาพาธที่เกิดขึ้นด้วยลม ดี และ
เสมหะประชุมกัน คือรวมกัน. ชื่อว่า อาพาธ ด้วยอรรถว่า เบียด
เบียน.
บทว่า อุตุปริณามชา ได้แก่ โรคที่เกิดขึ้นเพราะฤดูแปรปรวน
คือร้อนเกินไปหนาวเกินไป.
บทว่า วิสมปริหารชา ได้แก่ เกิดการบริหารไม่สม่ำเสมอ
มียืนและนั่งเกินไปเป็นต้น.
บทว่า โอปกฺกมิกา ได้แก่ ที่เกิดด้วยความพยายามมีการฆ่าและ
จองจำเป็นต้น.
บทว่า กมฺมวิปากชา ได้แก่ เกิดแต่วิบากแห่งกรรมที่มีกำลัง.

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 135 (เล่ม 65)

อาพาธในบทว่า สีตํ อุณฺหํ ฯ เป ฯ สมฺผสฺสา เหล่านี้ ปรากฏ
แล้วทั้งนั้น.
บทว่า กตเม ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ความว่า พระสารีบุตรเถระ
ถามว่า อันตรายปกปิดที่ไม่ปรากฏ เป็นไฉน ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายทุจฺจริตํ พึงทราบว่า เจตนาใน
ปาณาติบาต, อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร.
บทว่า วจีทุจฺจริตํ พึงทราบว่า เจตนาในการพูดเท็จ, พูดส่อ
เสียด, พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ.
บทว่า มโนทุจฺจริตํ พึงทราบว่า อภิชฌา, พยาบาท และมิจฉา
ทิฏฐิ.
ชื่อว่า กายทุจริตเพราะอรรถว่า ความประพฤติชั่วที่เป็นไปทางกาย
หรือความประพฤติชั่วเพราะความเป็นผู้ประทุษร้ายด้วยกิเลส แม้ในวจี
ทุจริตเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า อันบุคคลใคร่, ได้แก่ กามคุณ ๕.
ความพอใจในกามทั้งหลาย ชื่อว่า กามฉันทะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
กาม เพราะอรรถว่า ใคร่. ความพอใจคือความใคร่ ชื่อว่า กามฉันทะ.
ความว่า ไม่ใช่ความพอใจใคร่จะทำงาน, กามตัณหานั่นแหละมีชื่ออย่าง
นี้. ชื่อว่า นิวรณ์ เพราะอรรถว่า กั้นกุศลธรรมทั้งหลาย. นิวรณ์คือ
กามฉันทะ ชื่อว่า กามฉันทนิวรณ์. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็มีนัย
อย่างนี้.
ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องถึงความพินาศ. คือ

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 136 (เล่ม 65)

จิตเข้าถึงความเสีย หรือให้ถึงความพินาศ คือยังสมบัติคือวินัยและอาจาร
หรือประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเป็นต้น ให้พินาศ.
ความหดหู่ ชื่อว่า ถีนะ. ความเคลิบเคลิ้ม ชื่อว่า มิทธะ.
อธิบายว่า ความไม่ขะมักเขม้น และความทำลายสมบัติ. ถีนะด้วย มิทธะ
ด้วย ชื่อว่า ถีนมิทธะ. ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะ มีความไม่ขะมักเขม้น
เป็นลักษณะ. มีการบรรเทาความเพียรเป็นรส, มีความจมลงเป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน. มิทธะ มีความไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะ, มีความตก
ต่ำเป็นรส, มีความเหี่ยวแห้งหรือความเคลิ้มหลับเป็นปัจจุปัฏฐาน. ทั้ง
ถีนะและมิทธะ มีอโยนิโสมนสิการในความริษยา ความเฉื่อยชาและ
หาวนอนเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน.
ความเป็นแห่งคนฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อุทธัจจะ อุทธัจจะนั้นมีความ
ไม่สงบเป็นลักษณะ, มีความไม่ตั้งมั่นเหมือนน้ำกระเพื่อมเพราะถูกลมพัด
เป็นรส, มีจิตกวัดแกว่งเหมือนธงปฏากสะบัดเพราะถูกลมพัดเป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน, มีอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบใจเหมือนเถ้าฟุ้งขึ้นเพราะถูก
แผ่นหินทุ่มเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่าความฟุ้งซ่านแห่งจิตนั้นเอง.
ความน่าเกลียดที่บุคคลกระทำแล้ว ชื่อว่า กุกกตะ. ความเป็นแห่ง
กุกกตะนั้น ชื่อว่า กุกกุจจะ ความรำคาญ. กุกกุจจะนั้นมีความตาม
เดือดร้อนภายหลังเป็นลักษณะ, มีความเศร้าโศกถึงสิ่งที่ทำแล้วยังไม่ได้ทำ
เป็นรส, มีความร้อนใจเป็นปัจจุปัฏฐาน, มีสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ
เป็นปทัฏฐาน, พึงเห็นอุทธัจจะและกุกกุจจะเหมือนความเป็นทาส.
ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะอรรถว่า ปราศจากการเยียวยา, อีกอย่าง

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 137 (เล่ม 65)

หนึ่ง ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องค้นคว้าสภาวะฝืดเคือง
ลำบาก. วิจิกิจฉานั้น มีความสงสัยเป็นลักษณะ, มีการเสือกสนเป็นรส,
มีความไม่ตกลงหรือความยึดถือหลายส่วนเป็นปัจจุปัฏฐาน. วิจิกิจฉามี
อโยนิโสมนสิการเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่ากระทำอันตรายแก่การปฏิบัติ.
ราคะ มีความกำหนัดเป็นลักษณะ. โทสะ มีความประทุษร้าย
เป็นลักษณะ. โมหะ มีความหลงเป็นลักษณะ.
โกธะ มีความโกรธหรือความดุร้ายเป็นลักษณะ, มีการกระทำ
ความอาฆาตเป็นรส, มีความประทุษร้ายเป็นปัจจุปัฏฐาน.
อุปนาหะ มีความผูกใจเจ็บเป็นลักษณะ, มีความจองเวรเป็น
รส, มีความเข้าไปผูกโกรธเป็นปัจจุปัฏฐาน. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่าความ
โกรธมีก่อน ความผูกโกรธมีภายหลัง เป็นต้น.
มักขะ มีความลบหลู่คุณท่านเป็นลักษณะ, มีการทำให้ท่านเหล่า
นั้นเสียหายเป็นรส, มีการปกปิดคุณความดีของท่านเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ปลาสะ มีการเทียบคู่เป็นลักษณะ, มีการกระทำคุณของตนให้
เสมอกับคุณของผู้อื่นเป็นรส, มีการยกขึ้นเทียบคุณของผู้อื่นเป็นปัจจุปัฏ-
ฐาน.
อิสสา มีการทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นไป หรือทนไม่ได้ต่อสมบัติ
นั้นเป็นลักษณะ, มีความไม่ยินดียิ่งในสมบัตินั้นเป็นรส, มีความเบือน
หน้าจากสมบัตินั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน.
มัจเฉระ มีการซ่อนสมบัติของตนเป็นลักษณะ, มีความทนไม่ได้

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 138 (เล่ม 65)

ที่สมบัติของตนจะสาธารณ์ไปถึงผู้อื่นเป็นรส, มีความสยิ้วหน้าเป็น
ปัจจุปัฏฐาน.
มายา มีการปกปิดความชั่วที่ตัวทำเป็นลักษณะ, มีการอำพราง
ความชั่วที่ตัวทำนั้นเป็นรส, มีการกำบังความชั่วที่ตัวทำนั้นเป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน.
สาไถย มีการประกาศคุณของตนซึ่งไม่มีเป็นลักษณะ, มีการ
เปล่งถึงคุณเหล่านั้นเป็นรส, มีการทำคุณเหล่านั้นปรากฏด้วยกิริยาท่าทาง
เป็นปัจจุปัฏฐาน.
ถัมภะ มีความลำพองแห่งจิตเป็นลักษณะ, มีความประพฤติไม่
เชื่อฟังเป็นรส, มีความไม่อ่อนโยนเป็นปัจจุปัฏฐาน.
สารัมภะ มีกระทำยิ่ง ๆ ขึ้นไปเป็นลักษณะ, มีความเป็นข้าศึก
เป็นรส, มีความไม่เคารพเป็นปัจจุปัฏฐาน.
มานะ มีความหยิ่งเป็นลักษณะ, มีความทะนงตัวเป็นรส, มีความ
ลำพองเป็นปัจจุปัฏฐาน.
อติมานะ มีความหยิ่งอย่างยิ่งเป็นลักษณะ, มีความทะนงตัวเหลือ
เกินเป็นรส, มีความลำพองยิ่งเป็นปัจจุปัฏฐาน.
มานะ มีความเมาเป็นลักษณะ, มีการนำไปซึ่งความมัวเมาเป็นรส,
มีความมัวเมาเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ปมาทะ มีความปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ เป็นลักษณะ, มีการ
เพิ่มความปล่อยจิตเป็นรส, มีความขาดสติเป็นปัจจุปัฏฐาน. ลักษณะ๑
๑. ลักขณาทิจตุกกะ.

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 139 (เล่ม 65)

เป็นต้นของธรรมเหล่านี้ พึงทราบด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นความย่อใน
เรื่องนี้.
ส่วนความพิสดาร พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์. มีอาทิ
ว่า บรรดาบทเหล่านั้น ความโกรธ เป็นไฉน ดังนี้. แต่ในที่นี้ พึง
ทราบเป็นพิเศษดังต่อไปนี้ :-
คนปรารถนาอามิส เมื่อตนเองไม่ได้ ย่อมโกรธคนอื่นที่ได้. ความ
โกรธของเขาที่เกิดครั้งเดียว เป็นความโกรธนั่นเอง. ที่เกิดยิ่งขึ้นไปกว่า
นั้น เป็นความผูกโกรธไว้. ผู้นั้นโกรธอย่างนี้ และผูกโกรธไว้ ย่อมลบ
หลู่คุณแม้ที่มีอยู่ของผู้อื่นที่ได้ลาภ. และตีเสมอว่าแม้เราก็เป็นเช่นนั้น. นี้
เป็นความลบหลู่คุณท่านและตีเสมอของเขา. คนที่มีความลบหลู่คุณท่าน
มีความตีเสมอนั้น ย่อมริษยา, ย่อมประทุษร้ายในลาภสักการะเป็นต้นของ
คนอื่นว่า สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ผู้นี้. นี้เป็นความริษยาของเขา. ก็
ถ้าเขามีสมบัติอะไร ๆ เขาไม่อาจจะใช้จ่ายสมบัติของเขาเป็นสาธารณะได้.
นี้เป็นความตระหนี่ของเขา. เขาปกปิดโทษทั้งหลายแม้ที่มีอยู่ของตน,
เพราะเหตุแห่งลาภ. นี้เป็นมายาของเขา. เขาประกาศคุณทั้งหลายซึ่งไม่มี
อยู่เลย นี้เป็นสาไถยของเขา. เขาปฏิบัติอย่างนี้. ถ้าได้ลาภตามประสงค์
เป็นผู้กระด้าง, มีจิตไม่อ่อนโยน. ด้วยเหตุนั้นไม่อาจที่จะกล่าวสอนว่า
เรื่องนี้ไม่ควรทำอย่างนี้. นี้เป็นความหัวดื้อของเขา. ก็ถ้าใคร ๆ พูดอะไร ๆ
ว่า เรื่องนี้ ท่านไม่ควรทำอย่างนี้. ย่อมมีใจปั่นป่วนเพราะเหตุนั้น จึงมี
หน้าสยิ้วกล่าวข่มขู่ว่า แกเป็นอะไรของข้า นี้เป็นความแข่งดีของเขา. แต่
นั้นเขามีความหัวดื้อสำคัญตนว่า เราเท่านั้นประเสริฐกว่า เป็นผู้มีความ

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 140 (เล่ม 65)

ถือตัว ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความแข่งดีว่า คนเหล่านี้เป็นอะไร. เป็นผู้ดูหมิ่น
ท่าน นี้เป็นความถือตัวและดูหมิ่นท่านของเขา. เขายังความมัวเมาหลาย
อย่างมีความมัวเมาชาติเป็นต้น ให้เกิดด้วยความถือตัวและดูหมิ่นท่านเหล่า
นั้น. เป็นผู้มัวเมาย่อมประมาทในวัตถุทั้งหลายต่างโดยกามคุณเป็นต้น. นี้
เป็นความมัวเมาและความประมาทของเขา ดังนี้.
บทว่า สพฺเพ กิเลสา ความว่า อกุศลธรรมแม้ทั้งปวง ชื่อว่า
กิเลส ด้วยอรรถว่า แผดเผา. และด้วยอรรถว่า เบียดเบียน. ชื่อว่า
ทุจริต เพราะถูกกิเลสประทุษร้าย. ชื่อว่า ความกระวนกระวาย ด้วย
อรรถว่า ทำความกระวนกระวาย. ชื่อว่า ความเร่าร้อน ด้วยอรรถว่า
ทำการเผาภายในเป็นต้น. ชื่อว่า ความเดือดร้อน ด้วยอรรถว่า เผาไหม้
ทุกเมื่อ. ชื่อว่า อกุศลธรรมทั้งปวง ด้วยอรรถว่า เกิดแต่ภาวะแห่งอกุศล.
และด้วยอรรถว่า ปรุงแต่ง.
บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ ด้วยอรรถอะไร ? เพื่อจะแสดงเนื้อ
ความตามอย่าง มีครอบงำเป็นต้น. พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้น
ว่า ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ดังนี้.
บทว่า ปริสหนฺติ ความว่า ย่อมยังทุกข์ให้เกิดขึ้น, ย่อมครอบงำ.
บทว่า ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อสละกุศล
ธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ตตฺราสยา ความว่า อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมอาศัย คือ
ย่อมอยู่ในสรีระนั้น. อธิบายว่า ย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า เต ปริสฺสยา ได้แก่ อันตรายมีกายทุจริตเป็นต้น.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 141 (เล่ม 65)

บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ อนฺตรายาย ความว่า ย่อมเป็นไป
เพื่ออันตรธานไปคือเห็นไม่ได้ แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดแต่ภาวะที่เป็นกุศล
มีสัมมาปฏิปทาเป็นต้น ที่พึงกล่าวในเบื้องบน.
บทว่า สมฺมาปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่ดีงามอันบัณฑิตสรร-
เสริญ ไม่ใช่มิจฉาปฏิปทา.
บทว่า อนุโลมปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่ไม่ขัดขวาง, ไม่ใช่
ปฏิทาที่ทวนกลับ.
บทว่า อปจฺจนิกปฏิปทาย ได้แก่ ไม่ใช่ปฏิปทาเป็นข้าศึก. คือ
ไม่ใช่ปฏิปทาที่ขัดแย้ง.
บทว่า อนฺวตฺถปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่คล้อยตามประโยชน์,
คือปฏิปทาที่ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น. ท่านอธิบายไว้ว่า ปฏิปทาที่พึงปฏิบัติอย่าง
ที่จะเกิดประโยชน์. บาลีว่า อตฺตตฺถปฏิปทาย ดังนี้ก็มี. ข้อนั้นไม่ดี.
บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปทาย ความว่า โลกุตตรธรรม ๙ ชื่อว่า
ธรรม. วิปัสสนาเป็นต้น ชื่อว่า ธรรมอันสมควร. ปฏิปทาอันสมควรแก่
ธรรมนั้น ชื่อว่า อนุธรรมปฏิปทา แห่งความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
นั้น.
บทว่า สีเลลุ ปริปูริการิตาย ได้แก่ ความเป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล
คือพระปาฏิโมกข์ กระทำให้บริบูรณ์.
บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตาย ได้แก่ ความเป็นผู้มีทวาร
อันคุ้มครองดีแล้วในอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖. ที่ตรัสไว้โดยนัยว่า เห็นรูป
ด้วยจักษุ เป็นต้น.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 142 (เล่ม 65)

บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตาย ได้แก่ ความเป็นผู้มีโภชนะอัน
นับแล้วด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยประมาณในการรับเป็นต้น ละผ้าสาฎก
ที่ประดับเป็นต้นเสีย.
บทว่า ชาคริยานุโยคสฺส ได้แก่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็น
เครื่องตื่น ๕ ประการ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น
ทั้งหลาย ดังนี้. ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน.
บทว่า สติสมฺปชญฺญสฺส ได้แก่ สติและสัมปชัญญะซึ่งเป็น
อุปการะทุกเมื่อ แก่พระโยคาวจรทุกท่าน ผู้ประกอบการเจริญ กรรมฐาน
ทั้งปวง.
บทว่า สติปฏฺฐานานํ ความว่า ชื่อว่า การตั้ง เพราะคร่ำครวญ
เรียกร้องเข้าไปตั้งไว้ในอารมณ์ทั่งหลาย. การตั้งสตินั้นแล ชื่อว่า สติ-
ปัฏฐาน. ก็สติปัฏฐานนั้นมี ๔ ประเภท คือ กาย, เวทนา, จิต,
ธรรม. ให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละโดยเป็นอาการที่ไม่งาม, เป็น
ทุกข์, ไม่เที่ยง, ไม่ใช่ตัวตน, และด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จ
กิจการละความสำคัญว่า งาม, เป็นสุข, เที่ยง, เป็นตัวตน. สติ
ปัฏฐาน ๔ เหล่านั้น.
บทว่า จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ความว่า ชื่อว่า ปธาน เพราะ
อรรถว่า เป็นเครื่องเริ่มตั้ง. ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะอรรถว่า ความ
เริ่มตั้งงาม, หรือเป็นเครื่องเริ่มตั้งโดยชอบ, อีกอย่างหนึ่ง ความเริ่มตั้ง
นั้นชื่อว่างาม, เพราะเว้นจากกิเลสชนิดต่าง ๆ และชื่อว่า ปธาน เพราะ
นำมาซึ่งภาวะประเสริฐที่สุด ด้วยความเป็นคุณธรรมให้สำเร็จประโยชน์

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 143 (เล่ม 65)

เกื้อกลและความสุข และเพราะการกระทำความเป็นปธาน ดังนั้นจึงชื่อว่า
สัมมัปปธาน. คำว่า สมฺมปฺปธานํ นี้เป็นชื่อของความเพียร. การแบ่ง
สัมมัปปธานเป็น ๔ ย่อมเป็นไปโดยให้สำเร็จกิจคือ ละ, ไม่เกิด, เกิดขึ้น
และตั้งอยู่แห่งอกุศลและกุศลทั้งหลายที่เกิดและไม่เกิดด้วย, ที่ไม่เกิดและ
เกิดด้วยสัมมัปปธาน ๔ เหล่านั้น.
ในบทว่า จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ นี้ มีวินิจฉัยว่า บรรดา ฉันทะ
วิริยะ จิตตะและวิมังสาทั้งหลาย แต่ละอย่างชื่อว่า อิทธิ เพราะ
อรรถว่า สำเร็จ. อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรื่อง คือ ย่อมผลิต. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องสำเร็จ. คือ มั่งคั่ง, เจริญ, ถึง
ความดีเลิศของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอรรถที่หนึ่ง เครื่องบรรลุคือความสำเร็จ
ชื่ออิทธิบาท อธิบายว่า ส่วนคือความสำเร็จ. ด้วยอรรถที่สอง ชื่อว่า
อิทธิบาท เพราะเป็นเครื่องถึงซึ่งความสำเร็จ.
บทว่า ปาโท ได้แก่ ที่ตั้ง อธิบายว่า อุบายเป็นเครื่องบรรลุ.
ด้วยว่าธรรมทั้งหลายย่อมยังความสำเร็จกล่าวคือความวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปให้
เกิดขึ้น. คือย่อมบรรลุ ด้วยอิทธิบาทนั้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็น
เครื่องบรรลุอิทธิบาท ๔ เหล่านั้น.
บทว่า สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ ความว่า ชื่อว่า โพชฌงค์
เพราะอรรถว่า องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้. หรือแห่งความตรัสรู้. ท่าน
อธิบายไว้ว่า ธรรมสามัคคีนี้ท่านเรียกว่า โพธิ เพราะทำวิเคราะห์ว่า
พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี กล่าวคือ สติ ธรรมวิจยะ
วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และ อุเบกขา ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่ง

143