พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 114 (เล่ม 65)

การพิจารณาธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ในธรรมที่เป็นไปในภูมิสามที่เหลือ
นอกจากกายเวทนาและจิต. โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่าง ๆ
การพิจารณาธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในสติปัฏฐานสูตร.
และในที่นี้.
เอกวจนะในบทว่า กาเย เพราะสรีระเป็นหนึ่ง.
เอกวจนะในบทว่า จิตเต เพราะจิตเป็นหนึ่ง.
พึงทราบว่าท่านทำด้วยชาติศัพท์ เพราะมีสภาวะไม่แตกต่างกัน.
อนึ่ง พึงทราบการพิจารณาเหมือนอย่างเวทนาเป็นต้นที่พึงพิจารณา
ว่า การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย, การพิจารณาจิตในจิต, การ
พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ก็เวทนาพึงพิจารณาอย่างไร ?
พึงพิจารณาสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ก่อน.
พึงพิจารณาทุกขเวทนาโดยความเป็นดังลูกศร.
พึงพิจารณาอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เหมือน
อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นทุกข์
โดยความเป็นดังลูกศร. ได้เห็นอทุกขมสุขซึ่งมีอยู่นั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง. ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นชอบ.
ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายได้.
อนึ่ง เวทนาเหล่านั้นทั้งหมดนั่นเทียว พึงพิจารณาแม้โดยความเป็น
ทุกข์. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- เรากล่าวเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นว่าเป็นทุกข์ พึงพิจารณาสุขเวทนา แม้โดยความเป็นทุกข์.

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 115 (เล่ม 65)

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า สุขเวทนา เป็นสุขเพราะดำรงอยู่. เป็นทุกข์
เพราะแปรปรวนไป. ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะดำรงอยู่. เป็นสุข
เพราะแปรปรวนไป. อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้. เป็นทุกข์
เพราะไม่รู้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงพิจารณาด้วยสามารถแห่งการพิจารณาสัตว์โดย
ความเป็นอนิจจังเป็นต้น แม้ในจิตและธรรมทั้งหลาย. พึงพิจารณาจิต
ก่อน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้น ซึ่ง
มีความแตกต่างกันโดยอารมณ์, อธิบดี, สหชาตะ, ภูมิ, กรรม, และ
กิริยาเป็นต้นแห่งจิต ๑๖ ประเภท มีสราคจิตเป็นต้น. พึงพิจารณาธรรม
ทั้งหลายด้วยสามารถแห่งสุญญตธรรมของผู้ที่เป็นไปกับด้วยลักษณะและมี
สามัญญลักษณะ และแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้น
ที่มีอยู่และไม่มีอยู่เป็นต้น.
สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ในส่วนเบื้องต้น. ด้วยว่า
บุคคลย่อมกำหนดกายด้วยจิตดวงหนึ่ง, กำหนดเวทนาทั้งหลายด้วยจิตอีก
ดวงหนึ่ง. กำหนดจิตด้วยจิตอีกดวงหนึ่ง, กำหนดธรรมทั้งหลายด้วยจิต
อีกดวงหนึ่ง. แต่ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค ย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น.
ดังนั้น สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาของผู้ที่กำหนดกายมาแต่ต้น จึง
ชื่อว่ากายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่ากายานุปัสสี.
สติ ที่สัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของผู้ที่ขวนขวายเจริญ
วิปัสสนาบรรลุอริยมรรคแล้ว ชื่อว่า กายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ
ด้วย สติ นั้น ชื่อว่า กายานุปัสสี.

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 116 (เล่ม 65)

สติ ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ของผู้ที่กำหนดเวทนา กำหนดจิต
กำหนดธรรมทั้งหลายมาแล้ว ชื่อว่า ธรรมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ
ด้วย สติ นั้น ชื่อว่า ธรรมานุปัสสี.
สติ ที่สัมปยุตด้วยมรรคในมรรคขณะ ของผู้ที่ขวนขวายเจริญ
วิปัสสนาบรรลุอริยมรรคแล้ว ชื่อว่า ธรรมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ
ด้วย สติ นั้น ชื่อว่า ธรรมานุปัสสี. เทศนาเป็นบุคคลาธิษฐานเท่านี้
ก่อน.
สติ กำหนดกาย ละสุภสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้นจึงชื่อว่า กายานุปัสสนา.
สติ กำหนดเวทนา ละสุขสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้น จึงชื่อว่า เวทนานุปัสสนา.
สติ กำหนดจิต ละนิจจสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้น จึงชื่อว่า จิตตานุปัสสนา.
สติ กำหนดธรรม ละอัตตสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้น จึงชื่อว่า ธรรมมานุปัสสนา.
สติที่สัมปยุตด้วยมรรคอย่างเดียวนั่นแล ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วย
อรรถว่ายังกิจ ๔ ให้สำเร็จ. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในขณะแห่ง
โลกุตตรมรรค สติปัฏฐาน ๔ ย่อมได้ในจิตดวงเดียวนั่นเอง. ท่านกล่าว
จตุกกะ ๓ อื่น ๆ ด้วยสามารถอุปการะ. ไม่เสื่อม และคุณ อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสติปริวชฺชนาย ความว่า ไม่มี
สติ ชื่อว่า อสติ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อสติ เพราะอรรถว่า สติไม่

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 117 (เล่ม 65)

มีในผู้นี้. คำว่า อสติ นี้ เป็นชื่อของสติที่ลืมแล้ว. บทว่า ปริวชฺชนาย
ได้แก่ เพราะการเว้นโดยรอบ. สติย่อมเกิดขึ้นเพราะการเว้นบุคคลผู้มีสติ
อันลืมแล้วเช่นกาวางก้อนข้าว, เพราะคบบุคคลผู่มีสติตั้งมั่น, และเพราะ
ความเป็นผู้มีจิตน้อมไป โน้มไป เงื้อมไป เพื่อให้สติตั้งขึ้นพร้อมในการ
ยืนและการนั่งเป็นต้น.
บทว่า สติกรณียานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่ควรทำ
ด้วยสติ.
บทว่า กตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้กระทำ อธิบายว่า เพราะ
ความเป็นผู้กระทำ คือเจริญมรรค ๔.
บทว่า สติปฏิปกฺขานํ ธมฺมานํ หตตฺตา ได้แก่ เพราะความ
เป็นผู้ทำให้กามฉันทะเป็นต้นพินาศ.
บทว่า สตินิมิตฺตานํ ธมฺมานํ อปมุฏฺฐตฺตา ได้แก่ เพราะ
ความเป็นผู้ไม่เสียอารมณ์ทางกายเป็นต้น ที่เป็นเหตุแห่งสติ.
บทว่า สติยา สมนฺนาคตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้มา คือ
ไม่เสื่อมจากธรรมทั้งหลายด้วยสติ.
บทว่า วสิตตฺตา ได้แก่ ถึงความชำนาญ.
บทว่า ปาคุญฺญตาย ได้แก่ เพราะความคล่องแคล่ว.
บทว่า อปจฺโจโรหณตาย ได้แก่ เพราะความไม่หวนกลับ คือ
เพราะความไม่ถอยหลังกลับ.
บทว่า สตตฺตา ได้แก่ เพราะมีอยู่โดยสภาวะ.
บทว่า สนฺตตฺตา ได้แก่ เพราะมีสภาวะดับ.

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 118 (เล่ม 65)

บทว่า สมิตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ระงับกิเลสทั้งหลายได้.
บทว่า สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา ได้แก่ เพราะเป็นผู้ไม่เสื่อม
จากธรรมของสัตบุรุษ. พุทธานุสสติเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง
นั้นแล.
ชื่อว่า สติ ด้วยสามารถระลึกได้, นี้เป็นบทแสดงสภาวะของสติ.
ชื่อว่า อนุสสติ ด้วยสามารถระลึกถึง โดยระลึกบ่อย ๆ.
ชื่อว่า ปฏิสฺสติ ด้วยสามารถระลึกเฉพาะ. โดยระลึกราวกะมุ่ง
หน้าไป. หรือบทนี้เป็นเพียงท่านขยายด้วยอุปสรรค. อาการที่ระลึก
ชื่อว่า สรณตา.
ก็เพราะบทว่า สรณตา เป็นชื่อของแม้สรณะ ๓ ฉะนั้น ท่านจึง
ใช้ศัพท์สติอีก เพื่อกันสรณะ ๓ นั้น . ก็เนื้อความในบทนี้มีดังนี้ว่า ความ
ระลึกได้ กล่าวคือสติ.
ชื่อว่า ธารณตา เพราะความทรงจำการเล่าเรียนพระสูตร.
ความไม่เลื่อนลอยชื่อว่า อปิลาปนตา โดยอรรถว่าหยั่งลง กล่าว
คือ เข้าไปโดยลำดับ. เหมือนอย่างว่า กระโหลกน้ำเต้าเป็นต้นย่อมลอยไป
ไม่เข้าไปโดยลำดับ ฉันใด, สตินี้ไม่เหมือนฉันนั้น เมื่ออารมณ์มีอยู่ ย่อม
เข้าสู่อารมณ์โดยลำดับ, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความไม่เลื่อนลอย.
ชื่อว่า อปมุสฺสนตา เพราะความไม่ลืมเรื่องที่ทำไว้นานและคำที่
พูดไว้นาน.
ชื่อว่า อินทริยะ เพราะอรรถว่า ให้กระทำอรรถว่าเป็นใหญ่ ใน
ลักษณะที่บำรุง. อินทรีย์ กล่าวคือสติ ชื่อว่า สตินทรีย์.

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 119 (เล่ม 65)

ชื่อว่า สติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวในความประมาท.
ชื่อว่า สัมมาสติ เพราะอรรถว่า สติแน่นอน, สตินำให้พ้นทุกข์
สติเป็นกุศล.
ชื่อว่า โพชฌังคะ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งการตรัสรู้.
โพชฌงค์ที่เขาสรรเสริญและดี ชื่อว่า สัมโพชฌงค์. สัมโพชฌงค์คือสติ
ชื่อว่า สติสัมโพชฌงค์.
บทว่า เอกายนมคฺโค ได้แก่ ทางเอก. พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้
ว่า ทางนี้ไม่ใช่ทางสองแพร่ง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะอรรถว่า พึงไปคนเดียว.
บทว่า เอเกน ความว่า พึงละความคลุกคลีด้วยหมู่ ไปคือดำเนิน
ไปด้วยความสงัดซึ่งมีอรรถว่าวิเวก.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องไปของ
เหล่าสัตว์. อธิบายว่า เหล่าสัตว์จากสังสารวัฏไปสู่พระนิพพาน.
ทางไปของบุคคลเอก ชื่อว่า เอกายนะ.
บทว่า เอกสฺส ของบุคคลเอก ได้แก่ คนประเสริฐที่สุด. ก็
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์ทั้งปวง. ฉะนั้นท่านจึง
กล่าวว่า ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ความจริง แม้สัตว์อื่น ๆ ก็ไปโดยทางนั้น
โดยแท้, ถึงอย่างนั้น ทางนั้นก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่นั่นเอง
เพราะพระองค์ทรงให้เกิดขึ้น. เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงยังทางที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ดังนี้เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะอรรถว่า ไป. อธิบายว่า ไป

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 120 (เล่ม 65)

คือเป็นไป. ทางไปในที่เดียว ชื่อว่า เอกายนะ ท่านอธิบายไว้ว่า เป็น
ไปในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มิใช่ที่อื่น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อน
สุภัททะ ทางที่ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ ย่อมได้ในธรรมวินัย
นี้แล ดังนี้. นี้เป็นความต่างกันแห่งเทศนาเท่านั้น แต่เนื้อความก็อย่าง
เดียวกัน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะอรรถว่า ไปสู่ที่เดียว.
ท่านอธิบายไว้ว่า ในเบื้องแรกแม้เป็นไปโดยนัยภาวนาหัวข้อต่าง ๆ ใน
ภายหลังก็ไปสู่พระนิพพานแห่งเดียวทั้งนั้น ดังนี้. เหมือนอย่างที่ท่านท้าว
สหัมบดีพรหมได้กราบทูลแด่พระพุทธเจ้าไว้ว่า :-
พระพุทธเจ้า พระผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ที่สุด
แห่งความเกิดและความดับจึงตรัสรู้ (สติปัฏฐาน) มรรค
คือทางดำเนินทางเดียว ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อ
กูล. พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ก็ดี และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ในกาลก่อนทุกพระองค์
ท่านได้ปฏิบัติทางสติปัฏฐานนี้. แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์และ
บรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง. ใน
กาลอนาคตเช่นกัน มหาบุรุษทั้งหลายทุกท่าน จักดำเนิน
ตามทางสติปัฏฐานนี้ แล้วจักข้ามโอฆสงสารบรรลุพระ-
นิพพานในโลกปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน. พระโคดมพุทธเจ้าและ
พระสาวกทั้งหลายของพระองค์ ทำตนเองให้บริสุทธิ์จาก
กิเลสทั้งหลาย และข้ามโอฆสงสารบรรลุพระนิพพานโดย

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 121 (เล่ม 65)

ดำเนินทางสติปัฏฐานนี้.
บทว่า มคฺโค ได้แก่ ชื่อว่า มรรคด้วยอรรถว่าอย่างไร ? ด้วย
อรรถว่า ไปสู่พระนิพพาน. และด้วยอรรถว่า อันผู้ต้องการพระนิพพาน
พึงแสวงหา.
บทว่า อุเปโต ความว่า ไปใกล้. บทว่า สมุเปโต ความว่า
ไปใกล้กว่านั้น, อธิบายว่า ไม่เสื่อมจากสติ ทั้งสองบท.
บทว่า อุปคโต ความว่า เข้าไปตั้งอยู่ บทว่า สมุปคโต ความ
ว่า ประกอบพร้อมตั้งอยู่ บาลีว่า อุปาคโต สมุปาคโต ดังนี้ก็มี
ความว่า มาใกล้สติ ทั้งสองบท.
บทว่า อุปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงแล้ว. บทว่า สมุปปนฺโน ได้
แก่ สมบูรณ์แล้ว. บทว่า สมนฺนาคโต ได้แก่ ไม่ขาดตกบกพร่อง.
ท่านกล่าวถึงความเป็นไปด้วยบท ๒ บทว่า อุเปโต สมุเปโต.
กล่าวถึงปฏิเวธด้วยบท ๒ บทว่า อุปคโต สมุปคโต. กล่าวถึงการได้
เฉพาะ ด้วยบท ๓ บทว่า อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า โลเก เวสา วิสตฺติกา ความว่า ตัณหานี้ใดที่ได้กล่าว
แล้วโดยประการไม่น้อย ตัณหานั้นชื่อว่าวิสัตติกา. ย่อมเป็นไปในขันธโลก
นั้นแล ไม่เว้นจากขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า โลเก เวตํ วิสตฺติกํ ความ
ว่า ตัณหากล่าวคือที่ชื่อว่าวิสัตติกานั่น ซึ่งเป็นไปในขันธโลกนั่นแล.
ผู้มีสติ เว้นขาดกามทั้งหลายได้ ชื่อว่า ข้าม. ละกิเลสทั้งหลายได้
ตัดเหตุที่ตั้งของกิเลสเหล่านั้นได้ ชื่อว่า ข้ามพ้น. ก้าวล่วงสังสารวัฏได้

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 122 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ก้าวล่วง. ทำปฏิสนธิให้ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ชื่อว่า ล่วงเลย.
อีกอย่างหนึ่ง ข้าม ข้ามขึ้น ด้วยกายานุปัสสนา. ข้ามพ้น ด้วย
เวทนานุปัสสนา. ก้าวล่วง ด้วยจิตตานุปัสสนา. ล่วงเลยจากทุกอย่าง
ด้วยธรรมานุปัสสนา.
อีกอย่างหนึ่ง ข้าม ด้วยศีล. ข้ามขึ้นด้วยสมาธิ. ข้ามพ้น ด้วย
วิปัสสนา. ก้าวล่วงด้วยมรรค. ล่วงเลยด้วยผล. พึงประกอบความโดยนัย
มีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
คาถาที่ ๔ มีเนื้อความย่อดังต่อไปนี้ :- ผู้ใดย่อมปรารถนาไร่นาข้าว
สาลีเป็นต้นก็ตาม, ที่ดินที่มีเรือนเป็นต้นก็ตาม, เงินกล่าวคือกหาปณะ
ก็ตาม, โคและม้าชนิดต่าง ๆ ก็ตาม ทาสที่เกิดภายในเป็นต้นก็ตาม,
กรรมกรรับจ้างเป็นต้นก็ตาม, เหล่าหญิงที่ร้องเรียกกันว่าหญิงก็ตาม, พวก
พ้องโดยเป็นญาติเป็นต้นก็ตาม, หรือกามอื่น ๆ เป็นอันมากมีรูปที่น่าชอบ
ใจเป็นต้น.
บทว่า สาลิเขตฺตํ ได้แก่ ที่เป็นที่งอกงามแห่งข้าวสาลี. แม้ใน
นาข้าวจ้าวเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า วีหิ ได้แก่ ข้าวจ้าวที่เหลือลง.
ชื่อว่า มุคคะ- ถั่วราชมาส เพราะอรรถว่า ระคนกัน.
บทว่า ฆรวตฺถุํ ได้แก่ภูมิภาคที่จัดทำไว้สำหรับสร้างเรือน. แม้
ในที่ฉางเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า โกฏฺฐโก ได้แก่ ซุ้มประตูเป็นต้น. บทว่า ปุเร ได้แก่
หน้าเรือน. บทว่า ปจฺฉา ได้แก่ หลังเรือน.

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 123 (เล่ม 65)

ชื่อว่า อาราม เพราะอรรถว่า เป็นที่มายินดี. คือทำใจให้ยินดีได้,
ความว่า ยินดีด้วยดอกบ้าง, ด้วยผลบ้าง, ด้วยร่มเงาบ้าง, ด้วยทัศนะบ้าง.
บทว่า ปสุกาทโย ได้แก่ แกะเป็นต้น. บทว่า อนฺโตชาตโก
ได้แก่เกิดในท้องของทาสีภายในเรือน. บทว่า ธนกฺกีโต ได้แก่ ซื้อ
ด้วยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของยึดถือไว้. บทว่า สามํ วา ได้แก่ เอง ก็ตาม
บทว่า ทาสวิยํ ได้แก่ ความเป็นแห่งทาส ชื่อว่าทาสัพยะ-
ความเป็นแห่งทาสนั้น. บทว่า อุเปติ ได้แก่ เข้าถึง. บทว่า อกามโก
วา ได้แก่ ผู้ถูกนำมาเป็นเชลยด้วยความไม่ชอบใจของตนเพื่อจะแสดงทาส
ทั้ง ๔ เหล่านั้นอีก. ท่านจึงกล่าวว่า อามาย ทาสาปิ ภวนฺติ เหเก
คนบางพวกเป็นทาสโดยกำเนิดบ้าง ดังนี้.
บทว่า อามาย ทาสา ได้แก่ ทาสที่เกิดภายใน. ทาสเหล่านั้น
แหละท่านกล่าวไว้แม้ในที่นี้ว่า ทาสในที่อื่นเกิดแต่หญิงรับใช้ย่างเนื้ออ้วน
ทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า ธเนน กีตา ได้แก่ ทาสที่เขาซื้อมาด้วยทรัพย์
บทว่า สามญฺจ เอเก ได้แก่ เป็นทาสเอง. บทว่า ภยาปนุณฺณา
ได้แก่ ทอดตัวยอมเป็นทาสเพราะกลัว.
บทว่า ภตกา ได้แก่ พวกเลี้ยงชีพด้วยรับจ้าง. ชื่อว่า กรรม-
กร เพราะอรรถว่า ทำงานมีกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า อุปชีวิโน ได้
แก่ ชื่อว่าพวกอยู่อาศัย เพราะอรรถว่า เข้าไปหาด้วยกิจมีการปรึกษา
หารือเป็นต้นแล้วขออยู่อาศัย.
บทว่า อิตฺถี ได้แก่ ชื่อว่าหญิง. เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งครรภ์
บทว่า ปริคฺคโห ได้แก่ มีสามี.

123