พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 64 (เล่ม 65)

หนักในการลบหลู่ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในลาภ
ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในสักการะ ไม่หนักในพระสัท-
ธรรม ดังนี้.
ก็ความต่างกัน ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมไม่ได้ด้วยปีติเลย ย่อมได้ตามแต่
จะได้แม้ในบททั้งปวง. ก็คำว่า ปีติ เป็นชื่อของปีติ. คำว่า จิตตํ เป็นชื่อ
ของจิต. ก็ปีติมีความแผ่ไปเป็นลักษณะ. เวทนา มีความเสวยอารมณ์เป็น
ลักษณะ. สัญญา มีความจำได้เป็นลักษณะ. เจตนา มีความตั้งใจในอารมณ์
เป็นลักษณะ. วิญญาณ มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะ. อนึ่ง ปีติ มีความแผ่ไป
เป็นกิจ. เวทนา มีความเสวยอารมณ์เป็นกิจ. สัญญา มีความจำได้เป็นกิจ
เจตนา มีความจงใจเป็นกิจ. วิญญาณ มีความรู้แจ้งเป็นกิจ. พึงทราบ
ความต่างกัน ด้วยความต่างกันโดยกิจอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
ความต่างกัน โดยการปฏิเสธ ไม่มีในบทปีติ แต่พึงทราบความต่างกัน
ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธอย่างนี้ว่า ในนิทเทสแห่งอโลภะเป็นต้น
ย่อมได้โดยนัยมีอาทิว่า ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความเป็นผู้มีโลภ
ดังนี้ พึงทราบความต่างกันทั้ง ๔ อย่าง ด้วยบทที่ได้ในนิทเทสแห่งบท
ทั้งปวงด้วยอาการอย่างนี้.
การแสดงอีกอย่างหนึ่งย่อมถึงฐานะ ๒ อย่างนี้ คือ ยกย่องบท หรือ
ทำให้มั่น ด้วยว่าเมื่อกล่าวบทว่า ปีติ ครั้งเดียวเท่านั้น ดุจเขี่ยด้วยปลาย
ไม้เท้า บทนั้นย่อมไม่ชื่อว่าบานขยายแล้ว ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วด้วย
อาการอย่างนี้ เมื่อกล่าวว่า ความอิ่ม ความปราโมทย์ ความเบิกบาน
ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ดังนี้ ด้วยพยัญชนะ

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 65 (เล่ม 65)

ด้วยอุปสรรค ด้วยอรรถ บ่อย ๆ บทนั้นย่อมชื่อว่าบานขยายแล้ว ประดับ
แล้ว ตกแต่งแล้ว เหมือนอย่างว่า ให้เด็กเล็กอาบน้ำ ให้นุ่งห่มผ้าที่ชอบใจ
ให้ประดับดอกไม้ทั้งหลาย หยอดตาให้ ต่อจากนั้นก็ทำจุดมโนศิลาบน
หน้าผากของเขารอยเดียวเท่านั้น เขายังไม่ชื่อว่ามีรอยเจิมอันงดงามด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้ แต่เมื่อทำจุดหลาย ๆ จุดล้อมด้วยสีต่าง ๆ ย่อมชื่อว่ามีรอยเจิม
งดงาม ฉันใด อุปไมยเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม ก็พึงทราบ ฉันนั้น นี้
ชื่อว่า ยกย่องบท.
การกล่าวบ่อย ๆ นั่นแลด้วยพยัญชนะ ด้วยอุปสัค และด้วยบทอีก
ชื่อว่า ทำให้มั่น เหมือนอย่างว่า เมื่อกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ตาม
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ตาม ว่า ยักษ์ ก็ตาม ว่า งู ก็ตาม ย่อมไม่ชื่อว่าทำให้
มั่น แต่เมื่อกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ. ข้าแต่ท่านผู้
เจริญ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ. ยักษ์ยักษ์, งูงู, ย่อมชื่อว่าท่าให้มั่น ฉันใดเมื่อ
เพียงกล่าวว่า ปีติ ครั้งเดียวเท่านั้น ดุจเขี่ยด้วยปลายไม้เท้า ย่อมไม่ชื่อว่า
ทำให้มั่น เมื่อกล่าวว่าความอิ่ม ความปราโมทย์ ความเบิกนาน
ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ดังนี้ ด้วยพยัญชนะ
ด้วยอุปสัค ด้วยอรรถ บ่อย ๆ นั่นแล จึงชื่อว่าทำให้มั่นแล การแสดง
อีกอย่างหนึ่งย่อมถึงฐานะ ๒ อย่าง ด้วยประการฉะนี้ พึงทราบเนื้อความ
ในบททั้งปวง ในนิทเทสแห่งบทที่ได้ด้วยสามารถแห่งการแสดงอีกอย่าง
หนึ่งแม้นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น ที่ชื่อว่า ปีติ เพราะอรรถว่าอิ่ม. ปีตินั้นมีการ
แสดงความรักเป็นลักษณะ มีความอิ่มกายอิ่มใจเป็นรสก็ตาม มีการแผ่ซ่าน

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 66 (เล่ม 65)

เป็นรสก็ตาม พึงมีความชื่นใจเป็นปัจจุปัฏฐาน พึงประกอบด้วยกามคุณ
๕ เป็นปีติที่ประกอบด้วยส่วนแห่งกาม ๕ มีรูปเป็นต้น. บทว่า ปีติ นั้น
ชื่อว่าปีติ เพราะอรรถว่า อิ่ม นี้เป็นบทแสดงสภาวะ. ความเป็นผู้เบิก
บานชื่อว่าความปราโมทย์. อาการที่เบิกบานชื่อว่า ความเบิกบาน. อาการ
ที่บันเทิงชื่อว่าความบันเทิง.
อีกอย่างหนึ่ง การเอาเภสัชหรือน้ำมันหรือน้ำร้อนน้ำเย็นรวมกัน
เรียกว่า ระคนกัน ฉันใด แม้ข้อนี้ก็ฉันนั้น เรียกว่า ระคนกัน เพราะรวม
ธรรมทั้งหลายไว้ด้วยกัน.
ก็ที่กล่าวว่า อาโมทนา ปโมทนา ความเบิกบาน ความบันเทิง
เพราะประดับด้วยอุปสัค.
ชื่อว่า ทาสะ เพราะอรรถว่า ร่าเริง. ชื่อว่า ปหาสะ เพราะ
อรรถว่า รื่นเริง. สองบทนี้เป็นชื่อของอาการที่ร่าเริงแล้ว. รื่นเริงแล้ว.
ชื่อว่า วิตตะ เพราะอรรถว่า ปลื้มใจบทนี้เป็นชื่อของทรัพย์. ก็
ทรัพย์ชื่อว่า วิตฺติ เพราะเป็นปัจจัยแห่งโสมนัสเพราะความเป็นของอัน
บุคคลเห็นเสมอด้วยความปลื้มใจ เหมือนอย่างว่าความโสมนัสย่อมเกิดขึ้น
แก่คนมีทรัพย์ เพราะอาศัยทรัพย์ ฉันใด ความโสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่คน
มีปีติ เพราะอาศัยปีติ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความ
ปลื้มใจ. บทนี้เป็นชื่อของปีติ ที่ตั้งอยู่โดยสภาวะแห่งความยินดี. ก็บุคคล
ผู้มีปีติ ท่านเรียกว่า มีความชื่นใจ เพราะมีกายและจิตเป็นที่ชื่นใจ.
ภาวะแห่งความชื่นใจ ชื่อ โอทัคยะ. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน
ชื่อว่า ความชอบใจ. ก็ใจของผู้ไม่ชอบใจ ย่อมไม่ชื่อว่ามีใจเป็นของตน

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 67 (เล่ม 65)

เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ดังนั้น ความเป็นผู้มีใจเป็นของตนจึงชื่อว่า.
ความชอบใจ อธิบายว่า ภาวะแห่งใจของตน ก็เพราะความชอบใจนั้น
มิใช่เป็นความชอบใจของใคร ๆ อื่น แต่เป็นเจตสิกธรรมที่เป็นความงามแห่ง
จิตเท่านั้น ฉะนั้นพระสารีบุตรเถระจงกล่าวว่า อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ดังนี้.
ชื่อว่า จิต เพราะมีจิตวิจิตร. ชื่อว่า มโน เพราะรู้อารมณ์ มโน
นั่นแหละ. ชื่อว่า มานัส. ก็ธรรมที่สัมปยุตกับมโน ท่านกล่าวว่า มานัส.
ในที่นี้ว่า มานัสซึ่งเป็นบ่วงที่เที่ยวไปในอากาศนี้นั้น ย่อมเที่ยวไป.
พระอรหัตต์ ท่านกล่าวว่า มานัส ในคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงขวนขวาย เพื่อ
ประชาชน อย่างไรเล่า สาวกของพระองค์ ยินดี
แล้วในพระศาสนา ยังไม่บรรลุพระอรหัตต์ เป็น
เสขะอยู่ จึงทำกาลกิริยา.
แต่ในที่นี้ มานัสก็คือใจนั่นแหละ เพราะท่านขยายบทนี้ด้วยพยัญ-
ชนะ.
บทว่า หทยํ ความว่า อุระ ท่านกล่าว หทัย ในประโยคนี้ว่า
เราจักขยี้จิตของท่าน หรือจักผ่าอุระของท่านเสีย ดังนี้. จิตท่านกล่าวว่า
หทัย ในประโยคนี้ว่า จิตไปจากจิต คนอื่นไปจากคนอื่น ดังนี้. หทัย
วัตถุ ท่านกล่าวว่า หทัย ในประโยคนี้ว่า ม้าม หัวใจ ดังนี้. แต่ใน
ที่นี้ จิต นั่นแลท่านกล่าวว่า หทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน. จิตนั้น
แล ชื่อว่า บัณฑระ เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์. จิตนั้น ท่านกล่าวหมาย
เอาภวังคจิต. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 68 (เล่ม 65)

ทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง ก็จิตนั้นแลอันอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาทำให้เศร้า
หมองแล้ว ดังนี้. ก็แม้กุศลจิตท่านก็กล่าวว่า บัณฑระเหมือนกัน เพราะ
ออกจากจิตนั้น ดุจน้ำคงคา ไหลจากแม่น้ำคงคา และดุจน้ำโคธาวรี
ไหลจากแม่น้ำโคธาวรี ฉะนั้น.
แต่ศัพท์ว่า มโน ในที่นี้ว่า มโน มนายตนํ ดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อ
แสดงความเป็นอายตนะแห่งใจเท่านั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแสดงความนี้ว่า จิตนี้มิใช่มนายตนะเพราะเป็น
อายตนะแห่งใจเหมือนเทวายตนะ ที่แท้อายตนะคือใจนั้นเอง เป็นมนาย-
ตนะ ดังนี้.
ในบทนี้พึงทราบอายตนะ โดยอรรถว่าเป็นที่อยู่อาศัย โดยอรรถว่า
เป็นบ่อเกิด. โดยอรรถว่าเป็นที่ประชุม. โดยอรรถว่าเป็นแดนเกิด และ
โดยอรรถว่าเป็นเหตุ.
ตัวอย่างเช่น ที่อยู่อาศัยท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคนี้มีอาทิว่า
ที่อยู่อาศัยของผู้เป็นใหญ่ในโลก ชื่อ เทวายตนะ ดังนี้.
บ่อเกิดท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า สุวรรณายตนะ
บ่อทอง รชตายตนะ บ่อเงิน ดังนี้.
ที่ประชาชนกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ก็นกทั้งหลาย
ย่อมเสพต้นไม้ในป่าอันเป็นที่ประชุมที่น่ารื่นรมณ์ใจ ดังนี้.
แดนเกิดท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ทักษิณาบถ
เป็นแดนเกิดของโคทั้งหลาย ดังนี้.
เหตุท่านก็กล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่าย่อมถึงความเป็นผู้

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 69 (เล่ม 65)

พึงศึกษาในเรื่องนั้น ๆ แล ในเมื่อเหตุมีอยู่ ดังนี้.
ก็ในที่นี้ควรด้วยอรรถทั้ง ๓ คือด้วยอรรถว่าเป็นแดนเกิด ด้วย
อรรถว่าเป็นที่ประชุม ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ.
จิตนี้เป็นอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าเป็นแดนเกิด ในประโยคว่า ก็
ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ย่อมเกิดในจิตนี้ ดังนี้. เป็นอายตนะ แม้ด้วย
อรรถว่า เป็นที่ประชุมลง ได้ในประโยคว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ภายนอก ย่อมประชุมลงในจิตนี้ โดยความเป็นอารมณ์. ก็จิตบัณฑิตพึง
ทราบว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะความที่เจตสิกธรรม
ทั้งหลายมี ผัสสะ เป็นต้นเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย มีสหชาต-
ปัจจัยเป็นต้น.
จิตนั้นแล ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าสร้างความเป็นใหญ่ใน
ลักษณะแห่งการรู้ อินทรีย์ คือ มโน ชื่อว่า มนินทรีย์.
ชื่อว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์ต่าง ๆ. ขันธ์คือ
วิญญาณ ชื่อว่า วิญญาณขันธ์. พึงทราบเนื้อความแห่งวิญญาณขันธ์นั้น
ว่าเป็นกองเป็นต้น.
จริงอยู่ ขันธ์ ท่านกล่าวแล้ว ด้วยอรรถว่าเป็นกองได้ในประโยค
นี้ว่า ย่อมถึงการนับว่า มหาอุทกขันธ์ - ลำน้ำใหญ่ดังนี้. ท่านกล่าวว่า
ขันธ์ ด้วยอรรถว่า คุณ ได้ในคำว่า สีลขันธ์ - คุณคือศีล สมาธิขันธ์-
คุณคือสมาธิ เป็นต้น. ท่านกล่าวว่าขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ
เท่านั้น ได้ในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นกอง
ไม้ใหญ่แล้วแล.

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 70 (เล่ม 65)

แต่ในที่นี้ท่านกล่าวขันธ์อันเจตสิกธรรมมีผัสสะเป็นต้นให้เกิดขึ้น
แล้ว. ก็เอกเทสแห่งวิญญาณขันธ์ ชื่อว่าวิญญาณอันหนึ่ง เพราะอรรถว่า
เป็นกอง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าววิญญาณแม้อันหนึ่งอันเป็นเอกเทส
แห่งวิญญาณขันธ์ ว่า วิญญาณขันธ์ อันเจตสิกธรรมมีผัสสะเป็นต้นให้เกิด
ขึ้นแล้ว ดุจคนตัดเอกเทสแห่งต้นไม้ ก็เรียกว่า ตัดต้นไม้ฉะนั้น.
บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุอัน
สมควรแก่ธรรมเหล่านั้นมีผัสสะเป็นต้นต้น. ในบทนี้ จิต อย่างเดียวเท่านั้น
ท่านกล่าวโดยชื่อแห่ง มโน ไว้ ๓ คำคือ ชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่า
รู้ ๑, ชื่อว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์ต่าง ๆ ๑, ชื่อว่า ธาตุ
เพราะอรรถว่า เป็นเพียงสภาวะ หรือเพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์ ๑.
ไม่ละแล้ว ชื่อว่า สหคโต. เข้าไปกับ ชื่อว่า สหชาโต. ระคน
กันสถิตอยู่ ชื่อว่า สํสฏฺโฐ. ประกอบพร้อมแล้วด้วยประการทั้งหลาย
ชื่อว่า สมฺปยุตฺโต. ประกอบด้วยประการทั้งหลายเป็นไฉน. ประกอบ
ด้วยประการทั้งหลายมี เอกุปฺปาทตา - การเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น.
ธรรมบางเหล่า ประกอบกับธรรมบางเหล่า ไม่มีมิใช่หรือ ? ใช่.
ด้วยการปฏิเสธปัญหานี้ด้วยประการฉะนี้ ท่านจึงกล่าวอรรถว่า
สัมปโยคะ-การประกอบด้วย สามารถแห่งลักขณะมี เอกุปปาทตา-การ
เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นต้นไว้อย่างนี้ว่า ธรรมบางเหล่าเป็น สหคตะ-เกิด
ร่วมกัน, เป็นสหชาตะ-เกิดพร้อมกัน, เป็นสังสัฏฐะ-ระคนกัน, เป็น
เอกุปฺปาทะ-เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน. เป็นเอกนิโรธะ-ดับในขณะเดียว
กัน. เป็นเอกวัตถุกะ-มีที่อาศัยเดียวกัน, เป็นเอการัมมณะ-มีอารมณ์

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 71 (เล่ม 65)

เดียวกันกับด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่มิใช่หรือ. ธรรมที่ประกอบพร้อม
ด้วยประการทั้งหลายมี เอกุปปาทตา เป็นต้น เหล่านี้ ชื่อว่า สัมปยุตตะ
ประกอบพร้อมแล้วด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เอกุปฺปาโท ได้แก่ เกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน
อธิบายว่าไม่พรากจากกัน.
บทว่า เอกนิโรธ ได้แก่ ดับพร้อมกัน.
บทว่า เอกวตฺถุโก ได้แก่ มีวัตถุที่อาศัยเดียวกัน ด้วยสามารถ
แห่งหทยวัตถุ.
บทว่า เอการมฺมโณ ได้แก่ มีอารมณ์เดียวกัน ด้วยสามารถแห่ง
รูปารมณ์ เป็นต้น.
ในที่นี้ สหคตศัพท์ ปรากฏในอรรถ ๕ ประการคือ ตพฺภาเว-
ในอรรถเดิมนั้น, โวกิณฺเณ-ในอรรถว่าเจือแล้ว, อารมฺมเณ-ในอรรถ
ว่าอารมณ์, นิสฺสเย - ในอรรถว่าอาศัย, สํสฏฺเฐ-ในอรรถว่าระคนแล้ว.
ความใน ตัพภาวะ-อรรถเดิมนั้น พึงทราบในคำนี้อันเป็นพุทธ-
วจนะว่า ตัณหานี้ใด นำเกิดในภพใหม่อีก, ตัณหานี้นั้น ชื่อว่า นันทิ-
ราคสหคตา อธิบายว่า เป็นความกำหนัดด้วยความเพลิดเพลิน.
อรรถว่า โวกิณณะ-เจือแล้ว พึงทราบในคำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ความไตร่ตรองอันใด เจือด้วยโกสัชชะ, ความไตร่ตรองอันนั้น
ชื่อว่า ประกอบด้วยโกสัชชะ. อธิบายว่า เจือแล้วด้วยโกสัชชะอันเกิดใน
ระหว่าง.
อรรถว่า อารัมมณะ-อารมณ์ พึงทราบในคำนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติ

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 72 (เล่ม 65)

มีรูปเป็นอารมณ์ หรือสมาบัติมีอรูปเป็นอารมณ์. อธิบายว่า สมาบัติมีรูป
เป็นอารมณ์-รูปฌานสมาบัติ, มีอรูปเป็นอารมณ์-อรูปฌานสมาบัติ.
อรรถว่า นิสสยะ-อาศัย พึงทราบในคำนี้ว่า พระโยคาวจรเจริญ
สติสัมโพชฌงค์มีอัฏฐิกสัญญาเป็นที่อาศัย อธิบายว่า สติสัมโพชฌงค์ อัน
พระโยคาวจรเจริญแล้ว ได้ อัฏฐิกสัญญา เพราะอาศัยความสำคัญใน
อสุภนิมิตที่มีอัฏฐิเป็นอารมณ์.
อรรถว่า สังสัฏฐะ-ระคนแล้ว พึงทราบในคำนี้ว่า สุขนี้สหรคต
คือเกิดร่วม ได้แก่สัมปยุตด้วยปีตินี้. อธิบายว่า เจือปน. ถึงในที่นี้
สังสัฏฐะศัพท์ก็มา ในอรรถว่า เจือปน.
สหชาตศัพท์ ในอรรถว่า เกิดร่วม ดุจในคำนี้ว่า สหชาตํ-
เกิดร่วม, ปุเรชาตํ-เกิดก่อน, ปจฺฉาชาตํ-เกิดหลัง.
สังสัฏฐะศัพท์ ในอรรถว่า เกี่ยวข้อง พึงทราบดุจในคำเหล่านี้
มีอาทิว่า ข้าเเต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเกี่ยวข้องอย่างนี้ ชื่อว่าความ
เกี่ยวข้องของคฤหัสถ์.
ในอรรถว่า สทิสะ-เหมือนกัน ได้ในคำว่า เว้นม้าผอมม้าอ้วน
เสียแล้ว ก็เทียมด้วยม้าเหมือนกัน.
ในความเกี่ยวพัน ได้ในคาถานี้ว่า.
ดูก่อนท่านทธิวาหนะ ต้นมะม่วงของท่าน มี
ต้นสะเดาล้อมรอบ รากกับรากเกี่ยวพันกัน กิ่งกับ
กิ่งก็ติดต่อกัน.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 73 (เล่ม 65)

ในธรรมอันสัมปยุตกับจิต ได้ในคำนี้ว่า เจตสิกธรรมทั้งหลาย
ประกอบกับจิต. แต่ในที่นี้ ธรรมใดเป็นธรรมมีเอกุปปาทลักขณะเป็นต้น
เพราะไม่แยกจากกัน ธรรมนั้นท่านเรียกว่า สัมปยุตตะ-ประกอบพร้อม
แล้ว ดุจธรรมที่เป็นเหตุไม่แยกในการให้ผล.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า สหคตะ-เกิดร่วม แล้วกล่าวคำว่า
สหชาตะ-เกิดกับ ในภายหลัง ก็เพื่อจะแสดงว่า มโน นั้นไม่มี ดุจกล่าว
ด้วยอาคตศัพท์.
ท่านกล่าวคำว่า สังสัฏฐะ-เกี่ยวข้อง ก็เพื่อแสดงว่า มโนนั้นไม่
มี ดุจรูปและนามที่เกิดขึ้นพร้อมกัน.
ท่านกล่าวคำว่า สัมปยุตตะ-ประกอบพร้อมแล้ว เพื่อแสดงว่า
มโน แม้นั้นก็ไม่มี ดุจน้ำมันกับน้ำ.
ก็ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน แม้เป็นธรรมที่ประกอบกัน พร้อมแล้ว
มีอยู่ เพราะอรรถว่า ไม่อาจทำให้แยกจากกันได้ ดุจน้ำมันกับน้ำมัน แม้
ธรรมที่เป็น วิปปยุตตะ-ไม่ประกอบกัน ก็อย่างนั้น ดุจเนยข้นที่ออก
จากน้ำมัน ธรรมที่ถึงลักษณะอย่างนี้ คือมีการเกิดพร้อมกันเป็นลักษณะ
นั่นเอง ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า เอกุปปาทะ-เกิดขึ้นพร้อมกันก็เพื่อ
แสดงดังนี้.
ในนิทเทสนี้ ธรรมที่เกิดพร้อมกันและที่เกิดร่วมกัน มีความต่างกัน
อย่างไร ?
ธรรมที่เว้นจากระหว่างในอุปปาทขณะเสียแล้ว ชื่อว่า เอกุปปาทะ
-เกิดพร้อมกัน. ธรรมที่เป็นอุปปาทะนั้น ย่อมไม่เป็นเหมือนเนยข้นที่

73