พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 54 (เล่ม 65)

เพราะอรรถว่าก้าวล่วงซึ่งสภาวะของตน หรือถึงแล้วซึ่งขณะมีอุปปาทะ
เป็นต้น. ชื่อว่า อนาคต เพราะอรรถว่ายังไม่มาถึงทั้งสองอย่างนั้น. ชื่อว่า
ปัจจุบัน เพราะอรรถว่าอาศัยเหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้น. บทนี้ท่านกำหนด
ด้วยภพ ด้วยว่า จำเดิมปฏิสนธิ เหล่าสัตว์ที่บังเกิดในภพอดีตก็ตาม
ในภพติดต่อกันก็ตาม หรือในที่สุดแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่า อดีต
ทั้งนั้น. จำเดิมแต่จุติ กามที่เกิดขึ้นภพอนาคต กำลังเกิดอยู่ในภพติดต่อ
กันก็ตาม ในที่สุดแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่า อนาคต ทั้งนั้น.
กามที่เป็นไปต่อจากจุติปฏิสนธิ ชื่อว่า ปัจจุบัน.
ในอัชฌัตตติกะมีวินิจฉัยว่า กามเฉพาะบุคคลที่เป็นไปอย่างนี้ คือ
เป็นไปกระทำตนเป็นใหญ่ ได้แก่เป็นไปในสันดานของตน ด้วยความ
ประสงค์เหมือนประสงค์ว่า พวกเราจักยึดถือว่า ตน ดังนี้ ชื่อว่า
อัชฌัตตติกะ. ส่วนที่เป็นภายนอกจากนั้นเนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ไม่
เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ชื่อว่า ภายนอก. ตติยบท ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แห่งบททั้งสองนั้น.
ในหีนติกะมีวินิจฉัยว่า บทว่า หีนา ได้แก่ ลามก.
บทว่า มชฺฌิมา ความว่า ชื่อว่ามัชฌิมา ปานกลาง เพราะอรรถว่า
เป็นระหว่างกลางของกามชนิดเลวและกามชนิดประณีต ที่เหลือลงชื่อว่า
ประณีต เพราะอรรถว่าสูงสุด.
อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่าเป็นชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต
โดยเปรียบเทียบกัน จริงอยู่ กามของเหล่าสัตว์นรก ชื่อว่าเลวที่สุด เมื่อ
เปรียบเทียบสัตว์นรกเหล่านั้น.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 55 (เล่ม 65)

บรรดาดิรัจฉานทั้งหลาย กามของนาคและครุฑทั้งหลาย ชื่อว่า
ประณีต กามของเหล่าสัตว์ดิรัจฉานที่เหลือ ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้
ของดิรัจฉานเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบดิรัจฉานเหล่านั้น.
กามของเหล่าเปรตผู้มเหศักดิ์ ชื่อว่า ประณีต กามของเหล่าเปรต
ที่เหลือลง ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของเปรตเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว
เมื่อเปรียบเทียบเปรตเหล่านั้น.
กามของชาวชนบท ชื่อว่า ประณีต กามของชาวชายแดน ชื่อว่า
ปานกลาง กามแม้ของเขาทั้งหลายเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบ
พวกเขาเหล่านั้น.
กามของพวกนายบ้าน ชื่อว่า ประณีต กามของพวกคนรับใช้ของ
นายบ้านเหล่านั้น ชื่อว่าปานกลาง กามของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว
เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น.
กามของพวกปกครองชนบท ชื่อว่า ประณีต กามของพวกคนรับใช้
ของผู้ปกครองชนบทเหล่านั้น ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของพวกเขา
เหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น.
กามของพวกเจ้าประเทศราช ชื่อว่า ประณีต กามของพวกอำมาตย์
ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบ
พวกเขาเหล่านั้น.
กามของพระเจ้าจักรพรรดิ ชื่อว่า ประณีต กามของพวกอำมาตย์
ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบ
เทียบพวกเขาเหล่านั้น.

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 56 (เล่ม 65)

กามของเหล่าภุมมเทวดา ชื่อว่า ประณีต กามของเหล่าเทวดารับใช้
ของภุมมเทวดาเหล่านั้น ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของภุมมเทวดาเหล่านั้น
ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบภุมมเทวดาเหล่านั้น.
กามของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชื่อว่า ประณีต จนถึงกามของ
เหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ ชื่อว่า ประณีตที่สุด โดยนัยมีอาทิดังนี้ พึงทราบ
กามชนิดเลว ชนิดปานกลาง และชนิดประณีต โดยเปรียบเทียบด้วย
ประการฉะนี้.
ในโอกาสติกะมีวินิจฉัยว่า บทว่า อาปายิกา กามา ความว่า กาม
ของสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ ที่ปราศจากความเจริญ กล่าวคือไม่เจริญ ชื่อว่า
กามของสัตว์ผู้เกิดในอบาย. กามของสัตว์ผู้เกิดในหมู่มนุษย์ ชื่อว่าเป็นของ
มนุษย์ กามของสัตว์ผู้เกิดในหมู่เทวดา ชื่อว่า เป็นทิพย์.
ในปโยคติกะมีวินิจฉัยว่า กามของเหล่าสัตว์ในอบายที่เหลือ นอก
จากพวกสัตว์นรก ของเหล่ามนุษย์และของเหล่าเทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุมหา-
ราชิกาจนถึงเหล่าเทวดาชั้นดุสิต ชื่อว่า กามที่ปรากฏเฉพาะหน้า เพราะ
บริโภคกามทั้งหลายที่ปรากฏเฉพาะหน้า.
เทวดาทั้งหลายในเวลาที่ต้องการจะรื่นรมย์ด้วยอารมณ์ที่เกินกว่า
อารมณ์ที่ตกแต่งไว้ตามปกติ ย่อมเนรมิตอารมณ์ตามที่ชอบใจรื่นรมย์
ดังนั้น กามของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดีจึงชื่อว่า กามที่เนรมิตเอง.
เทวดาทั้งหลายย่อมเสพอารมณ์ที่เทวดาเหล่าอื่นรู้อัธยาศัยของตน
เนรมิตให้ ดังนั้นกามของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี จึงชื่อว่า กาม
ที่ผู้อื่นเนรมิต.

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 57 (เล่ม 65)

บทว่า ปริคฺคหิตา ได้แก่ กามที่หวงแหนว่านั่นของเรา.
บทว่า อปริคฺคหิตา ได้แก่กามของชาวอุตตรกุรุทวีป ซึ่งมิได้
หวงแหนอย่างนั้น.
บทว่า มมายิตา ได้แก่ ที่ยึดถือว่านั่นของเรา ด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า อมมายิตา ได้แก่ ที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
บทว่า สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมที่นับเนื่องใน
กามาวจรธรรม ที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า โดยเบื้องต่ำทำนรกอเวจีให้เป็น
ที่สุดรอบ ในข้อนั้นมีเนื้อความแห่งคำดังนี้ กามโดยหัวข้อมี ๒ คือ
วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น กิเลสกาม โดยอรรถ ได้แก่ฉันทราคะความกำหนัด
ด้วยสามารถแห่งความพอใจ วัตถุกาม ได้แก่วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓
อนึ่ง กิเลสกาม ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า เป็นที่ใคร่. วัตถุกาม นอกนี้
ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า อันสัตว์ย่อมใคร่. เป็นภูมิที่ท่องเที่ยว เป็นไป
แห่งกามทั้ง ๒ นั้น มี ๑ ภูมิ คืออบายภูมิ ๔ มนุษย์ภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖.
ชื่อว่า กามาวจร เพราะอรรถว่า เป็นที่ท่องเที่ยวไปแห่งกาม.
ท่านกล่าวว่า สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา ในที่นั้น หมายเอาธรรมที่
นับเนื่องกัน. ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน.
บทว่า รูปาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมทั้งหมด เป็น
รูปาวจรธรรม ด้วยสามารถแห่งรูปาวจรธรรมที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า
แต่เบื้องต่ำขึ้นไปจนถึงพรหมโลกเป็นที่สุด.
บทว่า อรูปวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมทั้งหมดที่กล่าวไว้

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 58 (เล่ม 65)

โดยนัยมีอาทิว่า เบื้องต่ำเริ่มแต่เหล่าเทพผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะดังนี้
เป็น อรูปาวจรธรรม.
บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น ชื่อว่า รูปาวจรธรรม เพราะอรรถว่า
ท่องเที่ยวไปใน รูปภพ. ชื่อว่า อรูปาวจรธรรม เพราะอรรถว่า
ท่องเที่ยวไปใน อรูปภพ.
บทว่า ตณฺหาวตฺถุกา ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เพราะ
อรรถว่าเป็นที่ตั้ง และเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ.
บทว่า ตณฺหารมฺมณา ความว่า เป็นอารมณ์แห่งตัณหา ด้วย
สามารถความเป็นไปแห่งตัณหายึดหน่วงธรรมเหล่านั้นทีเดียว.
บทว่า กามนียฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าพึงหวังเฉพาะ.
บทว่า รชนียฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าควรยินดี.
บทว่า มทนียฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งความ
มัวเมามีความมัวเมาตระกูลเป็นต้น.
ในนิทเทสนั้น พระสารีบุตรเถระกล่าวคำเบื้องต้นว่า กตเม
วตฺถุกามา มนาปิกา รูปา แล้วกล่าวคำสุดท้ายว่า ยํกิญฺจิ รชนียํ
วตฺถุ ดังนี้ กล่าวถึงทั้งสิ่งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ คำที่เหลือพึง
ทราบว่า ติกะ ๖ ที่เกินเป็นเอกะและจตุกกะ.
พระสารีบุตรเถระแสดงวัตถุกามอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงกิเลสกาม
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตเม กิเลสกามา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ ความกำหนัดอย่างอ่อน ๆ.
บทว่า ราโค ได้แก่ความกำหนัดที่มีกำลังแรงกว่าความพอใจนั้น. ความ

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 59 (เล่ม 65)

กำหนัดทั้งสามเบื้องบน มีกำลังแรงกว่าความกำหนัดเหล่านี้. บทว่า กาเมสุ
ได้แก่ ในกามคุณ ๕.
บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจ กล่าวคือความใคร่ ไม่ใช่
ใคร่เพื่อจะทำงาน ไม่ใช่ใคร่ในธรรม. ความกำหนัดคือความใคร่ ด้วย
อรรถว่าใคร่ และด้วยอรรถว่ายินดี ชื่อว่า กามราคะ ความกำหนัดคือ
ความใคร่.
ความเพลิดเพลินคือความใคร่ ด้วยสามารถแห่งความใคร่ และ
ด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน ฉะนั้นจึงชื่อว่า กามนนฺทิ ความ
เพลิดเพลินคือความใคร่. ในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้.
ชื่อว่า กามตัณหา เพราะอรรถว่ารู้ประโยชน์ของกาม แล้วจึง
ปรารถนา.
ชื่อว่า กามสิเนหะ เพราะอรรถว่าเสน่หา.
ชื่อว่า กามปริฬาหะ เพราะอรรถว่าเร่าร้อน.
ชื่อว่า กามุจฉา เพราะอรรถว่าหลง.
ชื่อว่า กามัชโฌสานะ เพราะอรรถว่ากลืนกินสำเร็จ.
ชื่อว่า กาโมฆะ เพราะอรรถว่าท่วมทับ คือให้จมลงในวัฏฏะ.
ชื่อว่า กามโยคะ เพราะอรรถว่าประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ.
ความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิอย่างมั่น ชื่อว่า อุปาทาน.
ชื่อว่า นีวรณะ เพราะอรรถว่ากั้นจิต คือหุ้มห่อจิตไว้.
บทว่า อทฺทสํ ได้แก่ ได้เห็นแล้ว.
บทว่า กาม เป็นอาลปนะ.

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 60 (เล่ม 65)

บทว่า เต แปลว่า ของท่าน.
บทว่า มูลํ ได้แก่ที่ตั้ง.
บทว่า สงฺกปฺปา ได้แก่ เพราะความดำริ.
บทว่า น ตํ กปฺปยิสฺสามิ ความว่า จักไม่ทำความดำริถึงท่าน.
บทว่า น เหหิสิ แปลว่า จักไม่มี.
บทว่า อิจฺฉนานสฺส ได้แก่ หวังเฉพาะอยู่.
บทว่า สาทิยมานสฺส ได้แก่ ยินดีอยู่.
บทว่า ปฏฺฐยมานสฺส ได้แก่ ยังความปรารถนาให้เกิดขึ้น.
บทว่า ปิหยมานสฺส ได้แก่ ยังความอยากเพื่อจะถึงให้เกิดขึ้น.
บทว่า อภิชปฺปมานสฺส ได้แก่ไม่ให้เกิดความอิ่มด้วยอำนาจตัณหา.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรเถระกล่าว ท่านกล่าวบทว่า ขตฺติ-
ยสฺส วา เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งชาติ ๔. กล่าวบทว่า คหฏฺฐสฺส วา
ปพฺพชิตสฺส วา ด้วยสามารถแห่งเพศ.
กล่าวบทว่า เทวสฺส วา มนุสฺสสฺส วา ด้วยสามารถแห่งการ
เกิด.
บทว่า อิชฺฌติ ได้แก่ ย่อมสำเร็จ. บทว่า สมิชฺฌติ ได้แก่ ย่อม
สำเร็จโดยชอบ คือย่อมสำเร็จด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ. ซึ่งรูปวิเศษ
ย่อมได้ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ ซึ่งรูปที่น่าดู ย่อมได้เฉพาะด้วย
สามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปที่น่าเลื่อมใส ย่อมบรรลุด้วยสามารถแห่ง
การได้เฉพาะซึ่งรูปมีสัณฐานดี ย่อมประสบด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ
ซึ่งรูปที่มีผิวพรรณน่าเลื่อมใส อีกอย่างหนึ่ง ย่อมสำเร็จด้วยความเป็นผู้ยิ่ง

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 61 (เล่ม 65)

ใหญ่ด้วยความงามเลิศ ย่อมได้ด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยชาติ ย่อมได้
เฉพาะด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นใหญ่ ย่อมบรรลุด้วยความเป็นผู้
ยิ่งใหญ่ด้วยความสุข ย่อมประสบด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยสมบัติ ดังนี้แล.
บทว่า เอกํสวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว ห้าม
การถือเอาหลายส่วน ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ห่มจีวรเฉวียงบ่า พยากรณ์
ปัญหาอย่างแน่ชัด ดังนี้.
บทว่า นิสฺสํสยวจนํ ได้แก่ เป็นคำเว้นจากความสงสัย อธิบายว่า
เป็นคำห้ามความสนเท่ห์
บทว่า นิกฺกงฺขวจนํ ได้แก่ เป็นคำห้ามความเคลือบแคลงว่า
นี้อย่างไร นี้อย่างไร.
บทว่า อเทฺวชฺฌวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวไม่เป็นของส่วนเพราะ
ไม่มีความเป็นสองส่วนนั้น คือเว้นจากความเป็นส่วนของ ห้ามความสงสัย
ดุจในประโยคเป็นต้นว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวาจาไม่เป็นสอง ดังนี้.
บทว่า อเทฺวฬฺหกวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวไม่เป็นสองอย่าง
เพราะไม่มีหทัยสอง เป็นคำกล่าวห้ามความเป็นของอย่างว่าร่าเริงด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า นิโยควจนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นคำกล่าวไม่รวมกันเพราะอรรถ
ว่า ไม่ประกอบสองเรื่องไว้ในข้อความเดียวกันห้ามคำสองแง่ ก็เพราะไม่
ประกอบในเรื่องอื่น จึงเป็นคำที่มาว่าไม่มีอารมณ์อนาคต.
บทว่า อปณฺณกวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวที่มีสาระเว้นจากการ
พูดพร่ำ เป็นคำกล่าวที่มีเหตุการณ์ไม่ผิด จึงชื่อว่า ไม่ผิด ดุจในประโยค

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 62 (เล่ม 65)

เป็นต้นว่า ฐานเมเก ดังนี้ เป็นคำกล่าวที่มีหลักฐาน ดุจเหตุแห่งการ
กระทำที่ไม่ผิด.
บทว่า อวฏฺฐาปนวจนเมตํ ความว่า คำนี้เป็นคำหยั่งลงตั้งไว้
คือเป็นคำกำหนดแน่ตั้งไว้.
บทเหล่าใดอันพระสารีบุตรเถระยกขึ้นจำแนกไว้ในมหานิทเทสนี้ บท
เหล่านั้น เมื่อถึงการจำแนกย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการ. เมื่อเป็น
ต่าง ๆ กัน ย่อมเป็นต่าง ๆ กันด้วยเหตุ ๔ ประการ. ก็การแสดงอีกอย่าง
หนึ่งในมหานิทเทสนี้ ย่อมถึงฐานะ ๒ ประการ. คือ บทเหล่านั้นย่อมถึง
การจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้ คือ พยัญชนะ ๑ อุปสัค ๑ อรรถ
๑. ในเหตุ ๓ ประการนั้น พึงทราบการถึงการจำแนกด้วยพยัญชนะอย่าง
นี้ว่า ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความประทุษร้าย
กิริยาที่ประทุษร้าย ความเป็นผู้ประทุษร้าย ก็ในมหานิทเทสนี้ ความโกรธ
อย่างเดียวเท่านั้น ถึงการจำแนกเป็นอย่างเดียว ด้วยพยัญชนะ อนึ่ง พึง
ทราบการถึงก็จำแนกด้วยอุปสัคอย่างนี้ว่า อิชฺฌติ สำเร็จ สมิชฺฌติ
สำเร็จโดยชอบ ลภติ ได้ ปฏิลภติ ได้เฉพาะ อธิคจฺฉติ ประสบ พึง
ทราบการถึงการจำแนกด้วยอรรถอย่างนี้ว่า ความเป็นบัณฑิต ความเป็น
ผู้ฉลาดความไร้ปัญญา ความปลอดภัย ความคิดการสอบสวน.
บรรดาบทเหล่านั้น ในนิทเทสแห่งปีติบท ย่อมได้การจำแนก ๓
อย่างเหล่านี้ก่อน ก็บทว่า ความอิ่ม ความปราโมทย์ เป็นบทถึงการ
จำแนกด้วยพยัญชนะ. บทว่า ความเบิกบาน ความบันเทิง ความร่าเริง
ความรื่นเริงเป็นบทถึงการจำแนกด้วยอุปสัค. บทว่า ความปลื้มใจ ความ

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 63 (เล่ม 65)

ยินดี ความชื่นใจ ความชอบใจ เป็นบทถึงการจำแนกด้วยอรรถ. พึง
ทราบการถึงการจำแนกในนิทเทสแห่งบททั้งหมดโดยนัยนี้ บททั้งหลาย
แม้เมื่อเป็นต่าง ๆ กัน ก็เป็นต่าง ๆ กันด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ คือ ด้วย
ความต่างกัน โดยชื่อ ด้วยความต่างกันโดยลักษณะ. ด้วยความต่างกันโดย
กิจ ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า พยาบาทเป็นไฉน ? คือในสมัยนั้น
มีความประทุษร้าย กิริยาที่ประทุษร้ายนี้ พึงทราบความต่างกัน ด้วยความ
ต่างกัน โดยชื่ออย่างนี้ว่า ก็ความโกรธอย่างเดียวนั่นแหละ ถึงความต่างกัน
โดยชื่อเป็นสองอย่าง คือ ความพยาบาท หรือความประทุษร้าย แม้ขันธ์
๕ ก็เป็นขันธ์เดียวนั่นแล.
ด้วยอรรถว่า กอง แต่ในที่นี้ ขันธ์ ๕ ย่อมต่างกัน โดยลักษณะนี้ คือ
รูปมีความสลายไปเป็นลักษณะ เวทนามีความเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ
สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ เจตนามีความจงใจเป็นลักษณะ วิญญาณมี
ความรู้แจ้งเป็นลักษณะ พึงทราบความต่างกัน ด้วยความต่างกันโดย
ลักษณะอย่างนี้.
ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น มาในฐานะ ๔ อย่างด้วยความต่างกัน
โดยกิจว่า สัมมัปปธาน ๔ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมประคอง ย่อมเริ่ม
ตั้งจิต เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น พึง
ทราบความต่างกัน ด้วยความต่างกันโดยกิจอย่างนี้. พึงทราบความต่างกัน
ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่าอสัทธรรม ๔ ประการ
คือความเป็นผู้หนักในความโกรธ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้

63