ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 308 (เล่ม 64)

หมาใน เสือดาว แรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง
เนื้อทราย ระมาด วัว สุกรบ้าน ชะมด แมวป่า
กระต่าย และกระแต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายหลาก ขอ
เชิญทอดพระเนตรฝูงเนื้อต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาด
อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๓๐] ในแก้วมณีดวงนี้ มีแม่น้ำอันมีท่าอัน
รายเรียบลาดด้วยทรายทอง มีน้ำใสสะอาดไหลไปไม่
ขาดสาย เป็นที่อยู่อาศัยแห่งฝูงปลา อนึ่ง ในแม่น้ำนี้
มีฝูงจรเข้ มังกร ปลาฉลาม เต่า ปลาสลาด ปลา
กระบอก ปลากด ปลาเค้า ปลาตะเพียน ท่องเที่ยว
ไปมา ขอเชิญทอดพระเนตรขอบสระโบกขรณี อัน
ก่อสร้างด้วยแผ่นแก้วไพฑูรย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูง
นกต่างๆ ดารดาษไปด้วยหมู่ไม่นานาชนิด อันธรรมดา
สร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๓๑] ขอเชิญทอดพระเนตร สระโบกขรณีใน
แก้วมณีดวงนี้ อันธรรมดาจัดสรรไว้เรียบร้อยดีทั้ง ๔
ทิศ เกลื่อนกล่นด้วยฝูงนกต่างชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของ
ปลาใหญ่ ๆ ขอเชิญทอดพระเนตรแผ่นดินอันมีน้ำล้อม
โดยรอบ เป็นกุณฑลแห่งสาคร ประกอบด้วยทิวป่า
(เขียวขจี) อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้.
[๙๓๒] เชิญทอดพระเนตรบุพวิเทหทวีป อมร-
โคยานทวีป อุตรกุรุทวีป และชมพูทวีป ขอเชิญ
ทอดพระเนตรสิ่งอัศจรรย์ อันธรรมดาสร้างสรรไว้ใน

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 309 (เล่ม 64)

แก้วมณีดวงนี้ พระเจ้าข้า ขอเชิญทอดพระเนตรพระ
จันทร์และพระอาทิตย์ อันเวียนรอบสิเนรุบรรพต ส่อง
สว่างไปทั่วทิศ ๔ ทิศ ขอเชิญทอดพระเนตรสิ่งอัศจรรย์
อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอด
พระเนตรสิเนรุบรรพต หิมวันตบรรพต สมุทรสาคร
พื้นแผ่นดินใหญ่ และท้าวมหาราชทั้ง ๔ อันธรรมดา
สร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตร
พุ่มไม้ในสวนแผ่นหินและเนินหินอันน่ารื่นรมย์เกลื่อน
กล่นไปด้วยพวกกินนร อันธรรมดาสร้างสรรไว้ใน
แก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรสวนสวรรค์ คือ
ปารุสกวัน จิตตลดาวัน มิสสกวัน และนันทนวัน
ทั้งเวชยันตปราสาท อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณี
ดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรสุธรรมเทวสภา ต้น
ปาริจฉัตตกพฤกษ์ อันมีดอกแย้มบาน และพระยาช้าง
เอราวัณซึ่งมีอยู่ในดาวดึงส์พิภพ อันธรรมดาสร้างสรร
ไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรเถิดพระเจ้า
ข้า ขอเชิญทอดพระเนตรดูเหล่านางเทพกัญญาอันทรง
โฉมล้ำเลิศ ดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ เที่ยว
เล่นอยู่ในนันทนวันนั้น อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแล้ว
มณีดวงนี้ ขอเชิญทอดพระเนตรเถิดพระเจ้าข้า ขอ
เชิญทอดพระเนตรเหล่าเทพกัญญา ผู้ประเล้าประโลม
เทพบุตร อภิรมย์เหล่าเทพกัญญาอยู่ในนันทนวันนั้น
อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ พระเจ้าข้า.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 310 (เล่ม 64)

[๙๓๓] ขอเชิญทอดพระเนตรปราสาทมากกว่า
พัน ในดาวดึงส์พิภพ พื้นลาดด้วยแผ่นแก้วไพฑูรย์
มีรัศมีรุ่งเรือง อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวง
นี้ ขอเชิญทอดพระเนตรสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา
ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัสดี
อันธรรมดาสร้างสรรไว้ในแก้วมณีดวงนี้ ขอเชิญทอด
พระเนตรสระโบกขรณีในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ อันมีน้ำ
ใสสะอาด ดารดาษไปด้วยมณฑาลกะ ดอกปทุมและ
อุบล.
[๙๓๔] ลายขาว ๑๐ แห่งอันน่ารื่นรมย์ใจ ลาย
เหลืองอ่อน ๒๑ แห่ง ลายเหลืองขมิ้น ๑๔ แห่ง ลาย
สีทอง ๒๐ แห่ง ลายสีน้ำเงิน ๒๐ แห่ง ลายสีแมลง
ค่อมทอง ๓๐ แห่ง มีปรากฏอยู่ในแก้วมณีดวงนี้ ใน
แก้วมณีดวงนี้มีลายดำ ๑๖ แห่ง และลายแดง ๒๕ แห่ง
อันเจือด้วยดอกชะบา วิจิตรด้วยนิลุบล ข้าแต่พระ-
มหาราชาผู้สูงสุดกว่าปวงชน ขอเชิญทอดพระเนตร
แก้วมณีดวงนี้ อันสมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวง มีรัศมีรุ่ง-
เรืองผุดผ่องอย่างนี้ ผู้ใดจักชนะข้าพระองค์ด้วยการ
เล่นสกา แก้วมณีดวงนี้จักเป็นส่วนค่าพนันของผู้นั้น.
[๙๓๕] ข้าแต่พระราชา กรรมในโรงเล่นสกา
สำเร็จแล้ว เชิญพระองค์เสด็จไปทรงเล่นสกา แก้ว
มณีเช่นนี้ของพระองค์ไม่มี เราพึงชนะกันโดยธรรม

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 311 (เล่ม 64)

อย่าชนะกันโดยไม่ชอบธรรม ถ้าข้าพระองค์จักชนะ
พระองค์ไซร้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำให้เนิ่นช้า.
[๙๓๖] ข้าแต่พระเจ้าสุรเสนปัญจาราชผู้ปรากฏ
พระเจ้ามัจฉราชและพระเจ้ามัททราช ทั้งพระเจ้าเกก-
กะราช พร้อมด้วยชาวชนบท ขอจงทอดพระเนตรดู
ข้าพเจ้าทั้งสองจะสู้กันด้วยสกา กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์
ก็ดี ไม่ได้ทำสักขีพยานไว้แล้ว ย่อมไม่ทำกิจอะไร ๆ
ในที่ประชุม
[๙๓๗] พระราชาของชาวกุรุรัฐ และปุณณกยักษ์
มัวเมาในการเล่นสกา เข้าไปสู่โรงเล่นสกาแล้ว
พระราชาทรงเลือกได้ลูกบาศก์ที่มีโทษ ทรงปราชัย
ส่วนปุณณกยักษ์ชนะ พระราชาและปุณณกยักษ์ทั้ง
สองนั้น เมื่อเจ้าพนักงานเอาสกามารวมพร้อมแล้ว
ได้เล่นสกากันอยู่ในโรงสกานั้น ปุณณกยักษ์ได้ชัย
ชนะพระราชาผู้แกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน ท่าม
กลางพระราชา ๑๐๑ พระองค์และพยานที่เหลือ เสียง
บันลือลั่นได้มีขึ้น ในสนามสกานั้น ๓ ครั้ง.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๓๘] ข้าแต่พระมหาราชา เราทั้งสองผู้พยา-
ยามเล่นสกา ความชนะและความแพ้ย่อมมีแก่คนใด
คนหนึ่ง ข้าแต่พระจอมชน ข้าพระองค์ชนะพระองค์
ด้วยทรัพย์อันประเสริฐแล้ว ข้าพระองค์ชนะแล้ว ขอ
พระองค์พระราชทานเสียเร็ว ๆ เถิด.

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 312 (เล่ม 64)

ท้าวธนัญชัยตรัสว่า
[๙๓๙] ดูก่อนท่านกัจจานะ ช้าง ม้า โค แก้ว
มณี กุณฑล และแก้วอันประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลาย
มีอยู่ในแผ่นดินของเรา ท่านจงรับเอาเถิด เชิญขนเอา
ไปตามปรารถนาเถิด.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๔๐] ช้าง ม้า โค แก้วมณี กุณฑล และ
แก้วอื่นใด ที่มีอยู่ในแผ่นดินของพระองค์ บัณฑิตมี
นามว่าวิธุระ เป็นแก้วอันประเสริฐกว่าทรัพย์เหล่านั้น
ข้าพระองค์ชนะพระองค์แล้ว โปรดพระราชทานวิธุร-
บัณฑิตแก่ข้าพระองค์เถิด.
ท้าวธนัญชัยตรัสว่า
[๙๔๑] วิธุรบัณฑิตนั้นเป็นตัวของเรา เป็นที่พึ่ง
เป็นคติ เป็นเกาะ เป็นที่เร้น และเป็นที่ไปในเบื้อง
หน้าของเรา ท่านไม่ควรจะเปรียบวิธุรบัณฑิตนั้นกับ
ทรัพย์ของเรา วิธุรบัณฑิตนั้นเช่นกับชีวิตของเรา คือ
เป็นตัวเรา.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๔๒] การโต้เถียงกันของข้าพระองค์และพระ-
องค์ จะพึงเป็นการช้านาน ขอเชิญเสด็จไปถามวิธุร-
บัณฑิตกันดีกว่า ให้วิธุรบัณฑิตนั้นแลชี้แจงเนื้อความ
นั้น วิธุรบัณฑิตจักกล่าวคำใด คำนั้นจงเป็นอย่างนั้น
แก่เราทั้งสอง.

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 313 (เล่ม 64)

พระเจ้าธนัญชัยตรัสว่า
[๙๔๓] ดูก่อนมาณพ ท่านพูดจริงแท้ทีเดียว และ
ไม่ผลุนผลัน เราไปถามวิธุรบัณฑิตกันเถิดนะ เราทั้ง
สองคน จงยินดีตามคำที่วิธุรบัณฑิตพูดนั้น.
[๙๔๔] เทวดาทั้งหลายย่อมรู้จักอำมาตย์ในแคว้น
กุรุรัฐ ชื่อว่าวิธุระ เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม จริงหรือ
การบัญญัติชื่อว่าวิธุระในโลกนั้น ท่านเป็นอะไร คือ
เป็นทาส หรือเป็นพระประยูรญาติของพระราชา.
วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า
[๙๔๕] ในหมู่นรชน ทาสมี ๔ จำพวก คือ ทาส
ครอกจำพวก ทาสไถ่จำพวก ๑ ทาสที่ยอมตัวเป็น
ข้าเฝ้าจำพวก ๑ ทาสเชลยจำพวก ๑ แม้ข้าพเจ้าก็
เป็นทาสโดยกำเนิดแท้ทีเดียว ความเจริญก็ตาม ความ
เสื่อมก็ตาม จะมีแก่พระราชา แม้ข้าพเจ้าจะไปยังที่
อื่นก็คงเป็นทาสของสมมติเทพนั่นเอง ดูก่อนมาณพ
พระราชาเมื่อจะพระราชทานข้าพเจ้าให้เป็นค่าพนัน
แก่ท่าน ก็พึงพระราชทานโดยธรรม.
ปุณณกยักษ์ทูลว่า
[๙๔๖] วันนี้ ความชนะได้มีแก่ข้าพระองค์เป็น
ครั้งที่ ๒ เพราะว่า วิธุรบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์อันข้า
พระองค์ถามแล้ว ได้ชี้แจงปัญหาแจ่มแจ้ง พระราชา
ประเสริฐ ไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรมหนอ ไม่ทรงยอม
ให้วิธุรบัณฑิตแก่ข้าพระองค์.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 314 (เล่ม 64)

พระเจ้าธนัญชัยตรัสว่า
[๙๔๗] ดูก่อนกัจจานะ ถ้าวีธุรบัณฑิตชี้แจง
ปัญหาแก่เราทั้งหลายอย่างนี้ว่า เราเป็นทาส เราหา
ได้เป็นญาติไม่ ท่านจงรับเอาวิธุรบัณฑิตผู้เป็นทรัพย์
อันประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลาย พาไปตามที่ท่าน
ปรารถนาเถิด.
[๙๔๘ ] ท่านวิธุรบัณฑิต คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน
จะพึงมีความประพฤติอันปลอดภัยได้อย่างไร จะพึงมี
ความสงเคราะห์ได้อย่างไร จะพึงมีความไม่เบียดเบียน
ได้อย่างไร และอย่างไรมาณพจึงจะชื่อว่ามีปรกติกล่าว
คำสัตย์ จากโลกนี้ไปยังโลกหน้าแล้วจะไม่เศร้าโศก
ได้อย่างไร.
[๙๔๙] วิธุรบัณฑิตผู้มีคติ มีความเพียร มีปัญญา
เห็นอรรถธรรมอันสุขุม กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ได้
กราบทูลพระราชาในโรงธรรมสภานั้นว่า ผู้ครองเรือน
ไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรยา ไม่ควรบริโภค
อาหารมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว ไม่ควรซ่องเสพถ้อยคำอัน
ให้ติดอยู่ในโลก ไม่ให้สวรรค์นิพพาน เพราะถ้อยคำ
เช่นนั้นไม่ทำให้ปัญญาเจริญ ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้มี
ศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร ไม่ประมาท มีปัญญาเครื่อง
สอดส่องเหตุผล มีความประพฤติถ่อมตน ไม่เป็นคน
ตระหนี่เหนียวแน่น เป็นผู้สงบเสงี่ยม กล่าวถ้อยคำ

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 315 (เล่ม 64)

จับใจ อ่อนโยน ผู้ครองเรือน พึงเป็นผู้สงเคราะห์
มิตร จำแนกแจกทาน รู้จักจัดทำ พึงบำรุงสมณะ
พราหมณ์ด้วยข้าวน้ำทุกเมื่อ ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่
ธรรม จำทรงอรรถธรรมที่ได้สดับมาแล้ว หมั่นไต่ถาม
พึงเข้าไปหาท่านผู้มีศีลเป็นพหูสูตโดยเคารพ คฤหัสถ์
ผู้ครองเรือน จะพึงมีความประพฤติอันปลอดภัยได้
อย่างนี้ จะพึงมีความสงเคราะห์ได้อย่างนี้ จะพึงมี
ความไม่เบียดเบียนกันได้อย่างนี้ และมาณพพึงปฏิบัติ
อย่างนี้จึงจะชื่อว่ามีปรกติกล่าวคำสัตย์ จากโลกนี้แล้ว
ไปยังโลกหน้า จะไม่เศร้าโศกได้ด้วยอาการอย่างนี้
พระเจ้าข้า.
(นี้) ชื่อฆราวาสปัญหา.
ปุณณกยักษ์กล่าวว่า
[๙๕๐] เราจักไปกันเดี๋ยวนี้แหละ พระเจ้าแผ่นดิน
ผู้เป็นอิสราธิบดี ทรงพระราชทานท่านให้แก่ข้าพเจ้า
แล้ว ขอท่านจงปฏิบัติประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ธรรมนี้
เป็นของเก่า.
วิธุระกล่าวว่า
[๙๕๑] ดูก่อนมาณพ ข้าพเจ้าย่อมรู้ว่า ข้าพเจ้า
เป็นผู้อันท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระราชา ผู้
เป็นอิสราธิบดีพระราชทานแก่ท่านแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้า
ขอให้ท่านพักอยู่ในเรือนสัก ๓ วัน ขอให้ท่านยับยั้ง
อยู่ ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าสั่งสอนบุตรภรรยาก่อน.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 316 (เล่ม 64)

ปุณณกยักษ์กล่าวว่า
[๙๕๒] คำที่ท่านกล่าวนั้น จงมีแก่ข้าพเจ้า
เหมือนอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะพักอยู่ ๓ วัน ตั้งแต่วันนี้
ท่านจงทำกิจในเรือนทั้งหลาย ท่านจงสั่งสอนบุตร
ภรรยาเสียแต่วันนี้ ตามที่บุตรภรรยาของท่านจะพึงมี
ความสุขได้ภายหลัง ในเมื่อท่านไปแล้ว.
[๙๕๓] ปุณณกยักษ์ผู้มีสมบัติน่าใคร่มากมาย
กล่าวว่า ดีละ แล้วหลีกไปพร้อมกับวิธุรบัณฑิต เป็น
ผู้มีมารยาทอันประเสริฐสุด เข้าไปภายในบ้านของ
วิธุรบัณฑิต บริบูรณ์ด้วยช้างและม้าอาชาไนย.
[๙๕๔] ปราสาทของพระมหาสัตว์มีอยู่ ๓ คือ
โกญจปราสาท ๑ มยูรปราสาท ๑ ปิยเกตปราสาท ๑
ในปราสาททั้ง ๓ นั้น พระมหาสัตว์ได้พาปุณณกยักษ์
เข้าไปยังปราสาท อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก มีภักษา-
หารบริบูรณ์ มีข้าวน้ำเป็นอันมาก ดังหนึ่งมสักกสาร
วิมานของท้าววาสวะฉะนั้น.
[๙๕๕] นารีทั้งหลายผู้ประดับประดางดงาม ดัง
เทพอัปสรในเทวโลก ฟ้อนรำขับร้องเพลงอันไพเราะ
จับใจ กล่อมปุณณกยักษ์อยู่ในปราสาทนั้น พระมหา-
สัตว์ผู้รักษาธรรม รับรองปุณณกยักษ์ด้วยนางบำเรอที่
น่ายินดี ทั้งข้าวและน้ำ แล้วคิดถึงประโยชน์ส่วนตน
ได้เข้าไปในสำนักของภรรยาในกาลนั้น ได้กล่าวกะ

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 317 (เล่ม 64)

ภรรยาผู้ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์และของหอม มีผิวพรรณ
ผุดผ่องดุจแต่งทองชมพูนุทว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ผู้
มีดวงตาอันแดงงาม มานี่เถิด จงเรียกบุตรธิดามาฟัง
คำสั่งสอน นางอโนชาได้ฟังคำของสามีแล้ว ได้กล่าว
กะลูกสะใภ้ผู้มีเล็บแดง มีตาอันงามว่า ดูก่อนผู้มีผิว
พรรณดังดอกนิลุบลเจ้าจงไปเรียกบุตรและธิดาของเรา
ผู้แกล้วกล้าสามารถเหล่านั้นมา
[๙๕๖] พระมหาสัตว์ผู้รักษาธรรม ได้จุมพิต
บุตรธิดาผู้มาแล้วนั้นที่กระหม่อม ไม่หวั่นไหว ครั้น
เรียกบุตรธิดามาพร้อมแล้วได้กล่าวสั่งสอนว่า พระ
ราชาในพระนครอินทปัตตะนี้ พระราชทานพ่อให้แก่
มาณพแล้ว พ่อพึงมีความสุขของตนเองได้เพียง ๓ วัน
ตั้งแต่วันนี้ไป พ้นจากนั้นไป พ่อก็ต้องเป็นไปใน
อำนาจของมาณพนั้น เขาจะพาพ่อไปตามที่เขา
ปรารถนา ก็พ่อมาเพื่อสั่งสอนลูกทั้งหลาย พ่อยังไม่ได้
ทำเครื่องป้องกันให้แก่ลูกทั้งหลายแล้ว จะพึงไปได้
อย่างไร ถ้าว่าพระราชาผู้ปกครองกุรุรัฐ ผู้มีพระราช
สมบัติอันน่าใคร่เป็นอันมาก ทรงต้องการกัลยาณมิตร
จะพึงตรัสถามลูกทั้งหลายว่า เมื่อก่อนเจ้าทั้งหลาย
ย่อมรู้เหตุเก่าๆ อะไรบ้าง พ่อของเจ้าทั้งหลายได้พร่ำ
สอนอะไรไว้ในกาลก่อนบ้าง ถ้าแหละพระราชาจะพึง
มีพระราชโองการตรัสว่า เจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีอาสนะ

317