ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 118 (เล่ม 64)

ทั้งหลาย ถือเอาด้วยอำนาจอาชญาเท่านั้นย่อมหยั่งรู้ถึงความหมายนั้น เหมือน
ทางที่ถูกห้วงน้ำตัดขาดฉะนั้น. บทว่า อตฺเถน เอเต ความว่า ราชศาสตร์
และเวทเหล่านั้น ย่อมเสมอกันด้วยความหมายว่า หลอกลวง. เพราะเหตุไร ?
เพราะพวกพราหมณ์กล่าวว่า พวกพราหมณ์เท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ วรรณะ
เหล่าอื่นเลว ก็โลกธรรมมีลาภเป็นต้นเหล่านั้นใด ทั้งหมดนั้นเป็นธรรมของ
วรรณะทั้ง ๔ ทั้งหมด จริงอยู่ แม้สัตว์คนหนึ่งชื่อว่าพ้นไปจากโลกธรรมเหล่านี้
ย่อมไม่มี. ดังนั้น พวกพราหมณ์จึงกล่าวมุสาวาทว่า เราผู้ไม่พ้นไปจากโลก
ธรรมนั่นแลประเสริฐ. บทว่า อิพฺภา ได้แก่คฤหบดี. บทว่า เตวิชฺชสํฆาปิ
ความว่า ฝ่ายพวกพราหมณ์ ย่อมทำกรรมเป็นอันมากมีกสิกรรมและโครักข-
กรรมเป็นต้นอย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า นิจฺจุสฺสุกา ความว่า เกิดความ
ขวนขวายความพอใจเป็นนิตย์. บทว่า ตทปฺปปญฺญฺา ทิรสญฺญุรา เต
ความว่า ดูก่อนน้องชายผู้รู้รสทั้ง ๒ เพราะเหตุนั้น พวกพราหมณ์ผู้รู้รส ๒ อย่าง
เป็นผู้ไม่มีปัญญา พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ไกลจากธรรม ก็ธรรมของพวก
พราหมณ์แต่โบราณ ย่อมปรากฏในสุนัขในบัดนี้แล.
พระมหาสัตว์ ครั้นทำลายวาทะของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว ให้ตั้ง
วาทะของพระองค์ด้วยประการฉะนี้ นาคบริษัททั้งหมดนั้น ได้ฟังธรรมกถา
ของพระมหาสัตว์แล้ว ก็พากันเกิดโสมนัส ฝ่ายพระมหาสัตว์จึงสั่งให้นาค
บริษัท นำพราหมณ์เนสาทออกไปจากนาคพิภพ แม้เพียงการบริภาษก็มิได้
การทำแก่พราหมณ์นั้น.
จบยัญญเภทกัณฑ์

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 119 (เล่ม 64)

ฝ่ายพระเจ้าสาครพรหมทัต มิได้ล่วงเลยวันที่ทรงกำหนดไว้ เสด็จไปยัง
พระตำหนักของพระราชบิดา พร้อมด้วยจตุรงคเสนา ส่วนพระมหาสัตว์ก็สั่งให้ตี
กลองร้องประกาศว่า เราจะไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลุง และพระเจ้าตาของเรา
แล้วก็เสด็จขึ้นจากแม่น้ำยมุนาด้วยสิริอันงามเลิศ มุ่งไปยังอาศรมบทนั้น พี่
น้องนอกนั้นกับชนกชนนี ก็ติดตามไปเบื้องหลัง ในขณะนั้น พระเจ้าสาคร
พรหมทัต ทอดพระเนตรเห็นพระมหาสัตว์ ผู้มากับนาคบริษัทเป็นอันมาก
ทรงจำไม่ได้ เมื่อจะทูลถามพระราชบิดา จึงตรัสว่า
กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหรทึก
ของใคร มาข้างหน้า ทำให้พระราชา จอมทัพทรง
หรรษา ใครมีสีหน้าสุกใส ด้วยแผ่นทองคำอันหนา
มีพรรณดังสายฟ้า ชันษายังหนุ่มแน่น สอดสวมแล่ง
ธนู รุ่งเรืองด้วยสิริมาอยู่ นั่นเป็นใคร ใครมีพักตร์
ผ่องใสเพียงดังทองคำ เหมือนถ่านไฟไม่ตะเคียนซึ่ง
ลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้า รุ่งเรืองด้วยสิริมาอยู่ ใครนั่นมี
ฉัตรทองชมพูนุชมีซี่น่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกันรัศมีพระ
อาทิตย์ รุ่งเรืองด้วยสิริมาอยู่ ใครนั่นมีปัญญาประเสริฐ
มีพัดวาลวิชนีอย่างยอดเยี่ยม อันคนใช้ประคอง ณ
เบื้องบนเศียรทั้งสองข้าง คนทั้งหลายถือกำหางนักยูง
อันวิจิตร อ่อนสลวย มีด้ามล้วนแล้วด้วยทอง และ
แก้วมณี จรลีมาทั้งสองข้าง ข้างหน้าของใคร กุณฑล
อันกลมเกลี้ยง มีรัศมีดังสีถ่านไม้ตะเคียนซึ่งลุกโชน
อยู่ปากเบ้า งดงามอยู่ทั้งสองข้าง ข้างหน้าของใคร

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 120 (เล่ม 64)

เส้นผมของใครต้องลมอยู่ไหว ๆ ปลายสนิทละเอียด
ดำ งามจดนลาต ดังสายฟ้าพุ่งขึ้นจากท้องฟ้า ใครมี
เนตรซ้ายขวากว้างและใหญ่ งาม มีพักตร์ผ่องใส ดัง
คันฉ่องทอง ใครมีโอฐสะอาดเหมือนสังข์อันขาวผ่อง
เมื่อเจรจา (แลเห็น) ฟันขาวสะอาด งามดังดอกมณ-
ฑารพตูม ใครมีมือและเท้าทั้งสองมีสีเสมอด้วยน้ำครั่ง
ตั้งอยู่ในที่สบาย มีริมฝีปากเปล่งปลั่ง ดังผลมะพลับ
งามดังดวงอาทิตย์ ใครนั่นมีเครื่องปกคลุมขาวสะอาด
ดังหนึ่งต้นสาละใหญ่ ดอกบานสะพรั่ง ข้างเขาหิม-
วันต์ในฤดูหิมะตก งามปานดังพระอินทร์ผู้ได้ชัย-
ชนะ ใครนั่น นั่งอยู่ท่ามกลางบริษัท คล้องพระแสง
ขรรค์คร่ำทอง วิจิตรด้วยด้ามแก้วมณีที่อังสา ใคร
นั่นสวมรองเท้าทอง อันวิจิตร เย็บเรียบร้อย สำเร็จ
เป็นอันดี ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อท่านผู้แสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิปนฺนานิ ความว่า ดนตรีเหล่านี้
เป็นของใคร ดำเนินมาข้างหน้า. บทว่า หาสยนฺตา ความว่า ทำให้พระ
ราชานี้ทรงหรรษา. บทว่า กสฺส กาญฺจนปฏฺเฏน ความว่า พระราชาตรัส
ถามว่า ใครมีสีหน้าโชติช่วงด้วยแผ่นกรอบหน้าที่นลาต เหมือนก้อน
เมฆโชติช่วงด้วยสายฟ้าฉะนั้น. บทว่า ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ แปลว่า ยัง
เป็นหนุ่ม สอดสวมแล่งธนู. บทว่า อุกฺกามุเข ปหฏฺฐิว ความว่า
เหมือนทองคำที่ลุกโชน ที่เตาไฟของช่างทอง. บทว่า ขทิรงฺคารสนฺนิภํ

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 121 (เล่ม 64)

แปลว่า เสมือนถ่านไม้ตะเคียนที่ลุกโชน. บทว่า ชมฺโพนทํ ความว่า ล้วน
แล้วด้วยทองคำมีสีสุกปลั่ง. บทว่า องฺคปริคฺคยฺห ความว่า อันคนใช้ถือ
แส้จามรประคองมาอยู่. บทว่า วาลวิชนึ แปลว่า พัดวาลวีชนีอันแล้วด้วย
แก้วมณี. บทว่า อุตฺตมํ แปลว่า อันยอดเยี่ยม. บทว่า เปกฺขุณหตฺถานี
แปลว่า ต่างถือกำหางนกยูง. บทว่า จิตฺรานิ แปลว่า วิจิตรด้วยแก้ว ๗
ประการ. บทว่า สุวณฺณมณิทณฺฑานิ ความว่า มีด้ามขจิตด้วยทองที่
สุกปลั่ง และด้วยแก้วมณี. บทว่า อุภโต มุขํ ความว่า เที่ยวไปข้างหน้า
ทั้งสองข้าง. บทว่า วาเตน ฉุปิตา แปลว่า อันลมรำเพยพัด. บทว่า
สินิทฺธคฺคา แปลว่า มีปลายสนิท. บทว่า นลาตนฺตํ ความว่า เส้นผม
เห็นปานนี้ นี่ของโครงดงามจดที่สุดนลาต. บทว่า นภา วิชฺชุริวุคฺคตา
ความว่า ดุจดังสายฟ้าขึ้นจากท้องฟ้า ฉะนั้น. บทว่า อุณฺณชํ ความว่า
บริสุทธิ์ ดุจคันฉ่องทองคำ. บทว่า ลปนชาตา แปลว่า ปาก. บทว่า
กุปฺปิลสาทสา แปลว่า เสมือนดอกมณฑารพตูม. บทว่า สุเข  ิตา
ความว่า ยิ้มแย้มได้สบาย. บทว่า ชยํ อินฺโทว ความว่า ดุจดังพระอินทร์
ได้ชัยชนะ. บทว่า สุวณฺณปีลกากิณฺณํ แปลว่า เกลื่อนไปด้วยไฝทอง.
บทว่า มณิทณฺฑวิจิตฺตกํ ความว่า วิจิตรไปด้วยแก้วมณีอังสา. บทว่า
สุวณฺณขจิตา แปลว่า ขจิตไปด้วยทอง. บทว่า จิตฺรา ได้แก่ วิจิตรไป
ด้วยแก้ว ๗ ประการ. บทว่า สุกตา ความว่า สำเร็จเรียบร้อยแล้ว. บทว่า
จิตฺรสิพฺพินี แปลว่า เย็บอย่างสวยงาม. ด้วยบทว่า ปาทา นี้ ท่านถามว่า
ใครนั่นสวมรองเท้าทอง เห็นปานนี้โดยเท้า.
พระดาบสผู้มีฤทธิ์ ได้อภิญญา ถูกพระเจ้าสาครพรหมทัต ผู้เป็น
โอรสทูลถามอย่างนี้ เมื่อจะบอกว่า ดูก่อนพ่อ ผู้ที่มาเหล่านั้น คือนาคลูก
ท้าวธตรฐ หลานของเจ้า จึงกล่าวคาถาว่า

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 122 (เล่ม 64)

ผู้ที่มาเหล่านั้น เป็นนาคที่มีฤทธิ์เรื่องยศ เป็น
ลูกของท้าวธตรฐ เกิดแต่นางสมุททชา นาคเหล่านี้มี
ฤทธิ์มาก.
เมื่อพระราชฤาษี และพระเจ้าสาครพรหมทัต ตรัสอยู่อย่างนี้ นาค
บริษัททั้งหลาย จึงพากันถวายบังคมบาทพระดาบส แล้วนั่ง ณ ที่อันสมควร
ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายนางสมุททชาก็ถวายบังคมพระราชบิดา และพระราชภาดา
แล้ว ก็ปริเทวนากรรแสงไห้ แล้วก็พานาคบริษัทกลับไปยังนาคพิภพ. ฝ่าย
พระเจ้าสาครพรหมทัตประทับ ณ ที่นั้นนั่นเอง สองสามวันจึงถวายบังคมลา
ขมาพระราชบิดาแล้วก็กลับยังกรุงพาราณสี. นางสมุททชาเทวีก็สิ้นชีพในนาค
พิภพนั้นนั่นเอง.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ก็รักษาศีลอยู่จนตลอดชีวิต ในที่สุดแห่งชนมายุ
ก็ได้ดำเนินไปในทางสวรรค์ กับนาคบริษัท.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อน
อุบาสกทั้งหลาย โบราณบัณฑิต เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น. ก็ยัง
ทรงสละนาคสมบัติเห็นปานนี้ กระทำอุโบสถกรรมดังนี้ จึงประชุมชาดกว่า
มารดาบิดา (ของพระภูริทัต) ในกาลนั้น ได้มาเป็นสากยราชตระกูล พราหมณ์
เนสาทมาเป็นพระเทวทัต โสมทัตมาเป็นพระอานนท์ นางอัจจิมุขี มาเป็นนาง
อุบลวรรณา สุทัสสนะเป็นพระสารีบุตร สุโภคะมาเป็นพระโมคคัลลานะ
กาณาริฏฐะ มาเป็นสุนักขัตตลิจฉวี ภูริทัตมาเป็นเราผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง.
จบอรรถกถาภูริทัตชาดกที่ ๖

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 123 (เล่ม 64)

๗. จันทกุมาร
พระจันทกุมารทรงบำเพ็ญขันติบารมี
[๗๗๕] พระราชาพระนามว่าเอกราช เป็นผู้มี
กรรมอันหยาบช้า อยู่ในพระนครปุบผวดี ท้าวเธอ
ตรัสถามขัณฑหาลปุโรหิต ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พราหมณ์ เป็น
คนหลงว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นผู้ฉลาดใน
ธรรมวินัย ขอจงบอกทางสวรรค์แก่เรา เหมือนอย่าง
นรชนทำบุญแล้วไปจากภพนี้สู่สุคติภพ ฉะนั้นเถิด.
[๗๗๖] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ นรชนให้
แล้วซึ่งทานอันล่วงล้ำทาน ฆ่าแล้วซึ่งบุคคลอันไม่พึง
ฆ่า ชื่อว่าทำบุญแล้วย่อมไปสู่สุคติด้วยประการฉะนี้.
[๗๗๗] ก็ทานอันล่วงล้ำทานนั้นคืออะไร และ
คนจำพวกไหน เป็นผู้อันบุคคลไม่พึงฆ่าในโลกนี้ ขอ
ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา เราจักบูชายัญ จักให้ทาน.
[๗๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ยัญพึงบูชา
ด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา พระมเหสี ชาวนิคม
โคอุสุภราช ม้าอาชาไนย อย่างละ ๔ ข้าแต่พระองค์
ผู้ประเสริฐ ยัญพึงบูชาด้วยหมวด ๔ แห่งสัตว์ทั้งปวง.
[๗๗๙] ในพระราชวังมีเสียงระเบ็งเซ็งแซ่เป็น
อันเดียวน่าหวาดกลัว เพราะได้ฟังคำว่า พระกุมาร
พระกุมารและพระมเหสีจะต้องถูกฆ่า.

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 124 (เล่ม 64)

[๗๘๐] เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย
คือ พระจันทกุมาร พระสุริยกุมาร พระภัททเสนกุมาร
พระสุรกุมาร และ พระวามโคตกุมาร ว่า ขอท่านทั้งหลาย
จงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.
[๗๘๑] เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระกุมารทั้งหลาย
คือ พระอุปเสนากุมารี พระโกกิลากุมารี พระมุทิตา
กุมารีและพระนันทากุมารีว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่
เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.
[๗๘๒] อนึ่ง เจ้าทั้งหลายจงไปทูลพระนางวิชยา
พระนางเอราวดี พระนางเกศินี และพระนางสุนันทา
ผู้เป็นมเหสีของเราประกอบด้วยลักษณะอันประเสริฐ
ว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน เพื่อประโยชน์
แก่การบูชายัญ.
[๗๘๓] เจ้าทั้งหลายจงไปบอกคฤหบดีทั้งหลาย
คือ ปุณณมุขคฤหบดี ภัททิยคฤหบดี สิงคาลคฤหบดี
และวัฑฒคฤหบดีว่า ขอท่านทั้งหลายจงอยู่เป็นหมู่กัน
เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ.
[๗๘๔] คฤหบดีเหล่านั้น เกลื่อนกล่นไปด้วย
บุตรภรรยา มาพร้อมกัน ณ ที่นั้น ได้กราบทูลพระ-
ราชาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงกระทำข้าพระองค์
ทุกคนให้เป็นคนมีแหยม๑ หรือขอจงทรงประกาศข้า
พระองค์ทั้งหลายให้เป็นข้าทาสเถิด พระเจ้าข้า.
๑. ปอยผมที่เอาไว้เป็นกระจุกบนหัว นอกจากหัวจุก.

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 125 (เล่ม 64)

[๗๘๕] เจ้าทั้งหลายจงรีบนำช้างของเรา คือ
ช้างอภยังกร ช้างนาฬาคิรี ช้างอัจจุคคตะ (ช้างวรุณ
ทันตะ) ช้างเหล่านั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่
การบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งม้าอัสดร
ของเรา คือ ม้าเกศี ม้าสุรามุข ม้าปุณณมุข ม้า
วินัตกะ ม้าเหล่านั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การ
บูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงรีบไปนำมาซึ่งโคอุสุภราชของ
เรา คือ โคยูถปติ โคอโนชะ โคนิสภะ โคควัมปติ
จงต้อนโคเหล่านั้นทั้งหมดเข้าเป็นหมู่กัน เราจักบูชา
ยัญ จักให้ทาน อนึ่ง จงตระเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม
วันพรุ่งนี้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ เจ้าทั้ง
หลายจงนำเอาพระจันทกุมารมา จงรื่นรมย์ตลอดราตรี
นี้ เจ้าทั้งหลายจงตั้งไว้แม้ทุกสิ่ง วันพรุ่งนี้ เมื่อ
พระอาทิตย์ขึ้น เราจักบูชายัญ เจ้าทั้งหลายจงไปทูล
พระกุมาร ณ บัดนี้ วันนี้เป็นคืนที่สุดแล.
[๗๘๖] พระราชมารดาเสด็จมาแต่พระตำหนัก
ทรงกรรแสง พลางตรัสถามพระเจ้าเอกราชนั้นว่า
พระลูกรัก ได้ยินว่า พ่อจักบูชายัญด้วยพระราชบุตร
ทั้ง ๔ หรือ.
[๗๘๗ ] เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม้ทุกคน
หม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย
แล้วจักไปสู่สุคติสวรรค์.

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 126 (เล่ม 64)

[๗๘๘] ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่า
สุคติจะมีเพราะเอาบุตรบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไป
นรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์ ดูก่อน ลูกโกณฑัญญะ
พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย นี่
เป็นทางไปสู่สุคติมิใช่เพราะเอาบุตรบูชายัญ.
[๗๘๙] คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉัน
จะฆ่าจันทกุมารและสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วย
บุตรทั้งหลายอันสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.
[๗๙๐] แม้พระเจ้าวสวัสดีพระราชบิดา ได้ตรัส
ถามพระราชโอรสของพระองค์นั้นว่า ลูกรักทราบว่า
พ่อจักบูชายัญด้วยโอรสทั้ง ๔ หรือ.
[๗๙๑] เมื่อต้องฆ่าจันทกุมาร บุตรแม่ทุกคน
หม่อมฉันก็สละ หม่อมฉันบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย
แล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.
[๗๙๒] ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้น ข่าวที่ว่า
สุคติจะมีเพราะเอาบุตรบูชายัญ ทางนั้นเป็นทางไป
นรกไม่ใช่ทางไปสวรรค์ ดูก่อน ลูกโกญฑัญญะ พ่อ
จงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย นี่เป็น
ทางไปสู่สุคติ มิใช่เพราะเอาบุตรบูชายัญ.
[๗๙๓] คำของอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ หม่อมฉัน
จักฆ่าจันทกุมารและสุริยกุมาร หม่อมฉันบูชายัญด้วย
บุตรทั้งหลายอันสละได้ยากแล้ว จักไปสู่สุคติสวรรค์.

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 127 (เล่ม 64)

[๗๙๔] ดูก่อน ลูกโกญฑัญญะ พ่อจงให้ทาน
อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงเลย พ่อจงเป็นผู้อัน
พระราชบุตรห้อมล้อม รักษากาสิกรัฐและชนบทเถิด.
[๗๙๕] ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้ง
หลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระองค์ทั้งหลาย
ให้เป็นทาสของขันฑหาลปุโรหิตเถิดพระเจ้าข้า ถึงแม่
ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะ
เลี้ยงช้างและม้าให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรงฆ่าข้า
พระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทานข้าพระ-
องค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด
พระเจ้าข้า ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจองจำด้วย
โซ่ใหญ่จะก็จะขนมูลช้างให้เขา ขอเดชะ อย่าได้ทรง
ฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทาน
ช้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิต
เถิดพระเจ้าข้า ถึงแม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกจอง
จำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลม้าให้เขา ขอเดชะ อย่าได้
ทรงฆ่าข้าพระองค์ทั้งหลายเสียเลย โปรดพระราชทาน
ข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิต
ตามที่พระองค์มีพระประสงค์เถิดพระเจ้าข้า ถึงแม้
ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ก็จัก
เที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต.

127