ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 516 (เล่ม 63)

ได้ตรัสก่อนกว่านั่นเอง. บทว่า ปุถุคุมฺเพ ความว่า ผู้ดำรงอยู่ในศิลปะเป็น
อันมาก คือรู้ศิลปะเป็นอเนก.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงข้อความเหล่านั้นโดยย่อ พระศาสดาจึงตรัสว่า
พระเจ้าจุลนีตรัสกะกองช้าง กองม้า กองรถ
กองราบ ผู้มีศิลปธนู ผู้ยิ่งแม่น ยิ่งขนทรายก็ไม่พลาด
ผู้ประชุมกันอยู่แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาสนมฺหิ ได้แก่ ผู้ชำนาญในการยิง
ธนู. บทว่า กตหตฺเถ ได้แก่ ผู้ยิงแม่นเพราะยิงไม่ผิดพลาด.
บัดนี้ พระเจ้าจุลนีเมื่อจะตรัสสั่งให้จับเป็นพระเจ้าวิเทหราช จึงตรัสว่า
เจ้าทั้งหลายจงไสช้างพลายมีกำลัง อายุ ๖๐ ปี
ช้างทั้งหลายจงย่ำยีนครที่พระเจ้าวิเทหราชทรงสร้างไว้
ดีแล้วเสีย ลูกศรอันขาวด้วยเขี้ยวงา ปลายแหลมคม
สามารถแทงกระดูกได้ เกลี้ยงเกลา เหล่านี้จงตกลงดัง
ห่าฝนด้วยกำลังธนู เหล่าโยธารุ่นหนุ่มสวมเกราะ
แกล้วกล้า มีอาวุธประกอบด้วยด้ามอันวิจิตร เหล่า
ช้างใหญ่แล่นมา จงหันหน้าสู้ช้างทั้งหลาย หอกทั้ง
หลายที่ขัดด้วยน้ำมันแล้ว มีแสงเป็นประกายวะวับ
รุ่งเรืองตั้งอยู่ ดังดาวประกายพรึก มีรัศมีมาก เมื่อ
เหล่าโยธาต้องเรามีกำลังคืออาวุธ ทรงสังวาลคือเกราะ
ไม่ล่าหนีในสงครามเช่นนี้ พระเจ้าวิเทหราชจักพ้น
ไปได้ที่ไหน หากจะเป็นเหมือนนกบินไปทางอากาศ
ก็จักทำได้อย่างไร ก็โยธาของเราทั้งหมด ๓๙,๐๐๐ ซึ่ง
เราเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน ไม่เห็นเทียมทัน สามารถตัด

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 517 (เล่ม 63)

ศีรษะข้าศึกเอามาคนละศีรษะได้ อนึ่ง ช้างพลายทั้ง
หลายอันประดับแล้ว มีกำลังอายุ ๖๐ ปี เหล่าโยธาหนุ่มๆ
มีผิวพรรณดังทองคำงดงามอยู่บนคอ โยธาทั้งหลายมี
เครื่องประดับสีเหลือง นุ่งผ้าสีเหลือง ห่มผ้าเฉวียง
บ่าสีเหลืองงดงามอยู่บนคอช้าง ดังเทพบุตรทั้งหลาย
ในนันทนวัน ดาบทั้งหลายมีสีดังปลาสลาด ขัดถูด้วย
น้ำมัน แสงวะวับ อันเหล่าโยธาผู้วีรบุรุษทำเสร็จแล้ว
มีคมเสมอ มีคมยิ่ง เงาวับ ดาบทั้งหลายหาสนิมมิได้
ทำด้วยเหล็กกล้ามั่นคง อันเหล่าโยธาผู้มีกำลัง เชี่ยว
ชาญในวิธีประหาร ถือเป็นคู่มือแล้ว เหล่าโยธาผู้ถึง
พร้อมด้วยความงามดังทองคำ สวมเสื้อสีแดงกวัด
แกว่งดาบย่อมงดงามดังสายฟ้าแลบวาบอยู่ในระหว่าง
ก้อนเมฆ เหล่าโยธาผู้กล้าหาญสวมเกราะ สามารถยัง
ธงให้สะบัดในอากาศ ฉลาดในการใช้ดาบและเกราะ
ถือดาบ ฝึกมาอย่างชำนาญสามารถจะตัดคอช้างใหญ่
ขาดตกลง (แต่กาลก่อน) ท่านเป็นผู้อันหมู่ชนเช่นนี้
แวดล้อม แต่กาลนี้ ความพ้นภัยของท่านไม่มี เรา
ไม่เห็นราชานุภาพของท่านที่จะเป็นเหตุให้ท่านไปกรุง
มิถิลาได้เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺตี ได้แก่ มีงาสมบูรณ์. บทว่า
วจฺฉทนฺตมุขา ได้แก่ มีหน้าเช่นเหล็กสกัด. บทว่า ปนุณฺณา แปลว่า
เกลี้ยงเกลา. บทว่า สมฺปตนฺตุตรีตรา ความว่า ลูกศรเห็นปานนี้เหล่านั้น
จงตกลง คือจงมาพร้อมกันแล้ว ๆ เล่า ๆ พระเจ้าจุลนีมีพระดำรัสสั่งว่า พวก

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 518 (เล่ม 63)

เจ้าจงหลั่งฝนคือลูกศร ให้เป็นเหมือนฝนลูกเห็บตก. บทว่า มาณวา ได้แก่
ทหารหนุ่ม. บทว่า จมฺมิโน ได้แก่ ถือโล่. บทว่า จิตฺตทณฺฑยุตาวุธา
ความว่า ประกอบด้วยอาวุธที่มีด้ามวิจิตร. บทว่า ปกฺขนฺทิโน ได้แก่ ผู้
แล่นเข้าสงความ. บทว่า มหานาคา ความว่า แม้เมื่อช้างใหญ่ทั้งหลายทำ
โกญจนาทมา โยธาทั้งหลายก็สามารถที่จะยืนนิ่งจับงาทั้งสองของช้างเหล่านั้น
ถอนออกเสียได้. บทว่า สตรํสาว ตารกา ความว่า มีรัศมีมากราวกะ
ดาวประกายพรึก. บทว่า อาวุธพลวนฺตานํ ได้แก่ ประกอบด้วยกำลัง
อาวุธ. บทว่า คุณิกายุรธารินํ ความว่า เกราะท่านเรียกว่า คุณี ผู้ทรงไว้
ซึ่งเกราะทั้งหลายด้วย ซึ่งเครื่องประดับ คือกำไลแขนทั้งหลายด้วย หรือผู้ทรง
ไว้ซึ่งกำไลแขนกล่าวคือเกราะ. บทว่า สเจ ปกฺขีว กาหตุ ความว่า พระ-
เจ้าจุลนีตรัสว่า ถ้าจักบินไปได้ทางอากาศเหมือนนก แม้อย่างนั้น ก็จักพ้นไป
ได้อย่างไร. บทว่า ตึส เม ปุริสนาวุโตฺย ความว่า ท่านเรียกบุรุษ
๓๙,๐๐๐ ว่า ตึสนาวุโตฺย ดังนี้. บทว่า สพฺเพ เจเกกนิจฺจิตา ความว่า
พระเจ้าจุลนีทรงแสดงว่า โยธาของเราสามารถแย่งอาวุธจากมือคนอื่น ๆ ตัด
ศีรษะปัจจามิตรทั้งหลายได้ เป็นโยธาที่คัดเลือกเป็นคน ๆ อยู่ประจำการะ บทว่า
เกวลํ มหิมํ จรํ ความว่า เที่ยวไปตลอดแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น. บทว่า เยสํ
สมํ น ปสฺสามิ ความว่า พระเจ้าจุลนีทรงแสดงว่า เราไม่เห็นโยธาเหล่านั้น
ที่เหมือนโยธาของเราซึ่งมีความสามารถเท่านี้ ทองท่านเรียกว่า จารุ ในบทว่า
จารุทสฺสนา ความว่า มีวรรณะดังทอง. บทว่า ปีตาลงฺการา ได้แก่ มี
เครื่องประดับสีเหลือง. บทว่า ปีตวสนา ได้แก่ นุ่งผ้าเหลือง. บทว่า
ปีตุตฺตรนิวาสนา ได้แก่ มีผ้าห่มเหลือง. บทว่า ปาฐีนวณฺณา ได้แก่
เช่นกับปลาสลาด. บทว่า เนตฺตึสา แปลว่า พระขรรค์. บทว่า นรวีเรหิ
ได้แก่ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีความเพียร. บทว่า สุนิสฺสิตา ได้แก่ ลับ

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 519 (เล่ม 63)

อย่างดี คมกริบ. บทว่า เวลุลาฬิโน ความว่า โชติช่วง ดังดวงอาทิตย์
เที่ยงวัน. บทว่า สกฺกายสมยา ความว่า ทำด้วยเหล็กกล้าที่ให้นกกระเรียน
เคี้ยวเจ็ดครั้งถือเอา. บทว่า สุปฺปหารปฺปหาริภิ ได้แก่ โยธามือแม่น.
บทว่า โลหิตกญฺจูปธาริตา ความว่า ประกอบด้วยเสื้อสีแดง. บทว่า ปวกา
ได้แก่ สามารถสะบัดธงในอากาศ. บทว่า อสิจมฺมสฺส โกวิทา ได้แก่
ฉลาดในการใช้ดาบและเกราะ. บทว่า ผรุคฺคหา ได้แก่ ผู้ถือดาบ. บทว่า
สิกฺขิตรา ได้แก่ ฝึกอย่างเหลือเกินในการถือดาบนั้น. บทว่า นาคกฺขนฺธ-
นิปาติโน ความว่า สามารถใช้พระขรรค์ตัดคอช้างให้ตกลง. บทว่า นตฺถิ
โมกฺโข ความว่า พระเจ้าจุลนีตรัสว่า พ่อเปรตวิเทหะ ครั้งก่อน ท่าน
รอดพ้นได้ด้วยอานุภาพมโหสถบุตรคฤหบดี แต่บัดนี้ท่านไม่มีทางรอดพ้นเลย.
บทว่า ปภาวนฺเต ความว่า บัดนี้เราไม่เห็นราชานุภาพของท่านที่เป็นเครื่อง
ให้กลับไปกรุงมิถิลาได้ วันนี้ท่านเป็นเหมือนปลาเข้าแหที่ทอดไว้.
พระเจ้าจุลนีตรัสคุกคามพระเจ้าวิเทหราชอย่างนี้แล้ว ทรงทำในพระ-
หฤทัยว่า เราจักจับเป็นพระเจ้าวิเทหราชให้ได้ในบัดนี้ จึงทรงเตือนช้างที่นั่ง
ด้วยพระแสงขออันประดับเพชร แล้วตรัสสั่งเสนาว่า พวกเจ้าจงจับ จงทำลาย
จงแทง เสด็จถึงอุปการนครประหนึ่งจะถมทับเสีย ลำดับนั้น บุรุษทั้งหลายที่
มโหสถวางไว้ ก็พาพวกของตนแวดล้อมมโหสถไว้ ด้วยคิดว่า ใครจะรู้ อะไร
จักมี ขณะนั้น พระโพธิสัตว์ลุกจากที่นอนอันเป็นสิริ ชำระร่างกายแล้ว บริโภค
อาหารเช้า ประดับตกแต่งตัวนุ่งผ้ามาแต่แคว้นกาสีราคาตั้งแสน ห่มรัตกัมพล
เฉียงอังสา ถือไม้เท้าทองที่สำหรับใช้อันหนึ่ง ซึ่งขจิตด้วยรัตนะ ๗ สวมรอง
เท้าทอง เหล่าสตรีที่ตกแต่งแล้วดุจเทพอัปสรพัดอยู่ด้วยวาลวีชนี เปิดสีหบัญชร
บนปราสาทซึ่งตกแต่งแล้ว แสดงตนแด่พระเจ้าจุลนี เดินกลับไปกลับมาด้วย
ลีลาดังท้าวสักกเทวราช.

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 520 (เล่ม 63)

ฝ่ายพระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรเห็นสิริรูปอันอุดมของมโหสถ ก็ไม่
สามารถจะยังพระมนัสให้เลื่อมใส เร่งไสช้างที่นั่งเข้าไปด้วยทรงคิดว่า เราจัก
จับมโหสถให้ได้ในบัดนี้ มโหสถโพธิสัตว์คิดว่า พระเจ้าจุลนีนี้ด่วนมาด้วยทรง
สำคัญว่า เราได้ตัวพระเจ้าวิเทหราชแล้วในที่นี้เอง ชะรอยจะไม่ทรงทราบว่า
เราจับพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีของพระองค์ส่งถวายแด่พระราชาของ
พวกเราแล้ว ฉะนั้น เราจักสำแดงหน้าของเราให้เช่นกับแว่นทองแล้วกล่าวกับ
พระเจ้าจุลนี พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ที่หน้าว่างเปล่งเสียงไพเราะ เมื่อจะกล่าว
เย้ยหยันกับพระเจ้าจุลนี จึงทูลว่า
พระองค์ด่วนไสช้างที่นั่งตัวประเสริฐมาทำไม
หนอ พระองค์มีพระหฤทัยร่าเริงแล้วเสด็จมา คงจะ
เข้าพระทัยว่าทรงเป็นผู้ได้ประโยชน์แล้ว ขอพระองค์
ทรงลดแล่งธนูนั่นลงเสียเถิด ทรงทิ้งลูกธนูเสียเถิด
ทรงเปลื้องเกราะอันงามโชติช่วงด้วยแก้วไพฑูรย์ แก้ว
มณีนั่นออกเสียเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุญฺชรํ ได้แก่ ช้างตัวประเสริฐ. บทว่า
ปหฏฺฐรูโป ความว่า มีพระหฤทัยร่าเริงแล้วยินดีแล้ว คือทรงโสมนัส. บทว่า
อาคมสิ แปลว่า เสด็จมา. บทว่า ลทฺธตฺโถสฺมิ ความว่า พระองค์เข้า
พระหฤทัยว่า เรามีประโยชน์อันสำเร็จแล้ว คือความปรารถนาของเราถึงที่สุด
แล้ว. บทว่า โอหเรตํ ความว่า พระองค์ทรงนำลง คือเอาลง คือทิ้งธนู
กล่าวคือแล่งนั่นเสีย ประโยชน์อะไรด้วยธนูนั่นแก่พระองค์. บทว่า ปฏิสํหร
ความว่า จงนำออกประทานแก่ผู้อื่น หรือเก็บไว้ในที่มิดชิด พระองค์จักใช้
ลูกธนูทำอะไร. บทว่า จมฺมํ ความว่า แม้เกราะนั่นก็โปรดนำออกเสีย เพราะ
เกราะนี้พระองค์ทรงสวมตั้งแต่เมื่อวาน โปรดทิ้งเสียเถิด อย่าให้มันเบียดเบียน

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 521 (เล่ม 63)

พระวรกายของพระองค์เลย อย่าทำพระวรกายของพระองค์ให้ลำบากเลย โปรด
เสด็จเข้าพระนครของพระองค์แต่เช้าเถิด พระโพธิสัตว์ได้ทำความเย้ยหยันกับ
พระเจ้าจุลนี ดังนี้.
พระเจ้าจุลนีได้ทรงสดับคำของมโหสถแล้ว ตรัสว่า บุตรคฤหบดีนี้
ทำการเย้ยหยันกับเรา วันนี้เราจักรู้กิจที่จะพึงทำแก่เจ้า เมื่อทรงคุกคามมโหสถ
ตรัสว่า
เจ้าเป็นผู้มีผิวหน้าผ่องใส และกล่าวถ้อยคำเคย
ยิ้มแย้ม ความถึงพร้อมแห่งผิวพรรณเช่นนี้ ย่อมมีใน
เวลาใกล้ตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิหิตปุพฺพญฺจ ภาสสิ ความว่า
เจ้ายิ้มแย้มก่อนแล้วกล่าวภายหลัง ชื่อว่ากล่าวถ้อยคำเคยยิ้มแย้ม เจ้าไม่นับเรา
ในเรื่องอะไร ๆ. บทว่า โหติ โข ความว่า ธรรมดาความถึงพร้อมแห่งผิว
พรรณเห็นปานนี้ ย่อมมีแก่คนในเวลาใกล้ตายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่าน
ผ่องใส วันนี้เราจักตัดศีรษะของเจ้าแล้วดื่มชัยบาน.
ในเวลาที่มโหสถทูลกับพระเจ้าจุลนีนั้นอย่างนี้ ฝ่ายพลนิกายเป็นอัน
มากได้เห็นรูปสิริแห่งพระมหาสัตว์ จึงได้ไปสู่สำนักของพระเจ้าพรหมทัตด้วย
คิดว่า พระราชาของพวกเราทรงปรึกษามโหสถ ตรัสอะไรกันหนอ พวกเรา
จักฟังพระดำรัสและถ้อยคำแห่งพระราชาและมโหสถ ฝ่ายมโหสถบัณฑิตได้ฟัง
พระดำรัสของพระเจ้าจุลนีแล้ว คิดว่า พระเจ้าจุลนีไม่ทรงรู้จักเราว่ามโหสถ
บัณฑิต เราจักไม่ให้ฆ่าเราได้ คิดฉะนี้จึงทูลว่า ความคิดของพระองค์กระจาย
แล้ว พระเจ้าข้า เรื่องที่พระองค์และเกวัฏคิดด้วยใจ ไม่เกิดแล้ว แต่เรื่องที่
กล่าวด้วยปาก เกิดแล้ว เมื่อจะประกาศข้อความนั้น จึงทูลว่า

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 522 (เล่ม 63)

ข้าแต่ขัตติยราช พระดำรัสที่พระองค์ตรัสคุกคาม
ไร้ประโยชน์เสียแล้ว พระองค์เป็นผู้มีพระดำริกระจาย
ไปทั่วแล้ว พระองค์จับพระเจ้าวิเทหราชไม่ได้หรอก
ดังม้าสินธพอันม้ากระจอกไล่ไม่ทัน พระเจ้าวิเทหราช
พร้อมเหล่าอมาตย์ราชบริพาร เสด็จข้ามคงคาไปแล้ว
แต่วันวานนี้ เมื่อพระองค์จักติดตามไปก็จักตก เหมือน
กาบินไล่ตามพระยาหงส์ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภินฺนมนฺโตสิ ความว่า มโหสถกล่าวว่า
พระองค์อย่าได้เข้าพระหฤทัยว่า ความคิดของเราที่ปรึกษากับเกวัฏในห้องสิริ-
ไสยานั้น ไม่มีใครรู้ ความคิดนั้น ข้าพระองค์รู้แล้วก่อนทีเดียว ฉะนั้น พระองค์
จึงเป็นผู้มีพระดำริกระจายไปทั่วแล้ว. บทว่า ทุคฺคณฺโห หิ ตยา ความว่า
ข้าแต่พระมหาราช พระราชาของพวกข้าพระองค์ พระองค์ทรงจับได้ยาก
เหมือนม้าสินธพกับม้ากระจอก พระองค์เหมือนคนขี่ม้ากระจอก ไม่อาจที่จะจับ
พระราชาของพวกข้าพระองค์ซึ่งเหมือนคนขี่ม้าอาชาไนยมีกำลังเร็ว มโหสถ
แสดงว่า เกวัฏเหมือนม้ากระจอก พระองค์เหมือนคนขี่ม้ากระจอก ข้าพระองค์
เหมือนม้าสินธพมีกำลังเร็ว พระราชาของพวกข้าพระองค์เหมือนคนขี่ม้าสินธพ.
บทว่า ติณฺโณ หิยฺโย ความว่า พระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยเหล่าอมาตย์
ข้าราชบริพารเสด็จข้ามน้ำไปแต่วันวานนี้แล้ว มิได้เสด็จหนีไปพระองค์เดียว
เสียด้วย. บทว่า อนุชวํ ความว่า ก็ถ้าพระองค์จักไล่ตาม คือจักติดตาม
พระเจ้าวิเทหราช กาบินไล่ตามพระยาหงส์ทองจักตกในระหว่างนั่นแล ฉันใด
พระองค์จักตก คือจักถึงความพินาศในระหว่างนั่นแล ฉันนั้น มโหสถทูล
ดังนี้.

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 523 (เล่ม 63)

บัดนี้ พระมหาสัตว์มิได้พรั่นพรึงประดุจพระยาไกรสรราชสีห์ เมื่อจะ
นำอุทาหรณ์มา จึงทูลว่า
สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเป็นสัตว์ต่ำช้ากว่ามฤค เห็น
ดอกทองกวาวบานในรัตติกาล ก็สำคัญว่าชิ้นเนื้อ เข้า
ล้อมต้นอยู่ ครั้นเมื่อราตรีล่วงไปแล้ว พระอาทิตย์
ขึ้น สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ต่ำช้ากว่ามฤค เห็นดอก
ทองกวาวบานแล้ว ก็หมดหวังฉันใด ข้าแต่พระราชา
พระองค์ทรงล้อมพระเจ้าวิเทหราช ก็จักทรงหมดหวัง
เสด็จไป เหมือนสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเห็นดอกทองกวาว
ฉันนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวาน ได้แก่ เห็นด้วยแสงจันทร์.
บทว่า ปริพฺยุฬฺหา ความว่า ยืนล้อมด้วยหวังว่า จักเคี้ยวกินชิ้นเนื้อแต่เช้า
ทีเดียวแล้วจักไป. บทว่า วีติวตฺตาสุ ความว่า สุนัขจิ้งจอกเหล่านั้นได้ยืนอยู่
อย่างนั้น ในราตรีใด ๆ เมื่อราตรีนั้น ๆ ล่วงไปแล้ว. บทว่า ทิสฺวา ความว่า
สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเห็นดอกทองกวาวแต่เช้าทีเดียว รู้ว่า นี้ไม่ใช่เนื้อ ก็หมด
หวังพากันหนีไป. บทว่า สิงฺคาลา ความว่า สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายล้อมต้น
ทองกวาวแล้วหมดหวังไป ฉันใด แม้พระองค์ก็ฉันนั้น ทรงทราบว่าพระเจ้า
วิเทหราชไม่มีในที่นี้ ก็จักหมดหวังเสด็จไป คือจักพาเสนาหนีไป มโหสถ
แสดงดังนี้.
พระเจ้าจุลนีทรงสดับคำไม่พรั่นพรึงของมโหสถนั้น ทรงคิดว่า บุตร
คฤหบดีนี้เป็นคนกล้าเกินกล่าวแล้ว มันคงให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จหนีไปแล้ว
โดยไม่ต้องสงสัย ก็กริ้วเหลือเกิน ทรงรำพึงว่า เมื่อก่อน พวกเราไม่เป็น
เจ้าของแม้แห่งผ้าสาฎกที่คาดพุงเพราะมโหสถ บัดนี้ปัจจามิตรอยู่ในเงื้อมมือ

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 524 (เล่ม 63)

ของพวกเราแล้ว ก็มโหสถให้หนีไป มโหสถเป็นคนทำความฉิบหายแก่พวกเรา
มากหนอ เราจักทำโทษอันควรทำแก่คนสองคน รวมแก่มโหสถนี้คนเดียว
เมื่อจะทรงสั่งลงโทษแก่มโหสถ จึงตรัสว่า
เจ้าทั้งหลายจงตัดมือและเท้า หูและจมูกของ
มโหสถผู้ปล่อยพระเจ้าวิเทหราชศัตรูของข้า ซึ่งอยู่ใน
เงื้อมมือแล้วไปเสีย เจ้าทั้งหลายจงเสียบมโหสถผู้ปล่อย
พระเจ้าวิเทหราชศัตรูของข้า ซึ่งอยู่ในเงื้อมมือแล้วไป
เสียในกล่าวย่างมันให้ร้อน ดุจย่างเนื้อฉะนั้น บุคคล
แทงหนังโคที่แผ่นดิน หรือเกี่ยวหนังราชสีห์ หรือเสือ
โคร่งฉุดมาด้วยขอ ฉันใด ข้าจักให้เจ้าทั้งหลายทิ่มแทง
มโหสถ ผู้ปล่อยพระเจ้าวิเทหราชศัตรูของข้า ซึ่งอยู่
ในเงื้อมมือแล้วไปเสีย แล้วฆ่าเสียด้วยหอก ฉันนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาตปปํ ความว่า จงเสียบบุตรคฤหบดี
นี้ในหลาวย่างไฟ เหมือนเสียบเนื้อมฤคเป็นต้นที่ควรย่าง ฉะนั้น. บทว่า
สีหสฺส อโถ พฺยคฺฆสฺส ความว่า เหมือนอย่างว่า บุคคลเอาขอเกี่ยวหนัง
ราชสีห์เป็นต้น ฉุดมา ฉันใด จงทำแก่มโหสถ ฉันนั้น. บทว่า เวธยิสฺสามิ
ได้แก่ จักให้แทง.
พระมหาสัตว์ได้ฟังพระดำรัสดังนั้นก็หัวเราะ คิดว่าพระราชานี้ไม่รู้ว่า
เราส่งพระมเหสีและพระวงศานุวงศ์ของพระองค์ไปกรุงมิถิลาแล้ว เพราะฉะนั้น
จึงคิดลงกรรมกรณ์แก่เรา แต่อาจยิงเราด้วยศร หรือทำโทษอย่างอื่นตามชอบ
พระหฤทัยของพระองค์ด้วยความพิโรธ เอาเถิด เราจะแจ้งเหตุการณ์เพื่อทำให้
พระองค์โศกาดูรเสวยทุกข์ บรรทมสลบอยู่บนหลังช้างที่นั่งนั่นเอง คิดฉะนั้นแล้ว
จึงทูลว่า

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 525 (เล่ม 63)

ถ้าพระองค์ตัดมือและเท้า หูและจมูกของข้า-
พระองค์ พระเจ้าวิเทหราชจักให้ตัดพระหัตถ์เป็นอาทิ
แห่งพระปัญจาลจันทราชโอรส พระนางปัญจาลจันที
ราชธิดา และพระนางนันทาเทวีมเหสีของพระองค์
พระเจ้าวิเทหราชจักให้ตัดพระหัตถ์เป็นต้น ของพระ-
ราชโอรสพระราชธิดาและพระมเหสีของพระองค์อย่าง
นั้นเหมือนกัน ถ้าพระองค์เสียบเนื้อข้าพระองค์ในหลาว
ย่างให้ร้อน พระเจ้าวิเทหราชก็จักให้เสียบเนื้อพระ-
ปัญจาลจันทราชโอรส พระนางปัญจาลจันทีราชธิดา
และพระนางนันทาเทวีมเหสีของพระองค์ ย่างให้ร้อน
พระเจ้าวิเทหราชจักให้เสียบเนื้อพระราชโอรสพระราช
ธิดาและพระมเหสีของพระองค์ ย่างให้ร้อนอย่างนั้น
เหมือนกัน.
ถ้าพระองค์จักทิ่มแทงข้าพระองค์ด้วยหอก พระ-
เจ้าวิเทหราชก็จักให้ทิ่มแทงพระปัญจาลจันทราชโอรส
พระนางปัญจาลจันทีราชธิดา และพระนางนั้นทาเทวี
มเหสีของพระองค์ด้วยหอก พระเจ้าวิเทหราชจักทิ่ม-
แทงพระราชโอรสพระราชธิดา และพระมเหสีของ
พระองค์ด้วยหอกอย่างนั้นเหมือนกัน.
ข้อความดังกราบทูลมาอย่างนี้ ข้าพระองค์ทั้ง
สอง คือพระเจ้าวิเทหราชกับข้าพระองค์ได้ปรึกษา
ตกลงกันไว้แล้วเป็นความลับ โล่หนังมีน้ำหนัก ๑๐๐
ปละ ที่ช่างหนังทำสำเร็จแล้วด้วยมีดของช่างหนึ่งย่อม

525