ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 366 (เล่ม 63)

สุขุม เมื่อพวกเราแก้ไม่ได้ ภัยใหญ่จักเกิดขึ้น เหตุนั้น ท่านทั้งหลายบริโภค
สบายแล้วจงพิจารณาปัญหานั้นโดยชอบ ต่างคนไปเรือนของตน ๆ ฝ่ายมโหสถ
ลุกไปสู่สำนักพระราชเทวีอุทุมพรทูลถามว่า ข้าแต่พระเทวีเจ้า วันนี้หรือวานนี้
พระราชาประทับอยู่ในที่ไหนนาน พระนางอุทุมพรรับสั่งว่า เมื่อวานนี้พระ-
ราชาเสด็จไปมา ทอดพระเนตรที่พระแกล ณ ภายในพื้นยาว แต่นั้น
พระโพธิสัตว์จึงคิดว่า พระราชาจักได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุอะไร ๆ โดยข้าง
นี้ จึงไปในที่นั้นแลดูภายนอก ได้เห็นกิริยาแห่งแพะและสุนัข ก็ทำความ
เข้าใจว่า พระราชาทอดพระเนตรเห็นสัตว์ทั้งสองนี้ จึงทรงประพันธ์ปัญหา
จับเค้าได้ฉะนี้แล้วก็กลับไปเคหสถาน ฝ่ายบัณฑิตทั้งสามคิดแล้วไม่เห็นอะไร
จึงไปหาเสนกะ เสนกะเห็นบัณฑิตทั้งสามนั้น จึงถามว่า ท่านเห็นปัญหาแล้ว
หรือ ครั้นได้รับตอบว่ายังไม่เห็น จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น พระราชาจักขับ
ท่านทั้งหลายจากแว่นแคว้น ท่านทั้งหลายจักทำอย่างไร ครั้นบัณฑิตทั้งสาม
ย้อนถามว่า ก็ท่านเห็นหรือก็ตอบว่า แม้เราก็ยังไม่เห็น ครั้นบัณฑิตทั้งสาม
กล่าวว่า เมื่ออาจารย์ไม่เห็น ข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นอะไร ก็เมื่อวานนี้เรา
ทั้งหลายบันลือสีหนาทในราชสำนักว่า จักคิดแก้แล้วมาบ้าน บัดนี้พระราชา
จักกริ้วพวกเราผู้แก้ไม่ได้ พวกเราจักทำอย่างไร จึงกล่าวว่า ปัญหานี้อันเรา
ทั้งหลายไม่อาจเห็น มโหสถจักคิดได้ทั้งหลายร้อยนัย เพราะฉะนั้น ท่าน
ทั้งหลายจงมาไปสำนักมโหสถด้วยกันกับเรา บัณฑิตทั้งสี่ไปสู่ประตูเคหสถาน
แห่งมโหสถ ให้แจ้งความที่คนมาแล้วเข้าไปสู่เรือน ปราศรัยกันแล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนหนึ่ง แล้วถามมโหสถว่า บัณฑิต ท่านคิดปัญหาได้แล้วหรือ
พระโพธิสัตว์ตอบว่า ในเมื่อข้าพเจ้าคิดไม่ได้ คนอื่นใครจักคิดได้ เออ ปัญหา
นั้น ข้าพเจ้าคิดได้แล้ว ครั้นเมื่อบัณฑิตทั้งสี่กล่าวว่า ถ้ากระนั้นท่านจงบอกแก่
ข้าพเจ้าบ้าง มโหสถจึงดำริว่า ถ้าเราจักไม่บอกแก่บัณฑิตทั้งสี่นี้ พระราชา

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 367 (เล่ม 63)

จักกริ้วบัณฑิตทั้งสี่ ขับเสียจากแคว้น พระราชทานรัตนะ ๗ แก่เรา คนเขลา
เหล่านี้อย่าได้ฉิบหายเสียเลย เราจักบอกแก่พวกนี้ ดำริฉะนี้แล้วให้บัณฑิต
ทั้งสี่นั่ง ณ อาสนะต่ำแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพยากรณ์อย่างนี้ ในกาล
เมื่อพระราชาตรัสถามแล้วให้บัณฑิตทั้งสี่เรียนบาลีประพันธิ์เป็นคาถา ๔ คาถา
แล้วส่งให้กลับไปในวัน ที่ ๒ บัณฑิตเหล่านั้น ไปสู่ราชอุปัฏฐาน นั่ง ณ อาสน์
ปูลาดไว้ พระราชาตรัสถามเสนกะว่า ท่านรู้ปัญหาแล้วหรือ เสนกะจึงกราบ
ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เนื้อข้าพระองค์ไม่รู้ คนอื่นใครเล่าจักรู้ ครั้นรับสั่ง
ให้กล่าว จึงกล่าวคาถาโดยทำนองที่เรียนมาทีเดียวว่า
เนื้อแพะเป็นที่รักที่เจริญใจแห่งบุตรอมาตย์ และ
พระราชโอรส ชนเหล่านั้น ไม่บริโภคเนื้อสุนัข ครั้งนี้
มิตรธรรมแห่งแพะนั้นกับด้วยสุนัข มีต่อกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคปุตฺตราชปุตฺติยานํ ความว่า
แห่งบุตรอมาตย์ทั้งหลายด้วย แห่งพระราชโอรสทั้งหลายด้วย.
แม้กล่าวคาถาแล้ว เสนกะก็หารู้เนื้อความไม่ ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราช
ทรงทราบความ เพราะปรากฏแก่พระองค์ เพราะฉะนั้นจึงตรัสถามปุกกุสะ
ต่อไป ด้วยเข้าพระหฤทัยว่า เสนกะรู้แล้ว ฝ่ายปุกกุสะจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์
ไม่ใช่บัณฑิตหรือ แล้วกล่าวคาถาโดยทำนองที่เรียนมาทีเดียวว่า
ชนทั้งหลายใช้หนังแพะเป็นเครื่องลาดหลังม้า
เป็นเหตุแห่งความสุข ไม่ใช่หนังสุนัขเป็นเครื่องลาด
หลังม้า ครั้งนี้มิตรธรรมแห่งแพะนั้นกับด้วยสุนัข มี
ต่อกัน.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 368 (เล่ม 63)

เนื้อความไม่ปรากฏแม้แก่ปุกกุสะ.
ฝ่ายพระราชาเจ้าพระหฤทัยว่า ปุกกุสะนี้รู้เนื้อความเพราะปรากฏแก่
พระองค์ จึงตรัสถามกามินทะต่อไป กามินทะจึงกล่าวคาถาโดยทำนองที่เรียน
มาทีเดียวว่า
แพะมีเขาอันโค้งแท้จริง แต่เขาทั้งหลายแห่ง
สุนัขไม่มีเลย แพะกินหญ้า สุนัขกินเนื้อ ครั้งนี้มิตร
ธรรมแห่งแพะนั้นกับด้วยสุนัข มีต่อกัน.
เนื้อความไม่ปรากฏแม้แก่กามินทะ
พระราชาเข้าพระหฤทัยว่า แม้กามินทะนี้ก็รู้เนื้อความแล้ว จึงตรัส
ถามเทวินทะต่อไป เทวินทะก็กล่าวคาถาโดยทำนองที่เรียนมาทีเดียวว่า
แพะกินหญ้า กินใบไม้ สุนัขไม่กินหญ้า ไม่กิน
ใบไม้ สุนัขจับกระต่ายหรือแมวกิน ครั้งนี้มิตรธรรม
แห่งแพะนั้นกับด้วยสุนัข มีต่อกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณมาสิ ปลาสมาสิ ความว่า
กินหญ้าด้วย กินใบไม้ด้วย. บทว่า น ปลาสํ ความว่า ไม่เคี้ยวกินแม้
ใบไม้.
เนื้อความไม่ปรากฏแม้แก่เทวินทะ
ลำดับนั้น พระราชาเข้าพระหฤทัยว่า แม้เทวินทะนี้ก็รู้ เพราะปรากฏ
แก่พระองค์ จึงตรัสถามมโหสถว่า ดูก่อนพ่อมโหสถ แม้ตัวเจ้ารู้ปัญหา
นี้หรือ มโหสถโพธิสัตว์ทูลสนองว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ตั้งแต่อเวจีจนถึง
ภวัคคพรหม ยกข้าพระองค์เสีย คนอื่นใครจะรู้ปัญหานี้ ครั้นตรัสให้กล่าว
จึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ทรงฟัง เมื่อจะประกาศความที่กิจนั้นปรากฏแก่ตน
จึงกล่าว ๒ คาถานี้ว่า

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 369 (เล่ม 63)

แพะมีเท้ากึ่ง ๘ แห่งเท้า ๔ (มี ๔ เท้า) มีกีบ ๘
มีกายไม่ปรากฏ สุนัขนี้นำหญ้ามาเพื่อแพะนี้ แพะนี้
นำเนื้อมาเพื่อสุนัขนั้น พระชนินทรสมมติเทพผู้ประ
เสริฐกว่าชาววิเทหรัฐประทับอยู่ ณ ปราสาทอันประ-
เสริฐ ได้ทอดพระเนตรเห็นการนำอาหารมาแลกกัน
กินโดยประจักษ์ และได้ทอดพระเนตรเห็นมิตรธรรม
แห่งสุนัขและแพะเอง.
มิตรธรรมแห่งสุนัขและแพะเอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐฑฺฒปาโท ท่านถล่าวหมายเอา
เท้า ๘ แห่งแพะ ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในพยัญชนะ. บทว่า เมณฺโฑ ได้แก่
แพะ. บทว่า อฏฺฐนโข นี้ท่านกล่าวตามที่เท้าแพะมีกีบเท้าละ ๒ กีบ. บทว่า
อทิสฺสมานกาโย ความว่า ไม่ปรากฏกายในเวลานำเนื้อมา. บทว่า ฉาทิยํ
ความว่า เครื่องมุงเรือน คือ หญ้า. บทว่า อยํ อิมสฺส ความว่า สุนัข
นำหญ้ามาเพื่อแพะ. บทว่า วีติหารํ ได้แก่ นำมาแลกกัน. บทว่า อญฺโญ-
ญฺญโภชนานํ ความว่า แลกกันกิน ด้วยว่าแพะนำของกินมาเพื่อสุนัข
แม้สุนัขนั้นก็แลกกับแพะนั้น สุนัขนำมาเพื่อแพะ แม้แพะก็แลกกัน. บทว่า
อทฺทกฺขิ ความว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ทั้งสองนั้นแลกเปลี่ยนกันกิน
ด้วยพระเนตร์ คือ ประจักษ์แก่พระองค์. บทว่า โภภุกฺกสฺส ได้แก่
สุนัขหอน. บทว่า ปุณฺณมุขสฺส ได้แก่ แพะ อธิบายว่า พระราชาทอด
พระเนตรเห็นมิตรธรรมของสัตว์ทั้งสองนี้ด้วยพระองค์เอง.
พระราชาเมื่อไม่ทรงทราบความที่อาจารย์เหล่านั้นรู้ปัญหาเพราะอาศัย
พระโพธิสัตว์ ทรงสำคัญว่า บัณฑิตทั้ง ๕ รู้ด้วยปัญญาของตน ก็ทรง
โสมนัสตรัสคาถานี้ว่า

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 370 (เล่ม 63)

ลาภของเราไม่น้อยเลยที่มีบัณฑิตเช่นนี้อยู่ใน
ราชสกุล เพราะว่าบัณฑิตทั้งหลายแทงตลอดเนื้อความ
ของปัญหาอันลึกละเอียดด้วยเป็นสุภาษิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิวิชฺฌนฺติ ความว่า กล่าวแก้ปัญหา
ด้วยสุภาษิต.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า เราควรทำอาการยินดีแก่บัณฑิต
เหล่านั้นด้วยความยินดี เมื่อจะทรงทำความยินดีนั้นให้เป็นแจ้ง จึงตรัสคาถาว่า
เรามีความพอใจยิ่งด้วยปัญหาที่กล่าวไพเราะ
ให้รถเทียมม้าอัสดรรถหนึ่ง ๆ และบ้านส่วยอันเจริญ
บ้านหนึ่ง ๆ แก่ท่านทั้งปวงผู้เป็นบัณฑิต.
ครั้นตรัสฉะนั้นแล้วได้พระราชทานสิ่งทั้งปวงนั้น.
จบปัญหาแพะในทวาทสนิบาต
ฝ่ายพระราชเทวีอุทุมพรทรงทราบความที่บัณฑิตทั้ง ๔ รู้ปัญหาอาศัย
มโหสถ จึงทรงดำริว่า พระราชาพระราชทานรางวัลแก่บัณฑิตทั้ง ๕ เป็น
เหมือนคนทำถั่วเขียวกับถั่วราชมาษให้ไม่แปลกกัน จึงเสด็จไปเฝ้าพระราชา
ทูลถามว่า ใครทูลแก้ปัญหาถวาย พระราชาตรัสตอบว่า บัณฑิตทั้ง ๕
พระราชเทวีทูลว่า บัณฑิตทั้ง ๕ รู้ปัญหาของพระองค์อาศัยใคร พระราชา
ตรัสตอบว่า เราไม่รู้ พระนางอุทุมพรจึงกราบทูลว่า บัณฑิตทั้ง ๔ คน
เหล่านี้จะรู้อะไร มโหสถให้เรียนปัญหาด้วยเห็นว่า คนเขลาเหล่านี้อย่าได้
ฉิบหายเสียเลย ก็พระองค์พระราชทานรางวัลแก่บัณฑิตทั้งปวงเสมอกันนั่นไม่
สมควรเลย ควรจะพระราชทานแก่มโหสถให้เป็นพิเศษ พระราชาทรงเห็นว่า
มโหสถนี้ไม่บอกความที่บัณฑิตทั้ง ๔ รู้ปัญหาอาศัยตน ก็ทรงโสมนัส มีพระ

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 371 (เล่ม 63)

ประสงค์จะทรงทำสักการะให้ยิ่งกว่า จึงทรงคิดว่า ยกไว้เถิด เราจักถาม
ปัญหาอันหนึ่งกะบุตรของเรา และทำสักการะใหญ่ในกาลเมื่อบุตรของเรากล่าว
แก้ เมื่อพระราชาทรงคิดปัญหาอันหนึ่ง จึงทรงคิดสิริเมณฑกปัญหา (ปัญหา
ว่าปัญญากับทรัพย์อะไรจะประเสริฐกว่ากัน ) วันหนึ่ง เวลาบัณฑิตทั้ง ๕ มา
เฝ้านั่งสบายแล้ว ตรัสกะเสนกะว่า ท่านอาจารย์เสนกะ เราจักถามปัญหา
เสนกะกราบทูลรับว่า ตรัสถามเถิดพระเจ้าข้า พระราชาจึงตรัสคาถาที่หนึ่งใน
สิริเมณฑกปัญหาว่า
แน่ะอาจารย์เสนกะ เราละเนื้อความนี้กะท่าน
บรรดาคน ๒ พวก คือคนสมบูรณ์ด้วยปัญญา แต่
เสื่อมจากสิริ และคนมียศแต่ไร้ปัญญา นักปราชญ์
ยกย่องใครว่าประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กเมตฺถ เสยฺโย ความว่า บรรดาคน
๒ พวกนี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคนไหนว่าประเสริฐ ได้ยินว่า ปัญหานี้
สืบเนื่องมาจากวงศ์ของเสนกะ ฉะนั้นเสนกะจึงได้กราบทูลเฉลยปัญหานั้นได้
ทันทีว่า
ข้าแต่พระจอมประชาราษฏร์ คนฉลาดและคน
เขลา คนบริบูรณ์ด้วยศิลปะและหาศิลปะนี้ได้ แม้มีชาติ
สูงก็ย่อมเป็นผู้รับใช้ของคนหาชาติมิได้ แต่มียศ ข้า-
พระองค์เห็นความดังนี้จึงขอทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคน
เลวทราม คนมีสิริแลเป็นคนประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิหีโน ความว่า คนมีปัญญาเป็นคน
เลวทราม คนเป็นใหญ่นั่นแลเป็นคนประเสริฐ.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 372 (เล่ม 63)

พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับคำของเสนกะนั้นแล้ว ไม่ตรัสถามอาจารย์
อีก ๓ คน เมื่อจะตรัสถามมโหสถบัณฑิตผู้ยังใหม่ในหมู่ซึ่งนั่งอยู่ จึงตรัสว่า
ดูก่อนมโหสถผู้มีปัญญาไม่ทราม ผู้เห็นธรรม
สิ้นเชิง เราถามเจ้า ในคน ๒ พวกนี้ นักปราชญ์
ยกย่องใคร คนพาลผู้มียศ หรือบัณฑิตผู้ไม่มีโภคะ
คนไหนว่าประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลธมฺมทสฺสิ แปลว่า ผู้เห็นธรรม
ทั้งปวง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทูลเตือนพระราชาว่า โปรดทรงฟังเถิด พระ-
มหาราชเจ้า แล้วทูลว่า
คนพาลทำธรรมเป็นบาปก็สำคัญว่าอิสริยะของ
เราในโลกนี้ประเสริฐ คนพาลเห็นโลกนี้เป็นปกติ
ไม่เห็น โลกหน้าเป็นปกติ ก็ได้รับเคราะห์ร้ายในโลก
ทั้ง ๒ ข้าพระองค์เห็นความเหล่านี้จึงขอกราบทูลว่า
คนมีปัญญาประเสริฐแท้ คนเขลามียศจะประเสริฐ
อะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธเมว ความว่า สำคัญว่าอิสริยะ
ของเรานี้เท่านั้นในโลกนี้ประเสริฐ. บทว่า กลิมคฺคเหสิ ความว่า คนพาล
ทำกรรมเป็นบาปด้วยความเมาในอิสริยะ เกิดในนรกเป็นต้น ในปรโลก มาจาก
นรกนั้นเกิดเป็นผู้มีโภชนะเป็นทุกข์ในตระกูลต่ำในโลกนี้อีก ชื่อว่าย่อมถือเอา
ความปราชัยในโลกทั้งสอง ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอตมฺปิ ความว่า
ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกล่าวว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาเท่านั้นเป็นผู้สูงสุด
ผู้โง่เขลาแม้เป็นใหญ่ก็ไม่ใช่ผู้สูงสุด.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 63)

เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลดังนี้ พระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตรดูเสนกะ
ตรัสว่า มโหสถสรรเสริญคนมีปัญญาว่าเป็นผู้สูงสุดมิใช่หรือ เสนกะทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า มโหสถยังเด็ก แม้จนวันนี้ปากของเธอก็ยังไม่สิ้นกลิ่น
น้ำนมมิใช่หรือ เธอจะรู้อะไร ทูลฉะนี้แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า
ศิลปะนี้ หรือเผ่าพันธุ์ หรือร่างกาย ย่อมหาได้
จัดแจงโภคสมบัติให้ไม่ มหาชนย่อมคบหาโครวินท
เศรษฐีผู้มีเขฬะไหลจากคางทั้งสองข้าง ผู้ถึงความสุข
ผู้มีสิริต่ำช้า ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงทูลว่า คน
มีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเป็นคนประเสริฐแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอฬมูคํ ได้แก่ มีน้ำลายไหลเลอะหน้า.
บทว่า โครวินฺทํ ความว่า ได้ยินว่า โครวินทะนั้นเป็นเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐
โกฏิ ในพระนครนั้นแล มีรูปร่างแปลก ไม่มีบุตร ไม่มีธิดา ไม่รู้ศิลปะอะไร ๆ
เมื่อเขาพูด น้ำลายไหล ๒ ข้างลูกคาง มีสตรีสองคนดั่งเทพอัปสร ประดับ
ด้วยเครื่องประดับทั้งปวงถือดอกอุบลเขียวที่บานดีแล้ว ยืนอยู่สองข้างคอยรอง
รับน้ำลายด้วยดอกอุบลเขียวแล้วทั้งดอกอุบลทางหน้าต่าง ฝ่ายพวกนักเลงสุรา
เมื่อจะเข้าร้านเครื่องดื่ม มีความต้องการดอกอุบลเขียว ก็พากันไปประตูเรือน
ของเศรษฐีนั้น แล้วกล่าวว่า ข้าแต่นายโครวินทเศรษฐี ท่านเศรษฐีได้ยิน
เสียงนักเลงเหล่านั้น ยืนที่หน้าต่างกล่าวว่า อะไรพ่อ ขณะนั้นน้ำลายก็ไหล
จากปากของท่าน หญิงสองคนนั้นก็เอาดอกอุบลเขียวรองรับน้ำลายแล้วโยนทั้ง
ไปในระหว่างถนน พวกนักเลงก็เก็บดอกอุบลเหล่านั้นเอาไปล้างน้ำ แล้ว
ประดับตัวเข้าร้านเครื่องดื่ม เศรษฐีนั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสิริอย่างนี้ เสนกะ
เมื่อแสดงเศรษฐีนั้นเป็นตัวอย่าง จึงกล่าวอย่างนี้.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 63)

พระราชาทรงสดับดังนั้น แล้วตรัสว่า พ่อมโหสถบัณฑิต เจ้าจะกล่าว
แก้อย่างไร มโหสถบัณฑิตกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เสนกะจะรู้อะไร
เห็นแต่ยศเท่านั้น ไม่เห็นไม้ค้อนใหญ่ซึ่งจะตกบนศีรษะ เปรียบเหมือนกาอยู่
ในที่เทข้าวสุก และเปรียบเหมือนสุนัขปรารภจะดื่มนมส้ม โปรดฟังเถิด
พระเจ้าข้า ทูลฉะนี้แล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า
คนมีปัญญาน้อยได้ความสุขแล้วย่อมประมาท
อันความทุกข์ถูกต้องแล้วย่อมถึงความหลง อันสุข
หรือทุกข์ที่จรมาถูกต้องแล้วย่อมหวั่นไหว เหมือนปลา
ดิ้นรนในที่ร้อน ข้าพระองค์เห็นความอย่างนี้ จึง
กราบทูลว่า คนมีปัญญาแลประเสริฐ คนเขลามียศ
ย่อมไม่ประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลทฺธา สุขํ ความว่า คนเขลาได้
อิสริยสุขแล้วย่อมมัวเมาคือประมาท คนประมาทย่อมทำบาปมาก. บทว่า
ทุกฺเขน ความว่า อันความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจถูกต้องแล้ว.
บทว่า อาคนฺตุเกน ได้แก่ ที่มิได้เกิดขึ้นภายใน ด้วยว่าแม้ความสุขของสัตว์
ทั้งหลาย ก็เป็นของจรมาทั้งนั้น มิได้เป็นไปประจำ. บทว่า ฆมฺเม ความว่า
เหมือนปลาที่เขาเอาขึ้นจากน้ำนำมาโยนไปในแดด ย่อมดิ้นรน.
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสถามเสนกะว่า ท่าน
อาจารย์จะแก้อย่างไร เสนกะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ มโหสถ
นี้จะรู้อะไร มนุษย์ทั้งหลายจงยกไว้ก่อน วิหกทั้งหลายย่อมคบหาแต่ต้นไม้ที่
เกิดในป่า ซึ่งสมบูรณ์ด้วยผลเท่านั้น ทูลฉะนี้แล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า
ฝูงนกบินเร่ร่อนมาโดยรอบ สู่ต้นไม่ในป่าอันมี
ผลดีฉันใด ชนเป็นอันมากย่อมคบหาสมาคมบุคคลผู้

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 375 (เล่ม 63)

มั่งคั่งมีโภคทรัพย์ เพราะความต้องการด้วยทรัพย์
ฉันนั้น ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงกราบทูลว่า
คนมีปัญญาเป็นคนต่ำช้า คนมีสิริเท่านั้นเป็นคน
ประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุชฺชโน ความว่า มนุษย์เป็นอันมาก
ประชุมกันเพื่อเหตุแห่งทรัพย์.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสกะมโหสถว่า พ่อจะแก้อย่างไร
มโหสถบัณฑิตจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เสนกะท้องโตคนนี้จะรู้
อะไร โปรดฟังเถิด พระเจ้าข้า ทูลฉะนี้แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า
คนเขลามีกำลัง แต่หายังประโยชน์นี้ให้สำเร็จไม่
ได้ทรัพย์มาด้วยทำกิจร้ายแรง นายนิรยบาลคร่าคน-
เขลานั้นผู้ไม่ฉลาด ผู้ร้องไห้อยู่ ไปสู่นรกอันทุกข์ยิ่ง
ข้าพระองค์เห็นความอย่างนี้ จึงกราบทูลว่า คนมี
ปัญญาแลประเสริฐ คนเขลามียศย่อมไม่ประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาหสํ ความว่า คนเขลาทำการงานที่
ความร้ายแรงด้วยความร้ายแรง เบียดเบียนประชาชนจึงได้ทรัพย์ เมื่อเป็น
เช่นนั้น นายนิรยบาลทั้งหลายจึงคร่าคนเขลานั้นผู้ไม่ฉลาด ร้องไห้อยู่นั่นแล
ไปสู่นรกอัน มีเวทนามีกำลัง.
เมื่อพระราชาตรัสถามอีกว่า ท่านอาจารย์เสนกะ ท่านจะแก้อย่างไร
เสนกะจึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โปรดฟังเถิด แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
แม่น้ำน้อยใหญ่อันใดอันหนึ่ง ย่อมไหลไปสู่
แม่น้ำคงคา แม่น้ำเหล่านั้นทั้งหมดเทียวย่อมละชื่อ
และถิ่นเสีย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สมุทร ย่อมไม่ปรากฏ

375