ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 316 (เล่ม 63)

งูติดอยู่ในกระโปรง หรือดุจนกติดอยู่ในกรง หรือ
เหล่าปลาอยู่ในข่าย ผู้มีพลและพาหนะคุมล้อมอยู่
ให้พ้นจากความลำเค็ญ ข้าพระองค์จักยังกองทัพปัญ-
จาละให้หนีไป ดุจไล่ฝูงกาด้วยก้อนดิน ข้าพระองค์
มิได้เปลื้องพระองค์ผู้เสด็จอยู่ในที่คับขันให้พ้นจาก
ทุกข์ ชื่อว่าปัญญาของข้าพระองค์นั้นจะมีประโยชน์
อะไร หรือบุคคลเป็นข้าพระองค์นั้นเป็นอมาตย์ จะมี
ประโยชน์อะไร.
[๖๔๘] แน่ะพ่อหนุ่ม ๆ พวกเจ้าจงลุกมา จง
เปิดประตูอุโมงค์ ประตูห้องติดต่อเครื่องยนต์ พระ-
เจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยเหล่าอมาตย์ จักเสด็จไปโดย
อุโมงค์.
[๖๔๙] พวกคนรับใช้ของมโหสถบัณฑิต ได้ฟัง
คำของมโหสถแล้ว จึงเปิดประตูอุโมงค์ และเครื่อง
สลักห้ามอันประกอบด้วยยนต์.
[๖๕๐] เสนกะเดินไปก่อน มโหสถเดินไปข้าง
หลัง พระเจ้าวิเทหราชเสด็จดำเนินไปท่ามกลางพร้อม
ด้วยอมาตย์ห้อมล้อมเป็นราชบริพาร.
[๖๕๑] พระเจ้าวิเทหราช เสด็จออกจากอุโมงค์
ขึ้นสู่เรือแล้ว มโหสถรู้ว่าพระองค์ขึ้นสู่เรือแล้ว ได้
ถวายอนุศาสน์ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระเจ้าจุลนี
พรหมทัตนี้เป็นพระสัสสุระของพระองค์ ข้าแต่พระ-
จอมประชากร พระนางนันทาเทวีนี้เป็นพระสัสสูของ

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 317 (เล่ม 63)

พระองค์ การปฏิบัติพระราชมารดาของพระองค์อย่าง
ใด จงมีแก่พระสัสสูของพระองค์อย่างนั้น ข้าแต่
พระราชา พระเชษฐภาดาร่วมพระอุทรพระมารดา
เดียวกันโดยตรงของพระองค์ทรงรักใคร่อย่างใด
พระปัญจาลจันทราชกุมาร พระองค์ควรทรงรักใคร่
อย่างนั้น พระนางปัญจาลจันทีนี้ เป็นพระราชบุตรี
ของพระเจ้าพรหมทัตที่พระองค์ทรงปรารถนา พระ-
องค์จงทำความใคร่ของพระองค์แก่พระนาง พระนาง
จงเป็นพระมเหสีของพระองค์.
[๖๕๒] ดูก่อนมโหสถ เจ้าจงรีบขึ้นเรือ เจ้าจะ
ยืนอยู่ริมฝั่งคงคาทำไมหนอ เราทั้งหลายพ้นจากทุกข์
แล้วโดยยาก จงไปบัดนี้เถิด.
[๖๕๓] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า การที่ข้าพระองค์
ผู้เป็นนายกแห่งเสนา มาทอดทิ้งเสนางคนิกรเสีย เอา
แต่ตัวรอด หาชอบไม่ ข้าพระองค์จักนำมา ซึ่ง
เสนางคนิกรในกรุงมิถิลาที่พระองค์ละไว้ และสิ่ง
ของที่พระเจ้าพรหมทัตประทานแล้ว.
[๖๕๔] ดูก่อนบัณฑิต เจ้าเป็นผู้มีเสนาน้อย
จักข่มพระเจ้าจุลนีผู้มีเสนามากตั้งอยู่อย่างไร เจ้าเป็น
ไม่มีกำลัง จักลำบากด้วยพระเจ้าจุลนีผู้มีกำลัง.
[๖๕๕] ถ้าบุคคลมีความคิด แม้มีเสนาน้อย
ย่อมชนะบุคคลผู้ไม่มีความคิด ที่มีเสนามากได้ พระ-
ราชาพระองค์เดียว ย่อมชนะพระราชาทั้งหลายได้ ดุจ
ดวงอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืด ฉะนั้น.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 318 (เล่ม 63)

[๖๕๖] แน่ะเสนกาจารย์ การอยู่ร่วมด้วยเหล่า
บัณฑิตเป็นสุขดีหนอ เพราะว่ามโหสถปลดเปลื้อง
พวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือข้าศึก ดุจบุคคลปลดเปลื้อง
ฝูงนกที่ติดอยู่ในกรง หรือฝูงปลาที่ติดอยู่ในแห ฉะนั้น.
[๖๕๗] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า บัณฑิตทั้งหลาย
นำความสุขมาแท้จริงอย่างนี้ที่เดียว มโหสถปลดเปลื้อง
พวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือข้าศึก ดุจบุคคลปลดเปลื้อง
ฝูงนกที่ติดอยู่ในกรง หรือฝูงปลาที่ติดอยู่ในแหฉะนั้น.
[๖๕๘] พระเจ้าจุลนีผู้มีกำลังมาก รักษาการ
ตลอดราตรีทั้งสิ้น ครั้นอรุณขึ้นก็เสด็จถึงอุปการนคร
พระเจ้ากรุงอุตตรปัญจาละพระนามว่าจุลนี ผู้มีกำลัง
มาก เสด็จทรงช้างที่นั่งตัวประเสริฐมีกำลังอายุ ๖๐ ปี
ได้ตรัสการทัพกะเสนาของพระองค์ พระองค์ทรงสวม
เกราะแก้วมณีพระหัตถ์จับศร ได้ตรัสกะเหล่าทวยหาญ
ผู้รับใช้ ซึ่งชำนาญในศิลป์เป็นอันมากประชุมกันอยู่.
[๖๕๙] เจ้าทั้งหลายจงไสช้างพลายมีกำลัง อายุ
๖๐ ปี ช้างทั้งหลายจงย่ำยีนครที่พระเจ้าวิเทหราชทรง
สร้างไว้ดีแล้วเสีย ลูกศรอันขาวเช่นเขี้ยวงาปลายแหลม
คม สามารถแทงกระดูกได้ เกลื้องเกลาเหล่านี้ จง
ตกลงดังห่าฝนด้วยกำลังธนูเหล่าโยธารุ่นหนุ่มสวม-
เกราะ แกล้วกล้า มีอาวุธประกอบด้วยด้ามอันวิจิตร
เหล่าช้างใหญ่แล่นมา จงหันหน้าสู่ช้างทั้งหลาย
หอกทั้งหลายที่ขัดด้วยน้ำมันแล้ว มีแสงเป็นประกาย

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 319 (เล่ม 63)

วะวับรุ่งเรืองตั้งอยู่ ดังดาวประกายพรึก มีรัศมีมาก
เมื่อเหล่าโยธาของเรามีกำลัง คือ อาวุธ ทรงสังวาลคือ
เกราะ ไม่ล่าหนีในสงครามเช่นนี้ พระเจ้าวิเทหราช
จะพ้นไปได้ที่ไหน หากจะเป็นเหมือนนกบินไปทาง
อากาศ จักทำได้อย่างไร ก็โยธาของเราทั้งหมด
๓๙,๐๐๐ ซึ่งเราเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน ไม่เห็นเทียมทัน
สามารถตัดศีรษะข้าศึกเอามาคนละศีรษะได้ อนึ่งช้าง
พลายทั้งหลายอันประดับแล้ว มีกำลัง อายุ ๖๐ ปี
เหล่าโยธาหนุ่ม ๆ มีผิวพรรณดังทองคำงดงามอยู่บน
คอ โยธาทั้งหลายมีเครื่องประดับสีเหลือง นุ่งผ้า
สีเหลือง ห่มผ้าเฉียงบ่าสีเหลือง งดงามอยู่บนคอช้าง
ดังเทพบุตรทั้งหลายในนันทนวัน ดาบทั้งหลายมีสิ่ง
ปลาสลาดขัดลูด้วยน้ำมัน แสงวะวับ อันเหล่าโยธา
ผู้วีรบุรุษทำเสร็จแล้ว มีคมเสมอ มีคมยิ่ง เงาวับ
ดาบทั้งหลายหาสนิมมิได้ ทำด้วยเหล็กกล้ามั่นคง อัน
เหล่าโยธาผู้มีกำลัง เชี่ยวชาญในวิธีประหาร ถือเป็น
คู่มือแล้ว เหล่าโยธาผู้ถึงพร้อมด้วยความงามดังทองคำ
สวมเสื้อสีแดง กวัดแกว่งดาบย่อมงดงาม ดังสายฟ้า
แวบวับอยู่ในระหว่างก่อนเมฆ เหล่าโยธาผู้กล้าหาญ
สวมเกราะ สามารถยังธงให้สะบัดในอากาศ ฉลาด
ในการใช้ดาบและเกราะถือดาบ ฝึกมาอย่างชำนาญ
สามารถจะตัดคอช้างให้ขาดตกลง (แต่กาลก่อน) ท่าน
เป็นผู้อันหมู่ชนเช่นนี้แวดล้อม แต่กาลนี้ ความพ้นภัย

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 320 (เล่ม 63)

ของท่านไม่มี เราไม่เห็นราชานุภาพของท่าน ที่จะ
เป็นเหตุให้ท่านไปกรุงมิถิลาได้เลย.
[๖๖๐] พระองค์ด่วนไสช้างที่นั่งตัวประเสริฐมา
ทำไมหนอ พระองค์มีพระหฤทัยร่าเริงแล้วเสด็จมา
คงจะเข้าพระทัยว่า ทรงเป็นผู้ได้ประโยชน์แล้ว ขอ
พระองค์ทรงลดแล่งธนูนั่นลงเสียเถิด ทรงทิ้งลูกธนู
เสียเถิด ทรงเปลื้องเกราะอันงาม โชติช่วงด้วยแก้ว
ไพฑูรย์แก้วมณีนั่นออกเสียเถิด.
[๖๖๑] เจ้าเป็นผู้มีผิวหน้าผ่องใส และกล่าว
ถ้อยคำเคยยิ้มแย้ม ความถึงพร้อมแห่งผิวพรรณเช่นนี้
ย่อมมีในเวลาใกล้ตาย.
[๖๖๒] ข้าแต่ขัตติยราช พระดำรัสที่พระองค์
ตรัสคุกคาม ไร้ประโยชน์เสียแล้ว พระองค์เป็นผู้มี
พระดำริกระจายไปทั่วแล้ว พระองค์จับพระเจ้าวิเทห-
ราชไม่ได้หรอก ดังม้าสินธพอันม้ากระจอกไล่ไม่ทัน
พระเจ้าวิเทหราชพร้อมเหล่าอมาตย์ราชบริพาร เสด็จ
ข้ามคงคาไปแล้วแต่วันวานนี้ เมื่อพระองค์จักติดตาม
ไปก็จักตก เหมือนกาบินไล่ตามพระยาหงส์ฉะนั้น.
[๖๖๓] สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเป็นสัตว์ต่ำช้ากว่า
มฤค เห็นดอกทองกวาวบานในรัตติกาล ก็สำคัญว่า
ชิ้นเนื้อเข้าล้อมต้นอยู่ ครั้นเมื่อราตรีล่วงไปแล้ว พระ-
อาทิตย์ขึ้น สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นสัตว์ต่ำช้ากว่ามฤค เห็น
ดอกทองกวาวบานแล้ว หมดหวัง ฉันใด ข้าแต่

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 321 (เล่ม 63)

พระราช พระองค์ทรงล้อมพระเจ้าวิเทหราชก็จักทรง
หมดหวังเสด็จไป เหมือนสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเห็น
ดอกทองกวาว ฉันนั้น.
[๖๖๔] เจ้าทั้งหลายจงตัดมือและเท้า หูและจมูก
ของมโหสถผู้ปล่อยพระเจ้าวิเทหราชศัตรูของข้าซึ่งอยู่
ในเงื้อมมือแล้วไปเสีย เจ้าทั้งหลายจงเสียบมโหสถผู้
ปล่อยพระเจ้าวิเทหราชศัตรูของข้าซึ่งอยู่ในเงื้อมมือ
แล้วไปเสีย ในหลาวย่างมันให้ร้อน ดุจย่างเนื้อฉะนั้น
บุคคลแทงหนังโคที่แผ่นดิน หรือเที่ยวหนึ่งราชสีห์
หรือเสือโคร่งฉุดมาด้วยขอ ฉันใด ข้าจักให้เจ้าทั้งหลาย
ทิ่มแทงมโหสถผู้ปล่อยพระเจ้าวิเทหราชศัตรูของข้าซึ่ง
อยู่ในเงื้อมมือแล้วไปเสีย แล้วฆ่าเสียด้วยหอก ฉันนั้น.
[๖๖๕] ถ้าพระองค์ตัดมือและเท้า หูและจมูก
ของข้าพระองค์ พระเจ้าวิเทหราชจักให้ตัดพระหัตถ์
เป็นอาทิแห่งพระปัญจาลจันทราโอรสพระนางปัญจาล
จันที่ราชธิดา และพระนางนันทาเทวีมเหสีของพระ-
องค์ พระเจ้าวิเทหราชจักให้ตัดพระหัตถ์เป็นต้นของ
พระราชโอรส พระราชธิดาและพระมเหสีของพระองค์
อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าพระองค์เสียบเนื้อข้าพระองค์
ในหลาวย่างให้ร้อน พระเจ้าวิเทหราชก็จักเสียบเนื้อ
พระปัญจาลจันทราชโอรสพระนางปัญจาลจันทีราช-
ธิดา และพระนางนันทาเทวีมเหสีของพระองค์ ย่างให้
ร้อน พระเจ้าวิเทหราชจักให้เสียบเนื้อพระราชโอรส

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 322 (เล่ม 63)

พระราชธิดา และพระมเหสีของพระองค์ ย่างให้ร้อน
อย่างนั้นเหมือนกัน
ถ้าพระองค์จักทิ่มแทงข้าพระองค์ด้วยหอก พระ-
เจ้าวิเทหราชก็จักให้ทิ่มแทงพระปัญจาลจันทราชโอรส
พระนางปัญจาลจันทีราชธิดา และพระนางนันทาเทวี
มเหสีของพระองค์ด้วยหอก พระเจ้าวิเทหราชจักให้
ทิ่มแทงพระราชโอรสพระราชธิดา และพระมเหสีของ
พระองค์ด้วยหอกอย่างนั้นเหมือนกัน
ข้อความดังกราบทูลมาอย่างนี้ข้าพระองค์ทั้งสอง
คือพระเจ้าวิเทหราชกับพระองค์ได้ปรึกษาตกลงกันไว้
แล้วเป็นความลับ โล่หนังมีน้ำหนัก ๑๐๐ ปละ ที่ช่าง
หนังทำสำเร็จแล้วด้วยมีดของช่างหนัง ย่อมช่วย
ป้องกันตัว เพื่อห้ามกันลูกศรทั้งหลาย ฉันใด ข้า-
พระองค์เป็นผู้นำความสุข บรรเทาทุกข์ถวายพระเจ้า
วิเทหราชผู้เรื่องยศ ก็จำต้องทำลายลูกศรคือพระดำริ
ของพระองค์ ด้วยโล่หนังคือความคิดของข้าพระองค์
ฉันนั้น.
[๖๖๖] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เชิญเถิด ขอ
เชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูภายในเมืองของพระองค์
ซึ่งว่างเปล่า นางสนมและกุมารทั้งหลายตลอดถึง
พระชนนีของพระองค์ ข้าพระองค์ให้นำออกจาก
อุโมงค์ ถวายไปแด่พระเจ้าวิเทหราชแล้ว.

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 323 (เล่ม 63)

[๖๖๗] เจ้าจงไปภายในเมืองของเรา ตรวจตรา
ดู คำของมโหสถนี้ จริงหรือเท็จอย่างไร.
[๖๖๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า มโหสถทูล
อย่างใด ข้อความนั้นก็เป็นอย่างนั้น พระราชนิเวศน์
ทั้งปวงว่างเปล่า ดุจที่ลงหากินแห่งกา.
[๖๖๙] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระนางนันทา-
เทวี เสด็จไปแล้วจากอุโมงค์นี้ เป็นผู้มีพระสรีราพยพ
อันงานสรรพ มีพระโสณีควรเปรียบกับแผ่นทองคำ
ธรรมชาติ มีปกติตรัสประภาษไพเราะเสนาะดังเสียง
ลูกหงส์.
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระนางนันทาเทวี อันข้าพระ-
องค์น้ำเสด็จออกไปจากอุโมงค์นี้ เป็นผู้มีสรรพางด
งามน่าทัศนา ทรงพระภูษาโกไสยมีพระรูปอำไพดุจ
สุวรรณ สายรัดพระองค์นั้นก็งามทำด้วยกาญจนวิจิตร
มีพระบาทสดไสพระโลหิตขึ้นแดง อันแถลงเบญจ-
กัลยาณี ชี้ไว้เป็นแบบด้วยสามารถแห่งพระฉวี พระ
มังสา พระเกศา พระเส้นเอ็น และพระอัฐิงามดี มี
สายรัดพระองค์แก้วมณีแกมสุวรรณ ดวงพระเนตร
นั้นเปรียบกับตานกพิราบ มีพระสรีรภาพอันโสภา
ริมพระโอฐแดงดุจผลตำลึงสุกก็ปานกัน มีบั้นพระองค์
บางอย่างจะรวบกำรอบทีเดียว มีบั้นพระองค์เล็กเรี่ยว
ดุจเถานาคลดาเกิดแล้วดี และดุจกาญจนไพที พระศก
ของพระนางนันทาเทวียาวดำปลายช้อยเล็กน้อยดุจ

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 324 (เล่ม 63)

ปลายมีด พระนางเจ้านั้น มีดวงพระเนตรเขื่องราวกะ
ดวงตาแห่งลูกมฤคหนึ่งขวบเกิดดีแล้ว หรือดุจเปลว
เพลิงในเหมันตฤดู แม่น้ำใกล้ภูผาหรือหมู่ไม้ดาดาษ
ไปด้วยไม้ไผ่เล็ก ๆ ย่อมงดงาม ฉันใด เส้นพระโลน-
ชาติก็อ่อนงดงามฉันนั้น พระนางมีพระเพลางามดัง
งวงกุญชรงาน มีพระถันยุคลดังคู่ผลมะพลับทองงาม
เป็นที่หนึ่ง มีพระสัณฐานพึงพอดีไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก
พระโลมาของพระนางเจ้านั้น มีพองามไม่มากนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพาหนะสมบูรณ์ด้วยสิริ พระองค์
ทรงยินดีด้วยการทิวงคตของพระนางเป็นแน่ ข้าพระ-
องค์และพระนางนันทาเทวี จะไปสู่สำนักยมราชเป็น
แน่.
[๖๗๐] เจ้ารู้เล่ห์กลอันเป็นทิพย์ หรือเจ้าได้ทำ
อุบายเพียงบังตา ในการที่เจ้าปล่อยพระเจ้าวิเทหราช
ผู้เป็นศัตรูของข้า ซึ่งตกอยู่ในเงื้อมมือข้าแล้ว.
[๖๗๑] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า บัณฑิตทั้งหลาย
ในโลกนี้ย่อมบรรลุเล่ห์กลอันเป็นทิพย์บัณฑิตชนผู้มี
ความรู้เหล่านั้น จึงเปลื้องตนจากทุกข์ได้ เหล่าโยธา
รุ่นหนุ่มเป็นคนฉลาด เป็นทหารขุดอุโมงค์ ของข้า-
พระองค์มีอยู่ พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปกรุงมิถิลาโดย
ทางที่ทหารเหล่านี้ทำไว้.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 63)

[๖๗๒] เชิญเถิด พระเจ้าข้า ขอเชิญพระองค์
ทอดพระเนตรอุโมงค์ที่ได้สร้างไว้ดีแล้ว งามรุ่งเรือง
ด้วยระเบียบแห่งกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ
และกองพลราบ ซึ่งสำเร็จดีแล้วตั้งอยู่.
[๖๗๓] ดูก่อนมโหสถ บัณฑิตทั้งหลายเช่นนี้
เหล่านี้อย่างตัวเจ้า อยู่ในเรือน ในแว่นแคว้นแห่งผู้ใด
เป็นลาภของชาววิเทหรัฐ และชาวกรุงมิถิลาผู้ได้อยู่
ร่วมกับผู้นั้น.
[๖๗๔] ข้าจะให้เครื่องเลี้ยงชีพ การบริหาร
เบี้ยเลี้ยง และบำเหน็จเพิ่มขึ้น ๒ เท่า และให้โภค-
สมบัติอันไพบูลย์อื่น ๆ เจ้าจงใช้สอยสิ่งที่ปรารถนา
จงรื่นรมย์เถิด อย่ากลับไปหาพระเจ้าวิเทหราชเลย
พระเจ้าวิเทหราช จักทำอะไรได้.
[๖๗๕] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ใดสละท่านผู้
ชุบเลี้ยงตนเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ผู้นั้นย่อมถูกตนเอง
และผู้อื่นติเตียนทั้งสองฝ่าย พระเจ้าวิเทหราชยังทรง
พระชนม์อยู่เพียงใด ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษ
ของพระราชาอื่นเพียงนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ใด
สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตนเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ผู้นั้นย่อม
ถูกตนเองและผู้อื่นติเตียนทั้งสองฝ่าย พระเจ้าวิเทห-
ราช ยังดำรงพระชนม์อยู่เพียงใด ข้าพระองค์ไม่พึง
อยู่ในแว่นแคว้นของพระราชาอื่นเพียงนั้น.

325