ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 306 (เล่ม 63)

[๖๐๙] ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสถนี้ให้หาย
ไปเสียจากแว่นแคว้นของเรา เพราะเขาพูดเป็น
อันตรายแก่การได้รัตนะของเรา.
[๖๑๐] แต่นั้น มโหสถบัณฑิตได้หลีกไปจาก
ราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช ทีนั้นได้เรียกนก
สุวบัณฑิต ชื่อ มาธุระ ตัวเป็นทูตมาสั่งว่า แน่ะสหาย
ตัวมีปีกเขียว เจ้าจงมาทำการขวนขวายเพื่อเรา นาง
นกสาลิกาที่เขาเลี้ยงไว้ ณ ที่บรรทมของของพระเจ้า
ปัญจาลราชมีอยู่ ก็นางนักนั้นเป็นนกฉลาดในสิ่งทั้ง
ปวง เจ้าจงถามนางนกนั้นโดยพิสดาร นางนกนั้น
รู้ความลับทุกอย่างของพระเจ้าปัญจาลราช และของ
พราหมณ์เกวัฏผู้โกสิยโคตรทั้งสองนั้น นกสุวบัณฑิต
ชื่อมาธุระ ตัวนี้ปีกเขียวรับคำมโหสถว่า เออ แล้วได้ไป
สู่สำนักนางนกสาลิกา แต่นั้นนกสุวบัณฑิตชื่อมาธุระ
นั้น ครั้นไปถึงแล้ว ได้เรียกนางนกสาลิกาตัวมีกรงงาม
พูดเพราะ มาถามว่า เธอพออดทนอยู่ในกรงงาม
ดอกหรือ เธอมีความผาสุกในเพศดอกหรือ ข้าวตอก
กับน้ำผึ้งเธอได้ในกรงงามของเธอดอกหรือ ดูก่อน
สหายสุวบัณฑิต ความสุขมีแก่ฉัน และความสบายก็
มี อนึ่ง ข้าวตอกกับน้ำผึ้งฉันก็ได้เพียงพอ ดูก่อน
สหาย ท่านมาแต่ไหน หรือว่าใครใช้ท่านมา ก่อน
แต่นี้ฉันไม่เคยเห็นท่าน หรือไม่ได้ยินเลย.

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 307 (เล่ม 63)

[๖๑๑] ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เขาเลี้ยงไว้ในที่บรรทม
ปราสาทของพระเจ้าสีวิราช พระราชาพระองค์นั้น
เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม โปรดให้ปล่อยสัตว์ทั้งหลายที่ถูก
ขังจากที่ขังนั้น ๆ นางนกสาริกาตัวหนึ่งพูดอ่อนหวาน
เป็นภรรยาของฉัน เหยี่ยวได้ฆ่านางนกสาลิกานั้นเสีย
ในต้องที่บรรทม ต่อหน้าฉันผู้อยู่ในกรงงามซึ่งเห็น
อยู่ ฉันรักใคร่ต่อเธอจึงมาในสำนักของเธอ ถ้าเธอ
พึงให้โอกาส เราทั้งสองก็จะได้อยู่ร่วมกัน.
[๖๑๒] นกแขกเต้าก็พึงรักใคร่กับนางนกแขก
เต้า นกสาลิกาก็พึงรักใคร่กับนางนกสาลิกา การที่
นกแขกเต้าจะอยู่ร่วมกับนางนกสาลิกา ดูกระไรอยู่.
[๖๑๓] เออก็ผู้ใดใคร่ในกามกับนางจัณฑาล ผู้
นั้นทั้งหมดย่อมเป็นเช่นกับนางจัณฑาลนั้น เพราะว่า
บุคคลไม่เป็นเช่นเดียวกัน ในเพราะกามย่อมไม่มี.
พระราชมารดาของพระเจ้าสีวิ พระนามว่า
ชัมพาวดี มีอยู่ พระนางเป็นหญิงจัณฑาล ได้เป็น
พระมเหสีที่รักของพระเจ้าวาสุเทพกัณหโคตร
กินรีชื่อรัตนวดีมีอยู่ แม้นางก็ได้ร่วมรักกะดาบส
ชื่อวัจฉะ มนุษย์ทั้งหลายย่อมร่วมอภิรมย์กับมฤดีก็มี
มนุษย์และสัตว์ไม่เป็นเช่นเดียวกัน ในเพราะกามย่อม
ไม่มี เอาเถอะ แม่สาลิกาตัวพูดเพราะ ฉันจักไปละ
เพราะถ้อยคำของเธอนั้นเป็นเหตุให้รู้ประจักษ์ เธอ
ดูหมิ่นฉันนัก.

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 308 (เล่ม 63)

[๖๑๔] ดูก่อนมาธุรสุวบัณฑิต สิริย่อมไม่มีแก่
ผู้ด่วนได้ ขอเชิญท่านอยู่ ณ ที่นี้จนกว่าจะได้เห็น
พระราชา จนได้ฟังเสียงตะโพน และได้เห็นอานุภาพ
ของพระราชา.
[๖๑๕] เสียงเซ็งแซ่นี้ฉันได้ยินภายนอกชนบท
ว่า พระราชธิดาของพระเจ้าปัญจาลราชมีพระฉวี-
วรรณดังดาวประกายพรึก พระเจ้ากรุงปัญจาลราช
จักถวายพระราชธิดานั้นแก่ชาววิเทหรัฐ คือจักมีการ
อภิเษกระหว่างพระวิเทหราชกับพระราชธิดานั้น.
[๖๑๖] แน่ะมาธุระ การที่เหล่าอมิตรทำวิวาห-
มงคลเช่นนี้ เหมือนกับการที่พระเจ้าปัญจาลราชจักทำ
วิวาหมงคลพระราชธิดากับพระเจ้าวิเทหราช ขออย่า
ได้มีเลย.
พระราชาผู้เป็นจอมทัพแห่งชาวปัญจาละ จัก
ทรงนำพระเจ้าวิเทหราชมาแล้ว แต่นั้นก็จักฆ่าพระ-
เจ้าวเทหราชเสีย เพราะพระเจ้าจุลนี มิใช่สหายของ
พระเจ้าวิเทหราช.
[๖๑๗] เอาเถิด เธอจงอนุญาตให้ฉันไปสัก ๗
ราตรี เพียงให้ฉันได้กราบทูลพระเจ้าสีวิราช และ
พระมเหสีว่า ฉันได้อยู่ในสำนกของนางนกสาลิกา
แล้ว.
[๖๑๘] เอาเถิด ฉันอนุญาตให้ท่านไปประมาณ
๗ ราตรี ถ้าท่านไม่กลับมายังสำนักของฉันโดย ๗

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 63)

ราตรี ฉันจะสำคัญตัวฉันว่า หยั่งลงแล้ว สงบแล้ว
ท่านจักมาในเมื่อฉันตายแล้ว.
[๖๑๙] ลำดับนั้นแล นกมาธุรสุวบัณฑิตได้บิน
ไปแจ้งแก่มโหสถว่านี้เป็นคำของนกสาริกา.
[๖๒๐] บุคคลบริโภคสมบัติในเรือนของผู้ใด
พึงประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นทีเดียว.
[๖๒๑] ข้าแต่พระจอมประชาชน เอาเถิด
ข้าพระองค์ จักไปสู่ปัญจาลบุรีที่น่ารื่นรมย์ดีก่อน เพื่อ
สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระเจ้าวิเทหราชผู้ทรง
ยศ ข้าแต่จอมกษัตริย์ ครั้นข้าพระองค์สร้างพระ
ราชนิเวศน์ถวายแล้ว ส่งข่าวมากราบทูลพระองค์เมื่อ
ใด พระองค์พึงเสด็จไปเมื่อนั้น.
[๖๒๒] ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตได้ไปสู่บุรีที่
น่ารื่นรมย์ดี ของพระเจ้าปัญจาลราชก่อน เพื่อสร้าง
พระราชนิเวศน์ถวายพระเจ้าวิเทหราชผู้ทรงยศ มโห-
สถสร้างพระราชนิเวศน์เพื่อพระเจ้าวิเทหราชผู้ทรงยศ
เสร็จแล้ว ภายหลังจึงส่งทูตทูลพระเจ้าวิเทหราชว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จมาบัดนี้
พระราชนิเวศน์ที่สร้างเพื่อพระองค์สำเร็จแล้ว.
[๖๒๓] ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วย
จตุรงคเสนาเสด็จไปสู่นครอันมั่งคั่ง ที่มโหสถสร้างไว้
ในแคว้นกัปปิละ เพื่อทอดพระเนตรพาหนะอันหา
ที่สุดมิได้.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 63)

[๖๒๔] ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปถึง
แคว้นกัปปิละแล้ว ทรงส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระ
เจ้าจุลนีพรหมทัตว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉัน
มาเพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ ขอพระ-
องค์โปรดพระราชทานพระราชธิดาผู้งดงามทั่วองค์
ประดับด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วย
หมู่นางข้าหลวง ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้
เถิด.
[๖๒๕] ดูก่อนพระเจ้าวิเทหราช พระองค์เสด็จ
มาดีแล้วเสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้พระองค์หาฤกษ์
อาวาหมงคลไว้ หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดาประดับ
ด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วยหมู่นาง
ข้าหลวงแก่พระองค์.
[๖๒๖] ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชก็ได้ทรงหา
พระฤกษ์ ครั้นหาพระฤกษ์ได้แล้ว จึงได้ทรงส่งพระ-
สาสน์ไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า ขอพระองค์โปรด
พระราชทานพระราชธิดาผู้งดงามทั่วองค์ ประดับด้วย
ราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้า-
หลวง ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน บัดนี้เถิด.
[๖๒๖] หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดาผู้งดงาม
ทั่วองค์ ประดับด้วยราชาลังการล้วนแต่ทองคำ ห้อม-
ล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง แด่พระองค์ในบัดนี้.

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 63)

[๖๒๘] กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ
อันเป็นกองทัพสวมเกราะตั้งอยู่ จุดคบเพลิงสว่างไสว
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสำคัญอย่างไรกันหนอ.
[๖๒๙] กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ
อันเป็นกองทัพสวมเกราะตั้งอยู่ จุดคบเพลิงสว่างไสว
ดูก่อนมโหสถบัณฑิต พวกนั้นจักทำอะไรกันหนอ.
[๖๓๐] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระเจ้าจุลนี-
พรหมทัตมีกำลังมาก ล้อมพระองค์ไว้ ประทุษร้าย
พระองค์ รุ่งเช้าจักปลงพระชนม์พระองค์.
[๖๓๑] ใจของข้าสั่น และปากก็แห้งผาก เรา
เป็นเหมือนถูกไฟไหม้กลางแดด ไม่บรรลุถึงความ
เย็นใจ เตาของช่างทองรุ่งเรืองภายใน ไม่รุ่งเรือง
ภายนอก ฉันใด ใจของเราย่อมเร่าร้อนอยู่ภายใน
ไม่ปรากฏภายนอก ฉันนั้น.
[๖๓๒] ข้าแต่บรมกษัตริย์ พระองค์เป็นผู้
ประมาทแล้ว เป็นไปล่วงความคิด มีความคิดทำลาย
เสียแล้ว บัดนี้บัณฑิตทั้ง ๔ ผู้มีความคิดจงป้องกัน
พระองค์เถิด พระองค์ไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์
ผู้เป็นอมาตย์ใคร่ประโยชน์แสวงหาความเกื้อกูล ทรง
ยินดีแล้วด้วยพระปีติอันเศร้าหมองของพระองค์ ดุจ
มฤคตกหลุมฉะนั้น ปลาอยากกินของสดคือเหยื่อย่อม
กลืนเบ็ดอันงอ ซึ่งปิดไว้ด้วยเนื้ออันเป็นเหยื่อ มันย่อม
ไม่รู้ความตายของตน ฉันใด ข้าแต่พระราชา พระ-

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 63)

องค์เป็นผู้มีความปรารถนาในกาม ย่อมไม่ทรงทราบ
พระราชธิดาของพระเจ้าจุลนีผู้เป็นดุจเหยื่อ ราวกะ
ปลาไม่รู้จักเหยื่อคือความตายของตน ฉันนั้นนั่นเทียว
ถ้าพระองค์เสด็จนครปัญจาละ จักต้องสละพระองค์
ทันที ภัยใหญ่จักถึงพระองค์ ดุจภัยมาถึงมฤคตัวตาม
ไปถึงทางประตูบ้านฉะนั้น ข้าแต่พระจอมประชากร
บุรุษผู้ไม่ประเสริฐ เป็นเหมือนงูอยู่ในพกพึงกัดเอา
ผู้มีปัญญาไม่พึงทำไมตรีกับบุรุษเช่นนั้น เพราะการคบ
บุรุษชั่ว เป็นทุกข์โดยแท้ ข้าแต่พระจอมเกล้าประชากร
บุรุษผู้มีศีล เป็นพหูสูตนี้ พึงรู้คุณแห่งไมตรีใด ผู้มี
ปัญญาพึงทำไมตรีนั้นกับบุรุษนั้นนั่นเทียว เพราะการ
คบสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นสุขโดยแท้.
[๖๓๓] ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นคนเขลา
บ้าน้ำลาย ที่กล่าวถึงเหตุแห่งการได้รัตนะสูงสุดใน
สำนักข้าพระองค์ ข้าพระองค์เจริญด้วยหางไถจะรู้จัก
ความเจริญเหมือนคนอื่นเขาได้อย่างไร ท่านทั้งหลาย
จงไสคอมโหสถนี้ ให้หายไปเสียจากแว่นแคว้นของเรา
เพราะเขาพูดเป็นอันตรายแต่การได้รัตนะของเรา.
[๖๓๔] ดูก่อนมโหสถ บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่
ทิ่มแทงเพราะโทษที่ล่วงไปแล้ว เจ้ามาทิ่มแทงข้าดุจ
ม้าที่เขาผูกไว้ด้วยประดับทำไม ถ้าเห็นว่าเราจะพ้นภัย
ได้ หรือเห็นว่าเราจะปลอดภัยได้ ก็จงสั่งสอนเราโดย

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 63)

ความสวัสดีนั้นแหละ เจ้าจะทิ่มแทงเราเพราะโทษที่
ล่วงไปแล้วทำไม.
[๖๓๕] ข้าแต่บรมกษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่
เป็นไปล่วงแล้ว ทำได้ยาก เป็นแดนเกิดที่ยินดีได้ยาก
ข้าพระองค์ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพระองค์ได้ ขอ
พระองค์ทรงทราบเองเถิด ช้าง ม้า นก ยักษ์ ผู้มี
ฤทธิ์ มียศ สามารถไปได้ทางอากาศมีอยู่ ช้างเป็นต้น
ผู้มีอิทธานุภาพเห็นปานนั้น ที่พระองค์มีอยู่ แม้เหล่านั้น
ก็พึงพาพระองค์ไปได้ ข้าแต่บรมกษัตริย์ กรรมของ
มนุษย์ที่เป็นไปล่วงแล้ว ทำได้ยาก เป็นแดนเกิดที่
ยินดีได้ยาก ข้าพระองค์ไม่สามารถจะปลดเปลื้อง
พระองค์โดยทางอากาศได้.
[๖๓๖] บุรุษผู้ยังไม่เห็นฝั่งในมหาสมุทร ได้ที่
พำนักในประเทศใด เขาย่อมได้ความสุขในประเทศ
นั้น ฉันใด ท่านมโหสถ ขอท่านได้เป็นที่พึ่งของ
พวกเราและของพระราชา ฉันนั้น ท่านเป็นประเสริฐ
สุดกว่าพวกข้าพเจ้าเหล่ามนตรี ขอท่านช่วยปลดเปลื้อง
พวกเราจากทุกข์เถิด.
[๖๓๗] ท่านอาจารย์เสนกะ กรรมของมนุษย์
ที่เป็นไปล่วงแล้วทำได้ยาก เป็นแดนเกิดที่ยินดีได้ยาก
ข้าพเจ้าไม่สามารถจะปลดเปลื้องท่านได้ ขอท่านจง
ทราบเอาเองเถิด.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 63)

[๖๓๘] ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัย
ใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์เสนกะ ท่าน
จะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไรในกาลนี้.
[๖๓๙] พวกเราจงเอาไฟเผาเสียตั้งแต่ประตูหรือ
จงจับมีดฆ่ากันและกันละชีวิตเสียพลัน อย่าทันให้
พระราชาพรหมทัตฆ่าพวกเราให้ลำบากนาน.
[๖๕๐] ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัย
ใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์ปุกกุสะ
ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไรในกาลนี้.
[๖๕๑] พวกเราควรกินยาพิษตายละชีวิตเสีย-
พลัน อย่าทันให้พระราชพรหมทัตฆ่าพวกเราให้
ลำบากนาน.
[๖๕๒] ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็น
ภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์กามินทะ
ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไรในกาลนี้.
[๖๕๓] พวกเราพึงเอาเชือกผูกให้ตาย หรือโดด
ลงบ่อให้ตายเสีย อย่าทันให้พระราชาพรหมทัตฆ่า
พวกเราให้ลำบากเลย.
[๖๕๔] ท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็น
ภัยใหญ่นั่นหรือ บัดนี้ข้าพเจ้าขอถามอาจารย์เทวินทะ
ท่านจะสำคัญสิ่งที่ควรทำอย่างไรในกาลนี้.
[๖๕๕] พวกเราจงเอาไฟเผาเสียตั้งแต่ประตู
หรือจงจับมีดฆ่ากันและกันละชีวิตเสียพลัน ถ้ามโหสถ
ไม่สามารถจะปลดเปลื้องพวกเราโดยง่าย.

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 315 (เล่ม 63)

[๖๕๖] บุคคลแสวงหาแก่นของต้นกล้วย ย่อม
ไม่ได้ฉันใด เราทั้งหลายแสวงหาอุบายเครื่องพ้นจาก
ทุกข์ ก็ย่อมไม่ประสบปัญหานั้น ฉันนั้น บุคคล
แสวงหาแก่นแห่งไม้งิ้วย่อมหาไม่ได้ฉันใด เราทั้งหลาย
แสวงหาอุบายเครื่องพ้นจากทุกข์ย่อมไม่ประสบปัญหา
นั้น ฉันนั้น การอยู่ของช้างทั้งหลายในสถานที่ไม่มี
น้ำ ชื่อว่าอยู่ในที่นี้ใช่ประเทศ เพราะว่าช้างเหล่านั้น
อยู่ในสถานที่อันไม่มีน้ำ ชื่อว่ามิใช่ประเทศ ย่อมตก
อยู่ในอำนาจของปัจจามิตรเร็วพลัน ฉันใด แม้การที่
เราทั้งหลายอยู่ในที่ใกล้ของมนุษย์ชั่ว เป็นคนพาลหา
ความรู้มิได้ ก็ชื่อว่าอยู่ในสถานที่มิใช่ประเทศ ฉันนั้น
ใจของเราสั่น และปากก็แห้งผาก เราเป็นเหมือนถูก
ไฟไหม้กลางแดด ได้บรรลุถึงความเย็นใจ เตาของ
ช่างทองรุ่งเรืองภายใน ไม่รุ่งเรืองภายนอก ฉันใด
ใจของเราย่อมเร่าร้อนอยู่ภายใน ไม่ปรากฏภายนอก
ฉันนั้น.
[๖๔๗] แต่นั้นมโหสถผู้เป็นบัณฑิตที่ปัญญาเห็น
ประโยชน์ เห็นพระเจ้าวิเทหราชถึงความทุกข์ จึงได้
กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์
อย่าตกพระหฤทัยกลัวเลย ข้าแต่พระองค์ผู้องอาจใน
ทางรถ ขอพระองค์อย่าตกพระหฤทัยกลัวเลย ข้าพระ-
องค์จักเปลื้องพระองค์ผู้ดุจดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์
อันราหูจับแล้ว หรือดุจช้างจมติดในเปือกตม หรือดุจ

315