ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 296 (เล่ม 63)

วิจิตรต่าง ๆ อันรูปเช่นรูปสักรินทรเทวราชแวดล้อม
รักษาดีแล้ว ดุจป่าอันเสือโคร่งทั้งหลายรักษาดีแล้ว
ฉะนั้น ย่อมปรากฏ ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปทางประตูนี้ จง
ทรงเหยียบภูมิภาคอันราบรื่นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกรูปํ ได้แก่ มีชาติไม่น้อย. บทว่า
นานาจิตฺตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ. บทว่า ปกาสติ ความว่า
ประตูนี้ปรากฏว่าชื่ออะไร. บทว่า อากิณฺณํ ความว่า แวดล้อมแล้ว. บทว่า
พฺยคฺเฆเหว สุรกฺขิตํ ความว่า ป่าใหญ่อันเสือโคร่งหรือราชสีห์ทั้งหลาย
รักษาดีแล้ว ฉันใด ประตูนี้อันรูปเช่นรูปพระอินทร์นั่นแลรักษาดีแล้วฉันนั้น
ก็ความที่รูปเปรียบพระอินทร์เหล่านั้นเข้าตั้งไว้เพื่อประโยชน์ในการอารักขา
พึงกล่าวในกลาวกชาดกในเอกนิบาต. บทว่า กิมภญฺญมาหุ ความว่า เขาเรียก
ประตูนี้ว่าชื่ออะไร. บทว่า ปเวสนํ ความว่า สร้างไว้อย่างดีเพื่อประโยชน์.
เสด็จเข้าออก. บทว่า สุทสฺสนสฺส ความว่า เขาสิเนรุซึ่งงามน่าดู. บทว่า
ทฺวารํ เหตํ ความว่า ประตูนี้เป็นประตูของเทพนคร กว้างยาวหมื่นโยชน์
ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเขาสิเนรุ. บทว่า ปกาสติ ความว่า ซุ้มประตูย่อม
ปรากฏ. บทว่า ปวิเสเตน ความว่า ขอเชิญเสด็จเข้านครทางประตูนี้. บทว่า
อรุชํ ภูมิ ปกฺกม ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์ทรงเหยียบ
ทิพยภูมิภาคอันราบรื่นล้วนแล้วไปด้วยทองเงินและแก้วมณี มีบุปผชาตินานา-
ชนิดเกลื่อนกลาด ด้วยยานทิพย์
ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีได้เชิญพระเจ้าเนมิราชเสด็จ
เข้าเทพนคร เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 297 (เล่ม 63)

พระเจ้าเนมิมหาราชประทับอยู่บนทิพยานอัน
เทียมม้าสินธพหนึ่งพันเสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตร
เห็นเทวสภานี้.
พระเจ้าเนมิราชนั้นประทับอยู่บนทิพยานเสด็จไป ได้ทอดพระเนตร
เห็นเทวสภาชื่อสุธรรมา จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถี มาตลีเทพสารถีแม้นั้น
ก็ได้ทูลบอก
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งแล้วนี้ ส่องแสง-
สว่างจากฝาแก้วไพฑูรย์ ราวกะอากาศส่องแสงเขียว
สดปรากฏในสรทกาล ฉะนั้น ความปลื้มใจย่อมปรากฏ
แต่เรา เพราะได้เห็นวิมานนี้ ดูก่อนมาตลีเทพสารถี
เราขอถามท่าน วิมานนี้เขาเรียกชื่อว่าอะไร.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำตรัสถาม ตาม
ที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชา
ผู้ไม่ทรงทราบว่า วิมานนี้นั้นเป็นเทวสภา มีนาม
ปรากฏว่าสุธรรมา ตามที่เรียกกัน รุ่งเรืองด้วยแก้ว
ไพฑูรย์งามวิจิตร อันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้ว มีเสา
ทั้งหลาย ๘ เหลี่ยมทำไว้ดีแล้ว ล้วนแล้วด้วยแก้ว
ไพฑูรย์ทุก ๆ เสา รองรับไว้ เป็นที่ซึ่งเทพเจ้าเหล่า
ดาวดึงส์ทั้งหมดมีพระอินทร์เป็นประมุข ประชุมกัน
คิดประโยชน์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าแต่
พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญพระองค์
เสด็จเข้าไปสู่ที่เป็นที่อนุโมทนาของเทวดาทั้งหลาย
โดยทางนี้.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 298 (เล่ม 63)

ฝ่ายเทวดาทั้งหลายนั่งคอยพระเจ้าเนมิราชเสด็จมา เทวดาเหล่านั้นได้
ฟังว่า พระเจ้าเนมิราชเสด็จมาแล้ว ต่างก็ถือของหอมธูปเครื่องอบและดอกไม้
ทิพย์ ไปคอยอยู่ที่ทางจะเสด็จมา ตั้งแต่ซุ้มประตูจิตตกูฏ บูชาพระมหาสัตว์
ด้วยของหอมและบุปผชาติเป็นต้น นำเสด็จสู่เทวสภาชื่อสุธรรมา พระเจ้า
เนมิราชเสด็จลงจากรถเข้าสู่เทวสภา เทวดาทั้งหลายในที่นั้นเชิญเสด็จให้
ประทับนั่งบนทิพยอาสน์. ท้าวสักกเทวราชเชิญเสด็จให้ประทับนั่งบนทิพยอาสน์
และเสวยทิพยกามสุข.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเมื่อความนั้น จึงตรัสว่า
เทวดาทั้งหลายเห็นพระเจ้าเนมิราชเสด็จมาถึง
ก็พากันยินดีต้อนรับว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์
เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้
ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญ
ประทับนั่งในที่ใกล้ท้าวสักกเทวราช ณ บัดนี้เถิด
ท้าวสักกเทวราช ทรงยินดีต้อนรับ พระองค์ผู้เป็นพระ.
ราชาแห่งชาววิเทหรัฐ ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวกรุงมิถิลา
ท้าววาสวเทวราชทรงเชื้อเชิญให้เสวยทิพยกามารมณ์
เสด็จมาถึงทิพยสถาน อันเป็นที่อยู่ของเทวดาทั้งหลาย
ผู้ยังสิ่งที่ตนประสงค์ให้เป็นไปได้ตามอำนาจ ขอเชิญ
ประทับอยู่ในหมู่เทวดาผู้สำเร็จด้วยทิพยกามทั้งมวล
ขอเชิญเสวยทิพยกามารมณ์ในหมู่เทพเจ้าชาวดาวดึงส์
เถิด.

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 299 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏินนฺทึสุ ความว่า ร่วมกันประพฤติ
เป็นที่รัก คือ ต่างยินดีร่าเริงต้อนรับ. บทว่า สพฺพกามสนิทฺธิสุ ได้แก่
ผู้ประกอบด้วยความสำเร็จทิพยกามารมณ์ทั้งปวง.
ท้าวสักกเทวราชเชิญเสด็จพระมหาสัตว์ให้เสวยทิพยกามารมณ์และให้
ประทับบนทิพยอาสน์อย่างนี้ พระเจ้าเนมิราชทรงสดับดังนั้น เมื่อจะดำรัสห้าม
จึงตรัสว่า
สิ่งใดที่ได้มาเพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเปรียบเหมือน
ยวดยานหรือทรัพย์ที่ยืมเขามา ฉะนั้น หม่อมฉันไม่
ปรารถนาสิ่งซึ่งผู้อื่นให้ บุญทั้งหลายที่หม่อนฉันทำเอง
ย่อมเป็นทรัพย์ที่จะติดตามหม่อมฉันไป หม่อมฉันจัก
กลับ ไปทำกุศลให้มากในหมู่มนุษย์ ด้วยการบริจาค
ทาน การประพฤติสม่ำเสมอ ความสำรวม และการ
ฝึกอินทรีย์ ซึ่งทำไว้แล้วจะได้ความสุข และไม่
เดือดร้อนในภายหลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่า สิ่งใด
ที่ได้มาเพราะการให้แต่ผู้อื่น คือของผู้อื่นนั้นเป็นปัจจัย คือเพราะผู้อื่น
นั้นให้ สิ่งนั้น ย่อมเป็นเช่นกับของที่ยืมเขามา ฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่
ปรารถนาสิ่งนั้น. บทว่า สยํ กตานิ ความว่า ก็บุญทั้งหลายเหล่าใดที่
หม่อมฉันกระทำไว้ด้วยตน การกระทำบุญเหล่านั้นของหม่อมฉันนั้นแหละ
ไม่สาธารณะแก่คนเหล่าอื่น. บทว่า อาเวนิยํ ธนํ ได้แก่ ทรัพย์ที่ติดตามไป.
บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ด้วยความประพฤติสม่ำเสมอทางไตรทวาร. บทว่า
สญฺญเมน ได้แก่ ด้วยการรักษาศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยการฝึก
อินทรีย์.

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 300 (เล่ม 63)

พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรม ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแก่เทวดา
ทั้งหลายอย่างนี้ เมื่อทรงแสดงประทับอยู่ ๗ วัน โดยการนับในมนุษย์ ยังหมู่
เทพเจ้าให้ยินดีประทับอยู่ท่ามกลางหมู่เทวดานั่นเอง เมื่อจะทรงพรรณนาคุณ
แห่งมาตลีเทพสารถี จึงตรัสว่า
มาตลีเทพสารถีผู้เจริญ เป็นผู้มีอุปการะมากแก่
หม่อมฉัน ได้แสดงสถานที่อยู่ของผู้มีธรรมอันงาม
และของผู้มีกรรมอันลามก แก่หม่อมฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เม กลฺยาณกมฺมานํ ปาปานํ
ปฏิทสฺสยิ ความว่า มาตลีเทพสารถีนี้ได้แสดงสถานที่เป็นที่อยู่ของเทวดา
ทั้งหลายผู้มีกรรมอันงาม และสถานที่ของสัตว์นรกทั้งหลายผู้มีกรรมอันลามก
แก่หม่อมฉัน.
ลำดับนั้น พระเจ้าเนมิราชเชิญท้าวสักกเทวราชมาตรัสว่า ข้าแต่-
มหาราช หม่อมฉันปรารถนาเพื่อกลับไปมนุษยโลก ท้าวสักกเทวราชจึงมี
เทวโองการสั่งมาตลีเทพสารถีว่า ท่านจงนำพระเจ้าเนมิราชเสด็จกลับไปใน
กรุงมิถิลานั้นอีก มาตลีเทพสารถีรับเทวบัญชาแล้วได้จัดเทียมรถไว้ พระเจ้า
เนมิราชทรงบันเทิงกับหมู่เทวดาแล้วยังเหล่าเทวดาให้กลับ ตรัสอำลาแล้ว
เสด็จทรงรถ มาตลีเทพสารถีขับรถไปถึงกรุงมิถิลาทางทิศปราจีน มหาชนเห็น
ทิพยรถก็มีจิตบันเทิงว่า พระราชาของพวกเราเสด็จกลับแล้ว มาตลีเทพสารถี
ทำประทักษิณกรุงมิถิลา ยังพระมหาสัตว์ให้เสด็จลงที่สีหบัญชรนั้น แล้วทูลลา
กลับ ไปยังที่อยู่ของตนทีเดียว ฝ่ายมหาชนก็แวดล้อมพระราชาทูลถามว่า
เทวโลกเป็นเช่นไร พระเจ้า ข้าพระเจ้าเนมิราชทรงเล่าถึงสมบัติของเหล่าเทวดา
และของท้าวสักกเทวราชแล้วตรัสว่า แม้ท่านทั้งหลายก็จงทำบุญมีทานเป็นต้น
ก็จักบังเกิดในเทวโลกนั้นเหมือนกัน แล้วทรงแสดงธรรมแก่มหาชน.

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 301 (เล่ม 63)

ครั้นกาลต่อมา พระมหาสัตว์เนมิราชนั้น เมื่อภูษามาลากราบทูลความ
พี่พระเกศาหงอกเกิดขึ้น จึงทรงให้ถอนพระศกหงอกด้วยพระแหนบทองคำ
วางในพระหัตถ์ ทอดพระเนตรเห็นพระศกหงอกนั้นแล้วสลดพระหฤทัย
พระราชทานบ้านส่วยแก่ภูษามาลา มีพระราชประสงค์จะทรงผนวช จึงมอบ
ราชสมบัติแก่พระราชโอรส เมื่อพระราชโอรสทูลถามว่า พระองค์จักทรงผนวช
เพราะเหตุไร เมื่อจะตรัสบอกเหตุแก่พระราชโอรส จึงตรัสคาถาว่า
ผมหงอกที่งอกขึ้นบนเศียรของพ่อเหล่านี้ เกิด
แล้วก็นำความหนุ่มไปเสีย เป็นเทวทูตปรากฏแล้ว สมัย
นี้จึงเป็นคราวที่พ่อจะบวช.
พระเจ้าเนมิราชตรัสคาถาแล้ว เป็นเหมือนพระราชาองค์ก่อน ๆ
ทรงผนวชแล้วประทับอยู่ ณ อัมพวันนั้นนั่นเอง เจริญพรหมวิหาร ๔ มีฌาน
ไม่เสื่อม ได้เป็นผู้บังเกิดในพรหมโลก พระศาสดาเมื่อจะทรงทำให้แจ้งซึ่ง
ความที่พระเจ้าเนมิราชนั้นทรงผนวชแล้ว จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า
พระเจ้าเนมิราชราชาแห่งแคว้นวิเทหะ ผู้ทรง
อนุเคราะห์ชาวมิถิลา ตรัสคาถานี้แล้ว ทรงบูชายัญ
เป็นอันมาก ทรงเข้าถึงความเป็นผู้สำรวมแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ วตฺวา ความว่า ตรัสคาถานี้ว่า
อุตฺตมงฺครุหา มยฺหํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ปุถุยญฺญํ ยชิตฺวาน ได้แก่
ถวายทานเป็นอันมาก. บทว่า สญฺญมํ อชฺฌุปาคมิ ความว่า ทรงเข้าถึง
ความสำรวมในศีล ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าเนมิราชนั้น มีพระนามว่า
กาลารัชชกะ ตัดวงศ์นั้น (คือเมื่อถึงคราวพระศกหงอกและทราบแล้วหาทรง
ผนวชไม่).

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 302 (เล่ม 63)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์ แม้ในกาล
ก่อน ตถาคตก็ออกมหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน ตรัสฉะนั้นแล้ว ทรงประกาศ
จตุราริยสัจ ประชุมชาดก ท้าวสักกเทวราช ในครั้งนั้น กลับชาติมาเกิดเป็น
ภิกษุชื่ออนุรุทธะในกาลนี้ มาตลีเทพสารถีเป็นภิกษุชื่ออานนท์ กษัตริย์
๘๔,๐๐๐ องค์ เป็นพุทธบริษัท ก็เนมิราช คือเราผู้สัมมาสัมพุทธะนี่เองแล.
จบ เนมิราชชาดก

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 303 (เล่ม 63)

๕. มโหสถชาดก
ว่าด้วยพระมโหสถบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี
[๖๐๐] ดูก่อนพ่อมโหสถ พระเจ้าจุลนีพรหมทัต
เจ้ากรุงปัญจาละเสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพ
ทุกหมู่เหล่า กองทัพของพระเจ้ากรุงปัญจาละนี้นั้นพึง
ประมาณไม่ได้ มีกองช่างโยธา กองราบ ล้วนแต่
ฉลาดในสงความทั้งปวง สามารถจะนำข้าศึกมาได้
มีเสียงอื้ออึง ยังกันและกันให้รู้ด้วยเสียงกลอง และ
เสียงสังข์
มีวิทยาทางโลหธาตุ มีเครื่องประดับ มีธงเกลื่อน
กล่นด้วยช้างม้า สมบูรณ์ด้วยเหล่าคนมีศิลป์ ตั้งมั่น
ด้วยดีด้วยเหล่าทหารผู้แกล้วกล้า
กล่าวกันว่า ในกองทัพนี้ มีราชบุรุษ ๑๐ คน
เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา ประชุมปรึกษากันในที่ลับ
พระชนนีของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต เป็นที่ ๑๑ ย่อม
ทรงสั่งสอนชาวปัญจาละนครที่นั้น บรรดาชนเหล่านี้
พระราชาร้อยเอ็ดผู้เรืองยศ ตามเสด็จพระเจ้าปัญจาล-
ราช ถูกชิงแว่นแคว้น กลัวมรณภัย ตกอยู่ในอำนาจ
ของชาวปัญจลนคร เป็นผู้ทำตามพระราชกระแสที่
ดำรัส ไม่มีความปรารถนาก็จำต้องกล่าวเป็นที่รักตาม
เสด็จพระเจ้าปัญจาลราช เป็นผู้มีอำนาจมาก่อน ไม่มี
ความปรารถนาก็ต้องอยู่ในอำนาจของพระเจ้าปัญจาล-

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 304 (เล่ม 63)

ราช กรุงมิถิลาถูกกองทัพนั้นแวดล้อมเป็น ๓ ชั้น
ราชธานีของชาววิเทหรัฐถูกขุดเป็นคูโดยรอบ กองทัพ
ที่แวดล้อมกรุงมิถิลาโดยรอบนั้น ปรากฏเหมือนดาว
บนท้องฟ้า ดูก่อนพ่อมโหสถ พ่อจงรู้ว่า พวกเราจัก
พ้นทุกข์ได้อย่างไร.
[๖๐๑] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์
ทรงเหยียดพระยุคลบาทให้ผาสุก เชิญเสวย และรื่น
รมย์ในกามสมบัติเถิด พระเจ้าจุลนีพรหมทัตจะละ
กองทัพชาวปัญจาละหนีไป.
[๖๐๒] พระราชามีพระราชประสงค์จะทรงทำ
สันถวไมตรี จะประทานรัตนะทั้งหลายแด่พระองค์ แต่
นี้ไป ทูตทั้งหลายผู้มีวาจาไพเราะ กล่าวคำที่น่ารัก
จงมา จงกล่าววาจาอันอ่อนหวาน เป็นวาจาที่น่ายินดี
ปัญจาลรัฐและวิเทหรัฐทั้งสองนั้น จงเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน.
[๖๐๓] ดูก่อนอาจารย์เกวัฏ ท่านได้พบกับมโห-
สถเป็นอย่างไรหนอ เชิญกล่าวข้อความนั้นเถิด
มโหสถกับท่านต่างงดโทษกันแล้วกระมัง มโหสถ
ยินดีแล้วกระมัง.
[๖๐๔] ข้าแต่พระจอมประชากร บุรุษที่ชื่อ
มโหสถ เป็นคนเลว ไม่น่าชื่นชม กระด้าง มิใช่
สัตบุรุษ ไม่พูดอะไรสักคำ เหมือนคนใบ้ คล้ายคน
หนวก.

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 305 (เล่ม 63)

[๖๐๕] บทมนต์นี้เห็นได้แสนยากโดยแท้ ข้อ
ความที่ดีอันพระผู้มีความเพียรเห็นแล้ว ความจริง กาย
ของเราก็หวั่นไหว ใครจักละแคว้นของตนไปสู่เงื้อม
มือของคนอื่นเล่า.
[๖๐๖] พวกเราทั้ง ๖ คนเป็นบัณฑิต มีปัญญา
สูงสุดดุจแผ่นดิน มีมติสมอกันเป็นเอกฉันท์ทีเดียว
พ่อมโหสถ แม่เจ้าก็จงทำมติว่า ไปหรือไม่ไป หรืออยู่.
[๖๐๗] ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงทราบ
พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงมีอานุภาพมาก มีพลมาก
ก็พระราชานั้นปรารถนาเพื่อปลงพระชนมชีพของพระ
องค์ ดุจนายพรานฆ่ามฤคด้วยมฤคีฉะนั้น.
ปลาอยากกินของสดคือเหยื่อ ย่อมกลืนเบ็ดที่
คดซึ่งปกปิดไว้ด้วยเนื้ออันเป็นเหยื่อ มันย่อมไม่รู้จัก
ความตายของมัน ฉันใด ข้าแต่พระราชา พระองค์
ทรงปรารถนากาม ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระ
เจ้าจุลนี เหมือนปลาไม่รู้จักความตายของตนฉะนั้น
ข้าพระองค์เสด็จไปยังปัญจาลนคร จักต้องสละพระ-
องค์ทันที ภัยใหญ่จักถึงพระองค์ ดุจภัยมาถึงมฤคตัว
ตามไปถึงทางประตูบ้าน ฉะนั้น.
[๖๐๘] พวกเรานี่แหละเป็นคนเขลา บ้าน้ำลาย
ที่กล่าวถึงเหตุแห่งการได้รัตนะอันสูงสุด ในสำนักเจ้า
เจริญด้วยทางไถ จะรู้จักความเจริญเหมือนคนอื่นเขา
ได้อย่างไร.

305