ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 286 (เล่ม 63)

ว่า เอวํ คตํ ได้แก่ ถึงภาวะที่รื่นรมย์ใจอย่างนี้. บทว่า เย เกจิ แม้นี้
ท่านกล่าวโดยไม่กำหนดก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงทราบเทพบุตรเหล่านั้นว่า
เป็นอุบาสกชาวพาราณสี ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รวมกัน
เป็นคณะทำบุญเหล่านี้ จึงถึงทิพยสมบัตินั้น. บทว่า ปฏิปาทยุํ ในคาถานั้น
ความว่า ให้ถึง คือได้ถวายแด่พระอรหันต์เหล่านั้น. บทว่า ปจฺจยํ ได้เก่
คิลานปัจจัย บทว่า อทํสุ ความว่า ได้ถวายทานมีประการต่าง ๆ อย่างนี้.
มาตลีเทพสารถีนั้นทูลบอกกรรมของเทพบุตรเหล่านั้น แด่พระเจ้า-
เนมิราชด้วยประการฉะนั้นแล้ว ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วผลึกอีกวิมานหนึ่ง
วิมานแก้วผลึกนั้น ประดับด้วยยอดมิใช่น้อย ประดับด้วยวนะรุ่น ซึ่งปกคลุม
ไปด้วยนานาบุปผชาติ แวดล้อมไปด้วยแม่น้ำมีน้ำใสสะอาด กึกก้องไปด้วย
ฝูงวิหคต่าง ๆ ส่งเสียงร้อง มีหมู่อัปสรแวดล้อม เป็นสถานที่อยู่ของเทพบุตร
ผู้มีบุญองค์หนึ่งนั้นนั่นเอง พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานนั้น มี
พระหฤทัยยินดี จึงตรัสถามถึงกุศลกรรมของเทพบุตรนั้น แม้มาตลีเทพสารถี
นอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้วนี้ เกลื่อนไป
ด้วยหมู่อัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยเรือนยอดบริบูรณ์
ด้วยข้าวและน้ำ งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ส่อง
แสงสว่างจากฝาแก้วผลึก มีแม่น้ำอันประกอบด้วย
ไม้ดอกต่าง ๆ ล้อมรอบ ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่
เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น ดูก่อนมาตลีเทพ-
สารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไร
ไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 287 (เล่ม 63)

มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตาม
ที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชา
ผู้ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดี ในกรุงมิถิลา
เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และ
สะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันตทั้งหลายผู้เยือก
เย็นโดยธรรม ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย
และเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส ได้
รักษาอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่
๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์ และปาฏิหาริยปักษ์เป็นผู้สำรวม
ในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงบันเทิง
อยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นชฺโช เป็นวจนะวิปลาส ความว่า
แม่น้ำสายหนึ่งไหลล้อมรอบวิมาน. บทว่า ทุมายุตา แม่น้ำนั้นประกอบด้วย
ต้นไม้มีดอกต่างๆ. บทว่า มิถิลายํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เทพบุตรนี้
เป็นคฤหบดีคนหนึ่งในมิถิลานคร ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า ได้เป็น
ทานบดี เขากระทำกุศลกรรม มีปลูกอารามเป็นต้นเหล่านั้น จึงถึงทิพยสมบัตินี้.
ครั้นทูลบอกกรรมที่เทพบุตรนั้นกระทำ แด่พระเจ้าเนมิราชอย่างได้
แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วผลึกแม้อีกวิมานหนึ่ง
วิมานนั้นประกอบด้วยกอวนะรุ่น ซึ่งปกคลุมไปด้วยไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด
ยิ่งกว่าวิมานก่อน พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานนั้น จึงตรัสถาม
บุพกรรมของเทพบุตรผู้ประกอบด้วยสมบัตินั้น แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้
ทูลบอกแด่พระองค์

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 288 (เล่ม 63)

วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้วนี้ เกลื่อน
ไปด้วยอัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยยอดบริบูรณ์ด้วย
ข้าวและน้ำ งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ส่องแสง
สว่างออกจากฝาแล้วผลึก มีแม่น้ำอันประกอบด้วย
ไม้ดอกต่าง ๆ ล้อมรอบ และมีไม้เกด ไม้มะขวิด
ไม้มะม่วง ไม้สาละ ไม้ชมพู่ ไม้มะพลับ ไม้มะหาด
เป็นอันมาก มีผลเป็นนิตย์ ความปลื้มใจย่อมปรากฏ
แก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น ดูก้อนมาตลี
เทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ทำกรรมดีอะไร
ไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตามที่
ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้
ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีในกรุงมิถิลา
เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพาน
ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลายผู้เยือกเย็นโดยเคารพ
ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย และเสนาสนะ
ในท่านผู้ซื่อตรงด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษาอุโบสถลศีล
ประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์
และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้
สำรวมและจำแนกทาน จึงบันเทิงอยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นชฺโช ความว่า แม่น้ำสายหนึ่ง
ไหลล้อมรอบวิมานนั้น. บทว่า ทุมายุตา ความว่า แม่น้ำนั้นประกอบด้วย
ต้นไม้มีดอกต่าง ๆ. บทว่า มิถิลายํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เทพบุตรนี้

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 289 (เล่ม 63)

เป็นคฤหบดีคนหนึ่งในมิถิลานคร วิเทหรัฐ ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า
ได้เป็นทานบดี เขาทำบุญกรรมเหล่านั้น จึงถึงทิพยสมบัตินี้.
ิ ครั้นทูลบอกกรรมที่เทพบุตรแม้นั้นกระทำ แด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้
แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วไพฑูรย์อีกวิมานหนึ่ง เช่น
กับวิมานก่อนนั่นแหละ พระเจ้าเนมิราชตรัสถามถึงกรรมที่เทพบุตรผู้เสวย
ทิพยสมบัติในวิมานนั้นกระทำ แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่
พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งแล้วนี้ ประกอบ
ด้วยภูมิภาคน่ารื่นรมย์ จัดสรรไว้เป็นส่วน ๆ เปล่งแสง
สว่างออกจากฝาแก้วไพฑูรย์ เสียงทิพย์ คือเสียงเปิง
มาง เสียงตะโพน การฟ้อนรำขับร้อง และเสียง
ประโคมดนตรี ย่อมเปล่งออก น่าฟัง เป็นที่รื่นรมย์ใจ
เราไม่รู้สึกที่ได้เห็นหรือได้ฟังเสียงอันเป็นไปอย่างนี้
อันไพเราะอย่างนี้ ในกาลก่อนเลย ความปลื้มใจย่อม
ปรากฏแก่เราเพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น ดูก่อน
มาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำ
กรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตามที่
ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้
ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีในกรุงพาราณ-
สี เป็นทานบดี ได้ก่อสร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ
และสะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลายผู้
เยือกเย็นโดยเคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลาน-

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 290 (เล่ม 63)

ปัจจัย และเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส
ได้รักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่
๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์ และปาฏิหาริยปักษ์ เป็น
ผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน
จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีนั้นทูลบอกกุศลกรรมแด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้แล้ว
ขับรถต่อไป แสดงวิมานทองซึ่งมีรัศมีเหมือนดวงอาทิตย์อ่อน ๆ พระเจ้า
เนมิราชทอดพระเนตรเห็นสมบัติของเทพบุตรผู้อยู่ในวิมานทองนั้น มีพระ
หฤทัยยินดี จึงตรัสถามถึงกรรมที่เทพบุตรนั้นกระทำ แม้มาตลีเทพสารถีนอก
นี้ก็ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานทองอันบุญญานุภาพตกแต่งดีนี้ สุกใสดุจ
ดวงอาทิตย์แรกอุทัยดวงใหญ่สีแดงฉะนั้น ความปลื้ม
ใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นวิมานทองนี้ดูก่อน
มาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านเทพบุตรนี้ได้ทำกรรม
ดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตามที่
ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้
ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีอยู่ในกรุง
สาวัตถี เป็นทานบดี ได้สร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ
และสะพาน ได้ปฏิบัติบำรุงพระอรหันต์ทั้งหลายผู้
เยือกเย็นโดยเคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลาน-
ปัจจัย และเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรงด้วยใจเลื่อมใส
ได้รักษาอุโบสถศีล ประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 291 (เล่ม 63)

ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์ และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้
สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน
จึงบันเทิงอยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทยมาทิจฺโจ ได้แก่ ดวงอาทิตย์
แรกขึ้น. บทว่า สาวตฺถิยํ ความว่า เทพบุตรนั้นได้เป็นทานบดีในกรุงสาวัตถี
ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า.
ในเวลาที่มาตลีเทพสารถีทูลวิมาน ๘ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ท้าว-
สักกเทวราชทรงดำริว่า มาตลีประพฤติช้าเกิน จึงส่งเทพบุตรผู้ว่องไวแม้อื่น
อีกไปด้วยเทวบัญชาว่า ท่านจงไปบอกแก่มาตลีว่า ท้าวสักกเทวราชเรียกหาท่าน
เทพบุตรนั้นไปโดยเร็ว แจ้งแก่มาตลีเทพให้ทราบ มาตลีเทพสารถีได้สดับ
คำแห่งเทพบุตรนั้น ดำริว่า บัดนี้เราไม่อาจจะชักช้า จึงแสดงวิมานเป็นอันมาก
พร้อมกันทีเดียว พระเจ้าเนมิราชตรัสถามถึงกรรมของเหล่าเทพบุตรผู้เสวย
ทิพยสมบัติในวิมานนั้น ๆ มาตลีเทพสารถีได้ทูลบอกแล้ว
วิมานทองเป็นอันมากเหล่านี้ อันบุญญานุภาพ
ตกแต่งดีแล้ว ลอยอยู่ในนภากาศ ไพโรจน์โชติช่วง
ดังสายฟ้าในระหว่างก้อนเมฆฉะนั้น เทพบุตรทั้งหลาย
ผู้มีฤทธิ์มาก ประดับสรรพากรณ์ อันหมู่อัปสรห้อม-
ล้อม ผลัดเปลี่ยนเวียนอยู่ในวิมานนั้น ๆ โดยรอบ
ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความ
เป็นไปนั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน
เทพบุตรเหล่ามิได้ทำความดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์
บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 292 (เล่ม 63)

ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลายแด่พระราชาผู้ไม่
ทรงทราบว่า เทพบุตรเหล่านี้เป็นสาวกของพระสัม-
มาสัมพุทธเจ้า มีศรัทธาตั้งมั่นในพระสัทธรรมที่พระ-
พุทธเจ้าให้รู้แจ้งแล้ว ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ
พระศาสดา ข้าแต่พระราชา ขอเชิญพระองค์ทอด
พระเนตรสถานที่สถิตของเทพบุตรเหล่านั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวหายสาเม ความว่า วิมานเหล่านั้น
ลอยอยู่ในนภากาศ พระเจ้าเนมิราชตรัสว่า วิมานที่ตั้งอยู่ในอากาศเหล่านี้
ตั้งอยู่ด้วยดีในอากาศนั่นเอง. บทว่า วิชฺชุวพฺภฆนนฺตเร ความว่า ราวกะ
ว่าสายฟ้าที่เดินอยู่ในระหว่างก้อนเมฆ. บทว่า สุวินิฏฺฐาย ความว่า ตั้งมั่น
ด้วยดีเพราะมาด้วยมรรค มีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช เทพบุตรเหล่านั้นบวช
ในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าซึ่งเป็นนิยยานิกธรรม ในกาลก่อน เป็นผู้มีศีล
บริสุทธิ์ บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ กระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ไม่อาจที่จะยัง
พระอรหัตให้บังเกิด จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในวิมานทองเหล่านี้ ข้าแต่
พระราชา สถานที่เหล่านั้นเป็นที่สถิตของสาวกของพระกัสสปพุทธเจ้าเหล่านั้น
ซึ่งพระองค์จะทอดพระเนตร ดังนั้น ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด
พระเจ้าข้า.
มาตลีเทพสารถีนั้นแสดงวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่พระเจ้าเนมิราช
อย่างนี้แล้ว เมื่อจะกระทำอุตสาหะเพื่อเสด็จไปสำนักของท้าวสักกเทวราช
จึงทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า สถานที่อยู่ของผู้มีกรรมลามก
พระองค์ก็ทรงทราบแล้ว อนึ่ง สถานที่สถิตของผู้มี
กรรมอันงาม พระองค์ก็ทรงทราบแล้ว ข้าแต่พระราชา

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 293 (เล่ม 63)

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นไป
ในสำนักของท่าวสักกเทวราช ในบัดนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาวาสํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
พระองค์ทอดพระเนตรที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกก่อนแล้วทรงทราบสถานที่อยู่ของ
ผู้มีกรรมลามกทั้งหลาย อนึ่ง เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรวิมานที่ลอยอยู่ใน
อากาศเหล่านี้ ก็ทรงทราบสถานที่อยู่ของผู้มีกรรมอันงามแล้ว ขอเชิญพระองค์
เสด็จขึ้นทอดพระเนครทิพยสมบัติในสำนักของท้าวสักกเทวราชในบัดนี้เถิด.
ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถต่อไป แสดงสัตต-
ปริภัณฑบรรพต ซึ่งตั้งล้อมสิเนรุราชบรรพต พระศาสดาเมื่อจะตรัสการที่
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นบรรพตเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามมาตลีเทพสารถี
ให้แจ้งชัด จึงตรัสว่า
พระเจ้าเนมิมหาราชประทับอยู่บนทิพยานอัน
เทียมม้าสินธพหนึ่งพันเสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตร
เห็นภูเขาทั้งหลายในระหว่างนทีสีทันดร ครั้นทอด
พระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสถามเทพทูตมาตลีว่า ภูเขา
เหล่านี้ชื่ออะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสยุตฺตํ ความว่า เทียมด้วยม้า
สินธพพันหนึ่ง. บทว่า หยวาหึ ความว่า อันม้าทั้งหลายนำไป. บทว่า
ทิพฺพยานมธิฏฺฐิโต ความว่า เป็นผู้ประทับอยู่บนทิพยานเสด็จไป. บทว่า
อทฺทา แปลว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว. บทว่า สีทนฺตเร ได้แก่
ในระหว่างมหาสมุทรสีทันดร เล่ากันว่า น้ำในมหาสมุทรนั้นละเอียด โดยที่สุด
เพียงแววหางนกยูงที่โยนลงไป ก็ไม่อาจลอยอยู่ได้ ย่อมจมลงทีเดียว ฉะนั้น

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 294 (เล่ม 63)

มหาสมุทรนั้น จึงเรียกกันว่า มหาสมุทรสีทันดร ในระหว่างแห่งมหาสมุทร
สีทันดรนั้น. บทว่า นเค ได้แก่ ภูเขา. บทว่า เก นาม ความว่า
ภูเขาเหล่านี้ชื่ออะไร.
มาตลีเทพบุตรถูกพระเจ้าเนมิราชตรัสถามอย่างนี้แล้ว จึงทูลตอบว่า
ภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ คือ ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขากรวีกะ
ภูเขาอิสินธระ ภูเขายุคันธระ ภูเขาเนมินธระ ภูเขา
วินตกะ และภูเขาอัสสกัณณะ ภูเขาเหล่านี้สูงขึ้นไป
โดยลำดับ อยู่ในมหาสมุทรสีทันดร เป็นที่อยู่ของ
ท้าวจาตุมหาราช ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด
พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทสฺสโน ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
ภูเขานี้ชื่อสุทัสสนบรรพต อยู่ภายนอกภูเขาเหล่านั้นทั้งหมด ถัดภูเขาสุทัสสนะ
นั้น ชื่อภูเขากรวีกะ ภูเขากรวีกะนั้น สูงกว่าภูเขาสุทัสสนะ อนึ่ง ทะเลชื่อ
สีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขานั้น ถัดภูเขากรวีกะ ชื่อภูเขาอิสินธระ ภูเขา
อิสินธระนั้นสูงกว่าภูเขากรวีกะ อนึ่ง ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขา
นั้น ถัดภูเขาอิสินธระ ชื่อภูเขายุคันธระ ภูเขายุคันธระนั้นสูงกว่าภูเขาอิสินธระ
ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น ถัดภูเขายุคันธระ ชื่อภูเขา
เนมินธระ ภูเขาเนนินธระนั้นสูงกว่าภูเขายุคันธระ ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง
๒ ภูเขาแม้นั้น ถัดภูเขาเนมินธระ ชื่อภูเขาวินตกะ ภูเขาวินตกะนั้นสูงกว่า
ภูเขาเนมินธระ ทะเลชื่อสีทันดรอยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น ถัดภูเขาวินตกะ
ชื่อภูเขาอัลสกัณณะ ภูเขาอัสสกัณณะนั้นสูงกว่าภูเขาวินตกะ ทะเลชื่อสีทันดร
อยู่ในระหว่าง ๒ ภูเขาแม้นั้น.

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 295 (เล่ม 63)

บทว่า อนุปุพฺพสมุคฺคตา ความว่า ภูเขาทั้ง ๗ เหล่านั้นสูงขึ้นไป
โดยลำดับในทะเลสีทันดร ดุจคั่นบันไดตั้งอยู่. บทว่า ยานิ ความว่า ข้าแต่
มหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรภูเขาเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ
ท้าวจาตุมหาราช (เทวดาผู้รักษาโลกประจำทิศทั้ง ๔ บางทีเรียกว่า ท้าวจตุ-
โลกบาล ได้แก่ ท้าวธตรฐ ประจำทิศบรูพา ท้าววิรุฬหก ประจำทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักษ์ ประจำทิศประจิม ท้าวกุเวร ประจำทิศอุดร).
มาตลีเทพสารถีแสดงเทวโลกชั้นจาตุมหาราชแด่พระเจ้าเนมิราชอย่าง
นี้แล้ว ขับรถต่อไป แสดงรูปเปรียบพระอินทร์ ซึ่งประดิษฐานล้อมซุ้ม
ประตูจิตตกูฏ แห่งดาวดึงสพิภพ พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นทวารนั้น
แล้วตรัสถาม แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแต่พระองค์
ประตูมีรูปต่าง ๆ รุ่งเรืองวิจิตรต่าง ๆ อันรูป
เช่นรูปสักรินทรเทวราชแวดล้อมรักษาดีแล้ว ดุจป่า
อันเสือโคร่งทั้งหลายรักษาดีแล้วฉะนั้น ย่อมปรากฏ
ความปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เราเพราะได้เห็นประตูนี้
ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน ประตูนี้เขา
เรียกชื่อว่าอะไร เป็นประตูที่น่ารื่นรมย์ใจ เห็นได้
แต่ไกลทีเดียว.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม
ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้พำบุญทั้งหลาย แด่
พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า ประตูนี้เขาเรียกว่า จิตต-
กูฏ เป็นที่เสด็จเข้าออกของท้าวสักกเทวราช เพราะ
ประตูนี้เป็นประตูแห่งเทพนคร ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา
สิเนรุราชอันงามน่าดูปรากฏอยู่ มีรูปต่าง ๆ รุ่งเรือง

295