ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 63)

ลงในบ่อใหญ่นั้น พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกตกลงในนรก
อย่างนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
เพราะเหตุไร นายนิรยบาลทั้งหลายจึงจับสัตว์
นรกเหล่านี้อีกพวกหนึ่งที่เท้าเอาหัวลงโยนลงไปใน
นรก ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความ
เป็นไปนั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน
สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงลูกโยนให้ตกไป
ในนรก.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตามที่
ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชา
ผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก
เป็นผู้มีกรรมไม่ดี ล่วงเกินภรรยาทั้งหลายของชายอื่น
สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ลักภัณฑะอันอุดมเช่นนั้น จึงมาตก
นรก เสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นสิ้นปีเป็นอันมาก
บุคคลผู้ช่วยป้องกันบุคคลผู้มักทำบาป ผู้อันกรรมของ
ตนหุ้มห่อไว้ ไม่มีเลย สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรม
หยาบช้าทำบาป จึงมาตกอยู่ในนรก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรเก ได้แก่ ในบ่อใหญ่เต็มด้วย
ถ่านเพลิงอันลุกโพลง ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธ
ต่าง ๆ ทิ่มแทงโบยตี ราวกะนายโคบาลแทงโคทั้งหลายที่ไม่เข้าคอกฉะนั้น
เข้าถึงนรกนั้นเห็นปานนั้น ลำดับนั้น นายนิรยบาลทั้งหลายทำสัตว์นรกเหล่านั้น
ให้มีเท้าขึ้นข้างบนมีศีรษะลงข้างล่าง แล้วโยนลงในบ่อใหญ่นั้น พระเจ้าเนมิราช

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 63)

ทอดพระเนตรเห็นเหล่าสัตว์นรกกำลังตกลงไปอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถามจึงตรัส
อย่างนี้. บทว่า อุตฺตมภณฺฑเถนา ได้แก่ ผู้ขโมยภัณฑะอันประเสริฐที่
มนุษย์ทั้งหลายพึงรัก.
ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีผู้สังคาหกะได้ยังนรกนั้นให้อันตรธาน
ไป ขับรถต่อไป แสดงนรกเป็นที่หมกไหม้แห่งพวกมิจฉาทิฏฐิ ได้พยากรณ์
ข้อที่พระเจ้าเนมิราชตรัสถามว่า
สัตว์นรกเหล่านี้ ทั้งน้อยใหญ่ต่างพวกประกอบ
เหตุการณ์ มีรูปร่างพิลึก ปรากฏอยู่ในนรก ความกลัว
ย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น
ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรก
เหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงได้เสวยทุกขเวทนาอัน
ลำแข็งเผ็ดร้อนมีประมาณยิ่ง.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตาม
ที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชา
ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก
เป็นผู้มีความเห็นเป็นบาป หลงทำกรรมอันทำด้วย
ความคุ้นเคย และชักชวนผู้อื่นในทิฏฐิเช่นนั้น สัตว์
เหล่านั้นเป็นผู้มีทิฏฐิอันลามกทำบาป จึงต้องเสวยทุกข์
เวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อน ประมาณยิ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจาวจาเม ได้แก่ สัตว์นรกเหล่านี้
ทั้งสูงและต่ำ อธิบายว่า ทั้งน้อยและใหญ่. บทว่า อุปกฺกมา ได้แก่ ผู้
ประกอบเหตุการณ์. บทว่า สุปาปทิฏฺฐิโน ความว่า เป็นผู้มีธรรมลามก

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 63)

ด้วยดี ด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้ไม่มีผล การบูชาไม่มีผล
การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี มารดาไม่มี บิดา
ไม่มี สมณพราหมณ์ไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี.
บทว่า วิสฺสาสกมฺมานิ ความว่า เป็นผู้อาศัยกรรมที่ทำด้วยความคุ้นเคย
กระทำกรรมลามกมีอย่างต่าง ๆ ด้วยมิจฉาทิฏฐินั้น. บทว่า เตเม ความว่า
ชนเหล่านี้นั้น ย่อมเสวยทุกข์เห็นปานนี้.
มาตลีเทพสารถีทูลบอกนรกเป็นที่หมกไหม้ ของพวกมิจฉาทิฏฐิ
ทั้งหลาย แด่พระเจ้าเนมิราชด้วยประการฉะนี้.
แม้หมู่เทวดาในเทวโลกก็ได้นั่งประชุมกันในเทวสภาชื่อสุธรรมานั่นแล
คอยพระเจ้าเนมิราชเสด็จมา ฝ่ายท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูว่า ทำไม
มาตลีจึงไปช้านัก ก็ทราบเหตุนั้น จึงทรงจินทนาการว่า มาตลีเทพบุตรเที่ยว
แสดงนรกทั้งหลายว่า สัตว์เกิดในนรกโน้น เพราะทำกรรมโน้น ดังนี้ เพื่อ
แสดงความเป็นทูตพิเศษของคน แต่ชนมายุของพระเจ้าเนมิราชซึ่งมีอยู่น้อย
จะพึงสิ้นไป ชนมายุนั้นจะไม่พึงถึงที่สุดแห่งการแสดงนรก ทรงดำริฉะนี้แล้ว
จึงส่งเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งมีความเร็วมาก ด้วยเทพบัญชาว่า ท่านจงไปแจ้งแก่
มาตลีว่า จงเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาโดยเร็ว เทพบุตรนั้นมาแจ้งโดยเร็ว
มาตลีเทพสารถีได้สดับคำเทพบุตรนั้นแล้ว จึงทูลพระเจ้าเนมิราชว่า ช้าไม่ได้
แล้ว พระเจ้าข้า แล้วแสดงนรกเป็นอันมากใน ๔ ทิศพร้อมกันทีเดียว แด่
พระเจ้าเนมิราช กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่
ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า และทรงทราบคติของ
เหล่าสัตว์ผู้ทุศีลแล้ว เพราะได้ทอดพระเนตรเห็น
นิรยาบายอันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกผู้มีกรรมอัน

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 63)

ลามก ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ บัดนี้
ขอพระองค์เสด็จขึ้นไปในสำนักของท้าวสักกเทวราช
เถิด.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถาน
ที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นนิรยาบายอัน
เป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกผู้มีกรรมอันลามกนี้. บทว่า ทุสฺสีลานญฺจ ยา
คติ ความว่า ความสำเร็จแม้นั้น พระองค์ก็ทรงทราบแล้ว บัดนี้ ขอเชิญ
พระองค์เสด็จขึ้นไปชมทิพยสมบัติ ในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด
พระเจ้าข้า.
จบ กัณฑ์นรก
ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีก็ขับรถมุ่งไปเทวโลก พระ-
เจ้าเนมิราชเมื่อเสด็จไปเทวโลก ทอดพระเนตรเห็นวิมานอันประดิษฐานออยู่ใน
อากาศของเทพธิดา นามว่าวรุณี มียอด ๕ ยอด แล้วไปด้วยแก้วมณี ใหญ่
๑๒ โยชน์ ประดับด้วยอลังการทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยอุทยานและสระโบกขรณี
มีต้นกัลปพฤกษ์แวดล้อม และทอดพระเนตรเห็นเทพธิดานั้น นั่งอยู่เหนือหลัง
ที่ไสยาสน์ภายในกูฏาคาร หมู่อัปสรพันหนึ่งแวดล้อม เปิดมณีสีหบัญชรแลดู
ภายนอก จึงตรัสคาถาถามมาตลีเทพสารถี แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้
พยากรณ์แด่พระองค์
วิมาน ๕ ยอดนี้ปรากฏอยู่ เทพธิดาผู้มีอานุภาพ
มาก ประดับดอกไม้ นั่งอยู่กลางที่ไสยาสน์ แสดง
ฤทธิ์ได้ต่าง ๆ สถิตอยู่ในวิมานนั้น ความปลื้มใจ
ปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น ดูก่อน

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 280 (เล่ม 63)

มาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน เทพธิดามิได้ทำ
กรรมดีอะไรไว้ จึงได้ถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตาม
ที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชา
ผู้ไม่ทรงทราบว่า ก็เทพธิดาที่พระองค์ทรงหมายถึง
นั้น ชื่อวรุณี เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นทาสีเกิด
แต่ทาสีในเรือนของพราหมณ์ นางรู้แจ้งซึ่งแขกคือ
ภิกษุผู้มีกาลอันถึงแล้ว นิมนต์ให้นั่งในเรือนของ
พราหมณ์ ยินดีต่อภิกษุนั้นเป็นนิตย์ ดังมารดายินดี
ต่อบุตรผู้จากไปนานกลับมาถึงฉะนั้น นางอังคาส
ภิกษุนั้นโดยเคารพ ได้ถวายสิ่งของของตนเล็กน้อย
เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจ ถูปํ ความว่า ประกอบด้วยกูฏาคาร
๕. บทว่า มาลาปิลนฺธา ความว่า ประดับด้วยสรรพาภรณ์ มีเครื่องประดับ
และดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ตตฺถจฺฉติ ความว่า อยู่ในวิมานนั้น. บทว่า
อุจฺจาวจํ อิทฺธิวิกุพฺพมานา ความว่า แสดงเทพฤทธิ์มีประการต่าง ๆ.
บทว่า ทิสฺวา ความว่า เราผู้เห็นความเป็นไปนั้นดำรงอยู่. บทว่า วตฺตี
แปลว่า ความยินดี. บทว่า วินฺทติ ได้แก่ ย่อมได้เฉพาะ อธิบายว่า เรามี
ความปลื้มใจราวกะว่าของมีอยู่ คืออันความยินดีครอบงำแล้ว. บทว่า
อามายทาสี ความว่า เป็นทาสีเกิดในครรภ์ของทาสีในเรือน. บทว่า อหุ
พฺราหฺมณสฺส ความว่า เทพธิดานั้นได้เป็นทาสีของพราหมณ์คนหนึ่ง ใน
กาลแห่งพระกัสสปทศพล. บทว่า สา ปตฺตกาลํ ความว่า พราหมณ์นั้น

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 281 (เล่ม 63)

ได้บริจาคสลากภัตแปดแด่พระสงฆ์ พราหมณ์นั้นไปเรือนเรียกภริยามาสั่งว่า
แน่ะนางผู้เจริญ พรุ่งนี้ เธอจงลุกขึ้นแต่เช้า จัดสลากภัตแปดทำให้มีราคา-
กหาปณะหนึ่งสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง ๆ พราหมณีปฏิเสธว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่า
ภิกษุทั้งหลายเป็นนักเลง ดิฉันไม่อาจ ธิดาทั้งหลายของพราหมณ์นั้นก็ปฏิเสธ
อย่างนั้น เหมือนกัน พราหมณ์กล่าวกะทาสีว่า เจ้าอาจไหมแม่หนู ทาสีนั้น
รับคำว่า อาจเจ้าค่ะ แล้วจัดยาคูของเคี้ยวและภัตตาหารเป็นต้นโดยเคารพ
ได้สลากแล้วรู้แจ้งแขกผู้ได้เวลาซึ่งมาแล้ว นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้
ซึ่งไล้ทาด้วยโคมัยสดทำดอกไม้ยื่นไว้ข้างหน้าในเรือน. บทว่า มาตาว ปุตฺตํ
ความว่า ทาสีนั้นเพลิดเพลินยิ่งตลอดกาลเป็นนิตย์ อังคาสโดยเคารพ ได้ถวาย
อะไร ๆ ซึ่งเป็นของของตน เหมือนมารดาเพลิดเพลินยิ่ง ครั้งเดียวต่อบุตรผู้
จากไปนานกลับมาแล้ว ฉะนั้น. บทว่า สญฺญมา สํวิภาคา จ ความว่า
ทาสีนั้นได้เป็นผู้มีศีลและมีจาคะ เพราะเหตุนั้น จึงบันเทิงอยู่ในวิมานนี้
ด้วยศีลและจาคะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สญฺญมา ความว่า ประกอบ
ด้วยการผูกอินทรีย์.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถีได้ขับรถต่อไป แสดง
วิมานทอง ๗ ของเทพบุตรชื่อโสณทินนะ พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น
วิมานเหล่านั้น และสิริสมบัติของโสณทินนเทพบุตรนั้น จึงตรัสถามถึงกรรม
ที่เทพบุตรนั้นได้ทำไว้ แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานทั้ง ๗ โชติช่วง อันบุญญานุภาพตกแต่ง
ส่องแสงสว่างดั่งดวงอาทิตย์อ่อน ๆ เทพบุตรในวิมาน
นั้นมีฤทธิ์มาก ประดับด้วยสรรพาภรณ์ อันหมู่เทพ
ธิดาแวดล้อมผลัดเปลี่ยนเวียนวนอยู่โดยรอบ ทั้ง ๗
วิมาน ความปลื้มใจปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความ

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 282 (เล่ม 63)

เป็นไปนั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน
เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงได้ถึงสวรรค์
บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำตรัสถามตามที่
ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้
ไม่ทรงทราบว่า เทพบุตรนี้เป็นคฤหบดีชื่อโสณทินนะ
เป็นทานบดี ให้สร้างวิหาร ๗ หลังอุทิศต่อบรรพชิต
ได้ปฏิบัติบำรุงภิกษุผู้อยู่ในวิหาร ๗ หลังนั้นโดยเคารพ
ได้บริจาคผ้านุ่งผ้าห่มภัตตาหารเสนาสนะเครื่องประ-
ทีปในท่านผู้ซื่อตรงด้วยจิตเลื่อมใส รักษาอุโบสถศีลอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ แห่งปักษ์
และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้
สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททฺทฬฺหมานา แปลว่า โชติช่วงอยู่.
บทว่า อาเภนฺติ ความว่า ส่องแสงสว่างดั่งควงอาทิตย์อ่อน ๆ. บทว่า ตตฺถ
ความว่า ในวิมาน ๗ หลังที่ตั้งเรียงรายอยู่นั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อโสณ-
ทินนะ ข้าแต่มหาราชเจ้า เทพบุตรองค์นี้ เมื่อก่อน ในกาลแห่งพระกัสสป
ทศพล เป็นคฤหบดีมีนามว่า โสณทินนะ เป็นทานบดี ในนิคมแห่งหนึ่งใน
กาสิกรัฐ เขาให้สร้างกุฎีที่อยู่อุทิศบรรพชิตทั้งหลาย ปฏิบัติบำรุงภิกษุทั้งหลาย
ผู้อยู่ในวิหารกุฎีนั้น ๆ ด้วยปัจจัย ๔ โดยเคารพ และเจ้าจำอุโบสถสำรวมใน
ศีลทั้งหลายเป็นนิตย์ ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว จึงอุบัติในวิมานนี้บันเทิงอยู่.

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 283 (เล่ม 63)

อนึ่ง บทว่า ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมาย
เอาดิถีที่ ๗ และดิถีที่ ๙ อันเป็นดิถีรับและส่งแห่งอัฏฐมีอุโบสถ และดิถีที่ ๑๓
และปาฏิบทอันเป็นดิถีรับและส่งแห่งจาตุททสีอุโบสถและปัณณรสีอุโบสถ.
ครั้นกล่าวกรรมของโสณทินนเทพบุตรอย่างนี้แล้ว มาตลีเทพสารถี
ก็ขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วผลึก วิมานแก้วผลึกนั้นสูง ๒๕๐ โยชน์ ประกอบ
ด้วยเสาซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการหลายร้อยต้น ประดับด้วยอดหลายร้อย
ยอด ห้อยกระดิ่งเป็นแถวรอบ มีธงที่แล้วด้วยทองและเงินปักไสว ประดับด้วย
อุทยานและวนะวิจิตรด้วยบุปผชาตินานาชนิด ประกอบด้วยสระโบกขรณี
น่ายินดี มีไพทีที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนไปด้วยอัปสรผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง
และประโคม พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นวิมานแก้วผลึกนั้น มีพระ-
หฤทัยยินดี ตรัสถามถึงกุศลกรรมแห่งอัปสรเหล่านั้น แม้มาตลีเทพสารถีนอกนี้
ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งดีแล้วนี้ เกลื่อน
ไปด้วยหมู่อัปสรผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยยอดบริบูรณ์
ด้วยข้าวและน้ำ งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้อง เปล่ง
แสงสว่างจากฝาแก้วผลึก ความปลื้มใจย่อมปรากฏ
แก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้ ดูก่อนมาตลี-
เทพสารถี เราขอถามท่าน อัปสรเหล่ามิได้ทำกรรมดี
อะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตาม
ที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชา
ไม่ทรงทราบว่า อัปสรเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในมนุษย-

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 284 (เล่ม 63)

โลกเป็นอุบาสิกาผู้มีศีล ยินดีในทาน มีจิตเลื่อมใส
เป็นนิตย์ตั้งอยู่ในสัจจะ ไม่ประมาทในการรักษา
อุโบสถ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิง
อยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยมฺหํ แปลว่า วิมาน มีคำอธิบายว่า
ปราสาท. บทว่า ผลิกาสุ ได้แก่ ฝาแก้วผลึก คือฝาที่แล้วด้วยแก้วมณีขาว.
บทว่า นารีวรคณากิณฺณํ ได้แก่ เกลื่อนไปด้วยหมู่อัปสรผู้ประเสริฐ. บทว่า
กูฏาคารวิโรจิตํ ความว่า สะสม คือรวบรวม คือเจริญด้วยเรือนยอดอันประ-
เสริฐทั้งหลาย. บทว่า อุภยํ ความว่า งดงามด้วยการฟ้อนรำและการขับร้อง
ทั้งสองอย่าง. บทว่า ยา กาจิ นี้ ท่านกล่าวโดยไม่กำหนดก็จริง ถึงอย่างนั้น
ก็พึงทราบอัปสรเหล่านั้นว่า เป็นอุบาสิกาในกรุงพาราณสี ในกาลแห่งพระ-
กัสสปพุทธเจ้า ได้รวมกันเป็นคณะกระทำบุญทั้งหลาย ซึ่งมีประการดังกล่าว
แล้วในหนหลังเหล่านั้น จึงถึงสมบัตินั้น.
ลำดับนั้น มาตลีเทพสารถีนั้นขับรถต่อไป แสดงวิมานแก้วมณีวิมาน
หนึ่งแต่พระเจ้าเนมิราช วินานแก้วมณีนั้น ประดิษฐานอยู่ในภูมิภาคที่ราบเรียบ
สมบูรณ์ด้วยส่วนสูง เปล่งรัศมีดุจมณีบรรพต กึกก้องด้วยการฟ้อนรำขับร้อง
และประโคม เกลื่อนไปด้วยเทพบุตรเป็นอันมาก พระเจ้าเนมิราชทอด
พระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสถามถึงกุศลกรรมของเทพบุตรเหล่านั้น แม้มาตลี
เทพสารถีนอกนี้ก็ได้ทูลบอกแด่พระองค์
วิมานอันบุญญานุภาพตกแต่งแล้วนี้ ประกอบ
ด้วยภูมิภาคน่ารื่นรมย์ จัดสรรไว้เป็นส่วน ๆ เปล่ง
แสงสว่างออกจากฝาแก้วไพฑูรย์ เสียงทิพย์ คือเสียง
เปิงมาง เสียงตะโพน การฟ้อนรำขับร้อง และเสียง

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 285 (เล่ม 63)

ประโคมดนตรี ย่อมเปล่งออก น่าฟัง เป็นที่รื่นรมย์
ใจ เราไม่รู้สึกว่าได้เห็นหรือได้ฟังเสียงอันเป็นไป
อย่างนี้ อันไพเราะอย่างนี้ ในกาลก่อนเลย ความ
ปลื้มใจย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไป
นั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านเทพบุตร
เหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ จึงถึงสวรรค์บันเทิงอยู่
ในวิมาน.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถามตามที่
ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบุญทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่
ทรงทราบว่า เทพบุตรเหล่านี้ เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก
เป็นอุบาสกผู้มีศีล ได้ก่อสร้างอาราม บ่อน้ำ สระน้ำ
และสะพาน ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้เยือกเย็นโดย
เคารพ ได้ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย และ
เสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรง ด้วยใจเลื่อมใส ได้รักษา
อุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕
ที่ ๘ แห่งปักษ์และปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมใน
ศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงมาบันเทิง
อยู่ในวิมาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬฺริยาสุ ได้แก่ ฝาแก้วไพฑูรย์.
บทว่า อุเปตํ ภูมิภาเคหิ ความว่า ประกอบด้วยภูมิภาคน่ารื่นรมย์. บทว่า
อาลมฺพรา มุทิงฺคา จ ความว่า เครื่องดนตรีเหล่านั้น ย่อมเปล่งเสียงในวิมาน
นี้. บทว่า นจฺจคีตา สุวาทิตา ความว่า การฟ้อนรำและการขับร้องมี
ประการต่างๆ และการประโคมดนตรีแม้อื่น ๆ ย่อมเป็นไปในวิมานนี้. บท

285