มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป ได้ยินว่า ในประเทศนั้นมีแน่น้ำมีน้ำเจิ่ง
น่ารื่นรมย์ไหลอยู่โดยปกติ สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหายเพราะเร่าร้อนด้วย
เพลิง จึงเดินย่ำแผ่นดินโลหะลุกโพลงลงสู่แม่น้ำนั้น ทันใดนั้นเองฝั่งน้ำทั้งสอง
ก็ลุกโพลงทั่ว น้ำควรดื่มก็กลายเป็นแกลบและใบไม้ลุกโพลง สัตว์นรกไม่อาจ
จะทนความกระหาย ก็เคี้ยวแกลบ และใบไม้อันลุกโพลงกินแทนดื่มน้ำ แกลบ
และใบไม้นั้นก็เผาสรีระทั้งสิ้นออกทางส่วนเบื้องต่ำ สัตว์นรกไม่สามารถจะอด
กลั้นทุกข์นั้นก็ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น
ดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
แม่น้ำนี้มีน้ำมาก มีตลิ่งไม่สูง มีท่าอันดี ไหล
อยู่เสมอ สัตว์นรกเหล่านั้นเร่าร้อนเพราะความร้อน
แต่งไฟ จะดื่มน้ำ ก็แต่เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นจะดื่มน้ำ
ก็กลายเป็นแกลบไป ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา
เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้ แน่ะมาตลีเทพสารถี
ข้าพเจ้าขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่ามิได้ทำบาปอะไร
ไว้ เมื่อจะดื่มน้ำ น้ำจึงกลายเป็นแกลบไป.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตาม
ที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชา
ผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดมีการงานไม่บริสุทธิ์
ขายข้าวเปลือกแท้เจือด้วยข้าวลีบแกลบแก่ผู้ซื้อ เมื่อ
สัตว์เหล่านั้น มีความร้อนยิ่งเพราะความร้อนแห่งไฟ
กระหายน้ำ จะดื่มน้ำ น้ำจึงกลายเป็นแกลบไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิขาตกูลา ได้แก่ มีฝั่งไม่ลึก. บท
ว่า สุปติตฺถา ได้แก่ ประกอบด้วยท่าน้ำงาม ๆ. บทว่า ถุสํ โหติ ความว่า