ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 246 (เล่ม 63)

บทว่า กายา ได้แก่ หมู่พรหม. บทว่า ยาจโยเคน ได้แก่
ด้วยประกอบการขอร้อง หรือด้วยประกอบการวิงวอน อธิบายว่าด้วย
ประกอบการบูชายัญ บทนี้เป็นชื่อของผู้ให้นั่นเอง แม้ด้วยประการทั้งสอง.
บทว่า ตปสฺสิโน ได้แก่ ผู้อาศัยตบะ.
ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญว่า ดูก่อนพระมหาราช การประพฤติ
พรหมจรรย์เป็นคุณมีผลมากกว่าทาน ร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า ด้วยประการฉะนี้
ครั้น ทรงแสดงควานที่การอยู่พรหมจรรย์เป็นคุณมิผลมากด้วยคาถาแม้ นี้แล้ว
บัดนี้จะทรงแสดงพระราชาทั้งหลายในอดีต ผู้บริจาคมหาทานแล้วไม่สามารถ
จะก้าวล่วงกามาพจรไปได้ จึงตรัสว่า
พระราชาเหล่านี้ คือ พระเจ้าทุทีปราช พระเจ้า
สาครราช พระเจ้าเสลราช พระเจ้ามุจลินทราช
พระเจ้าภคีรสราช พระเจ้าอุสินนรราช พระเจ้า
อัตถกราช พระเจ้าอัสสถราช พระเจ้าปุถุทธนราช
และกษัตริย์เหล่าอื่นกับพราหมณ์เป็นอันมาก บูชายัญ
มากมาย ก็ไม่ล่วงพ้นความละโลกนี้ไป.
คาถานั้นมีความว่า ดูก่อนมหาราช พระราชาพระนามว่า ทุทีปราช
ณ กรุงพาราณสีในกาลก่อน ทรงบริจาคทานเป็นอันมาก สวรรคตแล้วบังเกิด
ในสวรรค์ชั้นกามาพจรนั่นแล พระราชาแปดองค์มีพระเจ้าสาครราชเป็นต้น
ก็เหมือนกัน ก็พระราชามหากษัตริย์และพราหมณ์อื่น ๆ เหล่านั้นมากมาย ได้
บูชายัญเป็นอันมาก บริจาคทานมีประการไม่น้อย ก็ไม่ล่วงพ้นความละโลกนี้
กล่าวคือกามาวจรภูมิไปได้ จริงอยู่เหล่าเทพชั้นกามาพจร เรียกกัน ว่า เปตะ
เพราะสำเร็จได้โดยอาศัยผู้อื่น เพราะเหตุกิเลสวัตถุมีรูปเป็นต้น สมด้วย
พระพุทธภาษิตว่า

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 247 (เล่ม 63)

ชนเหล่าใดไม่มีเพื่อนสอง อยู่คนเดียว ย่อมไม่
รื่นรมย์ ย่อมไม่ได้ปีติเกิดแต่วิเวก ชนเหล่านั้นถึงจะ
มีโภคสมบัติเสมอด้วยพระอินทร์ ก็ชื่อว่าเป็นคนเข็ญใจ
เพราะได้ความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น.
ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงความที่ผลแห่งพรหมจรรย์นั่นแล เป็นของ
มากกว่าผลแห่งทาน แม้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงดาบสผู้ก้าวล่วง
เปตภพด้วยการอยู่พรหมจรรย์ บังเกิดในพรหมโลก จึงตรัสว่า
ฤๅษีผู้ไม่มีเหย้าเรือนเหล่านี้บำเพ็ญตบธรรม ได้ก้าว-
ล่วงกามาวจรภพแล้วโดยแท้ คือ ฤๅษี ตน อันมี
นามว่า ยามหนุฤๅษี โสมยาคฤๅษี มโนชวฤาษี
สมุททฤๅษี มาฆฤๅษี ภรตฤๅษี และกาลปุรักตฤๅษี
และฤๅษีอีก ๔ ตน คือ อังคีรสฤๅษี กัสสปฤๅษี
กีสวัจฉฤๅษี และอกันติฤๅษี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติวตฺตึสุ ได้แก่ ก้าวล่วงกามาวจรภพ.
บทว่า ตปสฺสิโน ความว่า อาศัยตบะคือศีล และตบะคือสมาบัติแปด. บทว่า
สตฺติสโย ท่านกล่าวหมายเอาฤๅษีพี่น้องกัน ๗ ตน มียามหนุฤๅษีเป็นต้น
ฤๅษีเหล่านี้กับฤๅษี ๔ ตน มีอังคีรสฤๅษีเป็นต้น รวมเป็นฤๅษี
ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญพรหมจริยวาสว่ามีผลมาก ตามที่ได้
สดับมาอย่างนี้ก่อน บัดนี้ เมื่อทรงนำเรื่องที่เคยทรงเห็นด้วยพระองค์เองมา
จึงตรัสว่า

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 248 (เล่ม 63)

แม่น้ำชื่อสีทามีอยู่ทางด้านทิศอุดร เป็นแม่น้ำลึก
ข้ามยาก กาญจนบรรพตมีสีประหนึ่งไฟที่ไหม้ไม้อ้อ
โชติช่วงอยู่ในกาลทุกเมื่อ ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น มีต้นกฤษณา
งอกงาม มีภูเขาอื่นอีกมีป่าไม้งอกงาม แต่ก่อนมามี
ฤๅษีเก่าแก่ประมาณหมื่นตน อาศัยอยู่ในภูมิประเทศ
นั้น หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยทาน ด้วย
สัญญมะและทมะ หม่อมฉันอุปัฏฐากดาบสเหล่านั้น
ผู้ปฏิบัติวัตรจริยาไม่มีวัตรอื่นยิ่งกว่า ละหมู่คณะไปอยู่
ผู้เดียว มีจิตมั่นคง หม่อมฉันจักนมัสการนรชนผู้
ปฏิบัติตรง จะมีชาติก็ตาม ไม่มีชาติก็ตาม เป็นนิตย
กาล เพราะสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นเผ้าพันธ์
วรรณะทั้งปวงตั้งอยู่ในอธรรม ย่อมตกนรกเบื้องต่ำ
วรรณะทั้งปวงย่อมบริสุทธิ์ เพราะประพฤติธรรม
สูงสุด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตเรน ความว่า ดูก่อนมหาราช
ในอดีตกาล มีแม่น้ำชื่อว่าสีทาไหลมาระหว่างสุวรรณบรรพตทั้งสอง ใน
หิมวันตประเทศด้านทิศอุดร เป็นแม่น้ำลึก ยานมีเรือเป็นต้นข้ามยาก เพราะ
เหตุไร เพราะแม่น้ำนั้นมีน้ำใสยิ่ง แม้เพียงแต่แววหางนกยูงตกในแน่น้ำนั้น
ก็ไม่ลอยอยู่ จมลงถึงพื้นทีเดียวเพราะน้ำใส ด้วยเหตุนั้นแหละ แม่น้ำนี้จึงมี
ชื่อว่า สีทา ก็กาญจนบรรพตเหล่านั้นใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำนั้นมีพรรณดุจไฟไหม้
ไม้อ้อโชติช่วง คือ สว่างอยู่ทุกเมื่อ. บทว่า ปรุฬฺหคจฺฉา ตครา ความว่า
ริมฝั่งแม่น้ำนั้นมีต้นกฤษณางอกงาม เป็นกฤษณาที่มีกลิ่นหอม. บทว่า

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 249 (เล่ม 63)

ปรุฬฺหคจฺฉา วนา นคา ความว่า ภูผาอื่น ๆ ในที่นั้นมีพื้นที่งอกงามไป
ด้วยหมู่ไม้ อธิบายว่า ปกคลุมไปด้วยพฤษชาติทรงดอกและผล. บทว่า ตตฺราสุํ
ความว่า มีฤๅษีนับด้วยหมื่นอาศัยอยู่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์นั้น ท่านเหล่านั้น
ทั้งหมดล้วนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ บรรดาฤๅษีเหล่านั้น ถึงเวลาภิกษาจาร
บางพวกไปถึงอุดรกุรุทวีป บางพวกนำผลชมพู่ใหญ่มา บางพวกนำผลไม้
น้อยใหญ่ที่มีรสหวานในหิมวันตประเทศมาฉัน บางพวกไปสู่นครนั้น ๆ ใน
พื้นชมพูทวีป แม้คนหนึ่งที่ถูกตัณหาในรสครอบงำ ก็ไม่มี ท่านเหล่านั้นยัง
กาลเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในฌานเท่านั้น.
ครั้งนั้น มีดาบสรูปหนึ่งมาสู่กรุงพาราณสีทางอากาศ นุ่งห่มเรียบร้อย
เที่ยวบิณฑบาตถึงประตูเรือนแห่งปุโรหิต ปุโรหิตนั้นเลื่อมใสในความสงบของ
ท่าน นำท่านมาสู่ที่อยู่ของตนให้ฉันแล้ว ปฏิบัติอยู่สองสามวัน เมื่อเกิดความ
คุ้นเคยกันจึงถามว่า ผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน ท่านตอบว่าอยู่ในที่โน้น ปุโรหิต
จึงถามต่อไปว่า ผู้เป็นเจ้าอยู่ในที่นั้นรูปเดียว หรือรูปอื่น ๆ ก็มีอยู่ ท่าน
ตอบว่า พูดอะไร ฤๅษีนับด้วยหมื่นอยู่ในที่นั้น ล้วนแต่ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ
๘ กันทั้งนั้น ปุโรหิตได้ฟังคุณสมบัติของฤๅษีเหล่านั้น จากดาบสรูปนั้น จิตก็
น้อมไปในบรรพชา จึงกล่าวกะดาบสนั้นว่า ขอผู้เป็นเจ้าโปรดพาข้าพเจ้าไป
บวชในที่นั้นเถิด ท่านกล่าวว่า เธอเป็นราชบุรุษ อาตมาไม่อาจให้บวชได้
ปุโรหิตจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น วันนี้ข้าพเจ้าจะทูลลาพระราชา พรุ่งนี้ผู้เป็นเจ้า
โปรดมาที่นี้ ดาบสนั้นรับคำ ฝ่ายปุโรหิตบริโภคอาหารเช้าแล้วเข้าเฝ้าพระราชา
กราบทูลว่า ข้าพระบาทปรารถนาจะบวช พระราชาตรัสถามว่า ท่านอาจารย์
จะบวชด้วยเหตุไร ปุโรหิตกราบทูลว่า ด้วยเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็น
อานิสงส์ในเนกขัมม์ พระราชาทรงอนุญาตว่า ถ้าเช่นนั้น จงบวชเถิด แม้

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 250 (เล่ม 63)

บวชแล้วจงมาเยี่ยมเราบ้าง ปุโรหิตรับพระโองการแล้วถวายบังคมพระราชา
กลับไปสู่เรือนของตน พร่ำสอนบุตรภรรยา มอบสมบัติทั้งปวง ถือบรรพชิต
บริขารเพื่อตนนั่งคอยดาบสมา ฝ่ายดาบสมาทางอากาศเข้าภายในพระนครเข้า
เรือนของปุโรหิต ปุโรหิตนั้นอังคาสดาบสนั้นโดยเคารพแล้วแจ้งว่า ข้าพเจ้า
จะพึงปฏิบัติอย่างไร ดาบสนั้น นำปุโรหิตไปนอกเมือง ใช้มือจับนำไปที่อยู่
ของตนด้วยอานุภาพของตนให้บวชแล้ว วันรุ่งขึ้นให้พราหมณ์ผู้บวชแล้วยับยั้ง
อยู่ในที่นั้น นำภัตตาหารมาให้บริโภค แล้วบอกกสิณบริกรรม ดาบสที่บวช
ใหม่นั้น ทำอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้เกิดโดยวันล่วงไปเล็กน้อย ก็เที่ยวบิณฑบาต
มาฉันได้เอง.
กาลต่อมา ดาบสนั้นคิดว่า เราได้ถวายปฏิญญาเพื่อไปเฝ้าพระราชา
เราจะไปเฝ้าตามปฏิญญาไว้ จึงไหว้ดาบสทั้งหลายไปสู่กรุงพาราณสีทางอากาศ
เที่ยวบิณฑบาตลุถึงพระราชทวาร พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นฤๅษีนั้น
ทรงจำได้ นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ ทรงทำสักการะแล้วตรัสถามว่า
ผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน ฤๅษีนั้นทูลตอบว่า อาตมาอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสีทาอันอยู่ใน
ระหว่างกาญจนบรรพตในหิมวันตประเทศ ด้านทิศอุดร พระราชาตรัสถาม
ท่านอยู่ในที่นั้นรูปเดียว หรือมีดาบสอื่น ๆ ในที่นั้นด้วย ฤๅษีนั้นทูลตอบว่า
พระองค์ตรัสอะไร ดาบสนับด้วยหมื่นรูปอยู่ในที่นั้น และท่านเหล่านั้นทั้งหมด
ล้วนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ทั้งนั้น พระราชาทรงสดับคุณสมบัติแห่งดาบส
เหล่านั้น ทรงประสงค์จะถวายภิกษาหารแก่ดาบสทั้งหมด จึงตรัสกะดาบสนั้น
ว่า ข้าพเจ้าใคร่จะถวายภิกษาหารแก่ฤๅษีเหล่านั้น ผู้เป็นเจ้าจงนำท่านเหล่านั้น
มาในที่นี้ ดาบสนั้นทูลว่า ฤๅษีเหล่านั้นไม่ยินดีในรสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
อาตมาไม่อาจจะนำมาในที่นี้ได้ พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า ข้าพเจ้าจักอาศัย
เป็นเจ้าให้ฤๅษีเหล่านั้นโภค ขอผู้เป็นเจ้าจงบอกอุบายแก่ข้าพเจ้า ดาบส

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 251 (เล่ม 63)

ทูลว่า ถ้าพระองค์ประสงค์จะถวายทานแก่ฤาษีเหล่านั้น จงเสด็จออกจากเมือง
นี้ไปประทับแรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสีทา แล้วทรงถวายทานแก่ท่านเหล่านั้น
พระราชาทรงรับคำ โปรดให้ถืออุปกรณ์ทั้งปวงเสด็จออกจากพระนครกับด้วย
จตุรงคินีเสนา เสด็จลุถึงสุดแดนราชอาณาเขตของพระองค์ ลำดับนั้น ดาบส
จึงนำพระราชาไปที่ฝั่งสีทานทีพร้อมด้วยเสนาด้วยอานุภาพของตน ให้ตั้งค่าย
ริมฝั่งแม่น้ำ ทูลเตือนพระราชามิให้ทรงประมาท แล้วเหาะไปยังที่อยู่ของตน
กลับมาในวันรุ่งขึ้น ลำดับนั้น พระราชาให้ดาบสนั้นฉันโดยเคารพแล้วตรัสว่า
พรุ่งนี้ผู้เป็นเจ้าจงพาฤาษีหมื่นรูปมาในที่นี้ ดาบสนั้นรับพระราชดำรัสแล้วกลับ
ไป วันรุ่งขึ้นในเวลาภิกษาจาร แจ้งแก่ฤาษีทั้งหลายว่า พระเจ้าพาราณสีมี
พระราชประสงค์จะถวายภิกษาหารแก่ท่านทั้งหลาย เสด็จมาประทับอยู่แถบฝั่ง
สีทานที พระองค์อาราธนาท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปยังค่ายหลวงรับ
ภิกษาเพื่ออนุเคราะห์พระองค์ ฤๅษีเหล่านั้นรับคำ จึงเหาะลงมาที่ใกล้ค่ายหลวง
ลำดับนั้น พระราชาเสด็จต้อนรับฤๅษีเหล่านั้น แล้วอาราธนาให้เข้าในค่าย
หลวง ให้นั่ง ณ อาสนะที่แต่งไว้เลี้ยงดูหมู่ฤๅษีให้อิ่มหนำด้วยอาหารประณีต
ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของฤๅษีเหล่านั้น จึงนิมนต์ให้ฉันในวันพรุ่งนี้อีก ได้
ทรงถวายทานแก่ดาบสหมื่นรูป โดยอุบายนี้ ตลอดหมื่นปี ก็แลเมื่อทรงถวาย
โปรดให้สร้างนครในประเทศนั้นทีเดียว ให้ทำกสิกรรม.
ดูก่อนมหาราช ก็พระเจ้าพาราณสีในกาลนั้น มิใช่ผู้อื่น คือหม่อมฉัน
นี่เอง หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐด้วยทานในครั้งนั้นโดยแท้ เพราะว่าครั้งนั้น
หม่อมฉันนี่แหละเป็นผู้ประเสริฐด้วยทาน ได้บริจาคมหาทานนั้น ก็หาสามารถ
จะก้าวล่วงเปตโลกนี้บังเกิดในพรหมโลกไม่ แต่ฤๅษีเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล
บริโภคทานที่หม่อมฉันบริจาค ก้าวล่วงกามาวจรภพบังเกิดในพรหมโลก ก็
พรหมจริยวาสเป็นคุณธรรม มีผลานิสงส์มากอย่างใด ขอพระองค์ทรงทราบ

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 252 (เล่ม 63)

อย่างนั้น ด้วยอุทาหรณ์ที่แสดงมาแล้วนี้ ท้าวสักกเทวราชประกาศความที่
พระองค์เป็นผู้ประเสริฐด้วยทานอย่างนี้แล้ว ประกาศคุณธรรมแห่งฤาษีเหล่า
นั้นด้วยบทสามบทนอกนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญเมน ได้แก่ ด้วยศีล. บทว่า
ทเมน ได้แก่ ด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า อนุตฺตารํ ความว่า ประพฤติ
วัตรสมาทานอันอุดมเนืองนิจด้วยคุณธรรมเหล่านี้. บทว่า ปกีรจารี ความว่า
กระจัดกระจาย คือซัดไป คือละหมู่คณะ เที่ยวไปผู้เดียว คือถึงความเป็นผู้
ผู้เดียว. บทว่า สมาหิเต ได้แก่ผู้มีจิตคงมั่นด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนา-
สมาธิ ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงว่า หม่อมฉันบำรุงดาบสผู้มีตบะเห็นปานนะ
บทว่า อหมุขุคตํ ความว่า ดูก่อนมหาราช ฤๅษีทั้งหมื่นรูปเหล่านั้น
หม่อมฉันมิได้เลือกแม้สักรูปหนึ่ง ซึ่งดำเนินตรง เพราะไม่มีคดกายเป็นต้น
โดยชาติ คือมีชาติต่ำ หรือสมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น มีใจเลื่อมใสในคุณสมบัติ
ของท่านเหล่านั้น นมัสการท่านเหล่านี้ทั้งหมดเกินเวลา คือนมัสการตลอดกาล
เป็นนิจทีเดียว ท้าวสักกเทวราชตรัสดังนี้. เพราะเหตุไร. เพราะสัตว์มี
กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ อธิบายว่า เพราะเหตุว่าขึ้นชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้มี
กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย. บทว่า สพฺเพ วณฺณา พึงทราบ
ด้วยเหตุนี้นั้นแล.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราช ทรงโอวาทพระเจ้าเนมิ-
ราชนั้นว่า ดูก่อนมหาราช พรหมจริยวาสเป็นธรรมมีผลมากกว่าทานโดยแท้
ถึงอย่างนั้น ธรรมทั้งสองนั้นก็เป็นมหาปุริสวิตก เพราะฉะนั้น พระองค์จงอย่า
ประมาทในธรรมทั้งสอง จงทรงบริจาคทานด้วย จงทรงรักษาศีลด้วย ตรัส
ฉะนี้แล้ว เสด็จไปสู่ทิพยสถานวิมานของพระองค์นั่นแล.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 253 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับ
คือจงฟังซึ่งคุณที่ควรพรรณนาสูงด้วยอำนาจศีล ต่ำด้วยอำนาจทานเป็นอันมาก
นี้ ของมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรม คือผู้มีกัลยาณธรรม อันเรากล่าว
อยู่. บทว่า ยถา อยํ ความว่า อย่างพระเจ้าเนมิราชนี้ เป็นบัณฑิต คือ
เป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง.
ท้าวสักกเทวราชตรัสคุณที่ควรพรรณนาของพระเจ้าเนมิราชอย่างไม่
บกพร่องด้วยประการฉะนี้.
หมู่เทวดาได้ฟังท้าวเธอตรัสดังนี้ ก็ใคร่จะเห็นพระเจ้าเนมิราช จึง
ทูลว่า ข้าแต่มหาเทวราช พระเจ้าเนมิราช เป็นพระอาจารย์ของพวกข้าพระเจ้า
พวกข้าพระเจ้าตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ อาศัยพระองค์จึงได้ทิพยสมบัตินี้
ข้าพระเจ้าทั้งหลายใคร่จะเห็นพระองค์ ขอองค์มหาเทวราชเชิญเสด็จพระองค์
มา ท้าวสักกเทวราชทรงรับคำ จึงมีเทวบัญชามาตลีเทพสารถีว่า ท่านจง
เทียมเวชยันตรถไปกรุงมิถิลา เชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชขึ้นทิพยานนำเสด็จมา
เทวสถานนี้ มาตลีเทพบุตรรับเทพโองการแล้วเทียมเทพรถขับไป ก็เมื่อ
ท้าวสักกะมีเทพดำรัสอยู่กับเทวดาทั้งหลาย ตรัสเรียกมาตลีเทพสารถีมาตรัสสั่ง
และเมื่อมาตลีเทพสารถีเทียมเวชยันตราชรถ ล่วงไปหนึ่งเดือน โดยกำหนด
นับวันในมนุษย์. เมื่อพระเจ้าเนมิราชทรงรักษาอุโบสถศีลในวันเพ็ญ เปิด
สีหบัญชรด้านทิศตะวันออกประทับนั่งอยู่ในพระตำหนัก คณะอมาตย์แวดล้อม
ทรงพิจารณาศีลอยู่ เวชยันตราชรถนั้นปรากฏพร้อมกับจันทรมณฑลอันขึ้น
แต่ปราจีนโลกธาตุ ชนทั้งหลายกินอาหารเย็นแล้ว นั่งที่ประตูเรือนของตน ๆ
พูดกันถึงถ้อยคำอันให้เกิดความสุข ก็พูดกันว่า วันนี้พระจันทร์ขึ้นสองดวง
ลำดับนั้น เทพรถนั้นก็ได้ปรากฏแก่ประชุมชนผู้สังสนทนากันอยู่ มหาชน

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 254 (เล่ม 63)

พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
องค์มฆวาสุชัมบดีเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว ทรง
อันศาสนาพระเจ้าวิเทหรัฐ แล้วเสด็จหลีกไปสู่หมู่เทพ
ในสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมิ แปลว่า หลีกไปแล้ว อธิบาย
ว่า ท้าวสักกเทวราชแสดงพระองค์แก่หมู่เทพสองหมู่ผู้นั่งอยู่ในเทวสภา ชื่อ
สุธรรมา.
ลำดับนั้น หมู่เทพยดาได้ทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์
ไม่ปรากฏ เสด็จไปไหนหนอ ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์
ความกังขาอันหนึ่งเกิดขึ้นแก่พระเจ้าเนมิราช กรุงมิถิลา ข้าจึงไปกล่าวปัญหา
ทำให้เธอหายกังขาแล้วกลับมา.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราช เพื่อตรัสเหตุนั้นอีกด้วย
คาถา จึงตรัสว่า
ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายที่มาประชุม
ในที่นี้มีประมาณเพียงไร จงตั้งใจสดับคุณที่ควร
พรรณนา ทั้งสูงทั้งต่ำเป็นอันมากนี้ ของมนุษย์ทั้ง
หลายผู้ประกอบด้วยธรรม อย่างพระเจ้าเนมิราชนี้
เป็นบัณฑิต มีพระราชประสงค์ด้วยกุศล พระองค์
เป็นราชาของท้าววิเทหรัฐทั้งปวง ทรงปราบข้าศึก
พระราชทานไทยธรรม เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทาน
อยู่นั้น เกิดพระดำริขึ้นว่า ทานหรือพรหมจรรย์อย่าง
ไหน ผลมากหนอ.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 255 (เล่ม 63)

กล่าวว่า นั่นไม่ใช่พระจันทร์ รถนะ ในเมื่อเวชยันตรถเทียมสินธพนับด้วย
พันมีมาตลีเทพบุตรขับ ปรากฏแล้วในขณะนั้น จึงคิดกันว่า ทิพยานนี้มา
เพื่อใครหนอ ลงความเห็นว่า ไม่ใช่มาเพื่อใครอื่น พระราชาของพวกเรา
เป็นธรรมิกราช องค์สักกเทวราชจะส่งมาเพื่อพระราชานั้นนั่นเอง เทพรถนี้
สมควรแก่พระราชาของพวกเราแท้ เห็นฉะนั้นแล้วก็ร่าเริงยินดี กล่าวคาถาว่า
เกิดพิศวงขนพองขึ้นในโลกแล้วหนอ รสทิพย์
ปรากฏแก่พระเจ้าวิเทหรัฐ ผู้มียศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพฺภูโต ได้แก่ ไม่เคยมีแล้ว อีกอย่าง
หนึ่ง ได้แก่ อัศจรรย์ ประชาชนกล่าวอย่างนี้ด้วยความพิศวง.
ก็เมื่อประชาชนกล่าวกันอย่างนี้ มาตลีเทพบุตรมาโดยเร็ว กลับรถ
จอดท้ายรถที่พระสีหบัญชร ทำการจัดแจงให้เสด็จขึ้นแล้ว ได้เชิญพระเจ้า
เนมิราชเสด็จขึ้นทรง.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
เทพบุตรมาตลีผู้เป็นเทพสารถีมีฤทธิ์มาก อัญ-
เชิญเสด็จพระเจ้าวิเทหรัฐ ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมือง
มิถิลาว่า ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ใน
ทิศ ขอเชิญเสด็จมาทรงรถนี้ เทพเจ้าสาวดาวดึงส์
พร้อมด้วยพระอินทร์ใคร่จะเห็นพระองค์ ประชุมคอย
เฝ้าอยู่ ณ เทพสภา ชื่อสุธรรมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิถิลคฺคหํ ความว่า ผู้มีปราสาท
ประดิษฐานอยู่ในกรุงมิถิลา ทรงสงเคราะห์ชาวมิถิลา ด้วยสังคหวัตถุ ๔.
บทว่า สมจฺฉเร ความว่า นั่งกล่าวสรรเสริญคุณของพระองค์.

255