พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 196 (เล่ม 63)

จึงทรงบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์นั้น ด้วยบุปผชาติต่าง ๆ ประพรมด้วยน้ำ
ทำประทักษิณสามรอบ ทรงกราบในฐานะทั้งสี่แล้วถือหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์
ใส่ไว้เต็มแล้ว ถึงความโทมนัส บ่ายพระพักตร์ทางทิศทักษิณเสด็จไป.
พระศาสดาเมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชานั้น ทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็น
อันมาก ทรงถือหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์ทางทิศทักษิณ
เสด็จหลีกไปแล้ว.
แม้โดยปกติพระราชาเป็นผู้มีพระกำลังมาก ทรงถือหม้อน้ำเข้าไปสู่
อาศรมบท ถึงประตูบรรณศาลาของทุกูลบัณฑิต ดุจบุคคลกระแตกอาศรมให้
กระเทือน ทุกูลบัณฑิตนั่งอยู่ภายในได้ฟังเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักขราช
ก็นึกในใจว่า นี้ไม่ใช่เสียงแห่งฝีเท้าสุวรรณสามบุตรเรา เสียงฝีเท้าใครหนอ
เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาสองคาถาว่า
นั่นเสียงฝีเท้าใครหนอ เสียงฝีเท้ามนุษย์เดิน
เป็นแน่ เสียงฝีเท้าสามบุตรเราไม่ดัง ดูก่อนท่านผู้
นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ สามบุตรเราเดินเบา วาง
เท้าเบา เสียงฝีเท้าสามบุตรเราไม่ดัง ท่านเป็นใครหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสสฺเสว ความว่า เสียงฝีเท้าที่มาน
ไม่ใช่ของราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง ยักษ์ และกินนรเป็นต้น เป็นเสียง
ฝีเท้าของมนุษย์แน่ แต่ไม่ใช่ของสุวรรณสาม. บทว่า สนฺตํ หิ ได้แก่ เงียบ.
บทว่า วชฺชติ ได้แก่ ก้าวไป. บทว่า หญฺญติ ได้แก่ วาง.
พระราชาได้สดับคำถามนั้น ทรงดำริว่า ถ้าเราไม่บอกกความที่เราเป็น
พระราชา บอกว่าเราฆ่าบุตรของท่านเสียแล้ว ท่านทั้งสองนี้จักโกรธเรา

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 197 (เล่ม 63)

กล่าวคำหยาบกะเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ ความโกรธในท่านทั้งสองนี้ก็จักเกิดขึ้น
แก่เรา ครั้นความโกรธเกิดขึ้น เราก็จักเบียดเบียนท่านทั้งสองนั้น กรรมนั้น
จักเป็นอกุศลของเรา แต่เมื่อเราบอกว่าเราเป็นพระราชา ชื่อว่าผู้ที่ไม่เกรงกลัว
ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น เราจะบอกความที่เราเป็นพระราชาก่อน ทรงดำริ
ฉะนี้แล้ว ทรงวางหม้อน้ำไว้ที่โรงน้ำดื่ม แล้วประทับยืนที่ประดูบรรณศาลา
เมื่อจะแสดงพระองค์ให้ฤๅษีรู้จัก จึงตรัสว่า
เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คนเรียกเราว่า
พระเจ้าปิลยักษ์ เราละแว่นแคว้นเที่ยวแสวงหามฤค
เพราะความโลภ อนึ่ง เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์
ปรากฏว่าเป็นผู้แม่นยำนัก แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศร
ของเราก็ไม่พึงพ้นไปได้.
ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระราชา จึงทูลว่า
ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง
พระองค์เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้ พระองค์ผู้มี
อิสระเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้
ข้าแต่มหาบพิตร เชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด
ผลมะซาง และผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้เล็กน้อย
ขอได้โปรดเลือกเสวยผลที่ดี ๆ เถิด ข้าแต่มหาบพิตร
ขอจงทรงดื่มน้ำซึ่งเป็นน้ำเย็น นำมาแต่มิคสัมมตานที
ซึ่งไหลจากซอกเขา ถ้าทรงพระประสงค์.
เนื้อความของคาถานั้น ได้กล่าวไว้แล้วในสัตติคุมพชาดก แต่ในที่นี้
บทว่า คิริคพฺภรา ท่านกล่าวหมายเอามิคสัมมตานที เพราะมิคสัมมตานที
นั้นไหลมาแต่ซอกเขา จึงชื่อว่า เกิดแต่ซอกเขา.

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 198 (เล่ม 63)

เมื่อดาบสทำปฏิสันถารอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงคิดว่า เราไม่ควร
จะบอกว่า เราฆ่าบุตรของท่านเสียแล้ว ดังนี้ก่อน ทำเหมือนไม่รู้ พูดเรื่อง
อะไร ๆ ไปก่อนแล้วจึงบอก ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า
ท่านทั้งสองจักษุมืดไม่สามารถจะเห็นอะไร ๆ
ในป่า ใครเล่าหนอนำผลไม้มาเพื่อท่านทั้งสอง ความ
สะสมผลไม้น้อยใหญ่ไว้โดยเรียบร้อยนี้ ปรากฏแก่
ข้าพเจ้าว่า ดูเหมือนคนตาดีสะสมไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาลํ ความว่า ท่านทั้งสองตามืด ไม่
สามารถจะมองเห็นอะไร ๆ ในบ้านได้. บทว่า โก นุ โว ผลมาหริ
ความว่า ใครหนอนำผลไม้น้อยใหญ่มาเพื่อท่านทั้งสอง. บทว่า นิวาโป
ความว่า การเก็บคือสะสมผลไม้น้อยใหญ่ที่บริสุทธิ์ดี ซึ่งควรที่จะรับประทาน
ที่ทำไว้อย่างเรียบร้อย คือโดยนัย โดยอุบาย โดยเหตุ นี้. บทว่า อนนฺ-
ธสฺเสว ความว่า ย่อมปรากฏ คือเข้าไปตั้งไว้ แก่เราเหมือนคนตาดีทำไว้.
ทุกูลบัณฑิตได้ฟังดังนั้น เพื่อจะแสดงว่ามูลผลาผลตนมิได้นำมา แต่
บุตรของตนนำมา จึงได้กล่าวสองคาถาว่า
สามะหนุ่มน้อยรูปร่างสันทัดงดงามน่าดู เกศา
ของเธอยาวดำ เฟื้อยลงไปปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน
เธอนั่นแหละนำผลไม้มา ถือหม้อนำจากที่นี่ ไปสู่
แม่น้ำนำน้ำมา เห็นจะกลับมาใกล้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาติพฺรหา ความว่า ไม่สูงไป ไม่
เตี้ยไป. บทว่า สุนคฺคเวลฺลิตา ความว่า งอนขึ้นเหมือนปลายมีดเชือดเนื้อ
สำหรับสับเนื้อ กล่าวคือมีปลายงอนขึ้น. บทว่า กมณฺฑลุํ ได้แก่ หม้อ.

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 199 (เล่ม 63)

บทว่า ทูรมาคโต ความว่า เข้าใจว่า บัดนี้พ่อสุวรรณสามจักมาใกล้แล้ว
คือจักมาแล้วสู่ที่ใกล้.
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า
ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้ปฏิบัติบำรุงท่านเสีย
แล้ว ผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงสามกุมารผู้งดงามน่าดูใด เกศา
ของสามกุมารนั้นยาวดำ เฟื้อยลงไปปลายงอนช้อนขึ้น
เบื้องบน สามกุมารนั้นข้าพเจ้าฆ่าเสียแล้ว นอนอยู่ที่
หาดทรายเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวธึ ความว่า ข้าพเจ้ายิงด้วยลูกศร
ยิงมฤคให้ตายแล้ว. บทว่า ปเวเทถ ได้แก่ กล่าวถึง. บทว่า เสติ ความว่า
นอนอยู่บนหาดทรายริมฝั่งมิคสัมมตานที.
ก็บรรณศาลาของปาริกาดาบสินีอยู่ใกล้ของทุกูลบัณฑิต นางนั่งอยู่ใน
บรรณศาลานั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระราชา ก็ใคร่จะรู้ประพฤติการณ์นั้น
จึงออกจากบรรณศาลาของคน ไปสำนักทุกูลบัณฑิตด้วยสำคัญเชือกที่สำหรับ
สาวเดินไปได้กล่าวว่า
ข้าแต่ทุกูลบัณฑิต ท่านพูดกับใครซึ่งบอกว่า
ข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว
เพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสียแล้ว กิ่งอ่อนแห่ง
ต้นโพธิ์ใบ อันลมพัดให้หวั่นไหว ฉันใด ใจของ
ดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสีย
แล้ว ฉันนั้น.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 200 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาทินา ความว่า ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้า
ฆ่าสามกุมารเสียแล้ว. บทว่า ปวาลํ ได้แก่ หน่ออ่อน. บทว่า มาลุเตริตํ
ความว่า ถูกลมพัดให้หวั่นไหว.
ลำดับนั้น ทุกูลบัณฑิตเมื่อจะโอวาทนางปาริกาดาบสินีนั้น จึงกล่าวว่า
ดูก่อนนางปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระ-
องค์ทรงยิงสามกุมารด้วยลูกศร ที่มิคสัมมตานที ด้วย
ความโกรธ เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์
เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสมฺมเต ความว่า ที่หาดทรายริม
ฝั่งมิคสัมมตานที. บทว่า โกธสา ความว่า ด้วยความโกรธที่เกิดขึ้นในเพราะ
มฤคทั้งหลาย. บทว่า มา ปาปมิจฺฉิมฺหา ความว่า เราทั้งสองอย่าปรารถนา
บาปต่อพระองค์เลย.
ปาริกาดาบสินีกล่าวอีกว่า
บุตรที่รักอันหาได้ด้วยยาก ผู้ได้เลี้ยงเราทั้งสอง
ผู้ตามืดในป่า จะไม่ยังจิตให้โกรธ ในบุคคลผู้ฆ่าบุตร
คนเดียวนั้น ได้อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาตมฺหิ แปลว่า ในบุคคลผู้ฆ่า.
ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า
บุตรที่รักอันหาได้ด้วยยาก ผู้ได้เลี้ยงเราทั้งสอง
ผู้ตามืดในป่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคล
ผู้ไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้น.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 201 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโกธํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อม
สรรเสริญ คือกล่าวถึงบุคคลผู้ไม่โกรธนั้นว่า ขึ้นชื่อว่าความโกรธ ย่อมทำให้
ตกนรก ฉะนั้น ไม่พึงทำความโกรธนั้น พึงทำความไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่า
บุตรเท่านั้น.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ดาบสดาบสินีทั้งสอง ก็ข้อนทรวงด้วย
มือทั้งสอง พรรณนาคุณของพระมหาสัตว์ คร่ำครวญเป็นอันมาก.
ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักขราชเมื่อจะทรงเล้าโลมเอาใจดาบสทั้งสอง
นั้น จึงตรัสว่า
อยู่เป็นเจ้าทั้งสองอย่างคร่ำครวญ เพราะข้าพ-
เจ้า กล่าวว่าข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว ไปมากเลย
ข้าพเจ้าจักรับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้า ทั้งสอง ในป่า-
ใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่า
เป็นผู้แม่นยำนัก ข้าพเจ้าจักรับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้า
ทั้งสอง ในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าจักฆ่ามฤคและแสวงหา
มูลผลในป่า รับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองในป่า
ใหญ่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาทินา ความว่า ท่านทั้งสองอย่ากล่าว
คำเป็นต้นว่า บุตรผู้ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างนี้ของเรา ถูกท่านผู้กล่าวอยู่กับข้าพ
เจ้าว่า ฆ่าสามกุมารเสียแล้วดังนี้ ฆ่าแล้ว บัดนี้ใครจักเลี้ยงดูพวกเรา ดังนี้
คร่ำครวญมากไปเลย ข้าพเจ้าจักทำการงานแก่ท่านทั้งสอง เลี้ยงดูท่านทั้งสอง
เหมือนสามกุมาร ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ปลอบใจท่านทั้งสองนั้น
ว่า ขอท่านทั้งสองอย่าได้คิดเลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการราชสมบัติ ข้าพเจ้า
จักเลี้ยงดูท่านทั้งสองตลอดชีวิต.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 202 (เล่ม 63)

ลำดับนั้น ฝ่ายดาบสดาบสินีทั้งสองนั้นสนทนากับพระราชา ทูลว่า
ขอถวายพระพรมหาบพิตร สภาพนั้นไม่สม
ควร การทรงทำอย่างนั้นไม่ควร ในอาตมาทั้งสอง
พระองค์เป็นพระราชาของอาตมาทั้งสอง อาตมาทั้ง
สอง ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาพหรือเหตุการณ์
บทว่า เนตํ กปฺปติ ความว่า การกระทำการงานของพระองค์นั้น ย่อมไม่
ควร คือไม่งาม ไม่สมควรในอาตมาทั้งสอง. บทว่า ปาเท วนฺทาม เต
ความว่า ก็ดาบสดาบสินีทั้งสองนั้น ตั้งอยู่ในเพศบรรพชิต ทูลพระราชาดังนี้
เพราะความโศกในบุตรครอบงำ และเพราะไม่มีมานะ.
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงยินดีเหลือเกิน ทรงดำริว่า โอ
น่าอัศจรรย์ แม้เพียงคำหยาบของฤๅษีทั้งสองนี้ ก็ไม่มีในเราผู้ทำความประทุษ
ร้ายถึงเพียงนี้ กลับยกย่องเราเสียอีก จึงตรัสอย่างนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เชื้อชาติเนสาท ท่านกล่าวเป็นธรรม
ท่านบำเพ็ญความถ่อมตนแล้ว ขอท่านจงเป็นบิดาของ
ข้าพเจ้า ข้าแต่นางปาริกา ขอท่านจงเป็นมารดาของ
ข้าพเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา ความว่า เมื่อกล่าวเป็นคน ๆ ก็
กล่าวอย่างนี้. บทว่า ปิตา เป็นต้น ความว่า ข้าแต่พ่อทุกูลบัณฑิต ตั้งแต่
วันนี้ไป ขอท่านจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งบิดาของข้าพเจ้า ข้าแต่แม่ปาริกา แม้
ท่านก็ขอจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งมารดา ข้าพเจ้าก็จักตั้งอยู่ในฐานะแห่งสามกุมาร
บุตรของท่าน กระทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น ขอท่านทั้งสองจงอย่ากำหนด
ข้าพเจ้าว่าเป็นพระราชา จงกำหนดว่าเหมือนสามกุมารเถิด.

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 203 (เล่ม 63)

ดาบสทั้งสองประคองอัญชลีไหว้ เมื่อจะทูลวิงวอนว่า ขอถวายพระพร
มหาบพิตร พระองค์ไม่มีหน้าที่ที่จะทำการงานแก่อาตมาทั้งสอง แต่ขอพระ
องค์จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสองนำไปแสดงตัวสุวรรณสามเถิด จึง
กล่าวสองคาถาว่า
ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมาทั้งสองขอนอบน้อม
แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ยังชาวกาสีให้เจริญ อาต-
มาทั้งสองนอบน้อมแด่พระองค์ อาตมาทั้งสองประ-
คองอัญชลีแด่พระองค์ ขอพระองค์โปรดพาอาตมาทั้ง
สองไปให้ถึงสามกุมาร อาตมาทั้งสองจะสัมผัสเท้าทั้ง
สองและดวงหน้าอันงดงามน่าดูของเธอ แล้วทรมาน
ตนให้ถึงกาลกิริยา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว สามานุปาปย ความว่า โปรด
พาอาตมาทั้งสองไปให้ถึงที่ที่สามกุมารอยู่. บทว่า ภุชทสฺสนํ ความว่า สาม
กุมารผู้งามน่าดู คือมีรูปงามน่าเลื่อมใส. บทว่า สํสุมฺภมานา ได้แก่ โบย.
บทว่า กาลมาคมยามฺหเส ความว่า จักกระทำ คือจักถึงกาลกิริยา.
เมื่อท่านเหล่านั้นสนทนากันอยู่อย่างนี้ พระอาทิตย์อัสดงคต ลำดับนั้น
พระราชาทรงดำริว่า ถ้าเรานำฤๅษี ทั้งสองผู้ตามืดไปในสำนักของสุวรรณสาม
ในบัดนี้ทีเดียว หทัยของฤๅษีทั้งสองจักแตกเพราะเห็นสุวรรณสามนั้น เราก็
ชื่อว่านอนอยู่ในนรก ในกาลที่ท่านทั้งสามทำกาลกิริยา ด้วยประการฉะนี้
เพราะฉะนั้น เราจักไม่ให้ฤๅษีทั้งสองนั้นไป ทรงดำริฉะนี้แล้ว จึงตรัสคาถา
สี่คาถาว่า

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 204 (เล่ม 63)

สามกุมารถูกฆ่านอนอยู่ที่ป่าใด ดุจดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ ตกลงเหนือแผ่นดินแล้ว เกลือกเปื้อน
ด้วยฝุ่นทราย ป่านั้นเป็นป่าใหญ่ เกลื่อนกล่นด้วยพาล
มฤค ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ ผู้เป็นเจ้าทั้งสองจง
อยู่ในอาศรมนี้แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหา ได้แก่ สูงยิ่ง. บทว่า อากาสนฺตํ
ความว่า ป่านั่นแหละ เห็นกันทั่ว คือรู้กันทั่ว เป็นราวกะว่าที่สุดแห่งอากาศ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อากาสนฺตํ ความว่า ทำให้เป็นรอยอยู่ คือประกาศ
อยู่. บทว่า ฉมา ได้แก่ บนแผ่นดิน คือปฐพี. ปาฐะว่า ฉมํ ดังนี้ก็มี
ความว่า เหมือนล้มลงบนแผ่นดิน. บทว่า ปริกุณฺฐิโต ความว่า เปรอะ
เปื้อน คือพัวพัน.
ลำดับนั้น ฤๅษีทั้งสองได้กล่าวคาถาเพื่อจะแสดงว่า คนไม่กลัวพาล
มฤคทั้งหลายว่า
ถ้าในป่านั้นมีพาลมฤค ตั้งร้อยตั้งพันและตั้ง-
หมื่น อาตมาทั้งสองก็ไม่มีความกลัว ในพาลมฤคทั้ง
หลายในป่าไหน ๆ เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกจิ ความว่า ในป่านี้แม้เป็นประเทศ
แห่งหนึ่งในที่ไหน ๆ อาตมาทั้งสองก็ไม่มีความกลัวในพาลมฤคทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อไม่อาจห้ามฤาษีทั้งสองนั้น ก็ทรงจงมือนำไป
ในสำนักสุวรรณสามนั้น.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 205 (เล่ม 63)

ในกาลนั้น พระเจ้ากาสีทรงพาฤๅษีทั้งสอง ผู้ตา
มืดไปในป่าใหญ่ สุวรรณสามถูกฆ่าอยู่ในที่ใด ก็ทรง
จูงมือฤๅษีทั้งสองไปในที่นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต แปลว่า ในกาลนั้น. บทว่า
อนฺธานํ ได้แก่ ฤาษีทั้งสองผู้ตามืด. บทว่า อหุ แปลว่า ได้เป็นแล้ว.
บทว่า ยตฺถ ความว่า พระเจ้ากาสี ทรงนำฤๅษีทั้งสองไปในที่ที่สุวรรณสาม
นอนอยู่.
ก็แลครั้นทรงนำไปแล้ว ประทับยืนในที่ใกล้สุวรรณสามแล้วตรัส
ว่า นี้บุตรของผู้เป็นเจ้าทั้งสอง ลำดับนั้น ฤาษีผู้เป็นบิดาของพระโพธิสัตว์
ซ้อนเศียรขึ้นวางไว้บนตัก ฤๅษิณีผู้เป็นมารดาก็ยกเท้าขึ้นวางไว้บนตักของตน
นั่งบ่นรำพันอยู่.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น ตรัสว่า
ดาบสดาบสินีทั้งสองเห็นสามกุมารผู้เป็นบุตร
นอนเกลือกเปื้อนฝุ่นทราย ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ดุจ
ดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ตกเหนือแผ่นดิน ก็ปริ-
เทวนาการน่าสงสาร ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ว่า
สภาพไม่ยุติธรรมมาเป็นไปในโลกนี้ พ่อสามผู้งาม
น่าดู พ่อมาหลับเอาจริง ๆ เคลิบเคลิ้มเอามากมายดัง
คนดื่มสุราเข้ม ขัดเคืองใครเอาใหญ่ ถือตัวมิใช่น้อย
มีใจพิเศษ ในเมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ในวันนี้ พ่อไม่
พูดไร ๆ บ้างเลย พ่อสามนี้เป็นผู้ปฏิบัติบำรุงเรา
ทั้งสองผู้ตามืด มาทำกาลกิริยาเสียแล้ว บัดนี้ใครเล่า

205