พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 136 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิทฺทา ได้แก่ หลับอย่างลิง. บทว่า
ตนฺทิ ได้แก่ ความเกียจคร้าน. บทว่า อรติ ได้แก่ ความกระสัน. บทว่า
ภตฺตสมฺมโท ได้แก่ ความกระวนกระวายเพราะภัตตาหาร ท่านอธิบายไว้
ดังนี้ ดูก่อนสมณะ พระองค์เป็นผู้มีพระรูปงามน่าเลื่อมใส มีผิวพรรณดุจ
ทองคำ เนื้อพระองค์รับสั่งว่า อาตมาละราชสมบัติออกทรงผนวช คนทั้งหลาย
จักถวายบิณฑบาตอันโอชาประณีตแก่พระองค์ พระองค์ทรงรับพอเต็มบาตร
เสวยพอควรแล้วเข้าสู่บรรณศาลา บรรทม ณ ที่สาดไม้ หลับกรนอยู่ตื่นในระหว่าง
พลิกกลับไปกลับมา ทรงเหยียดพระหัตถ์และพระบาท ลุกขึ้นจับราวจีวร
เกียจคร้านไม่จับ ไม้กวาดกวาดอาศรม ไม่นำน้ำดื่มมา บรรทมหลับอีก ตรึก
ถึงกามวิตก กาลนั้นก็ไม่พอพระทัยในบรรพชา ความกระวนกระวายเพราะ
ภัตตาหารจักมีแต่พระองค์ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อาวสนฺติ สรีรฏฺฐา
ความว่า อันตรายเหล่านั้นมีประมาณเท่านี้ ตั้งอยู่ในสรีระของท่านอาศัยอยู่ คือ
บังเกิดในสรีระของท่านนี่แหละ นารทดาบสแสดงดังนี้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะตรัสชมนารทดาบสนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ข้าแต่พราหมณี ท่านผู้เจริญพร่ำสอนข้าพเจ้า
ดีนักหนา ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์นี่แหละ ข้าแต่
ท่านผู้นิรทุกะ ท่านเป็นใครหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมณ อนุสาสสิ ความว่า
ข้าแต่พราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีนักหนา.
ลำดับนั้น นารทดาบสกล่าวว่า
ชนทั้งหลายรู้จักอาตมาโดยนามว่า นารทะ โดย
โคตรว่า กัสสปะ ดังนี้ อาตมามาในสถานใกล้พระ-
องค์ผู้เจริญ ด้วยรู้สึกว่า การสมาคมด้วยสัตบุรุษ

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 137 (เล่ม 63)

ทั้งหลาย ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ พระองค์จงทรง
ยินดีในบรรพชานี้ วิหารธรรมจงเกิดแก่พระองค์ กิจ
อันใดยังพร่องด้วยศีล การบริกรรมและฌาน พระองค์
จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์ จงประกอบด้วย
ความอดทนและความสงบระงับ อยู่ถือพระองค์ว่า
เป็นกษัตริย์ จงทรงคลายออกเสียซึ่งความยุบลงและ
ความฟูขึ้น จงทรงกระทำโดยเคารพซึ่งกุศลกรรมบถ
วิชชาและสมณธรรม แล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิทู ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักอาตมา
โดยชื่อและโคตรว่า กัลสปะ. บทว่า สพฺภิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าการสมาคม
กับด้วยบัณฑิตทั้งหลายเป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ เพราะเหตุนั้น อาตมา
จึงมา. บทว่า อานนฺโท ความว่า ความเพลิดเพลิน คือความยินดี ความ
ชอบใจ ในบรรพชานี้ จงมีแก่ท่านนั้น อย่าเบื่อหน่าย. บทว่า วิหาโร
ได้แก่ พรหมวิหารธรรมสี่อย่าง. บทว่า อุปวตฺตตุ ได้แก่ จงบังเกิด.
บทว่า ยทูนํ ความว่า กิจด้วยศีล ด้วยกสิณบริกรรม ด้วยฌานนั้นใดยัง
หย่อน พระองค์จงยังกิจนั้นให้บริบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า
ขนฺตยา อุปสเมน จ ความว่า ท่านอย่ามีมานะว่าเราเป็นพระราชาบวช
จงเป็นผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติและความสงบระงับกิเลส. บทว่า ปสารย
ความว่า อย่ายกตน อย่าถือพระองค์. บทว่า สนฺนตฺตญฺจ อุนฺนตฺตญฺจ
ความว่า จงคลายอวมานะที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า เรามีชาติตระกูลหรือ
และอติมานะที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่าเราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า กมฺมํ
ได้แก่ กุศลกรรมบถสิบ. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ ญาณที่เป็นไปในอภิญญาห้า

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 138 (เล่ม 63)

และสมาบัติแปด. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ สมณธรรมกล่าวคือกสิณบริกรรม
บทว่า สกฺกตฺวาน ปริพฺพช ความว่าจงทำโดยเคารพซึ่งคุณธรรมเหล่านั้นเป็น
ไปหรือจงทำโดยเคารพซึ่งคุณธรรมเหล่านี้ สมาทานให้มั่นบำเพ็ญพรหมจรรย์
คือจงรักษาบรรพชา อย่าเบื่อหน่าย.
นารทดาบสนั้นถวายโอวาทพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว กลับไปที่อยู่ของ
ตนทางอากาศ.
เมื่อนารทดาบสไปแล้ว มีดาบสอีกรูปหนึ่งชื่อมิคาชินะ ออกจาก
สมาบัติตรวจดูโลกเห็นพระมหาสัตว์ จึงมาแล้วดุจกัน ด้วยคิดว่า เราจักถวาย
โอวาทพระมหาสัตว์เพื่อประโยชน์ให้มหาชนกลับพระนคร จึงสถิตอยู่ ณ
อัมพรวิถี สำแดงตนให้ปรากฏแล้วกล่าวว่า
พระองค์ทรงละช้างม้าชาวนครและชาวชนบท
เป็นอันมาก ผนวชแล้วทรงยินดีในบาตร ชาวชนบท
มิตรอมาตย์และพระญาติเหล่านั้นได้กระทำความผิด
ระหว่างพระองค์ละกระมัง เหตุไร พระองค์จึงละอิส-
ริยสุขมาชอบพระทัยซึงบาตรนั้น.
บทว่า กปลฺเล ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายถึงบาตรดิน มีคำ
อธิบายว่า เมื่อมิคาชินดาบสถานถึงเหตุแห่งบรรพชาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อน
มหาชนก ท่านละความเป็นใหญ่เห็นปานนี้ผนวชแล้ว ท่านยินดีในบาตรดิน
บทว่า ทูภึ ความว่า พวกเขาเหล่านั้นได้กระทำความผิดอะไร ๆ ในระหว่าง
ต่อท่านบ้างหรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงละอิสริยสุขเห็นปานนี้ มาชอบพระ-
บาตรดินใบนี้เท่านั้น.
แต่นั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 139 (เล่ม 63)

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติ
ไร ๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหน ๆ โดยอธรรม แม้
ญาติทั้งหลายก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มิคาชน ได้แก่ ข้าแต่ท่านนิคาชินะ
ผู้เจริญ. บทว่า ชาตุจฺเฉ แปลว่า โดยส่วนเดียวนั่นเทียว. บทว่า อหํ
กิญฺจิ ลุทาจนํ ความว่า ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติไร ๆ ในกาลไร ๆ โดย
อธรรม แม้ญาติเหล่านั้นก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้าโดยอธรรม อธิบายว่า ไม่มี
ญาติคนไหนได้กระทำความผิดในข้าพเจ้า ด้วยประการฉะนี้.
พระมหาสัตว์ทรงห้ามปัญหาแห่งมิคาชินดาบสนั้น อย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งการทรงผนวชจึงตรัสว่า
ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้าเห็นประเพณีของ
โลก เห็นโลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดัง
เปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า
ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมากย่อม
ถูกประหารและถูกฆ่าในเพราะกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้จึง
ได้บวชเป็นภิกษุ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกวตฺตนฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้เห็น
วัตร คือ ประเพณีของสัตวโลกผู้โง่เขลา ผู้ไปตามวัฏฏะ เพราะเห็นดังนั้น
ข้าพเจ้าจึงบวช พระมหาสัตว์ทรงแสดงดังนี้. บทว่า ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ
ความว่า เห็นสัตวโลกถูกกิเลสขบกัด และถูกกิเลสเหล่านั้นแหละทำให้เป็นดัง
เปือกตม. บทว่า ยตฺถ สนฺโน ความว่า ปุถุชนจม คือ ข้อง คือ จมลง
ในกิเลสวัตถุใด สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากต้องอยู่ในกิเลสวัตถุนั้น ย่อมถูกฆ่าบ้าง
ย่อมคิดอยู่ในเครื่องผูกมีโซ่และเรือนจำเป็นต้นบ้าง. บทว่า เอตาหํ ความว่า

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 140 (เล่ม 63)

หากแม้ข้าพเจ้าจักติดอยู่ในกิเลสวัตถุนี้ ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่าและถูกจองจำเหมือน
สัตว์เหล่านั้น ดังนั้นจึงทำเหตุการณ์นั่นแหละเป็นอุปมาแห่งคนแล้วบวชเป็นภิกษุ
พระมหาสัตว์เรียกดาบสนั้นว่า มิคาชินะ พระมหาสัตว์ทรงทราบชื่อของดาบส
นั้นได้อย่างไร ทรงทราบ เพราะทรงถามไว้ก่อนในเวลาปฏิสันถาร.
ดาบสใคร่จะฟังเหตุการณ์นั้นโดยพิสดาร จึงกล่าวคาถาว่า
ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถสั่งสอนพระองค์
คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร ดูก่อนพระองค์ผู้เป็น
จอมทัพ เพราะพระองค์มิได้ตรัสบอกสมณะผู้มีวัตร
ปฏิบัติก้าวล่วงทุกข์ นอกจากกัปปสมณะหรือวิชชสม-
ณะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺเสตํ ความว่า คำอันสะอาดนี้ คือ
ที่ท่านกล่าว เป็นคำของใคร. บทว่า กปฺปํ ได้แก่ ดาบสผู้เป็นกรรมวาที
ผู้ได้อภิญญาสมาบัติอันสำเร็จเป็นไปแล้ว. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ พระปัจเจก-
พุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชาคืออาสวักขยญาณ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ มิคาชิน-
ดาบสเรียกพระเจ้ามหาชนกราชว่า รเถสภ เพราะพระเจ้ามหาชนกราชมิได้
ตรัสบอกสมณะผู้มีวัตรปฏิบัติโดยประการที่ก้าวล่วงทุกข์ได้ นอกจากกัปปสมณะ
หรือวิชชสมณะ คือเว้นโอวาทของท่านเสีย ใคร ๆ ได้ฟังคำของท่านเหล่านั้น
แล้วสามารถที่จะปฏิบัติได้อย่างนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ใครหนอเป็นผู้จำแนก
แจกอรรถสั่งสอนพระองค์.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวก็ดาบสนั้นว่า
ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ถึงข้าพเจ้าจะเคารพสมณะ
หรือพราหมณ์โดยส่วนเดียวก็จริง แต่ก็ไม่เคยเข้าใกล้
ไต่ถามอะไร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 141 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกตฺวา ได้แก่ บูชาเพื่อต้องการจะ
ถามคุณแห่งการบรรพชา. บทว่า อนุปาวิสึ ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสว่า
ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใกล้ใคร ๆ ไม่ถามสมณะไร ๆ เลย เพราะพระมหาสัตว์นี้
แม้ฟังธรรมในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่ถามคุณแห่งการ
บรรพชาโดยเฉพาะในกาลไหน ๆ เลย ฉะนั้นท่านจึงตรัสอย่างนี้.
ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงตรัสคาถาเพื่อทรงแสดง
เหตุที่ทรงผนวชตั้งแต่ต้นว่า
ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ
ไปยังพระราชอุทยานด้วยอานุภาพใหญ่ เมื่อเจ้าพนัก-
งานกำลังขับเพลงขับและประโคมดนตรีกันอยู่ ข้าพเจ้า
ได้เห็นมะม่วงมีผลภายนอกกำแพงพระราชอุทยานอัน
กึกก้องด้วยเสียงดนตรี พร้อมแล้วด้วยคนร้องและคน
ประโคม ข้าพเจ้าละต้นมะม่วงอันมีสิรินั้นซึ่งเหล่า
มนุษย์ผู้ต้องการผลฟาดตีอยู่ ลงจากคอช้างเข้าไปโคน
ต้นมะม่วง ซึ่งมีผลและไม่มีผล เห็นต้นมะม่วงที่มีผล
ถูกคนเบียดเบียนกำจัดแล้ว ปราศจากใบและก้าน แต่
มะม่วงอีกต้นหนึ่งมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์ ศัตรูทั้ง-
หลายจักฆ่าพวกเราผู้มีอิสระ มีศัตรูดุจหนามเป็นอัน
มาก เหมือนต้นมะม่วงมีผล ลุกคนหักโค่นฉะนั้น
เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คน
มีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าผู้ไม่มีเหย้า
เรือน ผู้ไม่มีสันถวะคือตัณหา มะม่วงต้นหนึ่งมีผล
อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอน
ข้าพเจ้า.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 142 (เล่ม 63)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคุสุ ความว่า เมื่อดนตรีมีเสียง
ไพเราะอันบุคคลประโคมอยู่. บทว่า ตุริยตาลิตสํฆุฏฺเฐ ความว่า ในพระราช
อุทยานที่กึกก้องด้วยเสียงดนตรีทั้งหลาย. บทว่า สมฺมาตาลสมาหิเต ความว่า
ประกอบด้วยคนขับร้องและคนประโคมทั้งหลาย. บทว่า สมิคาชิน ความว่า
ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นได้เห็นแล้ว. บทว่า ผลึ อมฺพํ ความว่า
มะม่วงมีผลคือต้นมะม่วงที่ผลิตผล. บทว่า ติโรจฺฉทํ ความว่า ได้เห็นต้น
มะม่วงภายนอกกำแพง คือ เกิดอาศัยอยู่นอกกำแพงซึ่งตั้งอยู่ในภายในพระราช
อุทยานนั่นแหละ. บทว่า ตุทมานํ แปลว่า ถูกฟาดอยู่. บทว่า โอโรหิตฺวา
ความว่า ลงจากคอช้าง. บทว่า วินลีกตํ แปลว่า ทำให้ปราศจากใบไร้ก้าน
บทว่า เอวเนว แปลว่าฉันนั้นนั่นเที่ยว. บทว่า ผโล แปลว่า สมบูรณ์
ด้วยผล. บทว่า อชินมฺหิ ได้แก่ เพื่อต้องการหนัง คือ มีหนึ่งเป็นเหตุ.
บทว่า ทนฺเตสุ ความว่า ถูกฆ่าเพราะงาทั้งสองของตน คือถูกฆ่าเพราะงา
เป็นเหตุ. บทว่า หนฺติ แปลว่า ถูกฆ่า. บทว่า อนิเกตมสนฺถวํ ความว่า
ก็ผู้ใดชื่อว่า อนิเกตะ เพราะละเหย้าเรือนบวช ชื่อว่าอสันถวะ เพราะไม่มี
สันถวะ คือ ตัณหาซึ่งเป็นวัตถุแห่งสังขารทั้งปวง อธิบายว่า ใครจักฆ่าผู้นั้น
ซึ่งไม่มีเหย้าเรือนไม่มีสันถวะ. บทว่า เตสตฺถาโร ความว่า พระมหาสัตว์
กล่าวว่า ต้นไม้สองต้นเหล่านั้นเป็นผู้สั่งสอนเรา.
มิคาชินดาบสได้ฟังดังนั้น แล้ว จึงถวายโอวาทแด่พระราชาว่า ขอพระ-
องค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด มหาบพิตร แล้วกลับ ไปยังที่อยู่ของตนทีเดียว.
เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีหมอบลงแทบพระยุคลบาท
ของพระราชา กราบทูลว่า

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 143 (เล่ม 63)

ชนทั้งปวงคือกองช้าง กองม้า กองรถ กอง
เดินเท้า ตกใจว่าพระราชาทรงผนวชเสียแล้ว ขอพระ-
องค์โปรดทำให้ชุมชนอุ่นใจ ตั้งความคุ้มครองไว้
อภิเษกพระโอรสในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อ
ภายหลังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺยถิโต ได้แก่ กลัว คือ หวาดสะดุ้ง.
บทว่า ปฏิจฺฉทํ ความว่า ตั้งกองอารักขาไว้คุ้มครองมหาชนที่สะดุ้งกลัวว่า
พระราชามิได้ทรงเหลียวแลพวกเราที่ถูกไฟไหม้บ้าง ถูกปล้นบ้าง. บทว่า
ปุตฺตํ ความว่า ขอพระองค์ได้อภิเษกพระโอรสคือทีฆาวุกุมารไว้ในราชสมบัติ
แล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
ดูก่อนปชาบดี ชาวชนบท มิตรอมาตย์และพระ
ประยูรญาติทั้งหลาย เราสละแล้ว ทีฆาวุราชกุมารผู้ยัง
แว่นแคว่นให้เจริญเป็นบุตรของชาววิเทหรัฐ ชาววิเท-
หรัฐเหล่านั้นจักให้ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนพระ-
เทวีสีวลี ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีบุตร แต่ทีฆาวุกุมารเป็นบุตรของ
ชาววิเทหรัฐ ชาววิเทหรัฐเหล่านั้นจักให้ครองราชสมบัติ พระมหาสัตว์ตรัส
เรียกพระเทวีว่า ปชาปติ.
ลำดับนั้น พระนางสีวลีเทวีกราบทูลพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์
พระองค์ทรงผนวชเสียก่อนแล้ว ก็หม่อมฉันจะการทำอย่างไร พระมหาสัตว์
จึงตรัสก็พระนางว่า ดูก่อนพระเทวี อาตมาจะให้เธอสำเหนียกตาม เธอจง
ทำตามคำของอาตมา แล้วตรัสว่า

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 144 (เล่ม 63)

มาเถิด อาตมาจะให้เธอศึกษาตามคำที่อาตมา
ชอบ เมื่อเธอให้พระโอรสครองราชสมบัติ ก็จักกระ-
ทำบาปทุจริตเป็นอันมากด้วยกายวาจาใจ ซึ่งเป็นเหตุ
ให้เธอไปสู่ทุคติ การที่เรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วย
ก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ซึ่งสำเร็จแต่ผู้อื่น นี้เป็นธรรมของ
นักปราชญ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ ความว่า เธอให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแก่
พระโอรส พร่ำสอนเรื่องราชสมบัติ ด้วยคิดว่า ลูกของเราเป็นพระราชา
จักกระทำบาปเป็นอันมาก. บทว่า คจฺฉสิ ความว่า เธอจักไปสู่ทุคติด้วยบาป
เป็นอันมากที่การทำด้วยกายเป็นต้นใด. บทว่า สธีรธมฺโม ความว่า ความ
ประพฤติที่ว่าพึงยังชีวิตให้เป็นไปด้วยคำข้าวที่ได้มาด้วยลำแข้งนี้ เป็นธรรม
ของนักปราชญ์ทั้งหลาย.
พระมหาสัตว์ได้ประทานโอวาทแก่พระนางนั้นด้วยประการฉะนี้ เมื่อ
กษัตริย์ทั้งสองตรัสโต้ตอบกันและกันและเสด็จดำเนินไป พระอาทิตย์ก็อัสดงคต
พระเทวีมีพระเสาวนีย์ให้ตั้งค่ายในที่อันสมควร พระมหาสัตว์เสด็จประทับแรม
ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ตลอดราตรี รุ่งขึ้นทรงทำสรีรกิจแล้ว
เสด็จไปตามมรรคา ฝ่ายพระเทวีตรัสสั่งให้เสนาตามมาภายหลัง แล้วเสด็จไป
เบื้องหลังแห่งพระมหาสัตว์ ทั้งสองพระองค์นั้นเสด็จถึงถูนนครในเวสาภิกขาจาร
ขณะนั้น มีบุรุษคนหนึ่งภายในเมือง ซื้อเนื้อก้อนใหญ่มาแต่เขียงขายเนื้อ เสียบ
หลาวย่างบนถ่านเพลิงให้สุกแล้ว วางไว้ที่กระดานเพื่อให้เย็นได้ยืนอยู่ เมื่อบุรุษ
นั้นส่งใจไปที่อื่น สุนัขตัวหนึ่งคาบก้อนเนื้อนั้นหนีไป บุรุษนั้นรู้แล้วไล่ตาม
สุนัขนั้นไปเพียงนอกประตูด้านทักษิณ เบื่อหน่ายหมดอาลัยก็กลับบ้าน พระราชา

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 145 (เล่ม 63)

กับพระเทวีเสด็จมาข้างหน้าสุนัขตามทางสองแพร่ง สุนัขนั้นทิ้งก้อนเนื้อหนีไป
ด้วยความกลัว พระมหาสัตว์ทอดพระนครเห็นก้อนเนื้อนั้น ทรงจินตนาการว่า
สุนัขนี้ทิ้งก้อนเนื้อนี้ไม่เหลียวแลเลยหนีไปแล้ว แม้คนอื่นผู้เป็นเจ้าของก็ไม่
ปรากฏ อาหารเห็นปานนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าบังสุกุลบิณฑบาต เราจักบริโภค
ก้อนเนื้อนั้น พระองค์จึงนำบาตรดินออก ถือเอาเนื้อก้อนนั้นปัดฝุ่นแล้วใส่
ลงในบาตร เสด็จไปยังที่มีน้ำบริบูรณ์ ทรงพิจารณาแล้ว เริ่มเสวยเนื้อก้อนนั้น
ลำดับนั้น พระเทวีทรงดำริว่า ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติ จะไม่
พึงเสวยก้อนเนื้อเห็นปานนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข บัดนี้
พระองค์จักมิใช่พระราชสวามีของเรา ทรงดำริฉะนี้แล้ว กราบทูลพระองค์ว่า
ข้าแต่พระมหาราชพระองค์ช่างเสวยเนื้อที่น่าเกลียดเห็นปานนี้ได้ พระมหาสัตว์
ตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี เธอไม่รู้จักความวิเศษของบิณฑบาตนี้เพราะเขลา
ตรัสฉะนี้แล้วทรงพิจารณาสถานที่ก้อนเนื้อนั้นตั้งอยู่ เสวยก้อนเนื้อนั้นดุจเสวย
อมตรส บ้วนพระโอฐล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้ว ขณะนั้นพระเทวีเมื่อจะ
ทรงตำหนิพระราชา จึงตรัสว่า
คนที่ฉลาดแม้ไม่ได้บริโภคอาหารสี่มื้อ ราวกะ
ว่าจะตายด้วยความอด ก็ยอมตายเสียด้วยความอด เขา
จะไม่ยอมบริโภคก้อนเนื้อคลุกฝุ่นไม่สะอาดเลย ข้าแต่
พระมหาชน พระองค์สิเสวยได้ซึ่งก้อนเนื้ออันเป็น
เดนสุนัข ไม่สะอาดน่าเกลียดนัก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌุฏฺฐมาริว ความว่า เหมือนใกล้
จะตาย. บทว่า ลุลิตํ ได้แก่ คลุกฝุ่น. บทว่า อนริยํ ได้แก่ ไม่ดี นุ
อักษรในบทว่า นุ เสเว เป็นนิบาตลงในอรรถถามโต้ตอบ มีคำอธิบายว่า

145