พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 86 (เล่ม 63)

[๔๕๘] เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิต
เป็นสุขดีหนอ เมื่อแว่นแคว้นถูกโจรปล้น พวกโจร
มิได้นำอะไร ๆ ของเราไปเลย เราทั้งหลายผู้ไม่มี
ความกังวล มีชีวิตเป็นสุขดีหนอ เราทั้งหลายจักมีปีติ
เป็นภักษา เหมือนเทวดาชั้นอาภัสราฉะนั้น.
[๔๕๙] ความถูกต้องของประชุมชนใหญ่นี้
เพื่ออะไร นั่นใครหนอมากับท่าน เหมือนเล่นกันอยู่
ในบ้าน สมณะ อาตมาขอถามท่าน ประชุมชนนี้
แวดล้อมท่านเพื่ออะไร.
[๔๖๐] ประชุมชนนี้ตามข้าพเจ้าผู้ละพวกเขา
ไปในที่นี้ ข้าพเจ้าผู้ล่วงสีมาคือกิเลส ไปเพื่อถึง
มโนธรรม กล่าวคือญาณของมุนีผู้ไม่เกื้อกูลแก่เหย้า-
เรือน ผู้เจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลาย ซึ่งเกิดขึ้น
ในขณะนั้น ๆ อยู่ ท่านรู้อยู่ จะถามทำไม.
[๔๖๑] พระองค์เสียงแต่ทรงสรีระนี้ จะ
สำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลส
นี้ จะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หาได้ไม่ เพราะยัง
มีอันตรายอยู่มาก.
[๔๖๒] ข้าพเจ้าใดปรารถนาเฉพาะซึ่งกาม
ทั้งหลาย ในมนุษยโลกอันบุคคลเห็นแล้ว ก็หาไม่เลย
ในเทวโลกอันบุคคลไม่เห็นแล้ว ก็หาไม่ อันตราย
อะไรหนอจะพึงมีแก่ข้าพเจ้านั้น ซึ่งมีปกติอยู่ผู้เดียว
อย่างนี้.

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 87 (เล่ม 63)

[๔๖๓] อันตรายมากทีเดียว คือ ความหลับ
ความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา ความไม่ชอบใจ
ความเมาอาหาร ตั้งอยู่ในสรีระอาศัยอยู่.
[๔๖๔] ข้าแต่พราหมณ์ ท่านผู้เจริญพร่ำสอน
ข้าพเจ้าดีนักหนา ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์นี่แหละ
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ.
[๔๖๕] ชนทั้งหลายรู้จักอาตมาโดยนามว่า
นารทะ โดยโคตรว่า กัสสปะ ดังนี้ อาตมามาในสถาน
ใกล้พระองค์ผู้เจริญ ด้วยรู้สึกว่า การสมาคมด้วยสัต-
บุรุษทั้งหลาย ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ พระองค์จง
ทรงยินดีในบรรพชานี้ วิหารธรรมจงเถิดแก่พระองค์
กิจอันใดยังพร้องด้วยศีล การบริกรรม และฌาน
พระองค์จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์ จง
ประกอบด้วยความอดทนและความสงบระงับ อย่าถือ
พระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ จงทรงคลายออกเสียซึ่งความ
ยุบลงและความฟูขึ้น จงทรงกระทำโดยเคารพซึ่งกุศล
กรรมบถวิชชาและสมณธรรม แล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์.
[๔๖๖] พระองค์ทรงละช้างม้าชาวนครและ
ชาวชนบทเป็นอันมาก ผนวชแล้วทรงยินดีในบาตร
ชาวชนบท มิตร อมาตย์ และพระญาติเหล่านั้นได้
กระทำความผิดระหว่างพระองค์ละกระมัง เหตุไร
พระองค์จึงทรงละอิสริยสุข มาชอบพระทัยซึ่งบาตร
นั้น.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 88 (เล่ม 63)

[๔๖๗] ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้ามิได้ผจญ
ซึ่งญาติไร ๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหน ๆ โดยอธรรม
แม้ญาติทั้งหลายก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้า.
[๔๖๘] ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้าเห็น
ประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลส
ทำให้เป็นดังเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่อง
เปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์
เป็นอันมาก ย่อมถูกประหารและถูกฆ่าในกิเลสวัตถุ
นั้น ดังนี้จึงได้บวชเป็นภิกษุ.
[๔๖๙] ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถ
สั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร ดูก่อน
พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เพราะพระองค์มิได้ตรัสบอก
สมณะผู้มีวัตรปฏิบัติก้าวล่วงทุกข์ นอกจากกัปปสมณะ
หรือวิชชสมณะ.
[๔๗๐] ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ถึงข้าพเจ้าจะ
เคารพสมณะหรือพราหมณ์โดยส่วนเดียวก็จริง แต่ก็
ไม่เคยเข้าใกล้ไต่ถามอะไร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย
ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นรุ่งเรื่องด้วยสิริ ไปยัง
พระราชอุทยานด้วยอานุภาพใหญ่ เมื่อเจ้าพนักงาน
กำลังขับเพลงขับและประโคมดนตรีกันอยู่ ข้าพเจ้า
ได้เห็นมะม่วง มีผลภายนอกกำแพงพระราชอุทยาน
อันกึกก้องด้วยเสียงดนตรี พร้อมแล้วด้วยคนร้องและ
คนประโคม ข้าพเจ้าละต้นมะม่วงอันมีสิรินั้น ซึ่ง

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 89 (เล่ม 63)

เหล่ามนุษย์ผู้ต้องการผลฟาดตีอยู่ ลงจากคอช้างเข้าไป
ยังโคนต้นมะม่วง ซึ่งมีผลและไม่มีผล เห็นต้นมะม่วง
ที่มีผล ถูกคนเบียดเบียนกำจัดแล้ว ปราศจากใบและ
ก้าน แต่มะม่วงอีกต้นหนึ่งนี้ใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์
ศัตรูทั้งหลายจักฆ่าพวกเราผู้มีอิสระ มีศัตรูดุจหนาม
เป็นอันมาก เหมือนต้นมะม่วงมีผล ถูกคนหักโค่น
ฉะนั้น เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา
คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าผู้ไม่มี
เหย้าเรือน ผู้ไม่มีสันถวะคือตัณหา มะม่วงต้นหนึ่ง
มีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอน
ข้าพเจ้า.
[๔๗๑] ชนทั้งปวงคือกองช้าง กองม้า กองรถ
กองเดินเท้า ตกใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว
ขอพระองค์โปรดทำให้ชุมชนอุ่นใจ ตั้งความคุ้มครอง
ไว้ อภิเษกพระโอรสในราชสมบัติ แล้วจึงทรงผนวช
ต่อภายหลังเถิด.
[๔๗๒] ดูก่อนปชาบดี ชาวชนบท มิตร
อมาตย์ และพระประยูรญาติทั้งหลาย เราและแล้ว
ทีฆาวุราชกุมารผู้ยังแว่นแคว้นให้เจริญ เป็นบุตรของ
ชาววิเทหรัฐ ชาววิเทหรัฐเหล่านั้น จักให้ครองราช
สมบัติในกรุงมิถิลา.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 90 (เล่ม 63)

[๔๗๓] มาเถิด อาตมาจะให้เธอศึกษาตามคำ
ที่อาตมาชอบ เมื่อเธอให้พระโอรสครองราชสมบัติ
ก็จักกระทำบาปทุจริตเป็นอันมาก ด้วยกายวาจาใจ
ซึ่งเป็นเหตุให้เธอไปสู่ทุคติ การที่เรายังอัตภาพให้เป็น
ไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ ซึ่งสำเร็จแต่ผู้อื่น นี้เป็น
ธรรมของนักปราชญ์.
[๔๗๔] คนที่ฉลาดแม้ไม่ได้บริโภคอาหาร
สี่มื้อ ราวกะว่าจะตายด้วยความอด ก็ยอมตายเสียด้วย
ความอด เขาจะไม่ยอมบริโภคก้อนเนื้อคลุกฝุ่นไม่
สะอาดเลย ข้าแต่พระมหาชนก พระองค์สิเสวยได้
ซึ่งก้อนเนื้ออันเป็นเดนสุนัข ไม่สะอาดน่าเกลียดนัก.
[๔๗๕] ดูก่อนพระนางสีวลี ก้อนเนื้อนั้นไม่
ซื่อว่าเป็นอาหารของอาตมาหามิได้ เพราะถึงจะเป็น
ของคนครองเรือนหรือของสุนัข ก็สละแล้ว ของ
บริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่บุคคลได้มาแล้ว
โดยชอบธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้น กล่าวกันว่า
ไม่มีโทษ.
[๔๗๖] แน่ะนางกุมาริกาผู้ยังนอนกับแม่ ผู้
ประดับกำไลมือเป็นนิตย์ กำไลมือของเจ้า ข้างหนึ่ง
มีเสียงดัง อย่างหนึ่งไม่มีเสียงดัง เพราะเหตุไร.
[๔๗๗] ข้าแต่พระสมณะ เสียงเกิดแต่กำไล
สองอัน ที่สวนอยู่ในข้อมือของข้าพเจ้านี้กระทบกัน

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 91 (เล่ม 63)

ความที่กำไลทั้งสองกระทบกันนั้นเป็นเหตุแห่งเสียง
กำไลอันหนึ่งที่สวมอยู่ในข้อมือของข้าพเจ้านี้นั้น ไม่มี
อันที่สองจึงไม่ส่งเสียง เป็นเหมือนนักปราชญ์สงบนิ่ง
อยู่ บุคคลสองคนก็วิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับ
ใครเล่า ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ จงชอบความเป็นผู้อยู่
คนเดียวเถิด.
[๔๗๘] แน่ะสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นาง
กุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกาเป็นเพียงชั้นสาว
ใช้มาติเตียนเรา ความที่เราทั้งสองประพฤติ คือ
อาตมาเป็นบรรพชิต เธอเป็นสตรีเดินตามกันมา ย่อม
เป็นเหตุแห่งครหา บรรดาสองแพร่งนี้อันเราทั้งสอง
ผู้เดินทาง จงแยกกันไป เธอจงถือเอาทางหนึ่งไป
อาตมาก็จะถือเอาทางอื่นอีกทางหนึ่งไป เธออย่าเรียก
อาตมาว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมาก็จะไม่
เรียกเธอว่าเป็นมเหสีของอาตมาอีก เมื่อกษัตริย์ทั้งสอง
กำลังตรัสข้อความนี้อยู่ ได้เสด็จเข้าไปยังถูกนคร
เมื่อใกล้เวลาฉัน พระมหาสัตว์ประทับยืนอยู่ที่ซุ้ม
ประตูเรือนของช่างศร ช่างศรนั้น หลับตาข้างหนึ่ง
ใช้ตาอีกข้างหนึ่งเล็งลูกศรอันหนึ่งซึ่งคดอยู่ ดัดให้ตรง
ที่ซุ้มประตูนั้น.
[๔๗๙] ดูก่อนช่างศร ท่านจงฟังอาตมา ท่าน
หลับจักษุข้างหนึ่ง เล็งดูลูกศรอันคดด้วยจักษุข้างหนึ่ง
ด้วยประการใด ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์ด้วย
ประการนั้นหรือหนอ.

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 92 (เล่ม 63)

[๔๘๐] ข้าแต่พระสมณะ การเล็งด้วยจักษุ
ทั้งสอง ปรากฏว่าเหมือนพร่าไปไม่ถึงที่คดข้างหน้า
ย่อมไม่สำเร็จความดัดให้ตรง ถ้าหลับจักษุข้างหนึ่ง
เล็งดูที่คดด้วยจักษุอีกข้างหนึ่ง เล็งได้ถึงที่คดเบื้องหน้า
ย่อมสำเร็จความดัดให้ตรง บุคคลสองคนก็วิวาทกัน
คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ จง
ชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด.
[๔๘๑] ดูก่อนนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่
ช่างศรกล่าวหรือยัง ช่างศรเป็นเพียงคนใช้ยังติเตียน
เราได้ ความที่เราทั้งสองประพฤตินั้น เป็นเหตุแห่ง
ความครหา ดูก่อนนางผู้เจริญ ทางสองแพร่งนี้อันเรา
ทั้งสองผู้เดินทางมา จงแยกกันไป เธอจงถือเอาทาง
หนึ่งไป อาตมาถือเอาทางอื่นอีกทางหนึ่งไป เธอ
อย่าเรียกอาตมาว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมา
จะไม่เรียกเธอว่าเป็นมเหสีของอาตมาอีก.
จบมหาชนกชาดกที่ ๒

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 93 (เล่ม 63)

อรรถกถามหานิบาต
มหาชนกชาดก
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภ
มหาภิเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า โก ยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ
ดังนี้เป็นต้น.
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งพรรณนามหาภิเนกขัมมบารมี
ของพระตถาคต ในโรงธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายประชุมเจรจากันถึงเรื่องอะไร เนื้อภิกษุเหล่านั้น
กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้
เท่านั้น ที่ตถาคตออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ แม้ในกาลก่อน เมื่อยังเป็นโพธิสัตว์
อยู่ ตถาคตก็ได้ออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน ตรัสดังนี้ แล้วทรงดุษณีภาพ
อยู่ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลวิงวอนให้ทรงเล่าเรื่อง จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดง
ดังต่อไปนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า มหาชนก
ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ พระเจ้ามหาชนกราชนั้น มีพระ-
ราชโอรสสองพระองค์ คือ อริฏฐชนกพระองค์หนึ่ง โปลชนกพระองค์หนึ่ง
ในสองพระองค์นั้น พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระราชโอรส
องค์พี่ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระราชโอรสองค์น้อง กาลต่อมา
พระมหาชนกราชสวรรคต พระอริฏรชนกได้ครองราชสนบัติ ทรงตั้งพระ-
โปลชนกผู้กนิษฐภาดาเป็นอุปราช อมาตย์คนหนึ่งผู้ใกล้ชิดพระราชา ไปเฝ้า
พระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ พระอุปราชใคร่จะปลงพระชนม์พระองค์

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 94 (เล่ม 63)

พระอริฏฐชนกราชทรงสดับคำบ่อย ๆ ก็ทำลายความสิเนหาพระอนุชา ให้จำ
พระโปลชนกมหาอุปราชด้วยเครื่องจองจำ ให้อยู่ในคฤหาสน์หลังหนึ่งใกล้
พระราชนิเวศ มีผู้คุมรักษา พระกุมารโปลชนกทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้า
ข้าพเจ้าก่อเวรต่อพระเชษฐา เครื่องจองจำจงอย่าหลุดจากมือและเท้าของ
ข้าพเจ้า แม้ประตูก็จงอย่าเปิด ถ้าข้าพเจ้ามิได้ก่อเวรต่อพระเชษฐา เครื่อง
จองจำจงหลุดจากมือและเท้าของข้าพเจ้า แม้ประตูก็จงเปิด เครื่องจองจำได้
หักเป็นท่อน ๆ แม้ประตูก็เปิดในทันใดนั้น ต่อนั้นพระโปลชนกก็เสด็จออก
ไปยังปัจจันตคามแห่งหนึ่ง ประทับอยู่ที่ปัจจันตคามนั้น ชาวปัจจันตคามจำ
พระองค์ได้ก็บำรุงพระองค์ ครั้งนั้น พระอริฏฐชนกราชไม่สามารถจะจับ
พระองค์ได้ พระโปลชนกนั้น ได้ทำปัจจันตชนบทให้อยู่ในอำนาจโดยลำดับ
เป็นผู้มีบริวารมาก ทรงคิดว่า เมื่อก่อนเรามีได้ก่อเวรต่อพระเชษฐาของเรา
แต่บัดนี้เราจะก่อเวรละ ทรงให้ประชุมพลนิกาย แวดล้อมไปด้วยมหาชน
ออกจากปัจจันตคามถึงกรุงมิถิลาโดยลำดับ ให้ตั้งค่ายพักแรมกองทัพอยู่นอก
พระนคร ครั้งนั้น เหล่าทหารชาวมิถิลานครทราบว่า พระโปลชนกเสด็จมา
ก็ขนยุทโธปกรณ์มีพาหนะช้างเป็นต้น มายังสำนักของพระโปลชนกนั้น โดยมาก
แม้ชาวนครคนอื่น ๆ ก็พากันมาเข้าด้วย พระโปลชนกส่งสาส์นไปถวายพระ-
เชษฐาว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์มิได้ก่อเวรต่อพระองค์ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์
จะก่อเวรละ พระองค์จะประทานเศวตฉัตรแก่ข้าพระองค์ หรือจะรบ พระราชา
อริฏฐชนกทรงสดับดังนั้น ปรารถนาจะรบ จึงตรัสเรียกพระอัครมเหสีมาตรัส
ว่า ที่รัก ในการรบชนะหรือแพ้ ไม่อาจจะรู้ได้ ถ้าฉันมีอันตราย เธอพึง
รักษาครรภ์ให้ดี ตรัสฉะนี้แล้วเสด็จกรีธาทัพออกจากพระนคร ครั้งนั้นทหาร
ของพระโปลชนกยังพระอริฏฐชนกราชให้ถึงชีพตักษัยในที่รบ ชาวพระนคร

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 95 (เล่ม 63)

ทั้งสิ้นรู้ว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ก็เกิดโกลาหลกันทั่วไป ฝ่ายพระเทวีทรง
ทราบว่า พระราชสวามีสวรรคตแล้ว ก็รีบเก็บสิ่งของสำคัญมีทองเป็นต้น ใส่ใน
กระเช้า เอาผ้าเก่า ๆ ปูปิดไว้แล้วใส่ข้าวสารข้างบน ทรงนุ่งภูษาเก่าเศร้าหมอง
ปลอมพระกายของพระองค์ วางกระเช้าบนพระเศียร เสด็จออกจากพระนครแต่
กลางวันทีเดียว ไม่มีใครจำพระนางได้ พระนางเสด็จออกทางประตูทิศอุดร
ไม่รู้จักมรรคา เพราะไม่เคยเสด็จไปในที่ไหน ๆ ไม่อาจกำหนดทิศ จึงประทับ
ที่ศาลาแห่งหนึ่งคอยตรัสถามว่า มีคนเดินทางไปนครกาลจัมปากะไหม เพราะ
เคยทรงสดับว่า มีนครกาลจัมปากะเท่านั้น ก็สัตว์ในครรภ์ของพระเทวีนั้น
มิใช่สัตว์สามัญ แต่เป็นพระมหาสัตว์ผู้มีพระบารมีเต็มแล้วมาบังเกิด ด้วย
เดชานุภาพแห่งพระมหาสัตว์นั้น บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชสำแดง
อาการร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่า
สัตว์ที่บังเกิดในพระครรภ์ของพระเทวีมีบุญมาก เราควรจะไปในที่นั้น จึง
เนรมิตเกวียนมีเครื่องปกปิด จัดตั้งเตียงไว้ในเกวียนนั้น เนรมิตตนเหมือน
คนแก่ ขับเกวียนไปหยุดอยู่ที่ประตูศาลาที่พระเทวีประทับอยู่. ทูลถามพระเทวี
ว่า มีผู้ที่จะไปนครกาลจัมปากะบ้างไหม พระเทวีได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้าจักไป ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น แม่จงขึ้นนั่งบนเกวียน
เถิด พระเทวีเสด็จออกมาตรัสว่า ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ ไม่อาจจะ
ขึ้นเกวียนไปได้ จักขอเดินตามพ่อไปเท่านั้น แต่พ่อช่วยรับกระเช้าของข้าพเจ้านี้
ขึ้นเกวียนไปด้วย ท้าวสักกะตรัสว่า แม่พูดอะไร คนที่รู้จักขับเกวียนเช่น
ข้าพเจ้าไม่มี แม่อย่ากลัวเลย ขึ้นนั่งบนเกวียนเถิดแม่ ด้วยอานุภาพแห่ง
พระโอรสของพระองค์ ในกาลที่พระเทวีจะเสด็จขึ้นเกวียน แผ่นดินได้นูนขึ้น
ดุจผิวละออง เต็มด้วยลมฟุ้งขึ้นฉะนั้น ตั้งจดท้ายเกวียน พระเทวีเสด็จขึ้น
บรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ ทรงทราบว่า นี้จักเป็นเทวดา พระนางได้
หยั่งลงสู่นิทรา เพราะได้บรรทมบนพระที่อันเป็นทิพย์.

95