พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 76 (เล่ม 63)

[๔๔๗] ดูก่อนเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่า การงาน
ที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้จริง ๆ ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน
ถ้าผู้นั้นละความเพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผล
แห่งความเกียจคร้าน ดูก่อนเทวดา คนบางพวกใน
โลกนี้ เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน จึงประกอบ
การงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้น จะสำเร็จหรือไม่
ก็ตาม ดูก่อนเทวดา ท่านก็เห็นผลแห่งธรรมประจักษ์
แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่น ๆ จมในมหาสมุทรหมด
เราคนเดียวยังว่ายข้ามอยู่ และได้เห็นท่านมาสถิตอยู่
ใกล้ ๆ เรา เรานั้นจักพยายามตามสติกำลัง จักทำ
ความเพียรที่บุรุษควรทำ ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร
[๔๔๘] ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดย
ธรรมไม่จมลงในห้วงมหรรณพ ซึ่งประมาณมิได้เห็น
ปานนี้ด้วยกิจคือความเพียรของบุรุษ ท่านนั้นจงไปใน
สถานที่ที่ใจของท่านยินดีนั้นเถิด.
[๔๔๙] ขุมทรัพย์ใหญ่สิบหกขุมเหล่านี้ คือ
ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก
ขุมทรัพย์ภายใน ขุมทรัพย์ภายนอก ขุมทรัพย์ไม่ใช่
ภายในไม่ใช่ภายนอก ขุมทรัพย์ขาขึ้น ขุมทรัพย์ขาลง
ขุมทรัพย์ที่ไม้รังใหญ่ทั้งสี่ ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่ง
โดยรอบ ขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง ขุมทรัพย์
ที่ปลายขนหาง ขุมทรัพย์ที่น้ำ ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 77 (เล่ม 63)

และธนูหนักพันแรงคนยก บัลลัง สี่เหลี่ยม หัวนอน
อยู่เหลี่ยมไหน และยังสีวลีราชเทวีให้ยินดี.
[๔๕๐] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่
พึงเบื่อหน่าย เราเห็นการเป็นพระราชาสมปรารถนา
แก่ตน. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย
เราเห็นตัว ท่านจากน้ำขึ้นสู่บก. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึง
พยายามเรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นการเป็น
พระราชาสมปรารถนาแก่ตน. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึง
พยายามเรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตัวท่าน
จากน้ำขึ้นสู่บก. นรชนผู้มีปัญญาแม้ใกล้ถึงทุกข์แล้ว
ก็ไม่พึงตัดความหวังที่จะถึงความสู่ จริงอยู่ ต้นเป็น
อันมากถูกทุกข์กระทบกระทั่ง ก็ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
ถูกสุขกระทบกระทั่ง ก็ทำสิ่งที่มีประโยชน์ คนเหล่า
นั้นไม่ตรึกถึงความข้อนี้ จึงถึงความตาย. สิ่งที่มิได้
คิดไว้ จะมีก็ได้ สิ่งที่คิดไว้ จะพินาศไปก็ได้ โภคะ
ทั้งหลายของหญิงก็ตาม ของชายก็ตาม มิได้สำเร็จ
ด้วยเพียงคิดเท่านั้น.
[๔๕๑] พระราชาผู้เป็นใหญ่ไม่เหมือนแต่ก่อน
เพราะบัดนี้ไม่ทรงตรวจตราเหล่าคนฟ้อนรำ ไม่ทรง
ใส่พระทัยเหล่าเพลงขับ ไม่ทอดพระเนตรสัตว์ทวิบท
จตุบาท ไม่ประพาสพระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตร
หมู่หงส์ พระองค์เป็นประหนึ่งคนใบ้ ประทับนิ่งเฉย
ไม่ทรงว่าราชกิจอะไร ๆ.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 78 (เล่ม 63)

[๔๕๒] ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้ใคร่ความ
สุข มีศีลอันปกปิดแล้ว ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส
หนุ่มก็ตาม แก่ก็ตาม มีตัณหาอันก้าวล่วงแล้ว อยู่ที่
ไหนในวันนี้ ขอนอบน้อมแต่ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น
ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ท่านผู้มีปัญญาเหล่าใดเป็นผู้ไม่
ขวนขวาย อยู่ในโลกที่มีความขวนขวาย ท่านผู้มี
ปัญญาเหล่านั้นตัดเสียซึ่งข่ายแห่งมัจจุซึ่งขึงไว้มั่น ผู้มี
มายาทำลายเสียด้วยญาณไปอยู่ ใครพึงนำเราไปสู่ภูมิ
ที่อยู่แห่งท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น.
[๔๕๓] เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอัน
มั่งคั่ง ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดจัดการสร้างจำแนกสถานที่
เป็นพระราชนิเวศเป็นต้น ปันส่วนออกเป็นประตูและ
ถนนตามส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จ
ได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง
กว้างขวางรุ่งเรืองด้วยประการทั้งปวง ออกบวช ความ
ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง มี
กำแพงและหอรบเป็นอันมาก ออกบวช ความประสงค์
นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง มี
ป้อมและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวช ความประสงค์
นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 79 (เล่ม 63)

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง มี
ทางหลวงตัดไว้เรียบร้อย ออกบวช ความประสงค์
นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง มี
ร้านตลาดจัดไว้ในระหว่างอย่างดี ออกบวช ความ
ประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง
เบียดเสียดไปด้วยรถเทียมโคและม้า ออกบวช ความ
ประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี
ระเบียบแห่งหมู่ไม้ในที่เที่ยวสำราญ ออกบวช ความ
ประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี
ระเบียบแห่งหมู่ไม้ในพระราชอุทยาน ออกบวช ความ
ประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง มี
ระเบียบแห่งปราสาทอันประเสริญ ออกบวช ความ
ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง มี
ปราการสามชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์
ซึ่งพระเจ้าวิเทหรัฐผู้ทรงยศพระนามว่า โสมนัส ทรง
สร้างไว้ ออกบวช ความประสงค์นั้น จะสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 80 (เล่ม 63)

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง ซึ่ง
พระเจ้าวิเทหรัฐ ทรงสะสมธัญญาหารเป็นต้น ทรง
ปกครองโดยธรรม ออกบวช ความประสงค์นั้นจัก
สำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานีอันมั่งคั่ง หมู่
ปัจจามิตรผจญไม่ได้ ทรงปกครองโดยธรรม ออกบวช
ความประสงค์นั้นจะสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่า
รื่นรมย์จำแนกเป็นสถานที่ไว้สมส่วน ออกบวช ความ
ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละมณเฑียรสถานอันน่ารื่นรมย์ ซึ่ง
ฉาบทาด้วยปูนขาวและดิน ออกบวช ความประสงค์
นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละมณเฑียรสถานอันน่ารื่นรมย์ มี
กลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ออกบวช ความประสงค์นั้น จัก
สำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันจำแนกปัน
สมส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันฉาบทาด้วย
ปูนขาวและดิน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จ
ได้เมื่อไรหนอ.

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 81 (เล่ม 63)

เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอด อันมีกลิ่นหอม
ฟุ้งจรุงใจ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอด อันทาสีวิเศษ
สวยสด ลาดรดประพรมด้วยแก่นจันทน์ ออกบวช
ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละบัลลังก์ทอง ซึ่งลาดอย่างวิจิตร
ด้วยหนังโค ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละบัลลังก์แก้วมณีซึ่งลาดอย่างวิจิตร
ด้วยหนึ่งโค ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละผ้าฝ้ายผ่าไหม ผ้าอันเกิดแต่โขม-
รัฐและเกิดแต่โกทุมพรรัฐ ออกบวชความประสงค์นั้น
จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ ซึ่ง
นกจากพรากร่ำร้องแล้ว ดาดาษไปด้วยพรรณไม้น้ำ
ทั้งปทุมและอุบล ออกบวช ความประสงค์นั้นจัก
สำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองช้างซึ่งประดับประดาไปด้วย
เครื่องอลังการทั้งปวง และเหล่าช้างมีสายรัดทองคำ
บริบูรณ์ด้วยเครื่องประดับศีรษะ และข่ายทองคำ เหล่า
ควาญที่ประจำ ก็ถือโตมรและของ้าว ออกบวช
ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 82 (เล่ม 63)

เมื่อไรเราจักละกองม้า ซึ่งประดับประดาด้วย
สรรพาลังการ และเหล่าสินธพชาติอาชาไนย ซึ่งเป็น
พาหนะเร็ว อันใดคนฝึกประจำถือดาบและแล่งศร
อยู่เป็นนิตย์ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองรถซึ่งติดเครื่องรบ ชักธง
ประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประ-
ดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำรถถือศรสวม
เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองรถทองคำ ซึ่งติดเครื่องรบ
ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ
ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวม
เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละรถเงินซึ่งติดเครื่องรบ ชักธง
ประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ
ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำรถถือศรสวม
เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จะสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองรถม้าซึ่งติดเครื่องรบ ชักธง
ประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ
ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวม

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 83 (เล่ม 63)

เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั่นจักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละรถเทียมอูฐซึ่งติดเครื่องรบ ชัก
ธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ
ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวม
เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้
เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองรถเทียมแพะ แกะ เนื้อ โค
ซึ่งติดเครื่องรบ ซักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลือง
และเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร
มีคนประจำถือศรสวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์
นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองฝึกช้าง ถือโตมรและขอ
ง้าว กองฝึกม้าทรงเครื่องประดับทองคำ กองพลธนู
ถือคันธนูพร้อมทั้งแล่งธนู เหล่าราชบุตรทรงเครื่อง
ประดับทองคำ ทั้งสี่เหล่านี้ล้วนประดับด้วยเครื่อง
สรรพาลังการ เป็นผู้กล้าหาญสวมเกราะมีวรรณะเขียว
และราชบุตรสวมเกราะอันวิจิตรถือกริชทอง ออกบวช
ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละหมู่พราหมณ์ผู้ครองผ้าเครื่อง
บริขารครบครัน ทาตัวด้วยแก่นจันทน์สีเหลือง ทรง
ผ้ามาแต่แคว้นกาสีอันอุดม และนางสนมกำนัล
ประมาณ ๗๐๐ คน ซึ่งประดับด้วยเครื่องสรรพาลังการ

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 84 (เล่ม 63)

เอวบาง สำรวมดีแล้ว เธอฟังคำสั่งพูดจาน่ารักออก
บวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละภาชนะทองคำน้ำหนักร้อยปัลละ
จำหลักลวดลายนับด้วยร้อย ออกบวช ความประสงค์
นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักละกองช้างซึ่งประดับประดาด้วย
เครื่องอลังการทั้งปวงเป็นต้น จนถึงเหล่านางสนม
กำนัลผู้เชื่อฟังคำสั่ง พูดจาน่ารัก เป็นที่สุด ผู้ติดตาม
เราไป เขาจักไม่ติดตามเราอันใด ความที่พวกนั้น ๆ
ไม่ติดตามเรานั้น จักมีจักเป็นได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักได้ปลงผมห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตร
เที่ยวบิณฑบาต จักทรงผ้าสังฆาฏิอันทำด้วยผ้าบังสุ-
กุลที่เขาทั้งไว้ตามถนนหนทาง เมื่อฝนตกเจ็ดวัน จัก
มีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวบิณฑบาต จักจาริกไปตามต้นไม้
ราวป่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เที่ยวไปโดยไม่
เหลียวแลถึงกิจการอันใดอันหนึ่ง จักละความกลัว
ความขลาดให้เด็ดขาด จักอยู่ผู้เดียวตามภูเขาและ
สถานที่อันลำบาก จักทำจิตให้ตรง ดุจคนดีดพิณ
ดีดสายทั้งเจ็ดให้เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ความประสงค์
นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.
เมื่อไรเราจักตัดเสียซึ่งกามสังโยชน์อันเป็นของ
ทิพย์และของมนุษย์ ดุจช่างรถตัดรองเท้าโดยรอบ
ฉะนั้น.

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 85 (เล่ม 63)

[๔๕๔] พระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้นประดับ
ด้วยสรรพาลังการ เอวบาง สำรวมดี เชื่อถ้อยฟังคำ
พูดจาน่ารัก ประคองพาหาทั้งสองกันแสงคร่ำครวญ
ว่า พระองค์ละพวกข้าพระองค์เพราะเหตุไร พระราชา
ทรงละพระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้น ซึ่งประดับด้วย
เครื่องอลังการทั้งปวง เอวบาง สำรวมดี เชื่อถ้อยฟังคำ
พูดจาน่ารัก เสด็จไปมุ่งการผนวกเป็นสำคัญ พระราชา
ทรงละภาชนะทองคำหนักร้อยปัลละ มีลวดลายนับ
ด้วยร้อย ทรงอุ้มบาตรดินนั้นให้เป็นอันอภิเษกครั้ง
ที่สอง.
[๔๕๕] คลังทั้งหลาย คือคลังเงิน คลังทอง
คลังแก้วมุกดา คลังแก้วไพฑูรย์ คลังแก้วมณี คลัง-
สังข์ คลังไข่มุกดา คลังผ้า คลังจันทน์เหลือง คลัง
หนังเสือ คลังงาช้าง คลังพัสดุสิ่งของ คลังทองแดง
คลังเหล็กเป็นอันมาก มีเปลวไฟเสมอเป็นอันเดียวกัน
อย่างน่ากลัว แม้อยู่คนละส่วนก็ไหม้หมด ขอพระองค์
โปรดเสด็จกลับดับไฟเสียก่อน พระราชทรัพย์ของ
พระองค์นั้นอย่าได้ฉิบหายเสียเลย.
[๔๕๖] เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิต
เป็นสุขดีหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญอยู่
ของอะไร ๆ ของเรามิได้ถูกเผาผลาญเลย.
[๔๕๗] เกิดโจรป่าขึ้นแล้ว ปล้นแว่นแคว้น
ของพระองค์ มาเถิดพระองค์ ขอพระองค์จงเสด็จ
กลับเถิด แว่นแคว้นนี้อย่าพินาศเสียเลย.

85