พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 66 (เล่ม 63)

บทว่า ยุวา ได้แก่ ถึงความเป็นหนุ่ม. บทว่า ทหโร แปลว่า หนุ่ม
บทว่า ปฐมุปฺปตฺติโต ความว่า เกิดขึ้น คือ ขึ้นต้น โดยปฐมวัย. บทว่า สุสู
ความว่า ยังหนุ่มแน่นมีเกศาดำขลับ.
ตั้งแต่นี้ไป เป็นธรรมกถาของพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์เมื่อทรง.
แสดงธรรมถวายพระราชา ตรัสว่า
คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม การบรรพชาควรเป็นของ
คนหนุ่ม ข้อนั้นท่านผู้แสวงหาคุณธรรมทั้งหลายสรร-
เสริญแล้ว คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม อาตมภาพจักประพฤติ
พรหมจรรย์ ไม่ต้องการราชสมบัติ อาตมภาพเห็น
เด็กชายของท่านทั้งหลาย เรียกมารดาบิดาซึ่งเป็นบุตร
ที่รักอันได้มาโดยยาก ยังไม่ทันแก่ก็ตายเสียแล้วอาตม-
ภาพเห็นเด็กหญิงของท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นเด็กหญิง
ที่สวยงามน่าชม สิ้นชีวิต เหมือนหน่อไม้ไผ่ยังอ่อน
ที่ถูกถอนฉะนั้น จริงอยู่ นรชนจะเป็นชายหนุ่มหรือ
หญิงสาวก็ตาม ตายทั้งนั้น ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิต
ว่า เรายังหนุ่มอยู่ อายุของคนเราเป็นของน้อยนัก
เพราะวันคืนล่วงไป ๆ เหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำ
น้อย ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้ สัตว-
โลกถูกครอบงำและถูกห้อมล้อมอยู่เป็นนิตย์ เมื่อสิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์เดินไปอยู่ มหาบพิตรจะอภิเษกอาตม-
ภาพในราชสมบัติทำไม.

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 67 (เล่ม 63)

พระราชาตรัสถามว่า
สัตวโลกถูกอะไรครอบงำไว้ และถูกอะไรห้อม
ล้อมไว้ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อะไรเป็นไปอยู่ ดิฉัน
ถามแล้ว พ่อจงบอกข้อนั้นแก่ดิฉัน.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
สัตวโลกถูกความตายครอบงำไว้ ถูกความแก่
ห้อมล้อมไว้ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์คือคืนวันเป็นไปอยู่
มหาบพิตรจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร เมื่อ
ด้ายที่เขากำลังทอ ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่จะ
ต้องทอก็ยังเหลืออยู่น้อยเท่านั้น แม้ฉันใด ชีวิตของ
สัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น แม่น้ำที่เต็มฝั่ง ย่อมไม่ไหลไป
สู่ที่สูง ฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่กลับ
ไปสู่ความเป็นเด็กอีกฉันนั้น แม่น้ำที่เต็มฝั่ง ย่อมพัด
พาเอาต้นไม้ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไป ฉันใด สัตว์
ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไป ฉันนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา ความว่า
ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ควรเป็นคนหนุ่มทีเดียว. บทว่า อิสีภิ วณฺณิตํ
ความว่า ท่านผู้แสวงหาคุณธรรมทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้ว
คือชมเชยแล้ว. บทว่า รชฺเชนมตฺถิโก ความว่า อาตมภาพไม่ต้องการ
ราชสมบัติ. บทว่า อมฺมตาต วทนฺนรํ ได้แก่ ซึ่งนระผู้เรียกว่า แม่จ๋า
พ่อจ๋า. บทว่า ปลุตฺตํ ความว่า ถูกความตายถอนขึ้นยึดไว้. บทว่า ยสฺส
รตฺยาธิวาเสน ความว่า มหาบพิตร ตั้งแต่เวลาที่เด็กถือปฏิสนธิในครรภ์
มารดา อายุก็น้อยลงเรื่อย ๆ เพราะคืนวันล่วงไป ๆ. บทว่า โกมาริกํ ตหึ

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 68 (เล่ม 63)

ความว่า ในวัยนั้น ความเป็นหนุ่มจักทำอะไรได้. บทว่า เกนมพฺภาหโต
ความว่า โลกนี้ถูกอะไรครอบงำไว้ พระราชาได้ทรงทราบเนื้อความของคำที่
กล่าวไว้โดยย่อ จึงตรัสถามข้อนี้. บทว่า รตฺยา แปลว่า ราตรีทั้งหลาย
มหาบพิตร ราตรีทั้งหลายย่อมทำอายุ วรรณะ และพละของสัตว์เหล่านั้นให้
สิ้นไป เป็นไปอยู่ ดังนั้นพึงทราบว่า ชื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เป็นไปอยู่.
บทว่า ย  ยํ เทโว ปวุยฺหติ ความว่า ในผ้าที่กำลังทออยู่ เมื่อทำส่วนที่
เหลือซึ่งจะต้องทอนั้น ๆ ให้เต็ม ย่อมเหลืออยู่น้อย ฉันใด ชีวิตของสัตว์
ทั้งหลายก็ฉันนั้น. บทว่า น ปริวตฺตติ ความว่า น้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ อยู่
ในขณะนั้น ย่อมไม่ไหลไปในที่สูง. บทว่า วเห รุกฺเข ปกุลเช ความว่า
พึงพัดพาต้นไม้ทั้งหลายที่เกิดใกล้ฝั่งไป.
พระราชาทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ไม่ทรงคิดผูกพัน
ด้วยการครองเรือน มีพระราชประสงค์จะทรงผนวช ตรัสว่า เราจักไม่ไป
พระนครอีก จักบรรพชาในที่นี้แหละ ถ้าลูกของเราไปพระนคร เราจะให้
เศวตฉัตรแก่เขา ดังนี้ เพื่อจะทรงทดลองพระมหาสัตว์ จึงตรัสเชื้อเชิญ ด้วย
ราชสมบัติอีกว่า
ลูกรัก ดิฉันขอมอบกองพลช้าง กองพลรถ
กองพลม้า กองพลราบ. และกองพลผูกเกราะ ตลอด
ถึงพระราชนิเวศอันเป็นที่รื่นรมย์แก่พ่อ และขอมอบ
นางสนมกำนัลใน ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อม
สรรพแก่พ่อ พ่อจงปฏิบัติในนางเหล่านั้น จงเป็นพระ
ราชาของดิฉันทั้งหลาย สตรี ๔ คนเป็นผู้ฉลาด
ในการฟ้อนรำและการขับร้อง ศึกษามาดีแล้ว จักทำ

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 69 (เล่ม 63)

ให้ลูกรื่นรมย์ในกาม พ่อจะทำอะไรในป่า ดิฉัน
จักนำราชกัญญาจากพระราชาเหล่าอื่น ที่ตกแต่งแล้ว
มาเพื่อพ่อ พ่อจงให้นางเหล่านั้นมีโอรสมาก ๆ แล้ว
จึงผนวชต่อภายหลัง ลูกรัก ดีฉันขอให้ฉางหลวง
พระคลัง พาหนะ และกองพลทั้งหลาย ตลอดถึงพระ
ราชนิเวศ อันเป็นที่รื่นรมย์แก่พ่อ พ่อจงแวดล้อม
ด้วยราชกัญญาอันงดงามเป็นปริมณฑล มีหมู่บริจาริ-
กานารีห้อมล้อม จงครองราชสมบัติเถิด ขอพ่อจง
เจริญ จักทำอะไรในป่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โคมณฺฑลปริพฺยุฬฺโห ความว่า
มีเหล่าราชกัญญาผู้สวยงามห้อมล้อมเป็นวง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อประกาศความที่พระองค์ ไม่ต้องการ
ราชสมบัติ ตรัสว่า
มหาบพิตร จะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์
ทำไม บุคคลจักตายเพราะภริยาทำไม ประโยชน์อะไร
ด้วยความเป็นหนุ่มสาว ซึ่งต้องแก่ ทำไมจะต้องให้
ชราครอบงำ ในโลกสันนิวาสซึ่งมีชราและมรณะเป็น
ธรรมดานั้น จะเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม
จะยินดีไปทำไม จะมีประโยชน์อะไรด้วยการแสวง
หาทรัพย์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยบุตรและภริยา
แก่อาตมภาพ มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้พ้นแล้ว
จากเครื่องผูก มัจจุราชย่อมไม่ประมาทในอาตมภาพผู้

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 70 (เล่ม 63)

รู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลเมื่อถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว จะ
ยินดีไปทำไม จะประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหา-
ทรัพย์ ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมเกิดภัย แต่การหล่นเป็น
นิตย์ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว ย่อมมีภัยแต่
ความตายเป็นนิตย์ ฉันนั้น ชนเป็นอันมากเห็นกันอยู่
ในเวลาเช้า บางพวกพอตกเวลาเย็นก็ไม่เห็นกัน ชน
เป็นอันมากเห็นกันอยู่ในเวลาเย็น บางพวกพอถึงเวลา
เช้าก็ไม่เห็นกัน ภูมิประเทศที่ตั้งกองช้าง กองรถ
กองราบ ย่อมไม่มีในสงความคือมรณะนั้น ไม่อาจจะ
ต่อสู่เอาชัยชนะต่อมฤตยู ด้วยเวทมนต์ หรือยุทธวิธี
หรือสินทรัพย์ได้ มฤตยูมิได้เว้นกษัตริย์ พราหมณ์
พ่อค้า ลูกจ้าง คนจัณฑาล และคนเทหยากเยื่อไร ๆ
ย่อมย่ำยีทั้งหมดทีเดียว ควรรีบทำความเพียรในวันนี้
ทีเดียว ใครเล่าจะพึงรู้ว่าตายพรุ่งนี้ เพราะความผัด
ผ่อนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ไม่มีเลย โจรทั้ง-
หลายย่อมปรารถนาทรัพย์ อาตมภาพเป็นผู้พ้นจาก
เครื่องผูก ขอถวายพระพร เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับ
ไปเถิด อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิยฺเยถ ความว่า มหาบพิตร พระองค์
ทรงเชื่อเชิญอาตมภาพเหตุทรัพย์ทำไม ทรัพย์ซึ่งสิ้นไปย่อมละเสียซึ่งบุคคล บาง
ที่บุคคลย่อมละเสียซึ่งทรัพย์ไป แม้สิ่งทั้งปวงก็ย่อมถึงความสิ้นไปทั้งนั้น พระ-
องค์ทรงเชื้อเชิญอาตมภาพเหตุทรัพย์ทำไม. บทว่า กึ ภริยาย มริสฺสติ

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 71 (เล่ม 63)

ความว่า เมื่ออาตมภาพยังดำรงอยู่ ภรรยาก็จักตาย เมื่อภรรยานั้นยังดำรงอยู่
แม้อาตมภาพก็จักตาย พระองค์จักทำอะไรด้วยภรรยานั้น. บทว่า ชิณฺเณน
ความว่า อันชราห้อมล้อมครอบงำ. บทว่า ตตฺถ ความว่า ในโลกสันนิวาส
ซึ่งมีชราและมรณะเป็นธรรมดา. บทว่า กา นนฺทิ ความว่า จะยินดีไป
ทำไม. บทว่า กา ขิฑฺฑา ความว่า จะเล่นไปทำไม. บทว่า กา รติ
ความว่า จะยินดีในกามตัณหาไปทำไม. บทว่า พนฺธนา ความว่า เพราะ
ข่มไว้ได้ด้วยฌาน พระมหาสัตว์จึงตรัสอย่างนี้ว่า มหาบพิตร อาตมภาพเป็น
ผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกคือกาม หรือจากเครื่องผูกคือตัณหา. บทว่า มจฺจุ เม
ความว่า มัจจุราชไม่ประมาทในเรา. บทว่า นปฺปมชฺชสิ ความว่า เป็นผู้
ไม่ประมาทเพื่อจะฆ่าอาตมภาพเป็นนิจเลย. บทว่า โยหํ. ความว่า อาตมภาพ
ทราบอย่างนี้. บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส ความว่า เมื่ออาตมภาพถูก
ความตายครอบงำคือหยั่งลงแล้ว จะยินดีแสวงหาทรัพย์ไปทำไม. บทว่า
นิจฺจํ ความว่า ภัยแต่มรณะย่อมเกิดขึ้นในกาลทั้งปวง จำเดิมแต่กาลที่เป็น
กาลละ. บทว่า อาตปฺปํ ได้แก่ ความเพียรในกุศลกรรม. บทว่า กิจฺจํ
แปลว่า พึงกระทำ. บทว่า โก ชญฺญา มาณํ สุเว ความว่า ใครจะรู้
ว่า จะเป็นจะตายในวันพรุ่งนี้ หรือวันมะรืนนี้. บทว่า สงฺครํ ได้แก่
กำหนด. บทว่า มหาเสเนน ความว่า ผู้มีเสนามาก มีมหาภัย ๒๕
กรรมกรณ์ ๓๒ และโรค ๙๖ เป็นต้น. บทว่า โจรา ธนสฺส ปตฺเถนฺติ
ความว่า โจรทั้งหลายเมื่อสละชีวิตเพื่อต้องการทรัพย์ ชื่อว่าปรารถนาทรัพย์.
บทว่า ราช มุตฺโตสฺมิ ความว่า มหาบพิตร อาตมภาพพ้นแล้ว จาก
เครื่องผูกกล่าวคือความปรารถนาทรัพย์ อาตมภาพไม่ต้องการทรัพย์. บทว่า
นิวตฺตสฺสุ ความว่า ขอมหาบพิตรทรงกลับ พระหฤทัยโดยชอบตามคำของ
อาตมภาพ มหาบพิตรจงละราชสมบัติทรงผนวช ทำเนกขัมมคุณให้เป็นที่พึ่ง

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 72 (เล่ม 63)

จะมีดีหรือ อนึ่ง มหาบพิตรอย่าได้มีพระราชดำริถึงเรื่องที่มหาบพิตรได้มีพระ
ราชดำริไว้นั้นว่า เราจะให้ลูกของเราคนนี้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ อาตมภาพไม่
ต้องการราชสมบัติ.
ธรรมเทศนาของพระมหาสัตว์ ชื่อว่า ยถานุสนธิ จบลงด้วยประการ
ฉะนี้.
นางสนมหมื่นหกพันคน และประชาชนมีเหล่าอมาตย์เป็นต้น นับตั้ง
แต่พระราชาและพระนางจันทาเทวีเป็นต้น ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระมหา-
สัตว์นั้นแล้ว ได้มีความประสงค์จะบรรพชาในคราวนั้น ครั้งนั้น พระราชา
โปรดให้ตีกลองประกาศในพระนครว่า ชนใด ๆ ปรารถนาจะบวชในสำนัก
ของลูกเรา ชนนั้น ๆ จงบวชเถิด และโปรดให้เปิดประตูพระคลังทองเป็นต้น
ทั้งหมด แล้วให้จารึกในแผ่นทองผูกไว้ที่เสาท้องพระโรงว่า หม้อขุมทรัพย์
ใหญ่มีอยู่ในที่โน้นด้วยในที่โน้นด้วย ผู้ที่ต้องการจงถือเอาเถิด ฝ่ายชาวพระ-
นครทั้งหลาย ก็ละทิ้งร้านตลาดตามที่เปิดเสนอขายของกัน และทิ้งบ้านเรือน
ซึ่งเปิดประตูไว้ ไปสู่สำนักแห่งพระราชา พระราชาทรงผนวชในสำนักของ
พระมหาสัตว์ พร้อมด้วยประชาชนเป็นจำนวนมาก อาศรมสถานสามโยชน์ที่ท้าว
สักกเทวราชถวาย เต็มไปหมด พระมหาสัตว์ทรงพิจารณาบรรณศาลาทั้งหลาย
ทรงมอบบรรณศาลาทั้งหลายในที่ท่ามกลางแก่เหล่าสตรี เพราะเหตุไร เพราะ
สตรีเหล่านี้ เป็นคนขลาด พระมหาสัตว์ทรงพิจารณาแล้วทรงมอบบรรณศาลา
หลังนอก ๆ แก่เหล่าบุรุษ บรรพชิตชายหญิงทั้งหมดเก็บผลไม้ ที่ต้นไม้มี
ผลทั้งหลาย อันพระวิสสุกรรมเนรมิตไว้ ซึ่งหล่นลงที่พื้นดิน ในวันรักษา
อุโบสถ มาบริโภคแล้วเจริญสมณธรรม บรรดาบรรพชิตเหล่านั้น ผู้ใดตรึก
กามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก พระมหาสัตว์ทรงทราบวารจิตแห่ง
ผู้นั้น เสด็จประทับนั่งแสดงธรรมสั่งสอนในอากาศ บรรพชิตเหล่านั้นทั้งหมด

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 73 (เล่ม 63)

ฟังพระโอวาทนั้นแล้ว ทำอภิญญาห้าและสมาบัติ (แปด) ให้เกิดพลันทีเดียว
กาลนั้น กษัตริย์สามนตราชองค์หนึ่ง ทรงสดับว่า ได้ยินว่า พระเจ้า
กาสิกราชทรงผนวชแล้ว จึงทรงคิดว่า เราจักยึดเอาราชสมบัติในกรุงพาราณสี
เสีย จึงเสด็จออกจากพระนคร (ของพระองค์) ถึงกรุงพาราณสี เสด็จเข้าสู่
พระนคร ทอดพระเนตรเห็นพระนครซึ่งตกแต่งไว้ จึงเสด็จขึ้นพระราชนิเวศ
ทอดพระเนตรดูรัตนะอันประเสริฐเจ็ดประการ ทรงจินตนาการว่า ภัยอย่าง
หนึ่งพึงมีเพราะอาศัยทรัพย์นี้ รับสั่งให้เรียกพวกนักเลงสุรามาตรัสถามว่า แน่ะ
พ่อนักดื่มทั้งหลาย ในพระนครนี้ มีภัยเกิดขึ้นแก่พระราชาผู้เป็นเจ้านายของ
พวกท่านหรือ.
พวกนักเลง. ไม่มีพระเจ้าข้า.
กษัตริย์สามนตราช. ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร.
ก็ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ เตมิยกุมารผู้เป็นโอรส ของพระราชาของพวก
ข้าพระองค์ ทรงเห็นว่า จักครองราชสมบัติในกรุงพาราณสีทำไม มิได้เป็น
ใบ้ก็แสร้งทำเป็นใบ้ เสด็จออกจากพระนครนี้เข้าป่าทรงผนวชเป็นฤๅษี เพราะ
เหตุนั้น แม้พระราชาของพวกข้าพระองค์พร้อมด้วยมหาชน ก็ได้เสด็จออก
จากพระนครนี้ไปสำนักของเตมิยกุมาร ทรงผนวชแล้ว พระเจ้าสามนตราช
ตรัสถามว่า พระราชาของพวกเจ้าเสด็จออกทางประตูไหน เมื่อเขากราบทูลว่า
เสด็จออกทางประตูทิศตะวันออก เสด็จออกทางประตูนั้นเหมือนกัน ได้
เสด็จไปตามฝั่งแน่น้ำ.
พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า พระเจ้าสามนตราชเสด็จมา ทรงต้อนรับ
แล้ว ประทับนั่งในอากาศแสดงธรรมแก่พระเจ้าสามนตราชนั้น พระราชา
สามนตราชนั้น พร้อมด้วยบริษัท ทรงสดับธรรมแล้วทรงผนวชในสำนักของ

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 74 (เล่ม 63)

พระมหาสัตว์นั้น แม้พระราชาอื่น ๆ อีกสามพระองค์ต่างก็ทรงละทิ้งราชสมบัติ
ทรงผนวชแล้วอย่างนั้นนั่นแล ด้วยประการฉะนี้ ประเทศทรงนั้นได้เป็นมหา-
สมาคม ช้างทั้งหลายก็กลายเป็นช้างป่า ม้าทั้งหลายก็กลายเป็นม้าป่า แม้รถ
ทั้งหลายก็ชำรุดทรุดโทรมไปในป่านั่นเอง ภัณฑะเครื่องใช้สอยและกหาปณะ
ทั้งหลายก็เรี่ยรายเกลื่อน ดุจทรายที่ใกล้อาศรมสถาน บรรพชิตทั้งหมดนั้น ทำ
สมาบัติแปดให้บังเกิดในที่นั่นเอง เมื่อสิ้นชีวิตได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้อง
หน้า แม้ช้างและม้าทั้งหลายซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน ยังจิตให้เลื่อมใสในหมู่ฤๅษี
ทั้งหลาย ได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ ชั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน.
ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เราละราชสมบัติออกบวช แม้ในกาล
ก่อน เราก็ได้ละราชสมบัติออกบวชเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงประกาศอริยสัจ ๔
แล้วประชุมชาดก เทพธิดาผู้สิงสถิตอยู่ที่เศวตฉัตรในกาลนั้น เป็นภิกษุณี
ชื่ออุบลวรรณาในบัดนี้ นายสุนันทสารถี เป็นพระสารีบุตร ท้าวสักกะเป็น
พระอนุรุทธ์ พระชนกและพระชนนี เป็นมหาราชสกุล บริษัทนอกนี้เป็น
พุทธบริษัท ส่วนบัณฑิตผู้ทำเป็นใบ้ ทำเป็นง่อยเปลี้ย คือเราผู้สัมมาสัม
พุทธนี่เองแล.
จบเตมิยชาดก

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 75 (เล่ม 63)

๒. มหาชนกชาดก
ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี
[๔๔๒] นี้ใคร เมื่อแลไม่เห็นฝั่งก็อุตสาหะ
พยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านรู้อำนาจ
ประโยชน์อะไร จึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้นักหนา.
[๔๔๓] ดูก่อนเทวดา เราไตร่ตรองเห็น
ปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์แห่งความเพียร เพราะ
ฉะนั้น จึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราต้องพยายามว่ายอยู่
ในกลางมหาสมุทร.
[๔๔๔] ฝั่งมหาสมุทรลึกจนประมาณไม่ได้
ย่อมไม่ปรากฏแก่ท่าน ความพยายามอย่างลูกผู้ชาย
ของท่านก็เปล่าประโยชน์ ท่านไม่ทันถึงฝั่งก็จักตาย.
[๔๔๕] บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะ
ตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ เทวดาและ
บิดามารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อม
ไม่เดือดร้อนในภายหลัง.
[๔๔๖] การงานอันใด ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความ
พยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล มีความลำบากเกิดขึ้น
การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใด จน
ความตายปรากฏขึ้น ความพยายามในฐานะอันใน
สมควรนั้น จะมีประโยชน์อะไร.

75